25 ก.ค. เวลา 12:07 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

🛑 “PM ลดลง 70% ในธุรกิจ SaaS”…นี่คือวันสูญพันธุ์ หรือสัญญาณเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของคนทำ Product?

(รายงาน 2026 CPO Insights ระบุว่า ตำแหน่ง PM แบบดั้งเดิมลดลงแล้ว 30% ในภาพรวม และสูงถึง 70% ในกลุ่ม SaaS ขณะที่ Product Builder เพิ่มขึ้น 10 เท่า)
นี่ไม่ใช่เพียงการลดคน แต่คือการรื้อบทบาท Product ใหม่ทั้งระบบ?
“ต่อไปบริษัทจะยังต้องมี Product Manager อยู่หรือไม่ครับ?”
“ถ้า AI เขียน Requirement วิเคราะห์ Feedback และสร้าง Prototype ได้เอง งานของ PM จะเหลืออะไร?”
“หรือสุดท้าย Engineer กับ Designer จะทำงานทั้งหมดได้ โดยไม่ต้องมีคนกลางอีกต่อไป?”
ผมคิดว่านี่ไม่ใช่คำถามเชิงทฤษฎีอีกต่อไปแล้วครับ
รายงาน 2026 CPO Insights Report ซึ่งจัดทำโดย Products That Count และ Mighty Capital จากข้อมูลผู้นำด้านผลิตภัณฑ์มากกว่า 1,500 คน ระบุว่า
“ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี จำนวนบุคลากรที่เรียกว่า Product Builder เพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า ขณะที่จำนวน Product Manager แบบดั้งเดิมลดลง 30% ในทุกอุตสาหกรรม และลดลงสูงถึง 70% ในกลุ่มธุรกิจ SaaS”
[Reference and Download: เอกสาร “The 2026 CPO Insights Report: From Builder to Investor: The New Product Mandate, The Editorial Desk at Products That Count, Products That Count, Editor” —> https://productsthatcount.org/CPO-research]
ขณะเดียวกัน Product Leader ถึง 75% ในปัจจุบันกำลังใช้ AI เพื่อเร่งการสร้าง Prototype และสำรวจแนวคิดผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว โดยรายงานคาดการณ์ว่า บทบาท Product Manager “ในแบบที่เรารู้จัก” อาจล้าสมัยภายในปี 2030 (PR Newswire)
ตัวเลขเหล่านี้ฟังดูเหมือนประกาศการนับถอยหลังอาชีพ Product Manager ครับ???
แต่หากอ่านให้ลึกลงไป สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่การลบสายงาน Product ออกจากองค์กร หากเป็นการบีบให้บทบาทนี้ต้องเลือกว่าจะ เลื่อนขึ้นไปทำงานที่มีมูลค่าสูงกว่า หรือค่อยๆ หายไปพร้อมกับงานประสานและงานเอกสารที่ AI ทำแทนได้
“เพราะ AI ไม่ได้กำลังลดความสำคัญของการตัดสินใจเรื่องผลิตภัณฑ์ ตรงกันข้ามครับ ในวันที่ใครๆ ก็สร้างของได้เร็วขึ้น การตัดสินใจว่า อะไรไม่ควรถูกสร้าง กลับยิ่งมีราคาแพงกว่าเดิม”
🧾 สิ่งที่กำลังหายไป ไม่ใช่งาน Product แต่คือ “คนกลาง”
ในหลายองค์กร Product Manager ไม่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำความเข้าใจลูกค้า หรือกำหนดทิศทางธุรกิจครับ แต่กลับหมดเวลาไปกับการนัดประชุม เขียนเอกสาร อัปเดต Backlog ไล่ตามสถานะ แปลงคำพูดของผู้บริหารเป็น Requirement และส่งต่องานระหว่างทีมธุรกิจ Design และ Engineering
บทบาทลักษณะนี้เติบโตขึ้นในยุคที่การพัฒนาซอฟต์แวร์มีต้นทุนสูง ใช้เวลานาน และทุกความผิดพลาดจากการสื่อสารอาจทำให้ทีมเสียเวลาเป็นสัปดาห์
องค์กรจึงสร้าง “คนกลาง” ขึ้นมาเพื่อช่วยลดความคลาดเคลื่อนของการส่งต่องาน
แต่ AI กำลังลดต้นทุนของการแปลงข้อมูลเหล่านี้อย่างรวดเร็วครับ เช่น
* บันทึกการประชุมสามารถถูกสรุปเป็น Action Items ได้ทันที
* บทสัมภาษณ์ลูกค้าจำนวนมากสามารถถูกจัดกลุ่มเป็น Insight
* เอกสาร Requirement สามารถถูกร่างขึ้นจากข้อมูลตั้งต้น
* และแนวคิดสามารถกลายเป็น Prototype ที่มองเห็นและทดลองได้ภายในเวลาไม่นาน เป็นต้น
เมื่อ Product Leader กว่า 75% ใช้ AI ช่วยเร่ง Prototyping และ Product Exploration แล้ว “คุณค่าของคนที่มีหน้าที่เพียงนำข้อมูลจากจุดหนึ่งไปส่งอีกจุดหนึ่งจึงถูกตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้?” (PR Newswire)
องค์กรยังต้องการคนที่เข้าใจลูกค้า เห็น Trade-off วางกลยุทธ์ และรับผิดชอบ Outcome ครับ แต่พวกเขา
“อาจไม่ต้องการคนจำนวนเท่าเดิม เพื่อทำหน้าที่จัดการความช้าและความยุ่งยากของ Process แบบเดิม”
🧬 สายงาน Product กำลังแยกออกเป็นสองขั้วในยุคใหม่นี้
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในรายงาน ไม่ใช่เพียงตัวเลข PM ลดลงครับ แต่คือภาพของบทบาทใหม่สองขั้วที่กำลังขยายตัวขึ้นพร้อมกัน
“ขั้วแรกคือ Product Builder”
* คือคนทำงานสายไฮบริดที่สามารถเชื่อมความเข้าใจด้านลูกค้า ธุรกิจ Design และ Engineering เข้าด้วยกัน พร้อมใช้ AI เปลี่ยนไอเดียให้เป็นของที่ทดลองได้ โดยไม่ต้องรอการส่งต่องานทุกขั้นตอน
“ขั้วที่สองคือ Product Investor”
* คือ Product Leader ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงดูแล Roadmap แต่บริหาร Portfolio ของโอกาส เลือกว่าจะลงทุนกับตลาดใด เพิ่มงบให้ผลิตภัณฑ์ใด ซื้อความสามารถจากภายนอก หรือหยุดสิ่งใดก่อนที่ความเสียหายจะปรากฏในงบการเงิน
ด้านหนึ่ง บทบาท Product ถูกดึงลงไปใกล้กับ “การลงมือสร้าง” แต่อีกด้านหนึ่ง บทบาท Product ถูกยกขึ้นไปใกล้กับ “การจัดสรรทุนและเลือกอนาคตของธุรกิจ”
สิ่งที่กำลังถูกบีบออกจึงเป็น “คนตรงกลาง” ครับ นั่นคือบทบาทที่ไม่ได้สร้างของ ไม่ได้ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และมีคุณค่าเพียงเพราะเป็นจุดที่ข้อมูลกับงานต้องไหลผ่าน
“AI ไม่ได้กำลังลบคนทำ Product ทั้งสายอาชีพ” แต่มันกำลังถามอย่างตรงไปตรงมาว่า
“คุณเป็นคนสร้าง เป็นคนเลือกเดิมพัน หรือเป็นเพียงคนส่งต่องานระหว่างสองฝั่ง?”
