•
27 ก.ค. เวลา 10:22 • หุ้น & เศรษฐกิจ

8 ความจริงที่ไม่มีใครบอก เรื่องการกู้เงินโดยใช้ Bitcoin ค้ำประกัน

เคยได้ยินประโยคนี้ไหมครับ? "คนรวยไม่ขายทรัพย์สิน แต่จะเอาทรัพย์สินนั้นไปค้ำประกันเพื่อกู้เงินมาใช้"
ในโลก Crypto สโลแกนนี้ถูกนำมาป่าวประกาศให้เหล่านักลงทุนรายย่อยฟังซ้ำๆ ว่า
"อย่าขาย Bitcoin ของคุณนะ เอาไปค้ำประกันกู้เงินสิ ได้เงินมาหมุน
แถมไม่ต้องเสียภาษีการขาย Bitcoin ก็ยังอยู่ครบ"
แต่รู้ไหมครับ คำแนะนำนี้เอง ที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยพังพินาศมานักต่อนักแล้ว
เพราะสิ่งที่พวกเค้าทำ มันไม่มีเกราะป้องกันเหมือนวิธีที่คนรวยเค้าทำกัน
ในตอนนี้ เราจะมาเจาะลึก 8 ความต่างสุดโหด ที่ไม่มีใครเคยบอกคุณครับ
มาดูกันทีละข้อเลยว่า ทำไมสูตรกู้เงินแบบเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ของคนรวยระดับท็อป 1% กับ คนธรรมดา
ถึงต่างกันราวฟ้ากับเหว
ข้อแรก "สัดส่วนของความเสี่ยง"
มหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินรวม 50 ล้านดอลลาร์ หากเค้าอยากได้เงินสดมาลงทุนเพิ่มสัก 500,000 ดอลลาร์
เค้าจะเอาทรัพย์สินไปค้ำประกันเพื่อกู้เงินก้อนนี้มา
หากเทียบแล้ว เงินกู้ 500,000 ดอลลาร์นี้ คิดเป็นแค่ 1% ของทรัพย์สินทั้งหมดของเค้าเท่านั้นครับ
หมายความว่า ต่อให้ตลาดร่วง สินทรัพย์ตรงนั้นถูกยึดไป ชีวิตเขาก็ยังสุขสบายดี เพราะเขามีเบาะรองรับอีก 99%
ทีนี้ ตัดภาพมาที่นักลงทุนรายย่อยอย่างจอห์น ที่มีเงินเก็บทั้งชีวิตบวกกับ Bitcoin รวมเป็น $200,000
วันหนึ่ง เมื่อจอห์นอยากรีโนเวตบ้านและต้องใช้เงิน $30,000 แต่ไม่อยากขาย Bitcoin ที่มีอยู่ 1 เหรียญ
สมมติ ขณะนั้น Bitcoin มีมูลค่า 100,000 ดอลลาร์ จอห์นจึงเอา Bitcoin เหรียญนั้น
ไปวางค้ำประกันเพื่อกู้เงิน $30,000 ออกมา
ฟังดูเหมือนกู้แค่ 30% ใช่ไหมครับ? แต่ในความเป็นจริง จอห์นเอาทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของชีวิต ไปวางไว้บนความเสี่ยงแล้ว เพราะถ้า Bitcoin ร่วงแรง จอห์นจะไม่มีเงินสดสำรองไปเติมค้ำประกัน ผลคือ Bitcoin ที่สะสมมาทั้งชีวิต โดนล้างพอร์ตหายไปในทันที จะเห็นว่า คนรวยเสี่ยงแค่ 1% แต่รายย่อยเล่นเอาครึ่งชีวิตไปเสี่ยง
เรียกได้ว่า สายป่านมันคนละขนาดกันครับ
ข้อสอง "ต้นทุนของเงินกู้" หรือดอกเบี้ย
คนรวยเวลากู้เงิน เขาจะขอคำปรึกษาจาก Private Banking
หรือนายธนาคารส่วนตัวดูแลพอร์ทลงทุน ในสายตาธนาคารความเสี่ยงเค้าต่ำ เค้าจึงได้ดอกเบี้ยพิเศษระดับ Wholesale ที่ต่ำมากๆ อยู่ที่ประมาณ 4% - 5% ต่อปี เท่านั้นเองครับ
 
ลองคิดดูสิครับ กู้เงินมาด้วยดอกเบี้ย 4% แค่นำเงินก้อนนั้นไปลงทุนต่อในอะไรก็ได้ที่ได้ผลตอบแทนสัก 7-8% เขาก็ได้กำไรส่วนต่างได้แล้ว
ส่วนรายย่อย กู้ผ่านแพลตฟอร์ม Crypto หรือไฟแนนซ์ทั่วไป ดอกเบี้ยที่เราเจอคือระดับ Retail ซึ่งสูงถึง
10% - 15% ต่อปี หรือถ้ารีไฟแนนซ์ บัตรเครดิตอาจพุ่งไป 20% การกู้เงินที่มีดอกเบี้ยสูงถึงสองหลัก แปลว่าทรัพย์สินที่คุณเอาเงินไปลง ต้องทำกำไรได้มหาศาลจริงๆ ถึงจะเท่าทุน ซึ่งมันกดดันและเสี่ยงกว่ากันเยอะมากครับ
ข้อสาม สินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน มันมีธรรมชาติที่ต่างกันสิ้นเชิง
เวลาคนรวยกู้เงิน เขาเอาอาคารพาณิชย์, ที่ดิน, ที่พักอาศัยให้เช่า, พันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นบริษัทมั่นคงสูงไปค้ำสินทรัพย์พวกนี้เปรียบเหมือน "หินก้อนใหญ่" มันขยับช้ามากครับ
คุณไม่มีทางตื่นเช้ามาแล้วพบว่า ตึกแถวกลางเมืองของคุณ ราคาร่วงลงไป 30% ภายในคืนเดียวอย่างแน่นอน!
แต่รายย่อยที่ใช้ Bitcoin เป็นหลักประกัน Bitcoin เปรียบเหมือน "รถไต่ถัง" ครับ บทมันจะผันผวน มันสามารถร่วง 10% ในวันเดียว หรือร่วง 30% ในเดือนเดียวได้สบายๆ และเมื่อราคาร่วงถึงจุดต่ำสุด แพลตฟอร์มผู้ให้กู้เขาไม่รอคุณนะครับ เขาจะส่งคำเตือน Margin Call และให้เวลาคุณเติมเงินสั้นมาก หากเติมไม่ทัน เขาจะบังคับขาย Bitcoin ของคุณทิ้งทันทีเพื่อเอาเงินคืน
ข้อสี่ เมื่อเกิดเหตุการณ์ตลาดร่วงหนัก และโดนเรียก Margin Call ใครจะรอด?
สมมติคุณซาร่า นักลงทุนรายใหญ่ โดน Margin Call $100,000 เธอก็แค่ย้ายโอนเงินสดจากบัญชีออมทรัพย์ ขายหุ้นบางส่วนในพอร์ต หรือดึงรายได้จากบริษัทมาเติมค้ำประกันจบปัญหาได้อย่างง่ายดาย
ส่วนจอห์น นักลงทุน Crypto รายย่อย เค้ามีเงินเก็บเกือบทั้งหมดอยู่ใน Bitcoin พอ Bitcoin ราคาร่วงหนักจนโดน Margin Call จอห์นกลับไม่มีเงินสดเหลือติดบัญชีเลย ไม่มีหุ้นอื่นให้ขาย ไม่มีสายป่านรองรับ
สุดท้าย จอห์นทำได้แค่นั่งมองระบบบังคับขาย Bitcoin ของตัวเองที่จุดต่ำสุดของตลาด
ประสบการณ์นี้เจ็บปวดมากครับ เพราะนอกจากจะเสีย Bitcoin ไปแล้ว ยังเสียไปในราคาที่ขาดทุนที่สุดอีกด้วย
ข้อห้า เรื่องของ "คนวางแผน" ครับ
เวลาคนรวยจะกู้เงินหลักล้าน เขาไม่ได้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ครับ
เขามีทีมงานมืออาชีพนั่งล้อมโต๊ะ ทั้งทนายความ นักบัญชี ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี และ ที่ปรึกษาทางการเงิน ทีมนี้จะวางโครงสร้างเลยว่า กู้ผ่านนิติบุคคลไหน?
ใช้ Trust แบบไหนเพื่อให้เสียภาษีน้อยที่สุด? ป้องกันความเสี่ยงดีที่สุด และส่งต่อมรดกได้ราบรื่นที่สุด
ส่วนนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ฟังตามกระแสที่บอกมาว่า "กู้เงินด้วย Bitcoin สิเจ๋ง" เกิดแรงฮึด เปิดแอปในมือถือ แล้วกดยืนยันกู้เงินเลยภายใน 5 นาที นี่แหละครับความต่างระหว่าง "การวางแผนยุทธศาสตร์" กับ
"การด้นสดด้วยอารมณ์"
ข้อหก คนรวยจะระมัดระวัง "เคสที่แย่ที่สุด" และการทำ Stress Test เสมอครับ
ก่อนจะกู้เงิน ที่ปรึกษาของคนรวยจะตั้งคำถามก่อนเลยว่า
"ถ้าสินทรัพย์ที่เราเอาไปค้ำ ราคาร่วงลง 30% ล่ะ จะทำอย่างไร?"
"ถ้าอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นเป็นเท่าตัวล่ะ จะทำอย่างไร?"
"ถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจยาวนาน 2 ปีล่ะ เรายังผ่อนไหวไหม?" ถ้าคำตอบคือ "ไหว" เขาถึงจะกล้ากู้ครับ
แต่รายย่อยส่วนใหญ่ เวลาเห็น Bitcoin เป็นเทรนด์ขาขึ้น เรามักจะมองโลกในแง่ดีเกินไป
เราคิดแค่ว่า "เดี๋ยว Bitcoin ก็พุ่งไป $150,000 แล้ว กู้ตอนนี้ยังไงก็คุ้ม" เราไม่ได้เผื่อใจเลยว่า ถ้ามันร่วงลงมา 40% ล่ะจะทำยังไง? การกู้เงินโดยไม่ทำ Stress Test มันไม่ใช่วิธีที่ดีเลยครับ!
ข้อเจ็ด อันนี้คือหัวใจของความมั่งคั่งเลยครับ "เงินที่กู้มา ถูกเอาไปทำอะไร?"
คนรวยกู้เงินมาเพื่อ "ซื้อสินทรัพย์ที่ผลิตเงิน" เช่น กู้เงิน 2 ล้านดอลลาร์ ไปซื้ออาคารสำนักงานที่ปล่อยเช่าได้ผลตอบแทน 8% ต่อปี ซึ่งรายได้จากค่าเช่านั้นแหละ จะกลับมาชำระดอกเบี้ยและเงินกู้ด้วยตัวมันเอง
โดยที่คนรวยไม่ต้องควักเงินตัวเองจ่ายเลยสักบาท
แต่รายย่อยส่วนใหญ่ กู้เงินโดยเอา Bitcoin ไปค้ำ เพื่อนำเงินสดไป "ใช้จ่ายในไลฟ์สไตล์" เอาไปต่อเติมครัว
ซื้อรถใหม่ ไปเที่ยวต่างประเทศ หรือเอาไปโปะหนี้เดิม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่เคยสร้างกระแสเงินสดกลับมาเลย
เมื่อเงินกู้นั้นไม่ได้สร้างเงินใหม่ บทสรุปก็คือภาระหนี้ทั้งหมดจะกลับมากดทับตัวคุณเต็มๆ
และข้อสุดท้าย ข้อ 8 สิทธิ์ในการเจรจา ครับ
ถ้ามหาเศรษฐีเจอปัญหาสภาพคล่องชั่วคราว ธนาคารจะไม่รีบร้อนยึดทรัพย์ทันทีครับ เพราะมหาเศรษฐีคือลูกค้ารายใหญ่ ที่ทำกำไรให้ธนาคารมาเป็นสิบๆ ปี ธนาคารพร้อมจะนั่งลงเจรจา ขยายเวลาชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ หรือหาทางออกร่วมกัน
แต่สำหรับรายย่อยที่กู้ผ่านแพลตฟอร์ม Crypto หรือ Smart Contract หมดโอกาสต่อรองครับ
ระบบคอมพิวเตอร์และอัลกอริทึมมันไม่มีความเห็นอกเห็นใจ เมื่อราคา Bitcoin ร่วงลงแตะระดับ LTV (Loan-to-Value) ที่กำหนดไว้ตามสัญญา ระบบจะทำการขายทอดตลาด Bitcoin ของคุณทันทีแบบอัตโนมัติภายในไม่กี่วินาที ต่อให้คุณจะขอร้อง หรือบอกว่าขอเวลาโอนเงินอีก 1 ชั่วโมง ระบบก็ไม่รอครับ!
เห็นภาพชัดเจนแล้วใช่ไหมครับ?
ทั้ง 8 ข้อนี้คือเหตุผลว่าทำไม กลยุทธ์เดียวกัน คนรวยทำแล้วมั่งคั่งขึ้น แต่คนธรรมดาทำแล้วอาจหมดตัว
สรุปง่ายๆ การกู้เงินโดยใช้ Bitcoin ค้ำประกัน ไม่ใช่เรื่องที่ห้ามทำ แต่มันเป็นเครื่องมือที่ต้องใช้เมื่อคุณมี
"เบาะรองรับ" ที่หนาพอ มีเงินสดสำรอง มีแผนรับมือความเสี่ยง และกู้ไปเพื่อสร้างสินทรัพย์ใหม่เท่านั้น
ถ้าวันนี้คุณมี Bitcoin อยู่ แล้วอยากกู้เงิน ลองถามตัวเองคำถามเดียวครับ
"ถ้าเกิดวิกฤตแล้ว Bitcoin ของฉันโดนยึดไปทั้งหมด ชีวิตฉันยังอยู่ดีเหมือนเดิมไหม?"
ถ้าคำตอบคือ "ไม่" อย่าเพิ่งแตะต้องกลยุทธ์นี้เด็ดขาดครับ
การกู้เงินโดยใช้สินทรัพย์ค้ำประกัน เป็นเครื่องมือทรงพลังเมื่อคุณมีเกราะป้องกัน มีสภาพคล่อง และมีโครงสร้างรองรับแบบคนรวย แต่สำหรับคนธรรมดา หากนำกลยุทธ์นี้มาใช้โดยไม่มีโครงสร้างสนับสนุน จากการ "สร้างความมั่งคั่ง" อาจกลายเป็น "การทำลายความมั่งคั่ง" ได้ในชั่วข้ามคืนครับ
สวัสดีครับ
โฆษณา