Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
26 ก.ค. เวลา 16:44 • การเมือง
ฉลามบุกชายแดนไทย-กัมพูชา
"ฉลาม คนสู้ชีวิต"
สโลแกนเครื่องดื่มชูกำลังฉลาม
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในบทความก่อนหน้านี้ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องราวของ F-20 ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงที่เกือบถูกผลิตขึ้นมาบนโลก จากเครื่องบินขับไล่ F-20 ที่เคยล้มเหลวสู่ความสำเร็จในร่างใหม่ที่สวีเดนออกแบบเองโดยอิงโครงสร้างมาจากเครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวพร้อมกับซื้อลิขสิทธิ์เครื่องยนต์เทอร์โบแฟน General Electric F404-GE-100 มาผลิตเองในชื่อ Volvo RM-12 ในปัจจุบัน นี่ก็คือที่มาของเครื่องบินขับไล่ค่ายสวีเดนที่ชื่อ Gripen
สำหรับบทความของ Gripen ผู้เขียนเคยได้ลงรายละเอียดเรื่งสมรรถนะไปแล้วหลายครั้ง ถ้าไม่ลงก็กระไรอยู่เลยขอนำมาสอดแทรกในบทความนี้ให้ได้อ่านอีกครั้ง เรื่องราวของเครื่องบินขับไล่ Gripen ก็น่าสนใจมาก เพราะที่ผ่านมาท่านผู้อ่านจะคุ้นชื่อกับ F-16 แต่ในวันนี้ที่ครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ที่เครื่องบินขับไล่ Gripen ทิ้งไข่เหล็กใส่กัมพูชา จึงขอนำเสนอเรื่องราวนี้ให้ทุกท่านได้อ่านกันหนำใจ
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความผู้เขียนขอใช้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาทำเงิน สำหรับภาพเครื่องบินขับไล่ Gripen ที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Maverick Nonsak ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
เครื่องดื่มชูกำลังตราฉลาม มีจำหน่ายแล้วตามร้านขายของชำทั่วไทย
วันอังคารที่ 7 กรกฎาคมพ.ศ.2569 เสียงเครื่องยนต์เจ็ทแผดคำรามกึกก้องไปทั่วรันเวย์ของกองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานีของเครื่องบินขับไล่ JAS-39 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Gripen C/D จำนวน 9 เครื่อง พร้อมด้วยเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศล่างหน้า Saab 340AEW อีก 5 เครื่อง กำลังเคลื่อนตัวต่อแถวกันอย่างสง่างามในระยะประชิดที่เรียกว่า "Elephant Walk" หรือคชสารยาตรา สร้างความตื่นตาและความน่าเกรงขามแก่ผู้พบเห็นภาพนี้ในโลกโซเชียลไม่น้อย
ที่รันเวย์กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี เครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen เครื่องแรกได้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมเสียงคำรามแผ่กึกก้องสนั่นฟ้า หลังจากนั้นอีก 8 เครื่องทะยอยวิ่งขึ้นตาม ก่อนจะกลับมาบินหมู่ให้ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด ท่านผู้บัญชาการทหารอากาศ และคณะได้รับชมความสวยงามของฝูงบิน Gripen ทั้ง 9 เครื่องที่บินหมู่พร้อมเพรียงกัน
อีกไม่กี่นาทีต่อมาเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศล่างหน้า Saab 340AEW อีก 5 เครื่อง ก็มาบินหมู่ให้ท่านผู้บัญชาการทหารอากาศผู้ซึ่งเป็นอดีตนักบินรบกองทัพอากาศไทยได้ภาคภูมิใจและหวนรำลึกถึงความหลังที่เคยขึ้นการบินกับเครื่องบินขับไล่ไอพ่น F-5 ที่ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีมาก่อน
ท่านผู้บัญชาการทหารอากาศขณะลงพื้นที่กองบิน 7 เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี Gripen C/D
ไม่ใช่แค่การบินหมู่แต่กองทัพอากาศไทยยังจัดโชว์พิเศษให้ท่านได้รับชมนั่นคือการบิน Demo ของเครื่องบินขับไล่ Gripen พร้อมแพนหางดิ่งลวดลายพิเศษครบรอบ 15 ปีการประจำการของเครื่องบินแบบดังกล่าว ก่อนจะมาบินโชว์ในท่าทางที่ท้าทายและวัดใจนักบิน
ท่าทางการบินผาดแผลงของ Gripen นี้ไม่ว่าจะเป็นการบินในท่า Slow Roll หรือการบินหมุนตัวช้าๆ 1 รอบ ก่อนจะวนมาทางซ้ายทำท่า Invert Flight บินหงายท้อง ต่อด้วยท่า Immel Man คือการตีวงเลี้ยวแล้วพุ่งเข้าหาผู้ชมก่อนจะเชิดหัวขึ้นเป็นรูปครึ่งวงกลมแล้วพลิกตัวเครื่องวนกลับมาทำท่า Knife Egde หรือการบินตะแคงข้างโชว์ลำตัวด้านบนให้ดู
ยังไม่ทันสิ้นเสียงไอพ่นเครื่องบินขับไล่ Gripen ก็บินมาจากทางขวาทำท่า Aieron Roll 1 รอบแล้วเลี้ยววงแคบในท่า 9G turn ซึ่งท่าทางการบินแบบนี้นักบินจะต้องทนแรงจีที่สูงสุดถึง 9G ถ้าเป็นแรง G ที่เบาเพียง 1 G จะเกิดแค่บนพื้นดินในขณะที่ขับรถ แต่ในการบินเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงยิ่งบินเร็ว เครื่องแรง กำลังดี และแรงไม่ตก นักบินที่ผ่านการฝึกมาแล้วจะต้องทนแรง G ที่สูงสุดถึงเพียงนี้
หลังจากเสร็จท่านี้ Gripen ก็บินกลับมาในท่าทางการบินช้าๆที่เรียกว่า Slow Flight ท่าทางเหมือนจะลงจอด แต่ไม่ได้กางล้อตั้งแต่เริ่มท่านี้ ในขณะนี้เสียงเครื่องบินขับไล่สมญานามฉลามร้ายอันดามันแผ่วเบา นักบินก็เร่งเครื่องยนต์ Volvo RM-12 พร้อมไฟที่ท่อท้ายสีส้มเรียกว่า Afterburner ซึ่งเป็นการเร่งความเร็วให้ฉลามร้ายตัวนี้ไปข้างหน้าได้รวดเร็วทันใจในการบินไปทิ้งระเบิดที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
Gripen บินโชว์ต่ออีก 3-4 ท่าทาง จนกระทั่งก็ได้ร่อนลงจอดอย่างสง่างามพร้อมเสียงปรบมือจากนายทหารทุกระดับชั้นและภาคส่วนราชการในจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่มารับชมงานครบรอบ 15 ปี Gripen C/D จะเห็นได้ว่าการบินผาดแผลงทั้งการเลี้ยว การหมุนตัว การบินช้า หรือการไต่ระดับของ Gripen ในงานฉลองครบรอบ 15 ปีของการเข้าประจำการนี้ ไม่ใช่แค่การแสดงโชว์เพื่อความสวยงาม แต่เป็นการตอกย้ำถึงระบบ Integrated Air Defense System ที่ทรงพลังที่สุดของกองทัพอากาศหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ฉลามร้ายอันดามันพร้อม GBU-12
สายตาของเหล่านักบินและผู้เข้าร่วมงานจากทุกภาคส่วนราชการในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่างจ้องมองไปยังนกเหล็กสีเทาเหล่านี้ด้วยความภาคภูมิใจ เพราะหากมองย้อนกลับไปเพียง 1 ปีก่อน พวกมันเพิ่งผ่านบททดสอบที่อันตรายที่สุด... การรบจริงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ Gripen
วันที่ 24 กรกฎาคมพ.ศ.2568 กองทัพบกกัมพูชาได้ระดมยีงขีปนาวุธ BM-21 เข้าโจมตีโรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน และโงเรียน ส่งผลให้กองทัพอากาศไทยต้องมีการส่งฝูงบิน 701 ซึ่งมีที่ตั้ง ณ กองบิน 7 สุราษฎร์ธานีออกเดินทางด้วยความเร็วสูงกับเครื่องบินขับไล่แบบที่ 20/ก. ชื่อยาวเกินงั้นเรียกว่า Gripen ก็แล้วกัน
พอมาลงจอดที่โคราชก็ยังไม่ได้บิน นักบิน ช่างเครื่องและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นจากฝูงบิน 701 ก็มาบรีฟร่วมกับฝูงบินอื่นก่อนที่เครื่องบินขับไล่ SAAB JAS-39 Gripen ฉลามที่ไม่ใช่ชื่อเครื่องดื่มในร้านขายของชำ แต่เป็นฉลามอันดามันตัวจี๊ดจะขึ้นบิน นับจากนี้ไปเครื่องบิน Gripen ที่มีความคล่องตัวดีที่สุดแบบหนึ่งของกองทัพอากาศไทยจะได้ออกโรงแล้ว
เครื่องบินขับไล่ Gripen ขณะเข้าร่วมการฝึกผสม Pitch Black 2024 ที่ประเทศออสเตรเลีย
วันที่ 26 กรกฎาคมพ.ศ.2568 เครื่องบินขับไล่ Gripen ที่เข้าประจำการเมื่อปีพ.ศ.2554 ติดอาวุธจริงครั้งแรก มันมาพร้อมกับความทันสมัยและรบได้ครอบคลุมตามตัวย่อ "JAS" ได้ขึ้นบินจากกองบิน 1 โคราชตรงไปยังภูมะเขือ
แล้วตัวย่อ JAS นี้มีอะไรน่าสนใจ? JAS นั้นย่อมาจากปรัชญาการทำงาน 3 อย่างในเครื่องบินแบบเดียวคือ J (Jakt - การรบแบบอากาศสู่อากาศ), A (Attack - การโจมตีภาคพื้นดิน) และ S (Spaning - การลาดตระเวน) ซึ่งหมายความว่าเครื่องบิน Gripen เพียงเครื่องเดียวสามารถทำหน้าที่ได้ทุกรูปแบบอย่างสมบูรณ์แบบ
ส่วนคำว่า "Gripen" (กริพเพน) มาจาก "กริฟฟิน" สัตว์ในเทพนิยายที่มีส่วนผสมของสิงโตและอินทรี สื่อถึงพลังและความปราดเปรียว ความโดดเด่นของ Gripen ไม่ใช่การเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ใหญ่ที่สุดหรือติดอาวุธได้เยอะที่สุดในกองทัพอากาศไทย แต่คือการเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ฉลาดที่สุดและยืดหยุ่นที่สุด โดยถูกออกแบบมาจากความจำเป็นของประเทศเล็กๆ อย่างสวีเดนที่มีงบประมาณและกำลังพลจำกัด แต่ต้องการเทคโนโลยีที่สามารถต่อกรกับมหาอำนาจอย่างสหภาพโซเวียตได้ในยุคสงครามเย็น
สิ่งที่ทำให้เครื่องบินขับไล่กริพเพนดูโดดเด่นในกองทัพอากาศไทยคือมีความสามารถในการรบแบบกองโจร กล่าวคือมันถูกออกแบบมาให้สามารถขึ้น-ลงจอดบนถนนหลวง ที่มีความยาวเพียง 800 เมตรได้ นอกจากนี้ เมื่อจอดแล้วทีมช่างกองทัพอากาศเพียงไม่กี่นายสามารถเติมเชื้อเพลิงและติดตั้งอาวุธให้เสร็จพร้อมกลับไปรบได้ภายในเวลาเพียง 10-15 นาที เท่านั้นทำให้มันมีความยืดหยุ่นสูงมากหากสนามบินหลักถูกทำลาย
การทดสอบนี้หากท่านใดจำได้จะเห็นได้ว่าปีที่แล้วมีการนำเครื่องบิน Gripen ขึ้นลงบนถนนหลวงที่หาดใหญ่เป็นครั้งแรก ซึ่งในอนาคตอาจมีการทดสอบแบบนี้ตามมาในถนนหลวงอื่นๆของประเทศไทย
ระบบ Data Link ที่เครื่องบินขับไล่ Gripen ใช้
เปรียบเสมือนมีไลน์หรือ Messenger บนมือถือที่ท่านผู้อ่านใช้สำหรับติดต่อสื่อในเวลารวดเร็ว นี่คือที่ทำให้เครื่องบินทุกเครื่องในฝูงเห็นภาพสนามรบเดียวกันแบบ Real-time เครื่องหนึ่งเห็นเป้าหมาย แต่อีกเครื่องที่อยู่ในตำแหน่งดีกว่าสามารถเป็นผู้ยิงอาวุธใส่ได้ทันที
กองทัพอากาศไทยเดิมประจำการด้วย Gripen จำนวน 12 เครื่อง แต่ตกไป 1 เครื่องในปีพ.ศ.2560 เลยเหลือ 11 เครื่อง
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Gripen ในกองทัพอากาศไทยมีความพิเศษกว่ากองทัพอากาศใดในโลกที่ใช้เครื่องบินแบบเดียวกัน คือการที่เครื่องบินขับไล่รุ่นดังกล่าวได้พิสูจน์คุณค่าในสนามรบจริงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การบินโลกด้วยฝีมือนักบินรบกองทัพอากาศไทย
เมื่อเครื่องบินขับไล่ Gripen ของกองทัพอากาศไทยบินมาอยู่เหนือน่านฟ้าภูมะเขือ นักบินได้ตัดสินใจส่งไพ่ตายใต้ปีกร่วงลงมา ในขณะที่ทหารไทยและทหารกัมพูชากำลังยิงปะทะดุเดือดกลางป่าและบริเวณใกล้กับหน้า ก็มีเสียงดังสนั่นไปทั่วป่า "ตู้มมมมมมมมมมม!" ทหารกัมพูชาที่ระดมยิงปืนอาก้า RPG ต่างกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง บ้างก็วิ่งหนีเข้าไปในป่า ที่พวกเขาหลบหนีไม่ใช่เพร่ะกลัวปืน M16 ของทหารไทย แต่กำลังหนี Gripen ที่บินมาทิ้งไข่ นีถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การทหารของโลกที่เครื่องบินขับไล่ Gripen เข้าสู่สงครามจริง
ในคืนวันเดียวกันเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D ก็ได้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มันไม่ได้บินไปด้วยระเบิดใต้ปีก แต่ทำหน้าที่เป็นดวงตามัจจุราช มันใช้ระบบเซ็นเซอร์สุดล้ำสแกนทะลุป่าไม้หนาทึบ ล็อกเป้าหมายฐานของรถยิงจรวด BM-21 อย่างแม่นยำระดับเซนติเมตร ก่อนจะประสานงานกับเครื่องบินขับไล่ F-16 แล้วกดปล่อยระเบิดนำวิถีเลเซอร์เข้าทำลายศูนย์บัญชาการและฐานอาวุธของข้าศึกจนแหลกละเอียด
ข้ามมาวันที่ 8 ธันวาคมปีเดียวกัน Gripen ได้ออกรบอีกครั้งในสงครามใหญ่ สงครามที่ยืดเยื้อยาวนานตลอด 2ช วันในเดือนธันวาคม เกิดขึ้นหลังจากที่กองทัพบกไทยต้องสูญเสียวีรบุรุษผู้กล้าในการรบภาคพื้นดินที่ช่องอานม้านั่นคือ จ่าสิบเอก ศตวรรษ สุจริต ร่างของจ่าศตวรรษได้ถูกบรรจุลงในโลงพร้อมธงชาติไทยคลุมอย่างสมเกียรติและสมศักดิ์ศรีนักรบไทย
F-16 คู่หู Gripen
ท่ามกลางท้องฟ้าสีครามที่ไร้เมฆ กองทัพอากาศไทยได้ใช้ยุทธวิธีที่เหนือชั้นยิ่งกว่าเดิมใน ยุทธการโต้กลับ
โดยการประสานงานระหว่าง Gripen และ F-16 เป้าหมายหลักคือการกวาดล้างรังอาชญากรและฐานส่งกำลังบำรุงในพื้นที่โอร์เสม็ด
ก่อนที่ระเบิดจากอสูรกายบินได้จะตกจากฟ้าหน่วยสงครามไซเบอร์ของกองทัพไทยทั้ง 3 เหล่าทัพได้ทำการเจาะระบบไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตจนเมืองทั้งเมืองดับวูบ จากนั้น Gripen จึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเครือข่าย ชี้เป้าล็อกพิกัดกาสิโน คลังอาวุธและค่ายทหารอย่างแม่นยำ จนนำมาสู่ความสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครลืมได้ในฝั่งกัมพูชา
คราวนี้เครื่องบินขับไล่ Gripen เอาจริงกว่าการปะทะรอบแรก มันได้บินเข้าไปโจมตีทางลึกในดินแดนกัมพูชา ที่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง ทหารกัมพูชาที่ประจำการในค่ายได้ยินเสียงคำรามเบาๆในยามราตรี ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในความตื่นตระหนก ประกอบกับกัมพูชาไม่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัย ทันใดนั้นเอง Gripen ได้ปลดระเบิดนำวิถีสุดอัจฉริยะร่วงลงมาจากฟ้า
อธิบายเพิ่มเติมระเบิดมาตรฐานที่กองทัพอากาศใช้มีทั้งขนาด 1,000 ปอนด์ (Mk.82) และ 2,000 ปอนด์ (Mk.84)
แต่ความไม่ธรรมดาเกิดขึ้นเมื่อมีการติดตั้งชุดครีบนำวิถีเลเซอร์เข้าไป ซึ่งจะเปลี่ยนระเบิดเหล็กยุคสงครามเย็นให้กลายเป็น GBU (Guided Bomb Unit) เช่น GBU-10 หรือ GBU-12 ระเบิดจะวิ่งตามจุดเลเซอร์ที่นักบินGripen ชี้เป้าไว้ มีค่าความผิดพลาดเพียงประมาณ 1 เมตร เท่านั้น
Gripen กับแพนหางดิ่งครบรอบ 15 ปี PEACE SUVARNABHUMI
Gripen มีขีดความสามารถพิเศษที่สามารถเล็งเลเซอร์เองและทิ้งระเบิดเอง ได้จบในเครื่องเดียว โดยไม่ต้องพึ่ง Gripen อีกเครื่องในฝูงมาช่วยชี้เป้าให้เหมือนเทคโนโลยีสมัยก่อน บัดนี้อานุภาพทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวของเครื่องบินขับไล่ Gripen นั่นคือการเลือกใช้ไข่ใบใหญ่หรือระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ขนาด 2,000 ปอนด์ ซึ่งอานุภาพของมันจะรุนแรงจนเปลี่ยนสภาพสมรภูมิได้ทันที ตัวระเบิดมีรัศมีทำลายล้างโดยตรงประมาณ 300 เมตร และสร้างวงแรงอัดอากาศ (Shockwave) กว้างถึง 600 เมตร
แรงอัดระเบิดรุนแรงขนาดที่ว่า หากคนอยู่ห่างจากจุดระเบิดถึง 1 กิโลเมตร ต้องนอนราบกับพื้น เท่านั้น หากอยู่ในระยะ 2 กิโลเมตรต้องคุกเข่า และต้องถอยไปถึง 3 กิโลเมตรจึงจะสามารถยืนได้อย่างปลอดภัย มิเช่นนั้นปอดจะโดนแรงอัดอากาศทำลายจนบาดเจ็บสาหัส
สำหรับการเลือกเป้าหมายตามด้วยการหย่อนไข่ของ Gripen จะไม่ถูกทิ้งอย่างสะเปะสะปะ แต่จะถูกส่งลงไปยังจุดที่สำคัญที่สุดหรือ Center of Gravity ของข้าศึก
Gripen ใช้เรดาร์และเซ็นเซอร์สแกนหาเป้าหมายที่ซ่อนเร้น เช่น รถยิงจรวด BM-21 , กองบัญชาการ , สิ่งก่อสร้างทางการทหาร , บังเกอร์ , หรือคลังอาวุธที่พรางตัวอยู่ในป่าทึบ
"ตู้มมมมมมมมมมมมมม!"
การโจมตีทางอากาศแบบ Deep Strike ของ Gripen ทำให้คลังสรรพาวุธในค่ายทหารแห่งหนึ่งระเบิดพร้อมกับเปลวไฟสีส้มและควันสีดำที่ลอยขึ้นฟ้าจนมองเห็นได้ในยามค่ำคืน ไม่เพียงเท่านี้เครื่องบินขับไล่ Gripen ของกองทัพอากาศไทยยังคงบินโจมตีทางลึกเข้าไปทิ้งระเบิดทำลายศูนย์บัญชาการ ทำลายคลังสรรพาวุธ ค่ายทหารหรือตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุง อย่างต่อเนื่องเพื่อจำกัดการเคลื่อนพลของข้าศึกที่จะไปเพิ่มเติม ณ ชายแดนไทย-กัมพูชา
Gripen ขณะขึ้นบินผาดแผลง
ในขณะเดียวกันเครื่องบินขับไล่ Gripen ของกองทัพอากาศไทยได้ทิ้งระเบิดใส่กาสิโนที่ถูกดัดแปลงเป็นฐานปล่อยโดรนและคลังอาวุธที่ปอยเปต , ช่องจอม , โอร์เสม็ดและที่อื่นๆใกล้กับชายแดนไทย บางครั้งก็มีชาวบ้านที่ออกไปทำนาเพื่อเลี้ยงชีพด้วยความจำเป็นและไม่หนีไปที่ศูนย์อพยพต่างก็มองเห็นควันไฟจากการโจมตีทางอากาศและเสียงไอพ่นจาก Gripen ได้อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ไม่เห็นว่าเครื่องอยู่ที่ไหน
และแล้วช่วงสายของวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ก่อนที่เข็มนาฬิกาจะชี้ไปที่เวลาเที่ยงตรง ฝูงบินรบทั้งเครื่องบินขับไล่ F-16 และ JAS 39 Gripen ได้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้งในภารกิจเชือดไก่ให้ลิงดูเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการเจรจา Gripen เครื่องแรกชี้เป้าหมายด้วยกระเปาะชี้เป้าที่แม่นยำก่อนจะนำทางปล่อยระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ลูกแรก
หลังจากนั้นเครื่องอื่นๆในฝูงบิน 701 ได้ปล่อยระเบิดทำลายล้างสูงถล่มสิ่งก่อสร้างทางการทหารอย่างต่อเนื่องจนพินาศราบพนาสูญ แรงระเบิดต่อเนื่องกลายเป็นกลุ่มควันเพลิงขนาดยักษ์ที่ส่งสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายไปยังพนมเปญว่า หากกล้าตุกติกแม้แต่ก้าวเดียว ห่าฝนเหล็กพร้อมจะกลับมาบดขยี้อีกครั้ง
เมื่อถึงเวลา 12:00 น. เสียงปืนใหญ่และเสียงระเบิดที่เคยแผดคำรามมาอย่างยาวนานกลับเงียบสนิทลงราวกับถูกปิดสวิตช์ สงครามจบลงด้วยเงื่อนไขที่ไทยเป็นผู้กำหนดอย่างเด็ดขาดทั้งการบังคับให้กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายประกาศหยุดยิงก่อน และต้องส่งกำลังพงมาเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่เคยลักลอบนำมาฝังตัดขาทหารไทยให้ขาด ในขณะที่เชลยศึกทหารกัมพูชา 18 นาย ถูกใช้เป็นหลักประกันสันติภาพในช่วง 72 ชั่วโมงแรกเพื่อให้มั่นใจว่าข้าศึกจะรักษาคำพูด
Gripen ฝูงบิน 701 "SHARK" กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี
"มันเป็นการยากที่จะเอาแผ่นดินเราคืน อย่างเช่นทางทางบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว เขาก็เข้ามาอยู่
ตั้งนานแล้ว แต่เราสามารถที่จะเอาคืนได้ก็ถือว่าเป็นสุดยอดในยุคของทหารยุคนี้"
อาสาสมัครทหารพราน บัญฑิต คำสีเมือง อดีตนักรบดำแห่งปักธงชัย
หลังจากเสร็จสิ้นการรบทั้ง 2 รอบระหว่างไทยและกัมพูชาสิ้นสุดลง แล้วเสียงเครื่องบินขับไล่ Gripen ได้ปรากฎอีกครั้งบนท้องฟ้าของบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เหนือภูมิประเทศที่โล่งเตียนไร้ซึ่งภูเขาสูงๆและป่าไม้มากมายเหมือนภาคเหนือและภาคอีสาน แม้จะมีหมู่บ้านมากมายแต่ก็มีป่าไม้ปรากฎให้เห็นอยู่ แม้จะไม่มากแต่ก็อุดมสมบูรณ์ เพราะชาวนาและชาวสวนกลับมาหว่านเมล็ดพืช ปลูกข้าว ปลูกต้นไม้ทำให้ป่าไม้ที่นี่กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งหลังจากที่เคยเป็นสมรภูมิรถถังมาก่อน
ชาวนาที่กำลังเก็บอ้อยจะไปส่งขายที่ตลาด ก็ต้องหยุดเดินเมื่อหลานชายถามว่า "ลุง! ลุง! เครื่องบินจะไปไหน" หลานชายถามลุงวัย 60 ปีที่กำลังนำอ้อยไปใส่รถกระบะสีขาวเก่าๆคันหนึ่ง "Gripen มั้ง ลุงเคยเห็นมาแล้วตอนปะทะรอบที่แล้ว แต่รอบนี้ก็ไม่บินต่ำเช่นเคย" ผู้เป็นลุงพูด สายตามองไปที่ Gripen ทั้ง 2 เครื่องที่บินมาลาดตระเวนทางอากาศ แม้จะบินสูงกว่า 12,000 ฟุต แต่ทั้งลุงและหลานก็ภาคภูมิใจที่ทหารอากาศคุ้มครองน่านฟ้า
Gripen Demo by RTAF
"ฟ้าววววววววววววววววววว!"
เสียง Gripen บินผ่าน
ขณะที่ต้นไม้หลายต้นกำลังรับแสงอาทิตย์ ทันใดนั้นเองเสียงคำรามกึกก้องก็ฉีกกระชากความเงียบของบรรยากาศป่าไม้ที่บ้านหนองจาน เสียงนี้คือเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ JAS 39 Gripen จากฝูงบิน 701 กองบิน 7 สุราษฎร์ธานีบินสูงไปบนท้องฟ้าอันไร้เมฆอย่างรวดเร็ว นักบินทั้ง 2 นายยังบังคับเครื่องบินขับไล่ Gripen บินผ่านพื้นที่ราบซึ่งอยู่ภายใต้การคุมของกองทัพภาคที่ 1 ราวกับนกกำลังบินไปหารังใหม่อย่างมีจุดหมาย
เครื่องบินขับไล่ Gripen ได้ทำการบินผ่านบ้านหนองจานไปแล้วแต่ได้บินวนกลับมาอีกครั้งที่ระดับความสูงเท่าเดิม นักบินได้ทำการเบนหัวเครื่องกลับฐานช้าๆ ข้างล่างของฉลามร้ายอันดามันเป็นบรรยากาศชนบทที่เงียบสงบไร้ซึ่งควันดำจากการปะทะ
2 หลานลุงคนเดิมเห็น Gripen บินมาอีกครั้งทำให้ชวนนึกถึงวันที่พวกเขาทั้ง 2 คนต้องอพยพเพราะการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาที่เคยเกิดขึ้นรอบ 2 เมื่อเดือนธันวาคมพ.ศ.2568 เมื่อหันหน้ามองตาม Gripen ก็บินหายไป เหลือไว้เพียงท้องฟ้าเหนือบ้านหนองจานอันเงียบสงบให้พวกเขาได้ยิ้มอีกครั้ง
RTAF Gripen Demo by Mynus
>>ข้อมูลจำเพาะเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D ฝูงบิน 701 กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี
ลูกเรือ: 1 นายสำหรับรุ่น C และ 2 นายสำหรับรุ่น D
ความยาว: 14.1 เมตร (46 ft 3 in) สำหรับ JAS 39C และ 14.8 เมตร (49 ft) สำหรับ JAS 39D
ความยาวปีก: 8.4 เมตร (27 ft 7 in)
สูง: 4.5 เมตร (14 ft 9 in)
พื้นที่ปีก: 30 ตารางเมตร (320 sq ft)
น้ำหนักเปล่า: 6,800 กิโลกรัม (14,991 lb)
น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด: 14,000 กิโลกรัม (30,865 lb) สำหรับ C/D
ขนาดความจุถังน้ำมัน: 3,000 ลิตร (ภายใน) และ 3,500 ลิตร (ภายนอก)
น้ำหนักบรรทุก: 5,300 กิโลกรัม (11,700 lb)
เครื่องยนต์: 1 × Volvo RM12 ให้แรงขับ 54 kN (12,000 lbf) thrust dry, 80.5 kN (18,100 lbf) with afterburner
ประสิทธิภาพ
ความเร็วสูงสุด: 2 มัค หรือ 2,450 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (1,530 mph; 1,330 kn) ที่ความสูง 50,000 ฟุต และ 1.2 มัค หรือ 1,470 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (913 mph; 794 kn) ที่ระดับน้ำทะเล
พิสัยทำการรบ: 800 กิโลเมตร (500 mi, 430 nmi) (ถังน้ำมันภายใน)
พิสัยทำการไกลสุด: 3,200 กิโลเมตร (2,000 mi, 1,700 nmi) (เมื่อติดถังน้ำมันภายนอก 3 ถัง)
เพดานบินสูงสุด: 15,240 เมตร (50,000 ft)
ความทนทานต่อแรง G: +9 และ −3
ภาระน้ำหนักบรรทุกต่อพื้นที่ปีก: 283 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (58 lb/sq ft)
แรงขับต่อน้ำหนัก: 0.97
ระยะทางบินขึ้น: 400 เมตร (1,312 ft)
ระยะทางลงจอด: 500 เมตร (1,640 ft)
ระบบอาวุธ
ปืนใหญ่อากาศ: 1 × 27 มม. Mauser BK-27 revolver cannon กระสุน 120 นัด (สำหรับรุ่น C)
ตำบลติดอาวุธ: 8 จุด บรรทุกน้ำหนักอาวุธรวม 5,300 กิโลกรัม (11,700 lb) สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่อากาศ/ อาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้น/ อาวุธปล่อยนำวิถีต่อต้านเรือผิวน้ำ/ ขีปนาวุธร่อน
อาวุธ
อากาศสู่อากาศ
IRIS-T
AIM-9 Sidewinder
A-Darter
อากาศสู่พื้น/ต่อต้านเรือผิวน้ำ
AGM-65 Maverick
KEPD.350
RBS-15F
GBU-12 Paveway II
Mark 82
GBU-39 SDB
> อื่น ๆ:
•1 × ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ALQ-TLS Electronic Countermeasures (ECM) Pod
•1 × ระบบกล้องสอดแนมทางยุทธวิธีวงกว้าง (Digital Joint Reconnaissance Pod )
•1 x กระเปาะลาดตระเวนแบบ ชี้เป้า Litening III Targeting Pod
- เรดาร์แบบ PS-05/A
- หมวกนักบินแบบ Cobra helmet mounted display (HMD)
สถานะ : อยู่ในประจำการ
ชื่อทางราชการของกองทัพอากาศไทย : เครื่องบินขับไล่แบบที่ 20/ก (บ.ข.20/ก)
Gripen ของกองทัพอากาศไทยออกรบครั้งแรกในปีพ.ศ.2568 ถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสไคัญในวงการการบิน
เครื่องบินขับไล่ Gripen ถือเป็นสุดยอดขุมกำลังที่กองทัพอากาศไทยได้นำมาใช้ในการปะทะกับกัมพูชาถึง 2 รอบ แม้จะประจำการมาเป็นเวลา 15 ปีในกองทัพอากาศไทย แต่ก็ไม่มีใครลืมชื่อนี้ได้ เพราะมันคือ The Best Fighter ที่กองทัพอากาศไทยแอบซุ่มฝึกฝนมาดี จนได้ใช้งานทิ้งไข่จริงดังที่ทุกท่านเห็น สำหรับเรื่องเล่าจากชายแดนไทย-กัมพูชาก็ยังมีให้ตามต่อนั่นคือ "บ้านหนองจาน" เรื่องราวจะเป็นอย่างไรรอติดตามกันได้ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Military Weapons อาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร
กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force
Thai Weapon Channel
พลอากาศเอก ศักดิ์พินิต พร้อมเทพ
โปรอ๋องเรื่องเล่า
MDPHOTOGRAPH
แอ๊กซ์ อันเดอร์สกอร์
Airlinesweek
Thanadade Supamitsiri
Gemini AI
Martin Porcelli
Badger Photography
Wing7RTAF
Down Under Aviation News
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
ทหาร
สงคราม
เทคโนโลยี
บันทึก
1
5
1
5
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย