28 ก.ค. เวลา 00:59 • สิ่งแวดล้อม
สวนป่าตื่น

Ethical Water Governance: กันตัง: เมื่อโจทย์ไม่ใช่เลือกระหว่าง “ท่าเรือ” กับ “พะยูน”

เมื่อพูดถึงการขุดลอก การเดินเรือ หรือการพัฒนาท่าเรือบริเวณปากแม่น้ำกันตัง เราอาจถูกพาเข้าสู่คำถามที่ดูเหมือนต้องเลือกข้างอย่างรวดเร็ว
จะเอาเศรษฐกิจ หรือจะเอาสิ่งแวดล้อม?
จะเอาท่าเรือ หรือจะเอาพะยูน?
แต่ผมคิดว่า หากเริ่มต้นด้วยคำถามเช่นนี้ เราอาจกำลังทำให้โจทย์ที่ซับซ้อนกลายเป็นทางเลือกเพียงสองด้านตั้งแต่แรก
ทั้งที่โจทย์จริงใหญ่กว่านั้นมาก
ปากแม่น้ำกันตังไม่ได้เป็นเพียง “ร่องน้ำเดินเรือ”
แต่เป็นระบบที่หลายสิ่งทำงานอยู่พร้อมกัน
Navigation ต้องการความลึกและความปลอดภัยในการเดินเรือ
Port Economy ต้องการความสามารถในการขนส่งและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
Community Livelihood ต้องการพื้นที่ทำกิน ประมง และทรัพยากรที่ดำรงอยู่ได้
Seagrass ต้องการสภาพแวดล้อม แสง คุณภาพน้ำ และสภาวะตะกอนที่เหมาะสม
Dugong ต้องพึ่งพาระบบนิเวศและแหล่งอาหารที่เชื่อมโยงกับหญ้าทะเล
ขณะที่ Sediment System ก็กำลังเคลื่อนตัว กัดเซาะ ตกตะกอน และสร้างรูปร่างของปากแม่น้ำอยู่ตลอดเวลา
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่คนละระบบ
ทั้งหมดคือระบบเดียวกัน
ดังนั้น คำถามของ Ethical Water Governance จึงไม่ควรเริ่มจาก
“เราจะอนุญาตให้ขุดหรือไม่?”
เพียงอย่างเดียว
แต่อาจต้องย้อนกลับไปถามก่อนว่า
“เราจะออกแบบการใช้ปากแม่น้ำกันตังอย่างไร ให้หน้าที่หลายด้านของพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกันได้?”
นี่ทำให้กระบวนการออกแบบเปลี่ยนไปอย่างสำคัญ
เพราะนักเดินเรือ วิศวกรท่าเรือ วิศวกรชายฝั่ง นักอุทกพลศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญตะกอน นักนิเวศวิทยาหญ้าทะเล ผู้เชี่ยวชาญสัตว์ทะเล นักประมง ชุมชน และผู้ประกอบการ ไม่ควรถูกเรียกเข้ามาทีละฝ่ายหลังจากมีแบบแล้ว
แต่ควรอยู่บน “โต๊ะออกแบบเดียวกัน” ตั้งแต่ก่อนกำหนดแบบ
ความแตกต่างนี้สำคัญมาก
หากเราเริ่มจากแบบทางวิศวกรรมก่อน แล้วให้นิเวศวิทยาเข้ามาภายหลัง คำถามมักกลายเป็น
“จะลดผลกระทบจากแบบนี้อย่างไร?”
แต่ถ้าทุกศาสตร์เข้ามาตั้งแต่ต้น คำถามสามารถเปลี่ยนเป็น
“มีแบบอื่นหรือไม่ ที่ยังตอบโจทย์การเดินเรือ แต่รบกวนระบบตะกอนและระบบนิเวศน้อยกว่า?”
หรือแม้กระทั่ง
“จำเป็นต้องใช้วิธีเดิมหรือไม่?”
นี่คือความแตกต่างระหว่างการให้ธรรมชาติมา ตรวจแบบ
กับการให้ธรรมชาติเป็น เงื่อนไขหนึ่งของการออกแบบตั้งแต่ต้น
และนี่ทำให้ “จริยธรรม” เข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง
ผู้พัฒนาโครงการต้องไม่ถือว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นคำตอบทั้งหมด
ฝ่ายอนุรักษ์ก็ไม่ควรถือว่าการรักษาสภาพเดิมทุกประการเป็นคำตอบโดยไม่พิจารณาความจำเป็นของผู้คน
นักวิชาการต้องกล้าบอกทั้งสิ่งที่รู้และสิ่งที่ยังไม่รู้
หน่วยงานรัฐต้องเปิดข้อมูลและเปิดพื้นที่ให้ข้อโต้แย้งที่มีหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจ
ส่วนชุมชนต้องไม่ถูกมองเพียงว่าเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ที่เรียกมารับฟังความคิดเห็นภายหลัง
แต่เป็นผู้ถือความรู้อีกชุดหนึ่งของพื้นที่
ถ้าทำเช่นนี้ได้ กันตังอาจกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากของประเทศไทย
ไม่ใช่กรณีศึกษาว่า
ประเทศไทยเลือกท่าเรือหรือเลือกพะยูน
แต่เป็นกรณีศึกษาว่า
ประเทศไทยสามารถนำ Navigation – Port Economy – Community Livelihood – Seagrass – Dugong – Sediment System มาวางบนโต๊ะออกแบบเดียวกัน ก่อนที่จะลากเส้นแรกของโครงการได้หรือไม่
เพราะ Ethical Water Governance ไม่ได้มีหน้าที่บอกล่วงหน้าว่า ใครควรชนะ
แต่มีหน้าที่สร้างกระบวนการที่ทำให้ สิ่งที่ควรถูกมองเห็น ได้ถูกมองเห็น สิ่งที่ควรถูกฟัง ได้ถูกฟัง และผลกระทบที่อาจตกแก่ผู้อื่นหรือธรรมชาติ ไม่ถูกซ่อนไว้นอกโต๊ะตัดสินใจ
ถ้าเราทำเช่นนั้นได้
บางทีคำตอบสุดท้ายอาจไม่ใช่ “พัฒนาหรือไม่พัฒนา”
แต่อาจเป็น
“พัฒนาอย่างไร ที่ทำให้เศรษฐกิจ ชุมชน และธรรมชาติ ยังมีพื้นที่ของตนเองอยู่ในระบบเดียวกัน”
และผมคิดว่า นั่นต่างหากคือบททดสอบที่แท้จริงของ Ethical Water Governance.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา