วันนี้ เวลา 02:09 • ธุรกิจ

OpenAI จะสูญสิ้นทุกสิ่ง? เจาะลึกคดี Apple ฟ้องร้องข้อหาขโมยความลับสุดยอด!

เคยสงสัยกันมั๊ยครับว่า ชีวิตของพวกเราต้องการอุปกรณ์อัจฉริยะกี่ชิ้นกันแน่
มีสมาร์ตโฟน แล็ปท็อป สมาร์ตวอตช์ แล้วยังต้องมีเข็มกลัด AI หรือแว่นตา AI เพิ่มมาอีกไหม…
วันนี้มีเรื่องราวระดับมหากาพย์ในโลกเทคโนโลยีที่อยากจะเขียนถึง
มันไม่ใช่แค่การแข่งกันสร้างโมเดล AI ให้ฉลาดที่สุดอีกต่อไป
แต่มันคือสงครามแย่งชิงสิทธิ์ควบคุมอนาคตของระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด
ศึกครั้งนี้ดึงเอาสองบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกมาฟาดฟันกัน นั่นคือ Apple และ OpenAI ที่กำลังแย่งชิงทั้งคนเก่งและทรัพย์สินทางปัญญา…
เรื่องมันเดือดจัดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี่เอง
เมื่อ Apple ตัดสินใจยื่นฟ้อง OpenAI ด้วยข้อหาที่อ่านแล้วหลายคนคงต้องอ้าปากค้าง
โดยกล่าวหาว่าเป็นตัวการบงการดึงตัวพนักงานคนสำคัญจากแผนก AI ลับสุดยอด
แถมยังมีพฤติกรรมก่อวินาศกรรมองค์กรอีกเพียบ
บอกเลยว่าคดีนี้มีแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้ง Silicon Valley
ก่อนอื่น ต้องย้อนกลับไปดูความฝันอันยิ่งใหญ่ของ OpenAI ก่อน
หลายคนอาจมองว่าพวกเขาเป็นแค่ผู้สร้าง ChatGPT ที่เราเอาไว้คุยเล่น
แต่บริษัทระดับนี้ย่อมมีความทะเยอทะยานที่ไปไกลกว่านั้นมาก…
เป้าหมายสูงสุดของพวกเขาคือการไปให้ถึงจุดที่เรียกว่า AGI
นั่นคือปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถเทียบเท่าหรือเหนือกว่ามนุษย์ในทุกมิติ
ซึ่งการจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ พวกเขาจำเป็นต้องมีฮาร์ดแวร์เป็นของตัวเอง
แนวคิดเรื่องการทำอุปกรณ์ AI ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย
ยังจำตอนที่ Amazon ทำลำโพง Echo ออกมาได้มั๊ยครับ
ตอนนั้นผู้บริหารตั้งใจให้เป็นคอมพิวเตอร์ล้ำยุคที่คอยเป็นผู้ช่วยเราตลอดเวลา
แต่สุดท้ายลำโพงพวกนั้นก็กลายเป็นแค่ที่ทับกระดาษราคาแพง หรืออย่างเก่งก็เอาไว้แค่ตั้งเวลาทำอาหารในครัว
เพราะเทคโนโลยีในยุคก่อนมันยังไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจมนุษย์จริงๆ…
แต่พอ OpenAI ก้าวเข้ามาในตลาด ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
พวกเขามีเทคโนโลยีที่โต้ตอบได้เหมือนมนุษย์แถมมีโมเดลเสียงที่สุดยอด
เลยเกิดคำถามในใจว่าทำไมต้องไปง้อลำโพงหรือโทรศัพท์ของคนอื่น
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการไปจับมือกับ Jony Ive อดีตนักออกแบบระดับตำนานผู้เป็นเหมือนจิตวิญญาณของ Apple
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อกลางปี 2025 ที่ผ่านมา
OpenAI ทุ่มเงินมหาศาลถึง 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อซื้อกิจการของเขา ซึ่งถือเป็นการประกาศสงครามฮาร์ดแวร์อย่างเป็นทางการ…
วิสัยทัศน์ของพวกเขาคือการสร้างตระกูลอุปกรณ์ที่จะคอยติดตามตัวเรา
คอยฟังสิ่งที่เราพูดและวิเคราะห์ความรู้สึกเราตลอดทั้งวัน
เช่นอาจจะทักเราว่าวันนี้ฟังดูเครียดจัง ไปทำสมาธิหน่อยดีไหม
แต่มันจะทำไม่ได้เลยถ้ายังต้องอาศัยระบบปฏิบัติการของ Apple
เพราะที่นั่นมีกฎเรื่องความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวดขั้นสุด ที่ไม่อนุญาตให้แอปพลิเคชันไหนมาดักฟังผู้ใช้งานตลอดเวลาอย่างแน่นอน
ซึ่งนี่แหละคือจุดแตกหักที่บังคับให้ OpenAI ต้องสร้างฮาร์ดแวร์เอง…
แต่การสร้างฮาร์ดแวร์จากศูนย์ไม่ใช่เรื่องง่าย
และจุดนี้เองที่ทำให้ความขัดแย้งลุกลามจนกลายเป็นสงครามเย็น
ฝั่ง Apple เองก็คงรู้สึกหน้าชาอยู่ไม่น้อย เพราะถึงจะเป็นราชาฮาร์ดแวร์แต่ก็ออกตัวช้ามากในสมรภูมิเทคโนโลยีใหม่นี้
ระบบ Apple Intelligence ที่เปิดตัวมาตอนแรกก็ทำงานได้น่าผิดหวัง
ลองนึกภาพว่าคุณเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่กำลังเร่งเครื่องไล่ตามคู่แข่ง
แต่จู่ๆ คู่แข่งตัวท็อปดันไปรวมหัวกับอดีตนักออกแบบมือทองของคุณ
เพื่อสร้างอุปกรณ์มาแย่งส่วนแบ่งตลาดไปจากคุณโดยตรง แถมยังดึงพนักงานระดับหัวกะทิของคุณไปถึง 400 คน
ซึ่งหลายคนมาจากฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ที่ดูแลโดยว่าที่ซีอีโอคนใหม่อย่าง John Ternus เสียด้วย
แต่เรื่องที่พีกที่สุดคือสิ่งที่ค้นพบหลังจากพนักงานไหลออกไป
มันคือ “การจารกรรมข้อมูลองค์กร” ที่กล้าหาญชาญชัยที่สุดในประวัติศาสตร์
โดย Apple พบว่าอดีตพนักงานหลายคนไม่ยอมคืนแล็ปท็อปของบริษัท
แถมยังแอบเจาะเข้ามาในระบบเครือข่ายเพื่อดูแผนงานในอนาคตหน้าตาเฉย…
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการส่งต่อเอกสารลับให้คนที่กำลังจะไปสัมภาษณ์งานกับ OpenAI เพื่อสอนวิธีหลบเลี่ยงระบบรักษาความปลอดภัยของระบบหลังบ้านของ Apple อีกต่างหาก
ข้อความแชตที่ถูกกู้คืนมาได้ยิ่งอ่านยิ่งเดือด
มีคนพิมพ์อวดเพื่อนว่าตัวเองยังมีคอมพิวเตอร์ของบริษัทอีกเครื่อง
พอบอกว่าแอบเข้าโฟลเดอร์เครือข่ายได้ กลับพิมพ์ตอบขำขันกันอย่างสนุกสนาน
ตลอดเวลาหลายสัปดาห์ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ที่ใหม่
คนกลุ่มนี้แอบดาวน์โหลดไฟล์ความลับไปหลายสิบไฟล์ ทั้งข้อมูลวิศวกรรมเชิงลึก สเปกเทคนิค และโปรเจกต์ลับสุดยอด…
ใครที่รู้จักวัฒนธรรมองค์กรของ Apple ก็จะรู้ดีว่าพวกเขาบ้าคลั่งเรื่องความลับแค่ไหน
บางโปรเจกต์ซ่อนชื่อรหัสลับแปลกๆ เอาไว้ไม่ให้คนในบริษัทรู้
บางคนเขียนซอฟต์แวร์ให้ฮาร์ดแวร์ที่ตัวเองยังไม่เคยเห็นหน้าตาด้วยซ้ำ
การที่อดีตพนักงานเอาเครื่องต้นแบบไปโชว์ในห้องสัมภาษณ์งานที่ใหม่
มันคือการหยามเกียรติชนิดที่ถ้า Steve Jobs ยังอยู่คงลุกมาอาละวาดออฟฟิศพังไปแล้ว
คำถามที่ชวนวิเคราะห์คือทำไมสตาร์ตอัปดาวรุ่งอย่าง OpenAI ถึงใช้วิธีนี้
ในเมื่อเป็นถึงเบอร์หนึ่งด้านซอฟต์แวร์ทำไมไม่สร้างฮาร์ดแวร์ขึ้นมาใหม่เอง
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่านี่คือการเดินหมากที่ผิดพลาดอย่างแรง…
การจ้างคนจากอดีตคู่แข่งมากเกินไปทำให้ได้คนที่มีกรอบความคิดแบบเดิม
คนเหล่านี้ถูกหล่อหลอมให้ทำงานภายใต้ระบบที่เข้มงวด จนอาจจะคิดค้นสิ่งใหม่ที่หลุดออกจากรูปแบบสมาร์ตโฟนเดิมๆ ไม่ออก
แทนที่จะได้รูปร่างหน้าตาใหม่ที่เปลี่ยนโลกเทคโนโลยี
กลับกลายเป็นพยายามลอกเลียนแบบวิธีคิดของบริษัทที่เคยล้มเหลวเรื่องเทคโนโลยีใหม่มาก่อน
การโดนฟ้องครั้งนี้สะเทือนถึงรากฐานธุรกิจอย่างรุนแรง
เพราะ OpenAI ไม่ใช่บริษัทที่มีเงินสดล้นฟ้าแบบผู้ฟ้องอย่าง Apple
แต่อยู่ได้ด้วยเงินทุนและมีความหวังจะทำ IPO เข้าตลาดหุ้น…
แผนการสร้างฮาร์ดแวร์ของตัวเองจะช่วยปั่นมูลค่าบริษัทได้มหาศาล
แต่พอโดนฟ้องจนโปรเจกต์อาจหยุดชะงัก แผนเข้าตลาดหุ้นก็สั่นคลอนทันที
ช่วงนี้คู่แข่งสำคัญอย่าง Anthropic ก็กำลังเร่งเครื่องทำคะแนนทิ้งห่างในตลาดองค์กร
ในขณะที่ชื่อเสียงของ OpenAI เริ่มมีแผลให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งประเด็นดึงข้อมูลส่วนตัวไปใช้ฝึกระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต
แล้วตอนนี้ยังมาเจอคดีขโมยความลับทางการค้าเข้าไปอีก
ภาพลักษณ์ที่เคยดูดีอาจกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาผู้บริโภคได้เลย…
ส่วนฝั่งผู้ฟ้องอย่าง Apple แม้จะตามหลังเรื่องเทคโนโลยีล้ำๆ ในช่วงที่ผ่านมา
แต่พวกเขามีภาพลักษณ์ทางสังคมสูงลิบลิ่วในเรื่องความเป็นส่วนตัวและความไว้ใจ
คดีนี้อาจจะไม่ได้หวังเงินค่าปรับหลักพันล้าน
แต่ต้องการดึงคู่แข่งเข้าสู่กระบวนการศาลที่ยาวนานและน่าอับอาย เพื่อตัดกำลังคู่แข่งก่อนที่จะเติบโตจนน่ากลัวไปกว่านี้
และหากหันมามองในมุมคนใช้งานอย่างพวกเรา
เราต้องการอุปกรณ์ที่ต้องใส่ติดตัวตลอดเวลาเพื่อคอยจับจ้องเราจริงๆ หรือ
ยุคนี้หลายคนพยายามลดเวลาหน้าจอและปลีกวิเวกจากโลกดิจิทัลกันทั้งนั้น…
ลองจินตนาการว่าไปงานเลี้ยงแล้วเจอคนที่คุ้นหน้าแต่จำชื่อไม่ได้
แทนที่จะเดินไปทักทายแบบเป็นธรรมชาติ กลับต้องยืนนิ่งให้แว่นตาสแกนใบหน้าแล้วรอระบบกระซิบชื่อบอก
มันดูฝืนธรรมชาติและลดทอนความมีชีวิตชีวาของมนุษย์ลงไปเยอะมาก
บางทีเทคโนโลยีก็อาจจะทำให้เราห่างเหินและดูเย็นชากันมากกว่าเดิม
แต่อย่าเพิ่งรีบตัดสินว่าอุปกรณ์พวกนี้จะขายไม่ออก
เพราะของที่คนทั่วไปไม่ชอบอาจจะไปได้ดีสุดๆ ในตลาดองค์กร
เหมือนแว่นตา VR ที่เหมาะกับการฝึกอบรมพนักงานมากกว่าใส่ใช้ชีวิตประจำวัน…
ลองคิดดูว่าถ้าบริษัทใหญ่นำอุปกรณ์พวกนี้ไปติดในห้องประชุม เพื่อคอยดักฟังและสรุปข้อมูลให้ผู้บริหารประเมินการทำงานแบบเรียลไทม์
มันคงเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการองค์กรได้มหาศาล
แต่นั่นก็จะตามมาด้วยประเด็นเรื่องสิทธิและความเป็นส่วนตัวของพนักงาน ซึ่งจะเป็นข้อถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนในอนาคตอันใกล้แน่นอน
บทสรุปของสงครามครั้งนี้ยังคงเปิดกว้างและคาดเดาได้ยาก
เรายังต้องรอดูว่าผู้ถูกกล่าวหาอย่าง OpenAI จะงัดไม้ตายไหนมาสู้ในชั้นศาล
แต่ที่แน่ๆ คดีนี้จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้วงการเทคโนโลยีทั่วโลก…
มันจะพิสูจน์ว่าบริษัทมหาอำนาจที่ครองตลาดมานาน
จะใช้อำนาจกฎหมายสกัดกั้นการเติบโตของสตาร์ตอัปหน้าใหม่ได้สำเร็จหรือไม่
และเป็นบทเรียนเตือนใจว่าความทะเยอทะยานไม่ควรทำลายจรรยาบรรณทางธุรกิจ
ในยุคที่ข้อมูลมีค่าดั่งทองคำและระบบประมวลผลกำลังจะกลายเป็นสมองส่วนขยายของมนุษย์เรา
การต่อสู้เพื่อควบคุมฮาร์ดแวร์ก็คือการแย่งชิงสิทธิ์ในการควบคุมวิถีชีวิตพวกเรานั่นเองครับผม…
References : [theverge, bloomberg, wired, techcrunch, cnbc]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา