28 ก.ค. เวลา 04:44 • คริปโทเคอร์เรนซี

กรณีบิทคับ

ผมลองไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมมาแล้ว คิดว่าผมเข้าใจที่มาที่ไปของเหตุการณ์นี้ดีขึ้นส่วนหนึ่งแล้วครับ
ย้อนกลับไปเมื่อเดือน พ.ค. 2564 ตลาดคริปโตโลก และะคริปโตไทยกำลังอยู่ในช่วงกระทิงและเติบโตอย่างร้อนแรง แต่เบื้องหลังความคึกคักนั้น กลับเกิดวิกฤตไซเบอร์ระดับพันล้านขึ้นเงียบๆ เมื่อกระเป๋าปฏิบัติการ (Operational Sink) ของบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ถูกแฮกเกอร์สูบเหรียญออกไป 16 สกุล รวมมูลค่า ณ ขณะนั้นกว่า 1,700 ล้านบาท
คำถามที่น่าสนใจคือ เกิดอะไรขึ้นตลอด 5 ปีที่ผ่านมา? ทำไมเรื่องที่ผู้บริหารควักเงินส่วนตัวชดเชยจนเหรียญครบ 100% จึงนำไปสู่การถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษทางอาญาในอีก 5 ปีต่อมา? ในโพสต์นี้น่าจะรวบรวมข้อเท็จจริงให้เพื่อนๆ เข้าใจกันไม่มากก็น้อยครับ
1️⃣นาทีที่โดนเจาะ และการรับมือเชิงเทคนิค (Incident Response)
ในคืนวันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 22:33 น. คนร้ายได้เข้าโจมตีกระเป๋า 0x5D0Ba857F0c51612f04e4d59D3D0EDF2574FD476 โดยได้สั่งย้ายเหรียญ 16 สกุลใน Ethereum Chain ไปหากระเป๋าของคนร้าย 0x96f6fAbD28e8a4A4f82545664F4D47CaB686248B ลงบนบล็อก 12407439 ทั้งหมด (ตรงนี้ ผมเดาว่า คนร้ายน่าจะได้ private key ของบัญชี 0x5D0Ba857F0c51612f04e4d59D3D0EDF2574FD476 ไป อาจจะเป็นการ phishing หรือ malware ก็ไม่แน่ใจ)
หลังจากนั้น คนร้ายได้ย้ายทรัพย์สินไปยังกระเป๋า 0x983f8171318936484463e23C423dEb43649f9327 และย้ายไปพักกองรวมกันที่ 0xcb187e9f4624113c32a613de7f028fd216ac0ee1
ในคืนวันที่ 10 พ.ค. 2564 เวลา 22:45 น. (เพียง 12 นาทีหลังเกิดเหตุ) ทีม Operation พบสิ่งผิดปกติเนื่องจากระบบโอนเงินแสดงค่า "Diff" (ยอดเงินไม่ตรง/ติดลบ) เมื่อทีม Security เข้าตรวจสอบ จึงพบว่าสินทรัพย์ดิจิทัล 16 สกุลถูกโอนออกไปเกลี้ยงกระเป๋า
หลังจากนั้น ประมาณอาทิตย์เศษๆ ก็มีการฟอกเงินผ่าน Tornado Cash ก่อนที่จะกระจายเงินออกไปปลายทางในที่สุด มีข่าวลือว่า ปลายทางเงินไหลไปออกทาง Binance ไปที่ผู้ใช้ที่อยู่ในยูเครนในที่สุด
สิ่งที่เกิดขึ้นในเชิง On-chain และทางปฏิบัติ ณ ขณะนั้น คือ:
การอพยพสินทรัพย์: ในวันถัดมา (11 พ.ค. 2564) ทีม Tech ได้เร่งย้ายสินทรัพย์ที่เหลือทั้งหมดจาก Hot Wallet 5 ไปยัง Hot Wallet 7 เพื่อตัดวงจรไม่ให้แฮกเกอร์สูบเงินเพิ่ม (ซึ่งต่อมาธุรกรรมนี้กลายเป็นร่องรอยให้ On-chain Detectives สังเกตพบ)
การดำเนินคดี: บริษัทอ้างว่าได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในวันเดียวกันเพื่อติดตามตัวแฮกเกอร์
ทว่า ในมิติของการสื่อสารสาธารณะและการรายงานหน่วยงานกำกับดูแล... ความลับนี้ถูกปิดผนึกแบบลับสุดยอดทันที ไม่มีใครพูดถึงมันเลย เพราะช่วงนั้นบริษัทกำลังอยู่ในช่วงเปิดตัวเหรียญ KUB ใหม่ และกำลังจะเตรียมขายหุ้นให้กับ SCBX พอดี
2️⃣ทางแยกการตัดสินใจ: ปกป้องตลาด หรือ ทำตามกฎเกณฑ์?
ณ เวลานั้น ตลาดผันผวนสูงมากและยังไม่มีโครงสร้างรองรับวิกฤต (Crisis Framework) ที่ชัดเจน ผู้บริหารจึงเผชิญทางเลือก:
เปิดเผยทันที: เสี่ยงเกิดภาวะ Bank Run ลูกค้านับแสนแห่ถอนสินทรัพย์พร้อมกัน จนกระดานเทรดขาดสภาพคล่องและอาจล่มสลาย ส่งผลกระทบวงกว้างต่อระบบการเงิน
ปิดข่าวแล้วหาเงินมาเติม: ยื้อเวลา นำเงินมาซื้อเหรียญคืนให้ครบ แต่ต้องแลกกับการ ยอมบิดเบือนข้อมูลที่รายงานต่อรัฐ
ในที่สุด นายสกลกรย์ สระกวี (อดีตกรรมการ) ได้ยอมรับในเวลาต่อมาว่าเป็นผู้ตัดสินใจปกปิดเหตุการณ์ และเป็นผู้แก้ไข "แบบรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน (แบบ ดจ. 1)" ส่งให้ ก.ล.ต. ด้วยตนเอง เพื่อประคองสถานการณ์ไม่ให้เกิด Bank Run
3️⃣Timeline การเติมเงินคืน กับ "จังหวะเวลา" ที่น่าสนใจ
กลุ่ม Co-Founders ได้ทยอยนำเงินมาซื้อเหรียญคืนเข้ากระเป๋าบริษัทจนครบ 100% ในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 (ใช้เวลาประมาณ 5 เดือนครึ่ง)
สิ่งที่น่าจับตามองในเชิง Business Timeline คือ:
31 ต.ค. 2564: Bitkub เติมเหรียญคืนเข้ากระเป๋าบริษัทจนครบ 100%
2 พ.ย. 2564 (เพียง 2 วันถัดมา): SCBX ประกาศเข้าซื้อหุ้น Bitkub 51% มูลค่าดีล 17,850 ล้านบาท (ดีล Unicorn)
นั่นแปลว่า การเคลียร์ Balance Sheet ให้เหรียญกลับมาครบถ้วน เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการประกาศดีลระดับประเทศ ซึ่งหากงบการเงินหรือสภาพคล่องมีปัญหา ดีล SCBX ในขณะนั้นอาจไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย
4️⃣ปมกฎหมายและปริศนาการบันทึกบัญชี
แม้มุมมองทางธุรกิจ ลูกค้าจะไม่เสียหายเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ในมุมมองของการกำกับดูแลตลาดทุน "ความถูกต้องของรายงาน" คือหลักการสำคัญที่สุด
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ก.ล.ต. ได้ประกาศกล่าวโทษ Bitkub และอดีตกรรมการ 2 ราย ต่อ บก.ปอศ. ในข้อหาแจ้งข้อมูลเท็จตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ เนื่องจากแก่นของความผิดไม่ได้อยู่ที่เหรียญหายหรือไม่ แต่อยู่ที่ "การยื่นแบบ ดจ. 1 อันเป็นเท็จติดต่อกันนานกว่า 5 เดือน"
🛑 ปริศนาทางบัญชีที่น่าสนใจ (Accounting Paradox):
การรับเงินบริจาค/ชดเชยจาก Co-Founders: การที่ Co-Founders นำเงินส่วนตัว 1,700 ล้านบาทมาซื้อเหรียญคืนให้บริษัท ในทางบัญชีต้องลงรายการอย่างไร? หากลงเป็น "เงินอุดหนุน/เงินรับชดเชย" จะต้องถูกนำไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่?
การปกปิดรายการในงบการเงิน: ในช่วง พ.ค. – ต.ค. 2564 ผู้สอบบัญชีและระบบ Internal Audit ไม่พบความผิดปกติของตัวเลขสินทรัพย์ที่หายไปได้อย่างไร หากไม่มีการตกแต่งตัวเลขใน Ledger ภายใน
📌 สรุปตอบ 10 ข้อสงสัย (ฉบับวิเคราะห์เชิงลึก - ตอบคำถามตัวเองโพสต์ที่แล้ว)
1️⃣โดนขโมยไปตอนไหน?
คืนวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 เวลา 22:33 น.
แฮกเกอร์กวาดเหรียญ 16 สกุล (มูลค่า ~1,700 ล้านบาท) ออกจากกระเป๋าปฏิบัติการหลัก (0x5D0BA857) ไปยังกระเป๋าพัก 0x96F6FABD ใน 1 Batch แล้วทยอยฟอกเงินผ่าน Tornado Cash 228 ครั้ง
2️⃣บริษัทรู้ตอนไหน?
คืนเดียวกัน เวลา 22:45 น. (หลังเกิดเหตุ 12 นาที)
ทีม Operation พบค่า "Diff" (ยอดเงินติดลบ/ไม่ตรง) ขณะทำรายการโอนเงินปกติ Security จึงเข้าเช็กและพบว่า Hot Wallet โดนกวาดขยะหมดเกลี้ยง
3️⃣ก.ล.ต. รู้ตอนไหน?
ผมเชื่อว่า ก.ล.ต. ไม่ได้รู้ในคืนเกิดเหตุ (พ.ค. 2564)
เพราะกรรมการผู้มีอำนาจตั้งใจแก้ไขรายงาน แบบ ดจ. 1 ยื่นส่งรายวัน ก.ล.ต. เพิ่งทราบเรื่องจากการสืบสวนเชิงลึก หลังมีพยานหลักฐานและเอกสารภายในหลุดออกสู่ภายนอก
4️⃣ข่าวลือหลุดมาได้อย่างไร?
เกิดจาก Ripples Effect 2 ส่วน:
On-chain Trace: การย้ายสินทรัพย์จาก Hot Wallet 5 ไป Hot Wallet 7 ในวันที่ 11 พ.ค. 2564 และการตั้งชื่อ Tag บน Etherscan
Internal Leaks: เอกสารรายงาน Incident Response (Rev 1.0) หลุดออกมาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียช่วงเดือน ก.ย. 2568
5️⃣ทำไม ก.ล.ต. เพิ่งมาลงโทษ? (23 ก.ค. 2569)
ผมเดาว่า ก.ล.ต. น่าจะไม่ได้ระแคะระคายถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเลย จนกระทั่ง…
7 ก.ย. 2568: เอกสารภายในหลุดข้ามคืน ทำให้ ก.ล.ต. เริ่มตั้งเคสสอบสวนฉุกเฉิน
8 ก.ย. 2568: ก.ล.ต. เข้าตรวจตู้เซฟปัจจุบัน พบว่าเหรียญอยู่ครบ (เพราะเติมไปตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2564) จึงต้องออกแถลงการณ์ว่า "สินทรัพย์ปัจจุบันปลอดภัย" ก่อน เพื่อหยุด Panic Run ในตลาด
ส่วนในวันนั้นเอง ทางบิทคับออกแถลงการณ์มาบอกว่า ก.ล.ต. ยืนยันว่า สินทรัพย์ปัจจุบันปลอดภัย แล้ว และบอกว่า เอกสารที่หลุดออกมานั้น ไม่ใช่เอกสารของทางบิทคับ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับบริษัท
ก.ย. 2568 – ก.ค. 2569: ก.ล.ต. ใช้เวลาเกือบ 1 ปี สืบสวนย้อนหลังว่าเอกสารหลุดเป็นของจริงหรือไม่ และไล่เช็กย้อนหลังว่ารายงาน แบบ ดจ. 1 ในช่วง พ.ค. – ต.ค. 2564 มีการยื่นเท็จจริง เมื่อหลักฐานมัดแน่นจึงประกาศกล่าวโทษทางอาญาต่อ บก.ปอศ.
6️⃣เติมเหรียญไปตอนไหน?
เติมครบ 100% ในวันที่ 31 ตุลาคม 2564
ใช้เวลาทยอยกว้านซื้อคืน 5 เดือนครึ่ง โดยจังหวะเวลาการเติมเหรียญเสร็จสิ้น เกิดขึ้นเพียง 2 วันก่อนที่ SCBX จะประกาศเข้าซื้อหุ้น Bitkub (2 พ.ย. 2564)
7️⃣เอาเงินจากที่ไหนมาเติมเหรียญ?
บริษัทระบุว่าเป็น "เงินส่วนตัวของ Co-Founders" ซึ่งมีความเป็นไปได้ทางโครงสร้างการเงิน 2 ข้อสันนิษฐาน:
1. กำไรจากดำเนินงาน (Internal Cash Flow): ปี 2564 เป็นปี Bull Run ที่ Bitkub ทำกำไรสุทธิได้สูงถึงกว่า 3,000 ล้านบาท สภาพคล่องส่วนบุคคลของผู้ก่อตั้งจากปันผล/ค่าธรรมเนียมจึงมากพอจะครอบหลุม 1,700 ล้านบาทได้
2. สภาพคล่องจากการเปิดตัว KUB Chain: ในช่วงปี 2564 มีการเปิดตัว KUB Chain และขายเหรียญระดมทุนให้กลุ่ม Node Validators (11 ราย) ซึ่งสร้างสภาพคล่องเป็นเงินบาทและสินทรัพย์จำนวนมากในมือผู้บริหารช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
3. หลังเปิดตัวเหรียญ KUB ราคาของเหรียญพุ่งไปสูงกว่า 500 บาท มีโอกาสสูงมากว่า บริษัทในเครือที่เกี่ยวข้องอาจจะได้ประโยชน์ และทำกำไรได้
8️⃣ทำไม Zipmex เจ๊ง และทำไม Bitkub ไม่เจ๊ง
โพสต์ของทางไบแง๊นน - Bingaence (https://www.facebook.com/share/p/18qaHxZDus/) อธิบายเปรียบเทียบเคสที่มีความคล้ายกันระหว่าง Zipmex และ Bitkub ซึ่งมีข้อเท็จจริงบางส่วน และทำให้ดูเหมือนว่า การปิดข่าว และเลือกรายงานเท็จ เป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสม และทำให้บริษัทรอดมาได้
แต่จริงๆ แล้วสาเหตุหลักที่ Bitkub รอด จริงๆ แล้วมันคือ Capital เลยครับ ตอนสิ้นปี 2563 บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ 363 ล้านบาท และมีกำไร 2,545 ล้านบาทในปี 2564 แถมยังมีการขายเหรียญ KUB อีกด้วย จึงมีสภาพคล่อง และส่วนของผู้ถือหุ้นเพียงพอที่จะรองรับความเสียหาย
ส่วน Zipmex มีความเสียหายประมาณ 1,800 ล้านบาท แต่มีส่วนของผู้ถือหุ้นเพียงประมาณ 50 ล้านบาท พอเกิดความเสียหายใหญ่ขนาดนั้น จึงไม่สามารถชดเชย และปิดความเสียหายไว้ได้มากกว่าครับ
ดังนั้น การเลือกทางเดินที่จะ fake it until you make it ไม่ได้แปลว่า จะเป็นทางเลือกดีที่สุดเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์เข้าข้างหรือไม่มากกว่า
9️⃣ทำไม "เติมเงินคืนครบ" แต่ยังโดนคดีอาญาล่ะ?
มุมมองของกฎหมายและระบบการกำกับดูแลไม่ได้ดูแค่ว่า "เงินครบไหม" แต่มองเรื่อง "ความซื่อสัตย์สุจริตในการรายงาน"เปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย:เหมือนธนาคารโดนปล้นเงินในคลังไป 1,000 ล้านบาท
- ฝั่งผู้บริหาร: แอบเอาเงินเก็บส่วนตัวมาเติมใส่ตู้คืนเงียบๆ เพราะกลัวผู้ฝากเงินตกใจจนแห่มาถอนเงิน (Bank Run)
- ฝั่ง ก.ล.ต. (ผู้กำกับดูแล): มองว่าระหว่าง 5 เดือนที่เงินหายไป ธนาคารได้ "ยื่นบัญชีปลอม" ส่งให้รัฐบาลทุกวันว่าเงินอยู่ครบ ซึ่งถือเป็นความผิดฐาน แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และ แต่งบัญชีนิติบุคคลเพื่อลวงผู้กำกับดูแล ตาม พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ (มาตรา 76 และ 88)
1️⃣0️⃣ มีแบบจบแบบหล่อๆ แล้วไม่ผิดกฎหมายไหม
มีครับ เคสที่ใกล้เคียงกันที่สุดคือ ByBit ที่โดนแฮกในวันที่ 21 ก.พ. 2568 โดยกลุ่ม Lazarus ของเกาหลีเหนือ คนร้ายได้ขโมย Ethereum ไป 400,000 ETH ในวันรุ่งขึ้น หลังเกิดเหตุ Ben Zhou CEO ของบริษัทได้ออกมายืนยันเหตุการณ์ และบอกว่าทรัพย์สินของลูกค้ายังอยู่ดี และยังคงถอนได้ตามปกติ ถึงแม้ว่าบริษัทจะเจอการถอนในปริมาณมากกว่าปกติหลังเกิดเหตุ
และในวันที่ 24 ก.พ. ByBit ได้กู้ยืม Ethereum 447,000 ETH จาก Galaxy Digital, FalconX และ WinterMute มาเติมกองทุน ภายใน 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ
ในเคสของ ByBit จะเห็นได้ชัดเจนว่า บริษัทมีแผนฉุกเฉินรองรับล่วงหน้าเป็นอย่างดี ทำตามแผนที่วางไว้ และมีความร่วมมือกับกองทุนภายนอกให้เข้ามาช่วยเหลือ
เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ในที่สุด นักลงทุนเชื่อมั่นใน ByBit มากขึ้น ถึงแม้มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นก็ตาม
💡 บทสรุป
เคส Bitkub คือตัวอย่างคลาสสิกของการ "ทำเรื่องผิดกฎหมาย (บิดเบือนรายงาน) เพื่อแก้ไขวิกฤต (ป้องกัน Bank Run)" แม้ในแง่ของผลลัพธ์จะสามารถปกป้องเงินของลูกค้าได้ครบถ้วน แต่ในมุมของกฎหมายหลักทรัพย์ การรายงานข้อมูลเท็จต่อผู้กำกับดูแล ถือเป็นความผิดสำเร็จทางอาญาที่ไม่สามารถละเว้นได้ครับ
ขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งจาก Dom Charoenyos Peeraphat Hankongkaew Stocker Day ครับ
ข้อมูลทั้งหมดรวบรวมเท่าที่หาได้จากหลายแหล่งมาก ๆ อาจจะมีข้อผิดพลาดได้
ถ้าผิดพลาดประการใด ยินดีแก้ไขให้ถูกต้องครับ
โฆษณา