เมื่อวาน เวลา 00:45 • ธุรกิจ

AI ทำงานเก่งขึ้นทุกวัน แล้วองค์กรจะวัด "คุณค่าของคน" ด้วยอะไร

ในวงประชุมเรื่องแผนปรับปรุงสิทธิมนุษยชนของภาคธุรกิจ คำถามแรกมักเป็น "เราดูแลพนักงานดีพอหรือยัง" ผมฟังมาหลายปีและมักต้องเปิดประเด็นเสมอว่า นอกจากการเคารพสิทธิพื้นฐานแล้ว การวัดว่าองค์กรเคารพคนแค่ไหน ไม่ได้เริ่มที่จำนวนสวัสดิการ แต่เริ่มที่คำถามที่ยากกว่านั้น เรานิยาม "คุณค่า" ของคนคนหนึ่งจากอะไร
ปีนี้คำถามเดิมกลับมาอีกครั้งในขนาดที่ใหญ่กว่าเดิมมาก เพราะมีเทคโนโลยีส่งผลกระทบกับเราทุกวัน นั่นคือ AI
ที่ผ่านมาในมุมมองด้าน ESG เพจนี้เขียนเรื่องมิติ E (Environmental) ทั้งคาร์บอน พลังงาน สภาพภูมิอากาศ มาตลอด ปีนี้ผมอยากชวนคุยมิติ S (Social) บ้าง
◾เอกสารของศาสนจักร 42,300 คำ ที่ผู้บริหารไม่ควรมองข้าม
เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงออกสมณสาส์นฉบับแรกในสมัยของพระองค์ ชื่อ Magnifica Humanitas ว่าด้วยการปกป้องความเป็นมนุษย์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ ยาวประมาณ 42,300 คำ
ถ้าคิดว่าเป็นเรื่องศาสนาแล้วจะเลื่อนผ่าน ผมอยากชวนให้ลองอีกมุม ไม่ว่านับถือศาสนาใด หรือไม่นับถือก็ตาม เอกสารนี้อ่านได้ในฐานะเอกสารว่าด้วยมนุษย์ และสำหรับคนทำงานด้านกลยุทธ์ มันคือ Executive Briefing เรื่องทุนมนุษย์ที่แหลมคมที่สุดฉบับหนึ่งของปี
มีเกร็ดที่คนมักไม่ทันสังเกต วันลงพระนามคือ 15 พฤษภาคม 2026 ตรงกับวันครบรอบ 135 ปีพอดีของ Rerum Novarum สมณสาส์นฉบับเก่าแก่ของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 13 เมื่อปี 1891 ที่ประกาศกับยุคเครื่องจักรไอน้ำว่า แรงงานคือคน ไม่ใช่ต้นทุนการผลิต
ผ่านไป 135 ปี คำถามเดิมกลับมาอีกครั้ง เพียงแต่ "เครื่องจักรไอน้ำ" เปลี่ยนเป็น "อัลกอริทึม"
◾สองภาพจากคัมภีร์: หอคอยที่ร้าง กับกำแพงเมืองที่ทุกคนร่วมสร้างจนเสร็จ
สมณสาส์นไม่ได้เปิดด้วยเทคโนโลยี แต่เปิดด้วยภาพสองภาพจากพระคัมภีร์
ภาพแรกคือหอคอยบาเบล มนุษย์ยุคที่ยังพูดภาษาเดียวกันทั้งโลก รวมกำลังสร้างหอคอยยอดสูงเสียดฟ้าเพื่อประกาศศักดาของตัวเอง การสร้างหอคอยนี้ดูเหมือนสำเร็จโดยง่าย ทั้งการใช้ภาษาเดียว ทิศทางเดียว และการสั่งการจากบนลงล่าง แต่สุดท้ายกลับไปต่อไม่ได้ เพราะอยู่ ๆ ผู้คนก็เริ่มพูดกันคนละภาษา สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง จนงานหยุดชะงักและต้องแยกย้ายกันไป
สมณสาส์นสรุปบทเรียนนี้ไว้คมมาก ว่านี่คือการก่อสร้างที่ไปไม่สุดและล่มเพราะเลือก "ความเป็นเนื้อเดียวกัน" คือการบังคับให้ทุกคนเหมือนกันหมด แทน "ความเป็นหนึ่งเดียวกัน" ที่โอบรับความแตกต่างไว้ด้วยกัน โครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคไม่ได้ล้มเพราะศัตรูภายนอก แต่ค้างเติ่งเพราะคนข้างในหยุดเข้าใจกันเอง
The Tower of Babel by Pieter Bruegel the Elder, 1563.