🚀 Product Builder เพิ่มขึ้น 10 เท่า…เพราะเส้นแบ่งวิชาชีพกำลังบางลงเรื่อยๆ จากเทคโนโลยี AI
รายงานนิยาม Product Builder ว่า “เป็นบทบาทไฮบริดระหว่าง Product Manager และ Engineering และระบุว่าจำนวนคนในบทบาทลักษณะนี้เพิ่มขึ้น 10 เท่าในช่วงหนึ่งปี 2025 ที่ผ่านมา” (PR Newswire)
สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่า Product Manager ทุกคนต้องกลายเป็น Software Engineer เต็มตัวครับ แต่หมายความว่าคนทำ Product ในอนาคตจะไม่สามารถสร้างคุณค่าได้ด้วยการเขียน Ticket แล้วรอให้ผู้อื่นเปลี่ยนความคิดของตนให้เป็นของจริงเพียงอย่างเดียว
* PM อาจใช้ AI ช่วยสร้าง Prototype เพื่อทดสอบสมมติฐาน
* Designer อาจตรวจสอบ Logic และสร้าง Interaction ได้ลึกขึ้น
* Engineer อาจสำรวจ Feedback และเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าโดยตรง
* ส่วนทีมธุรกิจอาจเปลี่ยนแนวคิดให้เป็น Demo เพื่อคุยกับลูกค้าได้ก่อนเข้าสู่กระบวนการพัฒนาเต็มรูปแบบ
รายงานใช้ภาพเปรียบเทียบที่ค่อนข้างแรงว่า ในอดีตอาจต้องใช้ทีม 12 คนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้น แต่ในโลกของ Product Builder ทีม 12 คนอาจส่งมอบผลิตภัณฑ์ได้ถึง 12 ชิ้น (PR Newswire)
ซึ่งในความเห็นของผมคือ “ตัวเลขนี้ไม่ควรถูกนำไปใช้เป็นสูตรตายตัวกับทุกองค์กรครับ” เพราะผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนสูง เช่น เกี่ยวข้องกับการเงิน สุขภาพ ความปลอดภัย ข้อมูลสำคัญ หรือข้อกำกับ ยังคงต้องการผู้เชี่ยวชาญและระบบตรวจสอบอย่างจริงจัง
แต่สิ่งที่ตัวเลขนี้กำลังส่งสัญญาณคือ “ต้นทุนของการส่งต่องานกำลังลดลง และขอบเขตระหว่าง Product, Design และ Engineering กำลังเปิดกว้างกว่าเดิม”
“คนที่มีคุณค่าจึงไม่ใช่คนที่ทำทุกอย่างได้คนเดียว แต่คือคนที่สามารถพางานข้ามพรมแดนได้เร็วขึ้น เข้าใจภาพรวมมากขึ้น และรู้ว่าเมื่อใดต้องดึงความเชี่ยวชาญที่แท้จริงเข้ามา”
🚦 ในความเห็นของผมคือ “ของสร้างได้เร็วขึ้น…แต่ตลาดไม่ได้ตัดสินใจเร็วขึ้นตามนะ”
เมื่อ Engineering Capacity เคยเป็นทรัพยากรที่จำกัด Product Management จึงถูกออกแบบมาเพื่อคัดกรองว่าอะไรควรเข้าสู่กระบวนการพัฒนา แต่เมื่อ AI ทำให้การสร้างเร็วและถูกลง คอขวดขององค์กรจึงเริ่มย้ายที่ครับ ไม่ใช่มานั่งคิดแค่ “จะสร้างทันหรือไม่?” แต่จะต้องคิดไปถึงว่า
“สร้างเสร็จแล้ว ใครจะใช้ เหตุใดเขาต้องเปลี่ยน และเราจะทำให้เขายอมจ่ายได้อย่างไร?”
รายงานระบุว่า “Speed to Market กลายเป็นความท้าทายภายในอันดับหนึ่งของ CPO ในปี 2026 โดยเพิ่มจาก 14% ในปี 2025 เป็น 22% ในปี 2026 ขณะที่จุดติดขัดสำคัญย้ายจากการสร้าง ไปอยู่ที่ Go-to-Market Execution, Customer Adoption และ Organizational Alignment” (PR Newswire)
นี่คือคำถามสำคัญมากๆ ของคนทำ Product ในยุค AI ครับ
1. องค์กรสร้างได้เร็วขึ้น แต่ลูกค้าไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมเร็วขึ้นตาม
2. Prototype เกิดได้ง่ายขึ้น แต่ความไว้วางใจไม่ได้ถูกสร้างในไม่กี่ Prompt
3. Feature เปิดตัวได้เร็วขึ้น แต่ตลาดไม่ได้รับประกันว่าจะเข้าใจหรือมองเห็นคุณค่า
ดังนั้น Product Manager ที่ยังวัดความสำเร็จจากจำนวน Feature หรือความเร็วในการปิด Ticket อาจกำลังวัดสิ่งที่มีความหมายน้อยลงเรื่อยๆ สิ่งที่องค์กรต้องการมากขึ้นคือคนที่เชื่อม Product เข้ากับ Positioning, Pricing, Distribution, Adoption และ Revenue
“เพราะการส่งของออกจากทีมพัฒนาได้เร็ว ไม่ได้แปลว่าเราพาสินค้าเข้าไปอยู่ในชีวิตของลูกค้าได้สำเร็จครับ”
♟️ ยิ่งสร้างง่าย “การพูดว่าไม่” ยิ่งแพง
ในอดีต การปฏิเสธ Feature ทำได้ค่อนข้างง่ายครับ เพราะทุกคำขอมีต้นทุนชัดเจน ต้องใช้คน ใช้เวลา ใช้งบ และแย่งพื้นที่ใน Roadmap แต่เมื่อ AI ช่วยให้ทีมสร้าง Prototype หรือ Feature เบื้องต้นได้เร็วขึ้น เสียงในห้องประชุมอาจเริ่มเปลี่ยนเป็น
“ลองทำไปก่อนก็ได้ ไม่ได้ใช้เวลามาก”
“ของแค่นี้ให้ AI ช่วยเขียนไม่กี่วันก็เสร็จ”
“เพิ่มอีก Feature คงไม่เสียหายอะไร”
ปัญหาคือ ต้นทุนในการ “เริ่มสร้าง” อาจลดลง แต่ต้นทุนในการดูแลไม่ได้ลดลงเป็นศูนย์ครับ เพราะทุกผลิตภัณฑ์และ Feature ยังคงสร้างภาระด้านข้อมูล ความปลอดภัย Support ประสบการณ์ลูกค้า ความสอดคล้องของระบบ และการตัดสินใจระยะยาว
สิ่งที่สร้างง่ายในวันนี้ อาจกลายเป็น Technical Debt และ Organizational Debt ในวันข้างหน้า เมื่อ AI สามารถสร้างไอเดียและทางเลือกได้แทบไม่จำกัด ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่องค์กรใดมี Roadmap ยาวกว่า แต่อยู่ที่องค์กรใดสามารถตัดสิ่งที่ไม่สำคัญออกได้เร็วกว่า
ทักษะที่มีราคาแพงที่สุดของคนทำ Product จึงไม่ใช่การบอกว่า “ทำได้” แต่คือการอธิบายให้ได้ว่า
* ปัญหานี้สำคัญพอหรือไม่?
* หลักฐานใดบอกว่าลูกค้าต้องการจริง?
* หากเลือกสิ่งนี้ เราต้องยอมทิ้งอะไร?
* ผลลัพธ์ใดจะใช้พิสูจน์ว่าสมมติฐานถูกต้อง??
* และเมื่อใดเราควรหยุด ก่อนความผูกพันทางอารมณ์จะกลายเป็นต้นทุนจม
“ในวันที่การผลิตทางเลือกกำลังกลายเป็น Commodity ดังนั้น Judgment จะกลายเป็น Premium จากนี้ครับ”
💼 CPO กำลังเลิกคุม Roadmap แล้วหันมาคุม Portfolio?
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะระดับ Product Manager ครับ เพราะบทบาทของ Chief Product Officer ก็กำลังขยับออกจากการดูแล Process ไปสู่การเลือกตลาด จัดสรรทรัพยากร และรับผิดชอบผลลัพธ์ทางธุรกิจมากขึ้น
ข้อมูลจากรายงานระบุว่า “CPO ใช้เวลากับ Strategy เพิ่มจาก 69% เป็น 74% และกับ Innovation เพิ่มจาก 21% เป็น 31% ในทางตรงกันข้าม เวลาที่ใช้กับ Stakeholder Management ลดลงจาก 28% เหลือ 10% ส่วน Roadmap Development ลดลงจาก 18% เหลือ 10%” (PR Newswire)
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนหน่วยความคิดของผู้นำ Product อย่างชัดเจนครับ
* จากการบริหารรายการงาน ไปสู่การบริหารพอร์ตของโอกาส
* จากที่ต้องมานั่งปวดหัวว่า “ทีมจะส่ง Feature นี้เมื่อไร?” กลับกลายเป็นเรื่อง “เหตุใดเราจึงควรวางเงิน คน และเวลาขององค์กรไว้กับตลาดนี้ มากกว่าทางเลือกอื่น?”
รายงานเรียกบทบาทใหม่ลักษณะนี้ว่า “Chief Product Investor” คือ CPO ที่คิดเหมือน Portfolio Manager วางเดิมพันข้ามผลิตภัณฑ์ เพิ่มทรัพยากรให้สิ่งที่มีสัญญาณดี และตัดสิ่งที่ไม่ทำงานก่อนที่ตัวเลขทางการเงินซึ่งเป็น Lagging Indicator จะสะท้อนความเสียหายออกมา (PR Newswire)
AI อาจช่วยวิเคราะห์ข้อมูล สร้าง Scenario และประเมินทางเลือกได้ครับ แต่ท้ายที่สุด ผู้นำยังต้องรับผิดชอบว่าเหตุใดองค์กรจึงเลือกลงทุนกับอนาคตหนึ่ง และยอมไม่เลือกอีกหลายอนาคต
👑 ขณะที่ PM แบบเดิมหดตัว…Product Leader กลับขยับเข้าใกล้เก้าอี้ CEO”
“นี่คือความย้อนแย้งที่น่าสนใจที่สุดของรายงานฉบับนี้ครับ”
ในขณะที่ตำแหน่ง Product Manager แบบดั้งเดิมกำลังลดลง บทบาท Product Leadership ระดับสูงกลับมีอำนาจและความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะ
“ปัจจุบัน CPO มากกว่าครึ่งมีความรับผิดชอบด้านกำไรและขาดทุน หรือ P&L แล้ว ขณะที่ CPO หนึ่งในสามเป็นเจ้าของงบประมาณด้าน AI M&A และมีอำนาจตัดสินใจว่าองค์กรควรซื้อความสามารถจากภายนอก หรือสร้างขึ้นเองด้วยทีม AI-native” (PR Newswire)
รายงานยังอ้างอิงผลจากกลุ่มผู้ได้รับรางวัล CPO Awards ของ Products That Count ว่า “20% ได้รับการเลื่อนขึ้นเป็น CEO หรือ President ภายใน 12 เดือน” (PR Newswire)
ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า CPO ทั่วโลกหนึ่งในห้าจะได้เป็น CEO ครับ เพราะฐานข้อมูลดังกล่าวจำกัดอยู่เฉพาะผู้ได้รับรางวัลของ Products That Count แต่ทิศทางที่มันสะท้อนมีความหมายอย่างมาก
เมื่อ Product Leader ต้องเข้าใจลูกค้า เทคโนโลยี รายได้ ต้นทุน ตลาด และการจัดสรรทุนพร้อมกัน บทบาทนี้จึงเริ่มมีคุณสมบัติใกล้กับการบริหารธุรกิจทั้งองค์กรขึ้นเรื่อยๆ นี่อาจเป็นเหตุผลว่า เหตุใดสายงาน Product ในระดับปฏิบัติการจึงกำลังถูกบีบให้เล็กลง แต่ระดับผู้นำกลับยิ่งเข้าใกล้ศูนย์กลางอำนาจของบริษัท
“งานด้านล่างที่เป็น Process กำลังถูก Automation แต่งานด้านบนที่ต้องใช้ Judgment และ Accountability กลับกำลังมีราคาสูงขึ้นครับ”
🧠 คนทำ Product ต้องพัฒนาตัวเองขึ้นไปที่ไหนจากนี้?
เมื่อบทบาทตรงกลางกำลังถูกบีบ คนทำ Product จึงต้องพัฒนาตัวเองไปในอย่างน้อยหนึ่งในสองทิศทาง
1. ลงไปใกล้การสร้างมากขึ้น
* ใช้ AI เปลี่ยนความคิดให้กลายเป็น Prototype
* ทดสอบสมมติฐานได้โดยไม่ต้องรอทีมขนาดใหญ่
* เข้าใจข้อจำกัดด้าน Design และ Engineering
* และสามารถเรียนรู้จากลูกค้าได้เร็วขึ้น
“นี่คือเส้นทางของ Product Builder”
2. ขึ้นไปใกล้การตัดสินใจทางธุรกิจมากขึ้น
* เข้าใจตลาด รายได้ ต้นทุน และ Unit Economics
* จัดลำดับความสำคัญข้ามผลิตภัณฑ์
* ประเมิน Build, Buy หรือ Partner
* และกล้าหยุดสิ่งที่ไม่สร้างคุณค่า
“นี่คือเส้นทางของ Product Investor”
สิ่งที่อันตรายที่สุดคือการยืนอยู่ที่เดิม แล้วเชื่อว่าการเป็นเจ้าของ Process จะช่วยปกป้องตำแหน่งของเราได้ครับ เพราะ Process ที่มีคุณค่าเพียงเพื่อชดเชยความช้าและการส่งต่องาน มีโอกาสสูงที่จะถูกลดทอนเมื่อเทคโนโลยีทำให้ทั้งสองสิ่งนั้นถูกลง
🧭 คำถามที่คนทำอาชีพ Product ควรถามตัวเองวันนี้?
1. หาก AI เขียนเอกสารทั้งหมดแทนได้ คุณยังสร้างคุณค่าอะไรให้องค์กร?
* คำตอบไม่ควรเป็น “ผมทำ PRD ได้ดี” แต่ควรเป็น “ผมช่วยให้องค์กรเลือกปัญหาที่ถูกต้อง และตัดสินใจได้ดีขึ้น”
2. คุณเข้าใจลูกค้าโดยตรง หรือเข้าใจผ่านรายงานของผู้อื่น?
* ยิ่ง AI สรุปข้อมูลเก่งขึ้น การลงไปสัมผัสความจริงของลูกค้าโดยตรงยิ่งเป็นความได้เปรียบ
3. คุณเชื่อม Product เข้ากับ Adoption และผลลัพธ์ทางธุรกิจได้หรือไม่?
* อนาคตของ Product ไม่ได้จบเมื่อ Feature ถูก Deploy แต่จบเมื่อพฤติกรรมลูกค้าและผลลัพธ์ของธุรกิจเปลี่ยน
4. คุณกล้าปฏิเสธและกล้าหยุดอะไรบ้าง?
* หากทุกคำขอสามารถเข้าสู่ Roadmap ได้หมด คุณอาจไม่ได้กำลังบริหารกลยุทธ์ แต่อาจเพียงบริหารคิวงานให้ทุกคนพอใจ
✨ นี่คือวันสูญพันธุ์ หรือโอกาสเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่?
คำตอบอาจขึ้นอยู่กับว่า “คุณเคยใช้สิ่งใดพิสูจน์คุณค่าของตัวเองครับ?”
หากคุณค่าหลักของ Product Manager คือการจัดประชุม อัปเดต Jira เขียน Requirement ส่งต่องาน และจัดหน้าเอกสารให้เรียบร้อย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ย่อมคล้ายกับวันสูญพันธุ์ เพราะ AI กำลังทำให้งานเหล่านี้เร็วขึ้น ถูกลง และต้องการคนน้อยลง
แต่หากคุณค่าของคนทำ Product คือการเข้าใจลูกค้า มองเห็นปัญหาที่ควรแก้ เชื่อมเทคโนโลยีกับธุรกิจ อ่านสัญญาณตลาด ตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน และกล้าหยุดสิ่งที่ไม่ควรถูกสร้าง นี่อาจไม่ใช่วันสูญพันธุ์เลยครับ แต่อาจเป็นวันเลื่อนขั้นครั้งใหญ่ที่สุดของวิชาชีพนี้
เพราะ AI ไม่ได้ลดความสำคัญของคนที่รู้ว่าอะไรควรถูกสร้าง มันเพียงกำลังนำงานที่มีราคาต่ำกว่าออกจากโต๊ะ และบังคับให้คนทำ Product กลับไปพิสูจน์คุณค่าด้วยสิ่งที่ควรเป็นหัวใจของบทบาทนี้ตั้งแต่แรก นั่นคือ
“ไม่ใช่การทำให้ทุกความคิดกลายเป็น Feature แต่คือการเลือกว่าความคิดใดสมควรได้รับเงิน เวลา และอนาคตขององค์กรครับ”
#วันละเรื่องสองเรื่อง #ExecutiveMindset #ProductManagement #ProductLeadership #ChiefProductOfficer #ProductBuilder #AIStrategy #FutureOfWork #BusinessStrategy #TechLeadership
📚 Source / Reference
* Products That Count และ Mighty Capital, 2026 CPO Insights Report: From Builder to Investor—The New Product Mandate รายงานประจำปีฉบับที่ 5 อ้างอิงข้อมูลจากผู้นำด้านผลิตภัณฑ์มากกว่า 1,500 คน ครอบคลุมองค์กรตั้งแต่บริษัท Fortune 1000 จนถึงธุรกิจระยะเริ่มต้น ใช้ประกอบข้อมูลเรื่อง Product Builder, การลดลงของ Product Manager แบบดั้งเดิม, การเปลี่ยนแปลงบทบาท CPO, Speed to Market และ Chief Product Investor
* Mighty Capital / PR Newswire, “2026 CPO Insights Report Predicts Product Managers Will Disappear by 2030,” 27 May 2026 ใช้ตรวจสอบตัวเลข Product Builder เพิ่มขึ้น 10 เท่า, Product Manager ลดลง 30% ในภาพรวมและสูงถึง 70% ใน SaaS, ผู้นำ Product 3 ใน 4 คนใช้ AI เร่ง Prototyping, Speed to Market เพิ่มจาก 14% เป็น 22%, CPO หนึ่งในสามดูแลงบ AI M&A และสัดส่วนเวลาการทำงานของ CPO
* ข้อมูลว่า CPO มากกว่าครึ่งมี P&L Responsibility และ 20% ของผู้ได้รับรางวัล Products That Count CPO Awards ได้รับการเลื่อนเป็น CEO หรือ President ภายใน 12 เดือน เป็นข้อมูลย้อนหลังที่รายงานปี 2026 นำมาใช้อ้างอิง และไม่ควรตีความแทนประชากร CPO ทั้งหมดทั่วโลก
โฆษณา