27 ก.ค. เวลา 11:30 • หุ้น & เศรษฐกิจ

💎 Rare Earth 💎 : “แร่ผู้ขับเคลื่อนกาลเวลาแห่งโลก” 1 ในเสาหลักของขุมอำนาจยุคใหม่ ที่หลายประเทศกำลังแย่งชิงพื้นที่กันทั่วทั้งโลก

📌 หลายคนคนได้เห็นข่าวหรือได้ทราบเรื่องราวของ “แร่หายาก“ หรือ “Rare Earth“ กันมาบ้างแล้วว่านี่คือสิ่งที่มหาอำนาจโลกกำลังให้ความสนใจและเป็น 1 ในสินทรัพย์ที่มีการแย่งชิงอำนาจครอบคลองกันมากที่สุดในโลก ณ เวลานี้ ซึ่งสิ่งที่ World Maker พอจะสรุปได้หลังจากศึกษาเรื่องนี้ในเชิงลึกก็คือ
Rare Earth เปรียบเสมือน “ผู้ขับเคลื่อนกาลเวลาแห่งโลก“ เนื่องจากแร่หายากถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด (บวกกับสมองมนุษย์) ที่ทำให้โลกพัฒนาไปตามกาลเวลา
“ถ้าโลกไม่มี Rare Earth แล้วจะมีอุตสาหกรรมใดจะหายไป ?“
📌 คำตอบที่ถูกต้องที่สุดคือ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ส่วนมากจะไม่หายไปทั้งหมด แต่ “รูปแบบเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน” จำนวนมากทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรมโลกจะหายไป
รถยนต์ไฟฟ้ายังสามารถผลิตได้ กังหันลมยังหมุนได้ อินเทอร์เน็ตยังทำงานได้ และคอมพิวเตอร์ยังคงมีอยู่ แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมี "ขนาดใหญ่ขึ้น หนักขึ้น ใช้พลังงานมากขึ้น มีประสิทธิภาพต่ำลง และมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างมากจนมีนัยสำคัญ”
นั่นหมายความว่า “โลกนี้พัฒนาขึ้นได้เพราะมี Rare Earth และสมองของมนุษย์เป็นกำลังขับเคลื่อน“
แล้ว Rare Earth คืออะไร ?
📌 “Rare Earth“ หรือ “แร่หายาก“ เป็นกลุ่มธาตุ 17 ชนิดที่มีคุณสมบัติทางแม่เหล็ก แสง ความร้อน และเคมีเฉพาะตัว คุณค่าของมันไม่ได้มาจากปริมาณที่ใช้มาก แต่เกิดจากการที่ “โลหะเพียงไม่กี่กรัมสามารถกำหนดประสิทธิภาพของเครื่องจักรมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ได้“ โดยเฉพาะแม่เหล็กถาวรประสิทธิภาพสูง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 95% ของมูลค่าการใช้ Rare Earth ทั้งหมดในปัจจุบัน
ที่มา : Finnomena - https://www.finnomena.com/finnomenafunds/who-has-the-biggest-rare-earth/
แม่เหล็กถาวรประสิทธิภาพสูง คือแม่เหล็กแรงสูงที่สร้างสนามแม่เหล็กในตัวเอง เป็นทรัพยากรที่สำคัญในการสร้าง “พลังงานทดแทน“ และมีส่วนสำคัญในการสร้าง “เทคโนโลยีบนโลกของเรา“ พบได้ในเทคโนโลยีที่เราใช้อยู่ประจำ เช่น ตู้เย็น ทีวี เลนส์กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ หรือแม้กระทั่งรถยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของมอเตอร์รถไฟฟ้าทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเคลื่อนที่ได้
ก่อนอื่นต้องแยกให้ชัดว่า Rare Earth ไม่ได้หมายถึง Critical Minerals ทั้งหมด
Lithium, Cobalt, Nickel, Gallium, Germanium และ Tungsten ไม่ใช่ Rare Earth แม้จะเป็นแร่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญเช่นกัน ดังนั้น หากโลกไม่มีเฉพาะ Rare Earth อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ลิเธียม ชิปซิลิคอน หรืออุตสาหกรรมทังสเตนจะไม่ได้หายไปโดยตรง เพียงแต่ระบบที่ใช้มอเตอร์ แม่เหล็ก เลเซอร์ หรืออุปกรณ์เฉพาะทางบางประเภทจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
แต่อุตสาหกรรมแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง “จะหายไปโดยตรง“ เช่น Neodymium-Iron-Boron หรือ NdFeB, Samarium-Cobalt หรือ SmCo ซึ่งแม่เหล็ก NdFeB นั้นถือว่าเป็นแม่เหล็กถาวรที่ทรงพลังที่สุดชนิดหนึ่งในเชิงพาณิชย์
ผลที่ตามมาหากแม่เหล็กเหล่านี้ (รวมถึงชนิดอื่น ๆ ตามภาพด้านบน)/ หายไปคือ มอเตอร์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ลำโพง เซอร์โวมอเตอร์ และอุปกรณ์ควบคุมการเคลื่อนที่จำนวนมากจะต้องถูกออกแบบใหม่ มีขนาดใหญ่กว่าเดิม น้ำหนักมากขึ้น และให้แรงบิดหรือประสิทธิภาพการทำงานที่ต่ำลง (กล่าวง่าย ๆ คือโลกจะถูกย้อนยุคกลับไปยังเทคโนโลยีเก่าที่มีขนาดใหญ่ และประสิทธิภาพต่ำกว่าปัจจุบัน)
📌 ภาพทั้งหมดที่เล่ามานี้ ครอบคลุมไปจนถึง เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เป็นขุมพลังงานยุคใหม่ เช่น AI, Data Center, กังหันลม, ระบบหุ่นยนต์ Robotics, หุ่นยนต์ผ่าตัดทางการแพทย์, ระบบ Laser ทางการแพทย์, Drone หรือแม้แต่ Smartphone, Computer, กล้องถ่ายรูป หูฟัง ลำโพง และระบบ Automatic อื่น ๆ แทบทุกอย่าง ซึ่งจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงหากโลกขาด Rare Earth
ในมิติของความมั่นคงระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอวกาศจะถอยหลังอย่างรุนแรง เพราะ Rare Earth ถูกใช้ในมอเตอร์ เซอร์โว ระบบควบคุมการเคลื่อนไหว อุปกรณ์สื่อสาร เลเซอร์ เซนเซอร์ และระบบที่ต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดด้านน้ำหนักและพื้นที่
โดยทาง สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) จัดอุตสาหกรรมอวกาศ การแพทย์ และการป้องกันประเทศไว้ในกลุ่มเทคโนโลยีสำคัญที่พึ่งพาแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง ขณะที่ USGS ระบุว่า Rare Earth มีความสำคัญต่อระบบป้องกันประเทศขั้นสูง อย่างเช่น
- ระบบบังคับทิศทางอาวุธ
- Actuator สำหรับปีกและพื้นผิวควบคุม
- ระบบเรดาร์และสื่อสาร
- อุปกรณ์ตรวจจับและติดตามเป้าหมาย
- มอเตอร์ในดาวเทียม
- ระบบนำทางและควบคุมตำแหน่ง
- เลเซอร์วัดระยะและระบุเป้าหมาย
ด้านอุตสาหกรรมกลั่นน้ำมันและควบคุมมลพิษก็จะมีต้นทุนสูงขึ้น มีผลผลิตเชื้อเพลิลดลง การใช้พลังงานเพิ่มขึ้น ต้นทุนตัวเร่งปฏิกิริยาสูงขึ้น การควบคุมมลพิษที่ยากขึ้น อายุการใช้งานของระบบลดลง
อุตสาหกรรมแก้ว เลนส์ และการขัดผิวระดับสูงจะสะดุด เลนส์กล้อง, กระจกออปติคัล, ชิ้นส่วนเลเซอร์, อุปกรณ์ดาราศาสตร์, หน้าจอและแผ่นแก้วความแม่นยำสูง จะไม่สามารถพัฒนาต่อได้ หมายความว่าองค์ความรู้ทางโลกและดาราศาสตร์ของมนุษย์ในหลายแง่มุมก็จะหยุดชะงักไปด้วย
📌 ทั้งหมดนี้คงพอจะทำให้หลายคนเห็นภาพความสำคัญของ Rare Earth แล้วว่าเป็นสินทรัพย์ที่ขับเคลื่อนโลกแห่งกาลเวลาได้อย่างไรใช่ไหมครับ ดังนั้นคำถามสำคัญต่อมาก็คือ ใครครองอำนาจ Rare Earth โลกมากที่สุด ?