ภาพที่สองคือการฟื้นกำแพงเยรูซาเล็มภายใต้การนำของเนหะมีย์ เมืองที่พังยับหลังการเนรเทศ เนหะมีย์ทำตรงข้ามกับบาเบลทุกข้อ เขาเดินสำรวจซากอย่างเงียบ ๆ ก่อน แล้วมอบกำแพงคนละส่วนให้แต่ละครอบครัวรับผิดชอบ ฟังความกังวลของผู้คนก่อนวางหินก้อนแรก กำแพงที่เสร็จจึงเป็นผลงานของทุกคน ตั้งแต่ช่างฝีมือ พ่อค้า ไปจนถึงคนหนุ่มสาว
เส้นแบ่งของสองโครงการนี้อยู่ตรงคำถามเดียว นั่นคือ คนส่วนใหญ่ได้รับการใส่ใจ หรือเคยรับฟังเสียงจากเขาหรือไม่
องค์กรที่ทำ AI Transformation ก็เลือกได้สองแบบนี้เหมือนกัน แบบหนึ่งเชื่อว่าเทคโนโลยีเดียวแก้ได้ทุกอย่าง วัดคนทุกคนด้วยมาตรวัดเดียว สั่งจากข้างบนโดยไม่ถามคนที่จะได้รับผล อีกแบบเริ่มจากไล่ดูให้ครบว่าใครอยู่ในเส้นทางของระบบ แล้วให้แต่ละกลุ่มมีเสียงในส่วนที่เกี่ยวกับชีวิตเขาเอง
◾คุณค่าของคน อยู่ที่ผลงานเพียงอย่างเดียวจริงหรือ
สมณสาส์นชี้ว่า อุดมการณ์ที่ร้ายกาจที่สุดของยุคนี้ คือความคิดที่ว่ามนุษย์ต้องพิสูจน์คุณค่าของตัวเองด้วยประสิทธิภาพ จนถูกลดฐานะเหลือเพียงทรัพยากรที่ถูกใช้งาน
ลองคิดตามนะครับ ถ้าองค์กรนิยามคุณค่าของพนักงานเท่ากับผลงานเชิงปริมาณที่ผลิตได้ เราแพ้ตั้งแต่ตั้งโจทย์ เพราะในเกม Productivity เครื่องจักรที่เร็วกว่า ถูกกว่า ไม่เคยเหนื่อย ย่อมชนะเสมอ
แต่ในชีวิตจริงเราไม่เคยวัดคนแบบนั้น พ่อแม่ที่แก่จนทำงานไม่ไหวแล้ว คุณค่าของท่านไม่ได้ลดลงเลยสักนิด เพื่อนร่วมงานที่เราไว้ใจที่สุด มักไม่ใช่คนที่ทำงานเสร็จเร็วที่สุด แต่เป็นคนที่เรารู้ว่าเวลามีปัญหาแล้วเขาจะเป็นที่พึ่งได้เสมอ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่มีคุณค่า จะวัดได้ด้วยข้อมูล
จุดที่ผมคิดว่าลึกที่สุดของสมณสาส์นอยู่ตรงนี้ ความเปราะบางของมนุษย์ไม่ใช่ข้อบกพร่องที่ต้องกำจัดทิ้ง เราไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะไร้ขีดจำกัด แต่ยิ่งใหญ่เพราะภายในขีดจำกัดนั้น เรายังรักได้ ให้อภัยได้ และรับผิดชอบได้ ไม่มีเครื่องจักรใดทำสิ่งเหล่านี้ได้จริง เพราะมันไม่มีอะไรต้องสูญเสีย และงานที่ดีคือพื้นที่ที่เราได้ฝึกสิ่งเหล่านี้ทุกวัน
◾ไม้บรรทัดเดียว กับ ห้องที่ไม่มีใครกล้าแย้ง
