วันนี้ เวลา 02:09 • ธุรกิจ

ทำไม Angry Birds ถึงเจ๊ง? 12 พนักงานผู้สร้างปาฏิหาริย์ สู่จุดจบที่ไม่มีใครคาดคิด

ผมอยากให้ลองจินตนาการถึงบริษัทเล็กๆ ที่มีพนักงานแค่ 12 คน ซึ่งกำลังจะล้มละลายในอีกไม่ช้า…
แต่พวกเขากลับสร้างเกมง่ายๆ อย่างการดีดนกใส่หมูสีเขียว จนกลายเป็นแอปพลิเคชันระดับโลก…
แถมยังโกยรายได้ไปมหาศาลกว่า 9.5 พันล้านดอลลาร์
แต่เรื่องที่น่าสนใจก็คือ เมื่อเวลาผ่านไปผู้บริหารกลับพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อซ่อนเกมที่สร้างชื่อให้กับพวกเขา
ก่อนที่อาณาจักรนี้จะพังทลายลงมา และถูกขายทิ้งไปแบบเจ็บปวด
เกิดอะไรขึ้นกับบริษัทผู้สร้างเกมมือถือที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดในประวัติศาสตร์…
ทำไมความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ถึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความพินาศเสียเอง
เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในปี 2003
ในปีนั้น นักศึกษา 3 คนได้เข้าร่วมแข่งขันสร้างเกมมือถือที่จัดโดยแบรนด์ใหญ่อย่าง Nokia และ HP
พวกเขาปิ๊งไอเดียใหม่ในการสร้างเกมมัลติเพลเยอร์แบบเรียลไทม์ และตั้งชื่อว่า King of the Cabbage World
ผลงานชิ้นนี้สร้างความประทับใจให้กรรมการอย่างมาก และทำให้พวกเขาชนะการแข่งขันในท้ายที่สุด
ต่อมาพวกเขาได้ไปขอคำแนะนำจากผู้บริหารของ HP อย่าง Peter Vesterbacka ว่าควรทำยังไงต่อไป
คำตอบที่ได้มานั้นตรงไปตรงมาสุดๆ นั่นคือให้เริ่มสร้างเกมอย่างจริงจังซะที
พวกเขาเลยตัดสินใจก่อตั้งบริษัทชื่อ Relude ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Rovio Mobile
พวกเขาทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดให้กับเกมแรก พัฒนาต่อยอด และขายให้กับบริษัท Sumia
ต่อมาเกมนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Mole War และกลายเป็นเกมมัลติเพลเยอร์แรกๆ ที่ประสบความสำเร็จ
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นประเด็นสำคัญว่า ความสำเร็จครั้งแรกของพวกเขามาจากไอเดียที่แสนจะเรียบง่าย
เป็นไอเดียที่คนทั่วไปมองปุ๊บก็เข้าใจได้ทันที ไม่ต้องมีคู่มือให้วุ่นวาย
จากจุดนั้น พวกเขาเริ่มขยายธุรกิจด้วยการรับจ้างพัฒนาเกมให้ค่ายใหญ่อย่าง Electronic Arts และ Real Networks
ใครยอมจ่ายเงินจ้าง พวกเขาก็พร้อมผลิตผลงานให้หมด
พวกเขาพัฒนาเกมมือถือชื่อดังมากมายอย่าง Need for Speed Carbon และ SWAT Elite Troops
แต่พอหกปีผ่านไปในปี 2009 พวกเขาพัฒนาเกมไปแล้วถึง 51 เกม แต่ไม่มีเกมไหนที่ฮิตติดลมบนเลย
ตอนนั้นบริษัทกำลังสูญเสียเงินทุนอย่างหนัก และกำลังเผชิญกับภาวะล้มละลาย
มีคำพูดของหัวหน้านักออกแบบที่บอกว่า Rovio มีเงินเหลือพอที่จะสร้างเกมได้อีกแค่เกมเดียวเท่านั้น…
ความกดดันมหาศาลถาโถมเข้ามา พนักงานกำลังจะตกงาน อนาคตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
เมื่อสถานการณ์สิ้นหวังถึงขีดสุด มันเลยนำไปสู่มาตรการที่สิ้นหวังตามไปด้วย
พวกเขาตัดสินใจหยิบยืมไอเดียมาจากเกมชื่อ Crush the Castle ที่ตอนนั้นมีให้เล่นแค่บนเบราว์เซอร์
ยังไม่มีเกมแนวนี้ปรากฏบน App Store พวกเขาเลยคิดว่าถ้าทำลงมือถือได้ก่อนต้องรวยแน่ๆ
ทีมงานลงมือทำงานอย่างหนักและได้ผลลัพธ์ที่แสนจะมินิมอล นั่นคือนกตัวกลม หนังสติ๊ก และหมูสีเขียว
ไอเดียนี้เรียบง่ายซะจนแม้แต่นักพัฒนาเองก็ยังแอบคิดว่ามันเป็นไอเดียที่บ้งมากๆ
Jaakko Iisalo หนึ่งในทีมงานเล่าว่า เกมต้องการกลไกที่คนคุ้นเคยในการยิงนกออกไป
เขาคิดถึงหนังสติ๊กขึ้นมา แต่มันดูง่ายเกินไป เลยลองใช้วิธีอื่นดูพักนึง
แต่สุดท้ายเมื่อใช้หนังสติ๊ก ผู้เล่นกลับเข้าใจทันทีว่าต้องทำอะไรโดยไม่ต้องสอน
ในที่สุดภาพสกรีนช็อตนี้ก็ถูกส่งไปให้ผู้บริหารของ Rovio ดู
1
Niklas Hed ผู้ร่วมก่อตั้งกล่าวถึงวินาทีนั้นว่า ตอนที่คนเห็นภาพนี้มันรู้สึกมหัศจรรย์มาก เกมนี้เลยได้ไปต่อ…
มีเรื่องเล่าว่าตอนพัฒนาเกม แม่ของเขาอบไก่งวงคริสต์มาสจนไหม้เกรียม เพราะมัวแต่เล่นเกมนี้จนไม่ยอมวาง
แม่ของเขาไม่เคยเล่นเกมอะไรเลย เขาเลยรู้ทันทีว่าเกมนี้นี่แหละคือไพ่ตาย
หลังจากการพัฒนาอันยาวนานถึง 8 เดือน งบประมาณก็บานปลายจาก 25,000 ยูโร ไปจนเกือบ 100,000 ยูโร
โปรเจกต์นี้เกือบจะถูกพับเก็บไปถึงสองครั้ง แต่ในที่สุด Angry Birds ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวในเดือนธันวาคม 2009
พวกเขาสามารถปาดหน้า Crush the Castle ลงบน App Store ได้ก่อนกว่าหนึ่งเดือนเต็ม
แต่ปัญหาที่พีคสุดๆ ก็คือ เปิดตัวมาแล้วดันไม่มีใครดาวน์โหลดมันเลย…
ตลาดใหญ่อย่าง UK และ US มีการแข่งขันที่สูงเกินกว่าที่บริษัทเล็กๆ จะเบียดแทรกเข้าไปได้
ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่มีงบโฆษณา ไม่มีคอนเนคชัน และไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น
Matt Wilson หัวหน้าฝ่ายการตลาดตอนนั้นรู้ดีว่า การเจาะเข้าตลาดใหญ่เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้
พวกเขาเลยเปลี่ยนแผน หันไปพยายามสร้างฐานแฟนคลับในประเทศที่เล็กกว่าแทน
พวกเขาพุ่งเป้าไปที่สวีเดนและเดนมาร์ก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกมคุณภาพดีมีโอกาสเติบโตได้
ยอดดาวน์โหลดเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แตะระดับ 30,000 ถึง 40,000 ครั้งกระจายไปในหลายประเทศ
แม้มันจะยังไม่ใช่เกมที่ฮิตระเบิด แต่มันก็เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าผู้คนชอบเกมนี้
พอเริ่มเห็นแสงสว่าง Rovio รู้ดีว่าต้องการช่องทางโปรโมตที่มากกว่านี้
พวกเขาเลยหอบข้อมูลไปพบกับบริษัทชื่อ Chillingo ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายเกมมือถือสัญชาติอังกฤษ
Chillingo มีช่องทางลัดเข้าสู่ App Store โดยตรงและเคยมีประวัติผลักดันแอปจนดังมาแล้ว
เมื่อเห็นข้อมูลสถิติที่น่าสนใจ Chillingo ก็ตกลงเซ็นสัญญาร่วมงานกันทันที
กุมภาพันธ์ 2010 คือช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตาย พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อโปรโมตเกมนี้แบบหมดหน้าตัก
ทั้งปล่อยตัวอย่างเกม เพิ่มด่านใหม่ ปล่อยเวอร์ชันทดลองเล่นฟรี และทำโฆษณาเจาะกลุ่มเป้าหมาย
และโชคดีที่สุดคือพวกเขาได้รับการนำเสนอเป็นแอปพลิเคชันแนะนำบน Apple App Store ใน UK
เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น Angry Birds ก็ทะยานขึ้นเป็นแอปเสียเงินอันดับหนึ่งใน UK อย่างสวยงาม
ภายในเดือนมิถุนายน มันทำยอดดาวน์โหลดแซงหน้าเกมฮิตอย่าง Doodle Jump กลายเป็นอันดับหนึ่งใน US
และภายในปี 2011 ก็สามารถเอาชนะแอปพลิเคชันยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook และ Skype ได้สำเร็จ
คว้าตำแหน่งแอปพลิเคชันที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดมาครองได้อย่างเต็มภาคภูมิ
บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากทีมงานเพียง 12 คน กลายเป็น 518 คนในเวลาไม่กี่ปี…
การขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้บริษัทต้องหาเส้นทางสร้างรายได้ให้มากขึ้นแบบทวีคูณ
พวกเขาผลิตเกมภาคแยกออกมาถึง 14 ภาค ไม่ว่าจะเป็นภาค Seasons หรือ Star Wars
อีกเส้นทางคือการขายลิขสิทธิ์ เดินตามรอยโมเดลธุรกิจของ Disney อย่างเต็มรูปแบบ
เปลี่ยนตัวละครให้กลายเป็นของเล่น เสื้อผ้า ตำราอาหาร เครื่องเล่นในสวนสนุก และสินค้าอื่นๆ อีกเพียบ
มันกลายเป็นกลยุทธ์ที่ปังมาก ซึ่งแม้กระทั่งน้ำอัดลมลาย Angry Birds ในฟินแลนด์ก็สามารถทำยอดขายแซงหน้า Coca-Cola ได้
ในปี 2013 สินค้าพวกนี้ครองสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดของบริษัท
มองจากภายนอกดูเหมือนพวกเขากำลังจะกลายเป็นอาณาจักรสื่อยักษ์ใหญ่แห่งใหม่
แต่สินค้ากระแสสามารถเสื่อมความนิยมและล้าสมัยได้อย่างรวดเร็ว และพวกเขากำลังจะได้เรียนรู้ความเจ็บปวดนี้
มีกฎการตลาดข้อหนึ่งบอกว่า ยิ่งคุณมีผลิตภัณฑ์มากเท่าไหร่ แบรนด์ของคุณก็จะยิ่งอ่อนแอลงเท่านั้น
วันหนึ่งบริษัทอาจโฟกัสแค่สินค้าเดียวแล้วรวยเละ แต่วันต่อมากระจายความสนใจไปทำอย่างอื่นจนคุมไม่อยู่และขาดทุน
ในปี 2012 กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 55.5 ล้านยูโร แต่ปี 2014 ตัวเลขนี้ร่วงลงมาเหลือแค่ 10 ล้านยูโร
และในปี 2015 บริษัทก็ต้องบันทึกตัวเลขขาดทุนถึง 13 ล้านยูโร ซึ่งถือเป็นการพังทลายครั้งใหญ่
แถมยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการเกมมือถือที่ค่ายอื่นเริ่มแจกเกมให้เล่นฟรี
เกมอย่าง Clash of Clans และ Candy Crush เข้ามาเขย่าตลาดด้วยโมเดลเล่นฟรีแต่ขายไอเทมในเกม
โมเดลขายเกม 99 เซนต์แบบเดิมเริ่มกลายเป็นของล้าสมัย พวกเขาเลยต้องพยายามแก้เกมด่วน
ทางแรกคือทุ่มเงิน 73 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างภาพยนตร์แอนิเมชัน ซึ่งถือเป็นการเดิมพันที่โคตรเสี่ยง
ทางที่สองคือเปิดตัว Angry Birds 2 และนำระบบจำกัดพลังงานมาใช้ เพื่อบีบให้คนซื้อไอเทม
แต่ปัญหาคือพวกเขากำลังก้าวเข้าสู่โมเดลธุรกิจที่ตัวเองไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้
แฟนเกมที่เคยจ่ายเงินซื้อขาด กลับรู้สึกว่ากำลังถูกรีดไถให้จ่ายเงินเพิ่มไม่รู้จบจนเริ่มแอนตี้
แม้ยอดดาวน์โหลดจะแตะ 50 ล้านครั้ง แต่รายได้กลับทำไปได้แค่ราวๆ 10 ล้านดอลลาร์เท่านั้น
ปี 2015 ถือเป็นปีที่มืดมนสุดๆ แต่พอเข้าปี 2016 โชคก็เริ่มเข้าข้างอีกครั้ง
ทีมพัฒนายอมรับฟังคนเล่นและปรับปรุงระบบในเกมให้ดีขึ้น ทำให้รายได้พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่
แถมภาพยนตร์ที่ลงทุนไปก็ดันทำเงินทะลุบ็อกซ์ออฟฟิศ กวาดรายได้ไปกว่า 352 ล้านดอลลาร์
ในเวลานี้บริษัทเริ่มกลับมายืนตั้งหลักได้อีกครั้ง แต่ผู้บริหารกลับตัดสินใจทำสิ่งที่ชวนปวดหัวที่สุด
นั่นคือการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหมายความว่าต้องทำกำไรให้ผู้ถือหุ้นดูทุกไตรมาส
พอต้นทุนดึงดูดผู้เล่นใหม่สูงขึ้น นักลงทุนก็พากันเทขายหุ้นจนราคาร่วงดิ่งเหว
บริษัทที่เคยมีมูลค่าทะลุหลักพันล้านดอลลาร์ จู่ๆ ก็เหลือมูลค่าเพียงราว 500 ล้านดอลลาร์
กลายเป็นหุ้นกลุ่มบริษัทเกมที่ทำผลงานแย่ที่สุดในโลก มูลค่าหายวับไปกับตา
และในปี 2019 พวกเขาก็สร้างวีรกรรมที่น่าเหลือเชื่อขึ้นมาอีก เมื่อพบว่าเกมภาคแรกมักจะขึ้นผลลัพธ์แรกในการค้นหา
ผู้บริหารกังวลว่าถ้าคนเห็นว่าต้องจ่ายเงินซื้อเกมแรก ก็จะกดออกและไม่ยอมโหลดภาคสองที่ทำเงินได้มากกว่า
พวกเขาเลยตัดสินใจทำการซ่อนเกมภาคแรกออกจากสโตร์ไปแบบเงียบๆ ไม่ยอมบอกใคร…
แน่นอนว่ากระแสต่อต้านจากแฟนเกมลุกฮือทันที จนบริษัทต้องยอมออกมาขอโทษ
พวกเขาอ้างว่าเทคโนโลยีเก่าเกินไป แต่ความจริงคืออยากบีบให้คนไปเล่นภาคใหม่ต่างหาก
แม้จะยอมเอากลับมาขายใหม่ในชื่อคลาสสิก แต่สุดท้ายก็ลบทิ้งอีกครั้งเพราะกลัวแย่งซีนเกมใหม่
บริษัทใช้เวลาเป็นปีๆ เพื่อพยายามหาทางขัดขวางไม่ให้แฟนๆ ซื้อเกมออริจินัลของตัวเอง
นี่คือการลืมแก่นแท้ของนวัตกรรม เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยสร้างไอเดียใหม่ที่เจ๋งพอเลย
พวกเขาเก่งการตลาด ขายลิขสิทธิ์เก่ง แต่ไม่สามารถหาเกมฮิตตัวต่อไปมาแทนที่ได้
เมื่อขยายธุรกิจไปทำอย่างอื่นมากเกินไป ก็ยิ่งลืมให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่
พอถึงปี 2023 รายได้ก็เริ่มส่งสัญญาณถดถอย เกมเรือธงเริ่มแผ่วความนิยมลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อค่ายเกมใหญ่อย่าง Sega เสนอเงิน 706 ล้านยูโร เพื่อขอซื้อกิจการ พวกเขาจึงรีบตอบตกลงทันที
แต่มันกลับเป็นดีลที่พังพินาศ เพราะ Sega ต้องบันทึกการด้อยค่าของสินทรัพย์ไปถึง 200 ล้านดอลลาร์
พูดง่ายๆ คือซื้อมาแพงกว่ามูลค่าจริงไปเยอะมาก แถมระบบหลังบ้านก็เอาไปใช้กับเกมอื่นไม่ได้
ในทุกวันนี้ บริษัทผู้สร้างนกโกรธกลายเป็นเพียงเปลือกของความยิ่งใหญ่ในอดีตไปแล้ว
จุดแข็งที่แท้จริงไม่เคยเป็นเรื่องของการทำหนังหรือขายของเล่น แต่มันคือการสร้างเกมที่เล่นง่ายและสนุก
ปัญหาคือพวกเขาไม่เคยทุ่มเทความพยายามที่จะทำมันให้สำเร็จอีกครั้ง
แทนที่จะเอาเวลาไปหาไอเดียใหม่ๆ กลับเลือกรับเงินง่ายๆ จากการขายสินค้าพ่วงสารพัดอย่าง
ยอมทิ้งความยั่งยืนในระยะยาว เพื่อแลกกับเม็ดเงินและผลประโยชน์ในระยะสั้น
บทเรียนจากเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เงินทุกก้อนที่เข้ามาไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเสมอไป
และสิ่งเดียวที่แน่นอนที่สุดในโลกของการทำธุรกิจก็คือความเปลี่ยนแปลงนั่นเองครับผม…
References : [wikipedia, theverge, polygon, businessinsider, reuters]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/why-did-angry-birds-fail/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา