28 ก.ค. เวลา 09:15 • หนังสือ

บทที่ 344

รถม้าวิ่งผ่านถนนใหญ่ที่กำลังคึกคักวุ่นวาย รอจนมาถึงจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
กู้อี้ช่านกระโดดลงจากรถม้า ก่อนถามว่า
“เจ้าจะเข้าไปนั่งพักสักหน่อยหรือไม่?”
ไม่ว่าจะมองอย่างไรไม่ถูกชะตากันเพียงใด แต่เซี่ยอิ่งเฉินยอมช่วยน้องสาวทำพิธีมงคลเพื่อแก้เคล็ด อีกทั้งยังเชื่อมโยงเส้นชะตาชีวิตกับนาง กู้อี้ช่านจึงมีท่าทีอ่อนโยนต่อเขาขึ้นมาก
เซี่ยอิ่งเฉินส่ายหน้า
“ข้าไม่เข้าไปแล้ว ข้ายังต้องไปที่จวนหลี่ชินอ๋องอีกครั้ง”
นอกจากมหาเสนาบดีใหญ่ซ่งแล้ว เขายังต้องมีผู้อาวุโสอีกคนไปร่วมเป็นตัวแทนเดินทางมายังจวนเจิ้นเป่ยอ๋องเพื่อส่งของหมั้น
แม้ว่าวันเวลาจะกำหนดไว้อย่างเร่งรีบ แต่เซี่ยอิ่งเฉินก็ไม่ยอมทำอย่างลวก ๆ สิ่งที่ควรมีล้วนต้องมีครบถ้วน
ดีมาก
กู้อี้ช่านเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนโบกมือให้เขา แล้วเดินกลับจวนไปก่อนโดยตรง
เรื่องนี้เองก็ต้องรีบไปหารือกับท่านย่าและท่านอาของเขา
เซี่ยอิ่งเฉินปล่อยม่านรถลง แล้วกล่าด้านนอกว่า
“ไปจวนหลี่ชินอ๋อง”
รถม้าเคลื่อนตัวอีกครั้ง มุ่งตรงไปยังถนนจวนอ๋อง
หลี่ชินอ๋องเพิ่งกลับจากตำหนักหานจางได้ไม่นาน เขาเหนื่อยล้าจนให้พระชายาช่วยนวดศีรษะให้ พลางฟังพระชายาบ่นพึมพำว่า หากยังยุ่งวุ่นวายเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานคงได้เป็นอัมพาตอีกครั้ง
จากนั้นก็ได้ยินว่ามีเซี่ยอิ่งเฉินมาหา
“เจ้าหนูนี่ ในที่สุดก็ยังรู้จักมาหาข้าอยู่”
หลี่ชินอ๋องให้คนไปรับเขาเข้ามา
ในเมื่อเป็นหลานชายแท้ ๆ ของตน พระชายาจึงไม่ได้หลบออกไป
“เมื่อครู่ที่ประตูอู่เหมิน เขาพูดจะไปก็ไปเลย ในที่สุดก็กลับมาแล้ว”
“พระชายาเอ๋ย ข้าจะบอกเจ้าให้ เด็กคนนี้ในดวงตามีแต่ภรรยาของเขา เรื่องของตัวเองกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย”
“เด็กสาวตระกูลกู้นั่น ดุจริง ๆ นะ เฮ้อ ๆ คนหนึ่งเต็มใจตี อีกคนเต็มใจให้ตี เจ้าไม่ได้เห็น ตอนที่เขายิ้มให้เด็กสาวตระกูลกู้นั่นน่ะ...”
ขณะที่กำลังพูดอยู่ เซี่ยอิ่งเฉินก็เดินเข้ามา
หลังจากทำความเคารพแล้ว หลี่ชินอ๋องยังคิดว่าเขามาหาตนเพราะเรื่องตำแหน่งรัชทายาท
หลังจากเขาและเด็กสาวตระกูลกู้จากไปได้ไม่นาน ฮ่องเต้ก็ทรงพิโรธอย่างหนัก ถึงขั้นเตะเว่ยกั๋วกงจนล้มกลิ้งไปทั้งตัว ก่อนเสด็จกลับไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
แต่หลี่ชินอ๋องได้ยินมาว่า หลังจากเว่ยกั๋วกงกลับถึงจวน เขาก็เริ่มเขียนฎีกาทันที ทั้งยังเรียกพบคนในสำนักของตน คาดว่าคงกำลังเตรียมรวบรวมกำลัง
ตอนที่เว่ยกั๋วกงสนับสนุนเซี่ยจิ่ง เขายังไม่เคยวางแผนให้เซี่ยจิ่งอย่างละเอียดถึงเพียงนี้
แต่ตอนนี้กลับทุ่มเทสุดใจ
หลี่ชินอ๋องจงใจทำหน้าขรึม ยกถ้วยชาขึ้นมาทำท่าจิบอย่างสง่างาม ตั้งใจจะรอให้เขาสำนึกก่อนว่า ทิ้งทุกคนไว้แล้วหนีไปเองนั้นไม่ถูกต้อง จากนั้นจึงค่อยรับปากช่วยเขายื่นฎีกาขอแต่งตั้งรัชทายาท
แต่ผลคือ ประโยคแรกที่เซี่ยอิ่งเฉินกล่าวออกมากลับเป็น
“ท่านปู่ ขอรบกวนท่านไปส่งของหมั้นที่ตระกูลกู้ให้ข้าด้วย”
ส่งของหมั้น?
ส่งของหมั้นอะไร?
นี่เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากสิ่งที่หลี่ชินอ๋องคาดคิดโดยสิ้นเชิง
เขานิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนหลุดปากถาม
“หมั้นกับใคร?”
“ส่งของหมั้น”
“ของใคร?”
พระชายายกมือแตะหน้าผาก
สามีของนางหลังจากป่วยเป็นโรคลมแล้ว สมองคงไม่ค่อยดีนัก
ยังดีที่ท่านอ๋องทรงได้รับความเคารพจากท่านอ๋องเฉินมาโดยตลอด ไม่เช่นนั้นคงต้องให้อีกฝ่ายกลับไปเกษียณอยู่บ้าน แล้วพาไปตรวจสมองเสียแล้ว
พระชายากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แน่นอนว่าคือไปส่งของหมั้นให้คุณหนูกู้ใหญ่ เฉินเอ๋อร์เองก็ควรแต่งงานได้แล้ว นี่เป็นเรื่องมงคลใหญ่”
เซี่ยอิ่งเฉินยิ้มที่ดวงตา
“ขอรับ ขอท่านปู่ช่วยไปส่งของหมั้นให้ข้าที่จวนเจิ้นเป่ยอ๋องด้วย”
หลี่ชินอ๋องแทบพ่นชาที่อยู่ในปากออกมา
“เด็กสาวตระกูลกู้ยังไม่ได้ปักปิ่นไม่ใช่หรือ?”
ในมุมมองของเขา เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้
เด็กสาวตระกูลกู้ยังไม่ได้ถึงวัยปักปิ่น ตระกูลเซี่ยก็ไม่ได้ต้องการให้นางช่วยแก้เคล็ดด้วยการแต่งงาน ขอเพียงรอจนถึงวันปักปิ่นแล้วค่อยส่งของหมั้น ก็จะยิ่งแสดงถึงความจริงจังมากกว่า
หากคำนวณดู อย่างเร็วที่สุดก็คงต้องเป็นปีหน้า
ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การกำหนดฐานะรัชทายาทหรอกหรือ?
“เฉินเอ๋อร์”
หลี่ชินอ๋องกล่าวอย่างจริงใจ
“ตอนนี้ไม่ว่าจะในราชสำนักหรือในหมู่ประชาชน ต่างกำลังรู้สึกเสียใจและโทษตัวเองเรื่องบิดาของเจ้า เจ้าควรใช้โอกาสนี้กำหนดฐานะรัชทายาทเสียก่อน”
“ข้าสามารถช่วยเจ้าเดินเรื่องได้ เช่นเดียวกับมาหาเสนาบดีใหญ่ซ่ง และเว่ยกั๋วกง พวกเขาล้วนสนับสนุนเจ้า”
ทุกคำพูดของเขาล้วนคิดเพื่อเซี่ยอิ่งเฉิน
“ขอเพียงสามารถทำให้คนในราชสำนักครึ่งหนึ่งยืนอยู่ข้างเจ้าได้ ย่อมสามารถทำให้ฮ่องเต้ทรงออกพระราชโองการแต่งตั้งรัชทายาทได้แน่นอน”
“หากพลาดช่วงเวลานี้ไป เมื่อฮ่องเต้ทรงเตรียมตัวแล้ว เรื่องจะยิ่งจัดการยาก”
“อย่างไรเสียฮ่องเต้ก็มีพระโอรสแท้ ๆ ของพระองค์ ใครจะยอมยกบัลลังก์ให้หลานชายต่างสายเลือดกัน”
“อย่าว่าแต่บัลลังก์เลย เจ้าไปถามชาวบ้านดู แม้แต่ครอบครัวชาวนา ก็ยังไม่มีใครข้ามลูกชายแท้ ๆ แล้วให้หม้อไหถ้วยชามในบ้านตกเป็นของหลานชายหรอก”
“อีกอย่าง เจ้าลองดูสถานะของเจ้าตอนนี้สิ ทั้งน่าอึดอัดและยังไม่รู้อนาคต เจ้าจะคู่ควรกับเด็กสาวตระกูลนั้นได้อย่างไร”
เซี่ยอิ่งเฉินรู้ว่าเขาหวังดี จึงตอบอย่างเปิดเผย
“ท่านปู่ การแต่งงานสำคัญกว่า”
หลี่ชินอ๋องขมวดคิ้ว แม้ในใจจะไม่เห็นด้วยอย่างเต็มที่ แต่เมื่อเห็นแววตาของเขาที่มั่นคง จึงยังถามออกมาหนึ่งประโยค
“เพราะเหตุใด?”
“แก้เคล็ดมงคล”
หา?
“อะไรกัน? เป็นการแก้เคล็ดจริง ๆ หรือ?”
หลี่ชินอ๋องตกใจ รีบถามอย่างกังวล
“ร่างกายเจ้ามีปัญหาอีกแล้วหรือ?”
ตอนที่เซี่ยอิ่งเฉินเพิ่งกลับมายังแคว้นต้าฉี สภาพร่างกายที่อ่อนแอของเขายังคงติดอยู่ในความทรงจำของหลี่ชินอ๋อง
“ตรงไหนไม่สบาย เจ้าให้หมอหลวงตรวจแล้วหรือยัง?”
“เจ้าก็จริง ๆ เลย หากส่งคนมาบอกข้าสักคำก็พอ เหตุใดยังต้องเดินทางมาด้วยตัวเองอีก”
หลี่ชินอ๋องถามต่อเนื่องหลายคำ
ในที่สุดเซี่ยอิ่งเฉินก็หาโอกาสแทรกขึ้นมาได้
“เป็นข้าที่ทำพิธีแก้เคล็ดให้นาง”
เรื่องนี้จำเป็นต้องอธิบายให้ชัด
เพราะพิธีแก้เคล็ดมีธรรมเนียมของมัน ไม่เหมือนการส่งของหมั้นทั่วไป หากทำผิดขึ้นมาจะยุ่งยาก
หลี่ชินอ๋อง “……”
เสียงของเขาติดอยู่ในลำคอ ก่อนจะไอสำลักเป็นชุด
พระชายายกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ
หลี่ชินอ๋องจ้องมองเขาอย่างจริงจัง เซี่ยอิ่งเฉินก็กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน
“บิดามารดาของข้าเสียชีวิตไปแล้ว ตระกูลฝ่ายมารดาก็ตัดขาดความสัมพันธ์ไป ข้าจึงทำได้เพียงขอให้ท่านปู่ทวดเป็นผู้ใหญ่ในครอบครัว เดินทางไปสู่ขอแทนข้า”
“เจ้า เจ้า เจ้า!”
หลี่ชินอ๋องโมโหจนแทบระเบิด
เด็กหนุ่มตระกูลเซี่ยของพวกเขา เป็นถึงไท่ซุนผู้สูงศักดิ์ ในอนาคตไม่แน่ว่าอาจได้ขึ้นครองบัลลังก์ ปกครองใต้หล้า แล้วเหตุใดถึงได้ตกต่ำมาถึงขั้นต้องแต่งงานเพื่อแก้เคล็ดให้ผู้อื่นกัน?!
ต่อไปในประวัติศาสตร์จะเขียนเรื่องนี้อย่างไร?!
เขารู้สึกราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะจนสมองส่งเสียงอื้ออึง พึมพำออกมา
“เจ้ายังไม่สู้แต่งเข้าตระกูลนางไปเลย”
“ก็ได้”
“ไม่ได้!”
หลี่ชินอ๋องตบโต๊ะดังปัง ๆ เครากระดิก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโมโห
“อย่าได้คิดเชียว!”
ช่างเถอะ ๆ แต่งเพื่อแก้เคล็ดก็แต่งเพื่อแก้เคล็ด อย่างน้อยก็ดีกว่าให้เขาไปเป็นเขยแต่งเข้าบ้าน
แม้จะโกรธ แต่เขาก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้
“เด็กสาวตระกูลกู้เป็นอะไร?”
“ตอนเช้ายังดูมีชีวิตชีวาอยู่เลย ทำเอาฮ่องเต้โกรธจนกระอักไปทั่วพื้น แถมยังเกือบเส้นเลือดในสมองแตกด้วยซ้ำ”
“นางป่วยจริงหรือ?”
“ขอรับ”
“เช่นนั้นก็ต้องหาหมอหลวงเพิ่มอีกสักหลายคนมาตรวจให้ดี อย่าไปเชื่อพวกนักพรตพเนจรพวกนั้นสิ พระชายา ไหนจดหมายเชิญของข้า รีบเรียกหมอหลวงทั้งหมดไปที่จวนเจิ้นเป่ยอ๋องเร็วเข้า โอ๊ย เด็กคนนี้ เหตุใดถึงป่วยขึ้นมากะทันหันเช่นนี้”
“เยาเยาเป็นคนของสำนักเต๋า”
อ้อ จริงด้วย
“หากท่านปู่ไม่ยินยอม เช่นนั้น...”
“ได้ ๆ ๆ”
หลี่ชินอ๋องรีบตอบตกลงทันที
“ข้าไป ข้าไปเอง! กำหนดวันไว้เมื่อใด?”
“วันที่สิบเดือนเก้า”
“วันที่สิบ?”
หลี่ชินอ๋องนับวันบนมืออยู่ครู่หนึ่ง
“ของหมั้นเตรียมไว้แล้วหรือยัง?”
“หลังจากกำหนดวันแล้ว ข้าก็รีบมาขอคำปรึกษาจากท่านก่อน”
ในที่สุดหลี่ชินอ๋องก็พอใจ เขาโบกมือไล่ให้เซี่ยอิ่งเฉินรีบไปจัดการธุระ ส่วนตัวเองก็ให้คนไปเชิญเสนาบดีกรมพิธีการมา
การหมั้นหมายของเชื้อพระวงศ์ยังมีระเบียบและพิธีการมากมาย
แต่เมื่อลองคิดดูแล้ว หลานชายของตนกำลังแต่งเพื่อแก้เคล็ด ภายในราชวงศ์คงไม่เคยมีกรณีเช่นนี้มาก่อน จะนำแบบอย่างเก่ามาใช้ก็ไม่ได้
หลี่ชินอ๋องกุมแก้มที่เริ่มปวดตุบ ๆ
พิธีการครั้งนี้ควรจัดอย่างไร จำเป็นต้องบีบให้เสนาบดีกรมพิธีการไปค้นตำราโบราณ แล้วคิดให้รอบคอบเสียแล้ว
ถึงจะเป็นการแต่งเพื่อแก้เคล็ด ก็ต้องจัดให้สมกับศักดิ์ศรีของราชวงศ์!
เซี่ยอิ่งเฉินลุกขึ้นกล่าวลา หลังจากนั้นเขาก็ไปเยือนจวนของมาหาเสนาบดีใหญ่ซ่งด้วยตัวเอง เพื่อเชิญเขาเป็นพ่อสื่อ จากนั้นจึงรีบกลับจวน
วันที่สิบเดือนเก้า เวลานั้นช่างกระชั้นนัก
ของหมั้นของเซี่ยอิ่งเฉินนั้น เขาเตรียมเอาไว้ตั้งนานแล้ว
ทุกชิ้นล้วนเขียนด้วยลายมือของเขาเอง และเลือกด้วยตัวเองทั้งหมด เดิมทีเตรียมไว้ถึงหนึ่งร้อยยี่สิบแปดหาบ เพียงแต่ตอนนี้ยังขาดอีกไม่กี่หาบ
เซี่ยอิ่งเฉินไม่ต้องการลดมาตรฐานหรือจัดการแบบขอไปที
ทันทีที่กลับถึงจวน เขาก็ตรงไปยังคลังเก็บของก่อน
คลังหลายห้องในจวนอ๋องแห่งนี้ เดิมเป็นคลังส่วนตัวของบิดา และสินเดิมของมารดา
ครั้งหนึ่งเคยถูกฮ่องเต้ยึดเข้าเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ทั้งหมด
แต่วันที่เขาย้ายออกจากวัง ฮ่องเต้เพื่อแสดงความใจกว้าง จึงคืนทุกอย่างกลับมาให้เขา
เมื่อได้ยินว่าคุณชายของพวกเขากำลังจะเตรียมของหมั้น คนในจวนต่างก็มีสีหน้ายินดีอย่างยิ่ง
หวายจิ่งจือเองก็ตามไปช่วยจัดเตรียม ถือบัญชีทรัพย์สินในคลัง คอยช่วยเลือกของหมั้น
ยุ่งวุ่นวายจนเกือบถึงยามสาม เซี่ยอิ่งเฉินจึงจัดเตรียมของหมั้นทั้งหมดเสร็จสิ้น
เขาหยิบกระดาษสีแดงสดแต้มลายทองแผ่นใหม่ออกมา แล้วคัดลอกรายการของหมั้นด้วยมือตนเอง
หวายจิ่งจือจัดเรียงและตรวจสอบไปด้วย พลางถามขึ้น
“คุณชาย ต้องจัดงานเลี้ยงหรือไม่ขอรับ?”
“จัด”
“ขอรับ”
หวายจิ่งจือตอบรับอย่างยินดี
“บ่าวจะไปจัดรายชื่อแขก”
ในที่สุดคุณชายของพวกเขาก็ใกล้จะได้แต่งภรรยาแล้ว!
คนอื่นที่อายุเท่าคุณชาย ป่านนี้ลูก ๆ คงวิ่งล้อมรอบตัวกันหมดแล้ว
มีเพียงคุณชายของพวกเขาเท่านั้น ที่ภายในเรือนว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ความอบอุ่นเล็กน้อย
แต่เดิมทุกคนก็ชินแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร
ทว่า ตั้งแต่คุณหนูกู้แวะเวียนมาที่นี่เป็นครั้งคราว ทั้งจัดแต่งจวน ทั้งจัดการกำลังคนภายในจวน ที่นี่ก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้นมา
อบอุ่นขึ้นมา
เดิมทีหวายจิ่งจือไม่รู้เรื่องการดูแลจวน ไม่ว่าจะเป็นพวกเขา หรือบ่าวรับใช้และแม่นมทั้งหลาย ต่างใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่ายหยาบ ๆ
อย่างเสื้อผ้า เดิมทีผู้ดูแลจะซื้อจากร้านเสื้อผ้าครั้งละหลายชุด แล้วแจกจ่ายให้ทุกคน
เวลาสวมใส่ บางชุดก็ใหญ่เกินไป บางชุดก็เล็กเกินไป บางชุดก็หนาเกินไป ไม่มีสักกี่ชุดที่พอดีตัว
หลังจากคุณหนูกู้มาที่นี่หลายครั้ง นางทนดูต่อไปไม่ไหว
จึงตั้งใจเรียกช่างเข้ามาในจวน วัดตัวทุกคนตั้งแต่บนลงล่าง แล้วตัดเสื้อผ้าให้เป็นรายบุคคล
ไม่เพียงแต่เสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อน แม้แต่ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวก็เตรียมไว้เรียบร้อย
ถึงขั้นส่งพ่อครัวหลายคนมา เพื่อรับผิดชอบอาหารของบ่าวแรงงานและเหล่าแม่นมด้วย
ทุกครั้งที่จางผิงเห็นคุณหนูกู้ ใบหน้าของเขาก็แทบยิ้มจนหุบไม่ลง
หากลองถามคนในจวนดู เพียงแค่บอกว่าคุณหนูกู้กำลังจะเข้ามาเป็นนายหญิง ทุกคนต่างก็ยิ้มแย้มยินดี
แม้แต่เรื่องที่คุณชายแต่งเพื่อแก้เคล็ด ก็ไม่มีใครสนใจ
หลังจากเซี่ยอิ่งเฉินคัดลอกรายการของหมั้นเสร็จแล้ว หวายจิ่งจือก็ร่างรายชื่อแขกเสร็จเช่นกัน
เซี่ยอิ่งเฉินอ่านดูหนึ่งรอบ ก่อนให้เขานำไปยังจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง เพื่อเทียบกับรายชื่อแขกของอีกฝ่าย
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งหรือเชิญแขกซ้ำซ้อน
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🥀➡️ บทถัดไป
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงาน ฝากกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามนะคะ 🖤
โฆษณา