เรื่องนี้ผมได้พบเห็นอยู่สมัยผลักดันงานด้านความหลากหลายในองค์กร ยุคหนึ่งเราใช้กรอบ DEI เป็นคำตอบ และได้ผลจริงในเวลาของมัน แต่พอกลายเป็นแฟชั่น หลายที่ก็ทำแบบฉาบฉวยไล่ให้ครบตามตัวเลข จนคนกลุ่มใหญ่รู้สึกถูกละเลย ซึ่งก็คือการเลือกปฏิบัติอีกรูปแบบหนึ่ง กระแสต้านจึงตามมา
แต่สิ่งที่ไม่เคยหายไปไม่ว่ากระแสจะขึ้นหรือลง คือความต้องการของคนทำงานทุกคนที่จะรู้สึกปลอดภัยพอจะเป็นตัวของตัวเอง กล้าพูดสิ่งที่คิด กล้ายอมรับว่ายังไม่รู้ โดยไม่ถูกลงโทษ สิ่งนี้เรียกว่า ความปลอดภัยเชิงจิตวิทยา หรือ Psychological Safety และงานด้านนวัตกรรมชี้ตรงกันมานานว่า ทีมที่สร้างของใหม่ได้จริง คือทีมที่คนปลอดภัยพอจะเสี่ยงไปด้วยกัน ซึ่งก็คือแก่นเดียวกับตัว I หรือ Inclusion ในแนวคิด DEI นั่นเอง
iStock.com/scyther5
นี่คือจุดที่ AI เข้ามาเกี่ยวโดยตรง ระบบที่วัดคนด้วยผลผลิตอย่างเดียว แล้วตัดสินโดยที่คนถูกตัดสินโต้แย้งอะไรไม่ได้ คือสิ่งที่บั่นทอนความปลอดภัยเชิงจิตวิทยาได้รุนแรงที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะมันสอนพนักงานเงียบ ๆ ทุกวันว่า ต่างจากค่าเฉลี่ยเมื่อไร ถูกคัดออกเมื่อนั้น เมื่อเรียนรู้บทเรียนนี้ คนจะหยุดเสี่ยง หยุดตั้งคำถาม เหลือเพียงกดปุ่มยืนยันสิ่งที่ AI เลือกไว้ให้ ไม้บรรทัดเดียวจึงไม่ได้ลดทอนแค่คุณค่าของคน แต่ฆ่านวัตกรรมที่องค์กรต้องการที่สุดในยุค AI ไปพร้อมกัน
◾ไฟสามกองที่ซ่อนอยู่ใน AI
ประโยคหนึ่งที่ผมอ่านแล้วต้องหยุดคิดคือ "เทคโนโลยีไม่เคยเป็นกลาง" เพราะมันรับเอาลักษณะนิสัยของผู้ที่คิดค้น ให้ทุน กำกับ และใช้งานมันเข้าไปเสมอ เปรียบเสมือนอาวุธที่ไม่เลือกนาย คำถามที่ตามมาคือ ลักษณะนิสัยที่ว่านั้นหน้าตาเป็นอย่างไร
มุมมองเพิ่มเติมของผมอีกเรื่องหนึ่ง สมณสาส์นเขียนด้วยบริบทศาสนาคริสต์ ไม่ได้เอ่ยถึงคำว่ากิเลสแม้แต่คำเดียว แต่สิ่งที่สมณสาส์นเตือนไว้ กลับสอดคล้องกับพระพุทธศาสนาเรื่องไฟสามกองหรือกิเลส ที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ไว้เมื่อสองพันกว่าปีก่อนอย่างน่าประหลาด
ไฟกองแรกคือ ราคะ สมณสาส์นเตือนเรื่องการบูชากำไรจนยอมสังเวยคนที่อ่อนแอกว่า ไฟกองที่สองคือ โมหะ สมณสาส์นเตือนเรื่องความหลงที่คิดว่าข้อมูลของคนคนหนึ่งบอกตัวตนของเขาได้ครบทั้งหมด และไฟกองที่สามคือ โทสะ ที่ปรากฏตั้งแต่ภาพหอคอยบาเบล ซึ่งสมณสาส์นบรรยายว่าเป็นอำนาจที่มุ่งครอบครองท้องฟ้า สะท้อนในบทที่ว่าด้วยเทคโนโลยีกับการครอบงำ เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือกดผู้อื่นให้อยู่ใต้อำนาจ หรือถูกนำไปใช้สร้างความได้เปรียบในสมรภูมิรบ
ที่ Future Perfect ผมขอเรียกมุมมองนี้ว่า "เลนส์ไฟสามกอง" (The Three Fires Lens) เพราะสิ่งที่เราส่องหาไม่ใช่ความสามารถของ AI แต่คือไฟในใจของคนที่ฝังอยู่ในนั้น ซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยี คนที่ออกแบบมัน คนที่ควบคุมมันอยู่ หรือแม้แต่คนที่เอามันไปใช้ในทางดี หรือทางไม่ดี ตามที่กิเลสนำพาไป
ในความเห็นของผม แม้ต่างศาสนา แต่ก็สามารถมองเห็นภาพเดียวกัน AI จึงไม่ใช่ตัวร้ายในตัวเอง มันเป็นเครื่องขยายเสียงของสิ่งที่อยู่ในใจผู้สร้างและผู้ใช้อยู่แล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่า AI เก่งแค่ไหน แต่คือมันรับใช้ใคร
AI ที่ทรงพลังต้องอาศัยทุนและข้อมูลมหาศาลซึ่งอยู่ในมือคนไม่กี่กลุ่ม เมื่อทุกองค์กรใช้มันเพื่อลดต้นทุนคนพร้อมกัน หากไม่มีการกำกับดูแลที่ดีพอ ประโยชน์ก้อนใหญ่ย่อมไหลกลับไปหาเจ้าของเทคโนโลยี ส่วนคนตัวเล็กที่ต่อรองไม่ได้ กลับเป็นฝ่ายที่ตกงานหรือถูกกดค่าแรงก่อนใคร
ความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากการออกแบบระบบจึงไม่ใช่เรื่องโชคชะตา แต่คือภาวะที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรง ทั้งสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาค สิทธิในการทำงานที่มีศักดิ์ศรี และสิทธิที่จะได้ร่วมรับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีในกติกาสากลมานาน เพียงแต่เราไม่ค่อยหยิบมาใช้กับเรื่องเทคโนโลยี
iStock.com/francescoch
สมณสาส์นยังเตือนอีกข้อที่ผมอยากให้ผู้บริหารทุกคนได้อ่าน เมื่อใดที่เราเริ่มมองมนุษย์เป็นสิ่งที่ต้องถูกทำให้สมบูรณ์ขึ้นด้วยเทคโนโลยี มันจะง่ายขึ้นเรื่อย ๆ ที่สังคมจะยอมรับว่าชีวิตบางชีวิตมีประโยชน์น้อยกว่าชีวิตอื่น
ลองนึกภาพเศรษฐกิจที่ผลิตภาพสูงขึ้นทุกปี ขณะที่ศักดิ์ศรีของคนถูกวัดด้วยผลผลิตเพียงอย่างเดียว วันหนึ่งสายตาจะเริ่มหันไปที่คนที่ผลิตได้น้อยลง ผู้สูงวัย คนป่วย คนที่ทักษะตามไม่ทัน จนเผลอตั้งคำถามว่าคนเหล่านี้ยังคุ้มที่จะดูแลอยู่หรือไม่ และคำถามแบบนี้ไม่ได้งอกมาจากการปรับใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับมนุษย์ แต่งอกมาจากนิยามคุณค่าของคนที่เราเลือกใช้กันเอง และคนเปราะบางอาจถูกมองไม่เห็นมากกว่าเดิม
มีข้อความหนึ่งที่ผมเคยใช้ปิดการบรรยายเรื่องสิทธิมนุษยชนให้องค์กรแห่งหนึ่ง และวันนี้อยากฝากไว้ตรงนี้อีกครั้ง
ทุกก้าวย่างของธุรกิจ เชื่อมโยงถึงคน
และทุกคนมีสิทธิที่ต้องใส่ใจ
ดังนั้นองค์กรที่ยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ
แต่คือองค์กรที่ไม่หยุดมองหาคนที่ถูกมองข้าม
Future Perfect
ถ้าถามว่าแล้วเราควรวัดคุณค่าของคนด้วยอะไรแทน คำตอบไม่ใช่การหาตัวชี้วัดชุดใหม่มาแทนของเก่า แต่คือการมองไปที่สิ่งที่เครื่องจักรทำแทนไม่ได้
🟢วิจารณญาณที่กลั่นมาจากประสบการณ์จนตอบสนองได้แทบจะเป็นสัญชาตญาณ
🟢ความสามารถที่จะเข้าใจและเชื่อมโยงกับคนอื่นอย่างเป็นมนุษย์ จนเกิดความไว้วางใจและความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันที่ตัวเลขวัดไม่ได้
🟢ความคิดสร้างสรรค์ที่มีลายเซ็นเฉพาะตัว
🟢ความรับผิดชอบที่มีชื่อคนกำกับอยู่จริง
สิ่งเหล่านี้ไม่มีวันโผล่มาในรายงานผลิตภาพ แต่เป็นสิ่งที่ทำให้องค์กรหนึ่งยังเป็นองค์กรของคน
📌3 ก้าวที่ Future Perfect ขอฝากไว้
1. วาดภาพองค์กรที่อยากไปให้ถึง AI กับคน ทำงานร่วมกัน ออกแบบ Workflow ที่คอยคำนึงถึงการสร้างคุณค่าจากคนไปพร้อมกันด้วย โดยส่งเสริมให้คนต้องไม่หยุดพัฒนาศักยภาพตนเอง ทำในสิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้ หรือสิ่งที่ไม่ควรให้ AI ทำ มิฉะนั้นอาจลดทอนคุณค่าและศักยภาพของคน และไม่ใช่ทางที่สมดุล
2. ย้อนเส้นทางกลับมาที่วันนี้ ก่อนวางแผน Reskill ให้ทันเทคโนโลยี ลองตอบคำถามว่า องค์กรเรานิยามคุณค่าของคนจากอะไร และระบบที่ใช้อยู่ กำลังสร้างพื้นที่ให้คนกล้าคิด หรือปลูกฝังให้คนกลัวที่จะแตกต่าง
3. เริ่มสัปดาห์นี้ เลือกงานสักอย่างที่มี AI ช่วยตัดสินใจ แล้วถามตรง ๆ ว่าคนของเราเก่งขึ้นจากการทำงานกับมัน หรือกำลังกลายเป็นคนที่กดปุ่มอนุมัติตามที่ AI เสนอ ผลลัพธ์ที่ตามมาแยกเป็น 2 ทาง ทางหนึ่งคือคนของเราพัฒนา ทรงคุณค่าขึ้นทุกวัน อีกทางคือเราค่อย ๆ สูญเสียคุณค่าของเขาไปโดยไม่รู้ตัว
แล้วในองค์กรของคุณ คุณค่าของคนถูกนิยามจากผลงานที่เขาผลิตได้เพียงอย่างเดียว หรือจากบางอย่างที่ AI สร้างแทนไม่ได้
— Future Perfect | อนาคตกำหนดได้ เปิดมุมคิดใหม่สู่นวัตกรรมและความยั่งยืน
โฆษณา