ที่มา : Finnomena - https://www.finnomena.com/finnomenafunds/who-has-the-biggest-rare-earth/
หากจะพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำหน้าที่สุด หลายคนคงตอบได้ไม่ยากว่าเป็น "สหรัฐอเมริกา" ที่ครอบอำนาจอยู่ แต่สำหรับสิ่งที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้น คำตอบกลับอยู่ที่ "ประเทศจีน" ซึ่งครอบครองการผลิต Rare Earth ราว 270,000 ตันต่อปี ต่างจากอันดับ 2 อย่างสหรัฐฯ ที่ 45,000 ตันต่อปีราว 6 เท่าตัว
และที่น่าสนใจมาก ๆ อีกอย่างก็คือ "ประเทศไทย" เองถือว่าครอบครอง Rare Earth อันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นข้อดีอย่างมาก เพราะบ่งชี้ถึงข้อได้เปรียบทางโอกาสในการพัฒนาสู่โลกยุคใหม่
กลับมาที่จีนซึ่งครอบครอง Rare Earth มากที่สุดในโลก ประเด็นคือ : หาก "เทคโนโลยีและนวัตกรรม" ถูกเรียกว่า "อำนาจแห่งอเมริกา" และน้ำมัน-ทรัพยากรถูกเรียกว่า "อาวุธทางยุทธศาสตร์" ของตะวันออกกลาง-รัสเซีย ก็คงพูดได้เช่นกันว่า Rare Earth เป็น "อาวุธเงียบของจีน" (ข้อมูลต่อไปนี้ตามรูปด้านบนนะครับ)
- ปี 2024 จีนผลิต Rare Earth คิดเป็น เกือบ 70% ของโลก (ประมาณ 270,000 ตัน)
- มีปริมาณ Rare Earth สำรองราว 34% ของโลก (ประมาณ 44 ล้านตัน)
- การทำเหมือง Magnet Rare Earth ≈ 60% ของโลกอยู่ที่จีน
- การแปรรูป/แยกแร่ (Refining & Separation) ≈ 91% ของโลกอยู่ในจีน
- การผลิตแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnets) ≈94% ของโลกก็อยู่ในจีนเช่นกัน
📌 สรุปง่าย ๆ ว่าเกือบ 100% ของการแปรรูป Rare Earth หนักเกิดขึ้นในจีน นั่นหมายความว่า "จีนครองห่วงโซ่อุปทาน Rare Earth มากที่สุดแบบครบวงจร" (โดยเฉพาะที่สำคัญมากก็คือการแปรรูปและการผลิตปลายน้ำ เพราะถือเป็นขั้นตอนที่ทำให้โลกได้ Prodcut ที่พร้อมจะนำไปใช้จริง)
นี่คือเหตุผลที่ Rare Earth ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบ แต่เป็นเครื่องมือเจรจาในเกมภูมิรัฐศาสตร์ ที่จีนสามารถเปิด-ปิดก๊อกได้ตามสถานการณ์ จึงไม่แปลกที่สหรัฐฯ และยุโรปต่างกังวล และพยายามสร้างห่วงโซ่ทางเลือก จึงทำให้เกิดการแย่งชิง Supply Chain แร่หายากกันในทั่วโลก ณ ตอนนี้ ถือว่าเป็นสงครามเย็นรูปแบบหนึ่งเลยทีเดียว
ที่มา : Financial Times - https://www.ft.com/content/a5018a00-0f96-4b39-b82f-c4ccd5e929f7?syn-25a6b1a6=1
📌 ประเทศใดบ้างที่กำลังพยายามลดการพึ่งพาจีน ?
คำตอบคือปัจจุบันหลายประเทศกำลังสร้างห่วงโซ่อุปทานของตนเอง
1. สหรัฐฯ — สนับสนุนเหมือง การแปรรูป และโรงงานแม่เหล็กผ่านบริษัทอย่าง MP Materials และ USA Rare Earth สหรัฐฯ มีเหมือง Mountain Pass ในแคลิฟอร์เนียเป็นหัวหอก ผลิตได้ราว 45,000 ตันต่อปี ครองตำแหน่งผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก และกำลังเร่งลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปเพื่อลดการพึ่งพาจีน โดยมีนโยบายเชิงรุกอย่างการตั้งกำแพงภาษี 25% กับแม่เหล็กแรร์เอิร์ธจากจีน (มีผลปี 2026) และท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลใหม่ที่ต้องการความมั่นคงของแร่ธาตุสำคัญ
2. เมียนมา — ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลกด้วยกำลังการผลิต 31,000 ตันต่อปี และเป็นแหล่งสำคัญของ “แรร์เอิร์ธหนัก” (Heavy Rare Earths) ที่จีนต้องพึ่งพาถึง 70% อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมในเมียนมามีความเปราะบางสูงจากปัญหาเหมืองนอกระบบ และความไม่สงบทางการเมืองล่าสุดที่กองกำลังอิสระเข้ายึดพื้นที่เหมืองสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของจีน
3. ไทย, ออสเตรเลีย และไนจีเรีย — เป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตระดับกลางที่มีบทบาทน่าสนใจ ด้วยกำลังการผลิตเท่ากันที่ 13,000 ตันต่อปี โดยเริ่มจากไทยนั้นมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด และกำลังตอกย้ำบทบาทการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่สำคัญจากการลงทุนของ BYD และอีกหลายบริษัท โดยไทยเองมีโรงงานแปรรูปแม่เหล็กอยู่แล้ว
4. ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยยังถือว่ามีส่วนร่วมในกิจกรรมกลางน้ำใน Rare Earth Supply Chain "อย่างจํากัด" เนื่องจากกระบวนการนี้ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และไทยยังไม่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงขนาดใหญ่ในกลุ่มเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ไทยกำลังมีบทบาทสําคัญมากขึ้นในต้นน้ำ-ปลายน้ำ โดยการนําเข้าแร่ดิบและ Rare Earth ที่ผ่านการกลั่นสําหรับการแปรรูปเพิ่มมูลค่าภายในประเทศ พร้อมทั้งได้รับประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
5. ออสเตรเลีย — มีเหมืองขนาดใหญ่และกำลังขยายการแปรรูป โดยเดินเกมผ่านบริษัท Lynas และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีปริมาณ Rare Earth สำรองในประเทศสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกที่ 5.7 ล้านตัน
6. ไนจีเรีย — กลายเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่น่าจับตาจากแอฟริกา และเพิ่งลงนามความร่วมมือกับฝรั่งเศสเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ
7. ญี่ปุ่น — ลงทุนในเทคโนโลยีแม่เหล็ก การรีไซเคิล และการกระจายแหล่งนำเข้า
8. สหภาพยุโรป — ผลักดันโครงการภายใต้ Critical Raw Materials Act เพื่อเพิ่มการผลิตและแปรรูปภายในภูมิภาค
9. กลุ่มยักษ์หลับ — หมายถึงประเทศที่มีปริมาณ Rare Earth สำรองมหาศาล แต่ยังคงมีกำลังการผลิตในระดับต่ำด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันคือ รัสเซีย อินเดีย และเวียดนาม
10. รัสเซีย — แม้จะมีแร่สำรองมากเป็นอันดับ 5 แต่ผลิตได้เพียง 2,500 ตัน และกำลังพยายามหาทางร่วมมือกับชาติตะวันตกเพื่อพัฒนาโครงการที่ยังล่าช้าอยู่
11. อินเดีย — เร่งพัฒนาเหมืองและโรงแปรรูปเพื่อสร้างอุตสาหกรรม Rare Earth ของตนเอง โดยมีศักยภาพสูงจากแร่ชายหาด แต่ผลิตได้ 2,900 ตัน และกำลังพยายามยกระดับอุตสาหกรรมผ่านการเข้าร่วมกลุ่ม Minerals Security Partnership (MSP) ที่นำโดยสหรัฐฯ
12. เวียดนาม — มีปริมาณสำรองอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ผลิตได้เพียง 300 ตัน เนื่องจากอุตสาหกรรมหยุดชะงักจากปัญหาคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอแผน
📌 อย่างไรก็ตาม IEA ประเมินว่า แม้รวมโครงการที่ประกาศแล้ว กำลังการผลิตนอกจีนภายในปี 2035 ก็ยังครอบคลุมความต้องการได้เพียงประมาณ 50% ของการทำเหมือง, 25% ของการแปรรูป และยังต่ำกว่า 20% ของความต้องการแม่เหล็กประสิทธิภาพสูงทั่วโลก "จึงยังไม่สามารถทดแทนจีนได้ในระยะกลาง"
หากเปรียบ Supply Chain Rare Earth เป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ให้เห็นภาพง่าย ๆ เราสามารถได้ว่า "หลายประเทศคือเจ้าของเหมืองเหล็ก" แต่จีนคือ
- โรงถลุง
- โรงรีดเหล็ก
- โรงผลิตเครื่องยนต์
- โรงประกอบรถ
- ผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญ
ดังนั้น ต่อให้ประเทศอื่นมีแร่ในดินมากเพียงใด ก็ยังต้องพึ่งพาจีนในการเปลี่ยนแร่ให้กลายเป็นวัสดุที่ใช้ได้จริง
นี่คือเหตุผลที่การแข่งขันด้าน Rare Earth ในปัจจุบัน ไม่ใช่สงครามแย่งเหมือง แต่เป็นสงครามแย่ง "อุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำ" ผู้ที่ควบคุมการแยกแร่ การแปรรูป และการผลิตแม่เหล็ก คือผู้ที่ถือ "วาล์ว" ของเทคโนโลยีโลก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ อุตสาหกรรมกลาโหม หรือพลังงานสะอาดทั้งหมดบนโลก
ปัจจุบันโลกใช้ Rare Earth ประมาณ 91,000 ตันต่อปี (อ้างอิงข้อมูลปี 2024 ซึ่งเป็นตัวเลขล่าสุดที่ IEA ใช้ในการวิเคราะห์ตลาดโลก) โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้
- พลังงานสะอาด (EV, Wind, Grid ฯลฯ) 19,000 ตัน/ปี
- อิเล็กทรอนิกส์, กลาโหม, เครื่องจักร, การแพทย์, ฯลฯ 72,000 ตัน/ปี
- รวมทั้งโลก 91,000 ตัน/ปี หรือ ≈ 250 ตันต่อวัน หรือ ≈ 10.4 ตันต่อชั่วโมง
📌 พูดง่าย ๆ ให้เห็นภาพว่าทุก ๆ 1 ชั่วโมง : โลกบริโภค Rare Earth มากกว่า 10 ตัน
มุมที่น่าสนใจคือ : Rare Earth ปริมาณ 91,000 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าห่วงโซ่อุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีมูลค่ารวม “หลายล้านล้านดอลลาร์ (Trillions Dollar)”
📌 คำถามสำคัญต่อมาคือ ความต้องการกำลังเพิ่มขึ้นเร็วแค่ไหน ?
IEA คาดการณ์ว่า หากนโยบายปัจจุบันยังดำเนินต่อไป ความต้องการ Rare Earth จะเพิ่มจาก 91,000 ตัน/ปี ในปี 2024 -> เป็นประมาณ 123,000 ตัน/ปี ในปี 2030 -> และประมาณ 150,000 ตัน/ปี ในปี 2040
นั่นหมายถึง เพิ่มขึ้นประมาณ 35% ภายใน 6 ปี และเพิ่มขึ้นประมาณ 65% ภายใน 16 ปี โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากเทคโนโลยีที่จะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอนาคต
- รถยนต์ไฟฟ้า
- พลังงานลม
- ระบบอัตโนมัติ
- AI Data Center
- อุตสาหกรรมกลาโหม
- การใช้แม่เหล็กประสิทธิภาพสูงในเครื่องจักรสมัยใหม่
* เพิ่มเติม : ล่าสุดมีข่าวว่า Alphabet, Amazon และ Meta จะใช้เงินมากกว่า 500 Billion USD กับการลงทุนพัฒนา AI และ Data Center ภายในปี 2026 นี้ ซึ่งแสดงให้เห็นโดยอ้อม ๆ ถึงความต้องการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Rare Earth
สิ่งที่เกิดขึ้นบนโลก ณ ขณะนี้คือ — ปัจจุบันมีหลายพื้นที่ที่กำลังกลายเป็นจุดแข่งขันแย่งชิง Supply Chain แร่หายาก โดยทวีปแอฟริกา ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะ
- Tanzania
- Namibia
- Malawi
- South Africa
- Kenya
- Burundi
ทั้งจีน สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และยุโรป ต่างแข่งขันลงทุนในโครงการเหมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่หลายประเทศในแอฟริกาเริ่มเรียกร้องให้มีการแปรรูปแร่ภายในประเทศแทนการส่งออกวัตถุดิบ
ส่วนในอเมริกาใต้ Brazil — มีทรัพยากร Rare Earth จำนวนมาก และกำลังได้รับการลงทุนจากบริษัทตะวันตกเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานนอกจีน
กรีนแลนด์ — น้ำแข็งที่ละลายจากภาวะโลกร้อนทำให้การเข้าถึงทรัพยากรทำได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันจีน สหรัฐฯ และยุโรปต่างจับตาพื้นที่นี้เพราะเชื่อว่ามี Rare Earth และแร่ยุทธศาสตร์จำนวนมาก
ยูเครน — แม้ยูเครนเป็นที่รู้จักจากแร่ Titanium, Lithium, Graphite และแรยุทธศาสตร์หลายชนิด มากกว่าจะเป็นผู้ผลิต Rare Earth รายใหญ่ แต่ทรัพยากรใต้ดินเหล่านี้ได้กลายเป็นอีกมิติหนึ่งของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงในยุโรป
📌 สรุปเหตุการณ์สำคัญในช่วงไม่กี่ปีมานี้ของตลาด Rare Earth
1. เริ่มจากปี 2023 จีนเริ่มควบคุมการส่งออก Gallium, Germanium ซึ่งเป็นแร่สำคัญของอุตสาหกรรมชิปและระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไปยังประเทศต่าง ๆ
2. ปี 2025 จีนขยายมาตรการไปยัง Rare Earth กลุ่มหนัก เช่น Dysprosium, Terbium, Samarium, Yttrium, Gadolinium, Lutetium ผ่านระบบใบอนุญาตส่งออก ทำให้ผู้ซื้อทั่วโลกต้องเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น
3. ตัวอย่าง Yttrium ก่อนมาตรการควบคุม (8 เดือนก่อนเดือนเมษายน 2025) จีนส่งออกไปสหรัฐฯ 333 ตัน หลังเริ่มมาตรการ (8 เดือนถัดมา) เหลือเพียง 17 ตัน คิดเป็นลดลงประมาณ 95%
ที่มา : ที่มา : Financial Times - https://www.ft.com/content/a5018a00-0f96-4b39-b82f-c4ccd5e929f7?syn-25a6b1a6=1
4. ปี 2026 เกิดการเร่งลงทุนครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ, ยุโรป,ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศตามที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ต้องพึ่งจีน พร้อมทั้งการขยายความร่วมมือด้านการลงทุน การแปรรูป และการผลิตแม่เหล็กระหว่างบริษัทในสหรัฐฯ และยุโรป
5. สิ่งที่โลกกำลังเปลี่ยน — เมื่อก่อนการแข่งขันคือ "ใครผลิตได้ถูกที่สุด" แต่ในวันนี้การแข่งขันคือ "ใครผลิตได้แม้ในวันที่เกิดสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์" นั่นทำให้คำว่า "Efficiency" (ประสิทธิภาพ) ถูกแทนที่ด้วย "Security" (ความปลอดภัย), Resilience (ความยืดหยุ่นของ Supply Chain), Diversification (การกระจายความเสี่ยง)
6. ผลก็คือ — รัฐบาลจำนวนมากยอมลงทุนด้วย "ต้นทุนที่สูงขึ้น" เพื่อแลกกับห่วงโซ่อุปทานที่ "ไม่สามารถถูกตัดขาดได้ง่าย"
สงคราม Rare Earth จึงไม่ใช่การแข่งขันเพื่อครอบครอง "แร่" แต่เป็นการแข่งขันเพื่อครอบครอง ระบบอุตสาหกรรมทั้งสาย ตั้งแต่เหมือง โรงแยก โรงถลุง โรงผลิตแม่เหล็ก ไปจนถึงโรงงานที่เปลี่ยนโลหะเพียงไม่กี่กรัมให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ ดาวเทียม และอาวุธนำวิถี
ประเทศที่ถือครองเหมือง อาจเป็นเจ้าของวัตถุดิบ แต่ประเทศที่ถือครอง การแปรรูปและเทคโนโลยีการผลิต คือผู้ถือ "วาล์ว" ของเศรษฐกิจโลก
นั่นคือเหตุผลที่ Rare Earth กลายเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21 และเป็นเหตุผลว่าทำไมมหาอำนาจจึงแข่งขันกันลงทุนในเหมือง แอฟริกา อเมริกาใต้ และโรงงานแปรรูปทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน.
📌 ประเทศใดได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสงคราม Rare Earth ?
หากดูจากข้อมูลปัจจุบัน คงหนีไม่พ้น "สหรัฐฯ" ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะ AI, Semiconductor, Defense (กลาโหม) และ EV ต้องพึ่งพา Heavy Rare Earth จำนวนมาก ส่วนประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงแต่รองลงมาจากสหรัฐฯ ก็คือ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตแม่เหล็กประสิทธิภาพสูง, มอเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์ รายใหญ่ที่สุดของโลกนอกประเทศจีน
เกาหลีใต้ก็ได้รับผลกระทบสูงเช่นกัน เนื่องจากเป็นฐานการผลิต Semiconductor, EV Battery และอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่มีความต้องการ Rare Earth สูง
ยุโรป ได้รับผลกระทบไม่น้อย โดยเฉพาะ เยอรมนี, ฝรั่งเศส, อิตาลี ซึ่งมีอุตสาหกรรมรถยนต์และเครื่องจักรขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2026 จีนยังใช้มาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าสองการใช้งาน (dual-use) กับ 14 องค์กรในสหภาพยุโรป เพื่อตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรของ EU
📌 ประเด็นท้าย ๆ ที่น่าสนใจคือ "ข้อจำกัดด้านอุปทาน (Supply Constraint)" โดยข้อมูลจากหลายแห่งชี้ว่าการสร้างเหมืองใหม่แร่เกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากต้องใช้เวลาเฉลี่ยยาวนานถึง 10-20 ปี ทำให้การเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ ๆ เข้ามาในตลาดทำได้ช้าและยาก
ที่มา : Finnomena - https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1250924347148998&set=p.1250924347148998&type=3
ต่อให้วันนี้ค้นพบแหล่ง Rare Earth ขนาดใหญ่ ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายใน 2–3 ปี สิ่งที่เป็น "คอขวด" ไม่ใช่การขุดแร่ แต่คือ การขออนุญาต การออกแบบเหมือง การสร้างโรงแยก (Separation Plant) และการสร้างโรงงานผลิตโลหะและแม่เหล็ก ซึ่งใช้เวลานานกว่ามาก
ประกอบกับการที่รัฐบาลจีนมีมาตรการควบคุมการส่งออก ซึ่งทำให้ Supply ในตลาดโลกตึงตัวขึ้น ส่งผลให้ราคา Rare Earth มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงเมื่อ Demand เพิ่มขึ้น
ที่มา : Financial Times - https://www.ft.com/content/a5018a00-0f96-4b39-b82f-c4ccd5e929f7?syn-25a6b1a6=1
📌 แล้วทำไมโลกยังพึ่งจีน ?
นี่คือเหตุผลสำคัญที่สุด เพราะจีนไม่ได้เริ่มสร้างห่วงโซ่นี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่ลงทุนอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี
ดังนั้น ต่อให้สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลียเร่งลงทุนในวันนี้ พวกเขาอาจสร้างเหมืองได้เร็วกว่าที่ผ่านมา แต่ยังต้องเผชิญ "คอขวด" ในการแปรรูปและการผลิตแม่เหล็ก ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างยากที่สุดและใช้เวลาสะสมองค์ความรู้นานที่สุด
บทสรุปคือ
หลายคนอาจเข้าใจว่าสงคราม Rare Earth เป็นการแข่งขันว่า ใครมีแร่ใต้ดินมากกว่า แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดไม่ใช่ "แร่"
แต่คือ "เวลา"
ต่อให้วันนี้ค้นพบแหล่ง Rare Earth ระดับโลก ก็ไม่สามารถเปลี่ยนให้เป็นแม่เหล็กสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าหรือหุ่นยนต์ได้ภายในไม่กี่ปี
นั่นทำให้ประเทศที่สร้าง Supply Chain ไว้ล่วงหน้าเมื่อ 20–30 ปีก่อน มีความได้เปรียบอย่างมหาศาล เพราะคู่แข่งไม่สามารถซื้อ "เวลา" เพื่อไล่ตามได้ แม้จะมีเงินลงทุนจำนวนมากก็ตาม
ที่มา : IEA - https://www.iea.org/reports/the-role-of-critical-minerals-in-clean-energy-transitions/reliable-supply-of-minerals
📌 Rare Earth กับอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ ?
มีข้อคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเป็นคำบรรยายจาก Financial Times ซึ่งระบุเอาไว้ว่า ‘The west handed over the opportunity’ ('ตะวันตกมอบโอกาสนี้ให้')
"การควบคุม Supply Chain ของจีน เป็นผลมาจากการลงทุนและเงินอุดหนุนมานานสามทศวรรษ บริษัทสนับสนุนการผลิตทุกอย่างตั้งแต่ทองแดงที่ใช้ในสายเคเบิลและสายไฟ ไปจนถึงแบตเตอรี่ลิเธียม และโลหะชนิดอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงแร่หายากและทังสเตนที่ใช้ในอาวุธยุทโธปกรณ์”
"ทางการจีนตระหนักดีว่าประเทศจะต้องการโลหะจํานวนมากสําหรับอุตสาหกรรมที่กําลังเติบโต และปัจจุบันจีนไม่เพียงแต่เป็นผู้ผลิตหลักเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้บริโภคโลหะจํานวนมากด้วย"
"แต่ปักกิ่งก็ใช้ประโยชน์จากการลดอุตสาหกรรมในหลายประเทศตะวันตก โดยการผลิตย้ายไปต่างประเทศเพื่อแสวงหาแรงงานราคาถูกและอากาศที่สะอาดขึ้นในประเทศ"
"เมื่อสามสิบปีก่อน [ตะวันตก] ต้องการให้จีนเป็นผู้ดําเนินการแปรรูปแร่เหล่านี้ทั้งหมด เราไม่ต้องการเพราะมันก่อมลพิษมากเกินไป ฝั่งตะวันตกจึงได้มอบโอกาสนี้ให้" (Tim Biggs, a professor at the Camborne School of Mines - ทิม บิกส์ ศาสตราจารย์จากโรงเรียนเหมืองแร่แคมบอร์นกล่าว)
References :
1. China and the new era of critical minerals diplomacy : https://www.ft.com/content/a5018a00-0f96-4b39-b82f-c4ccd5e929f7?syn-25a6b1a6=1
2. The sacred Kenyan hill sitting on a rare-earth stockpile : https://www.ft.com/content/35b60d3e-2c41-4384-8db9-683120c307e7?syn-25a6b1a6=1
3. China’s Rare Earth Strategy Is Forcing a U.S. Manufacturing Revolution : https://oilprice.com/Energy/Energy-General/Chinas-Rare-Earth-Strategy-Is-Forcing-a-US-Manufacturing-Revolution.html
4. Rare Earth Export Restrictions One Year Later : https://www.csis.org/analysis/rare-earth-export-restrictions-one-year-later
6. The Rare Earths War: Thailand’s Current Position and the Path Ahead : https://www.krungsri.com/en/research/research-intelligence/rare-earth-2025
8. Alphabet, Amazon, and Meta Will Spend Over $500 Billion on AI in 2026. Nvidia Collects a Huge Share : https://finance.yahoo.com/technology/ai/articles/alphabet-amazon-meta-spend-over-040500298.html
โฆษณา