Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
28 ก.ค. เวลา 12:08 • ธุรกิจ
อวสาน AI แพง! เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่เริ่มตาสว่าง หันไปใช้ AI จีนกันเพียบ
ย้อนกลับไปในปี 2019 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินใจงัดไม้โหดออกมาใช้กับประเทศจีน…
พวกเขาขึ้นบัญชีดำบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของจีนอย่าง Huawei
เป้าหมายตอนนั้นชัดเจนมากคือต้องการบีบให้ยักษ์ใหญ่เจ้านี้หายใจไม่ออกและต้องยอมจำนน
ตอนนั้นหลายคนฟันธงเลยว่า Huawei งานเข้าหนักแน่นอน สมาร์ทโฟนที่ไม่มีบริการจากฝั่งตะวันตกจะรอดได้ยังไง
แต่เวลาพิสูจน์แล้วว่าอเมริกาประเมินความดื้อรั้นของคนจีนต่ำเกินไปมาก…
Huawei ไม่เพียงแต่ไม่ตาย แต่กลับมาผงาดด้วยความแข็งแกร่งที่น่าขนลุกกว่าเดิม
พวกเขาสร้างชิปประมวลผลของตัวเอง พัฒนาระบบปฏิบัติการใหม่ และสร้างระบบนิเวศ AI ขึ้นมาเองทั้งหมด
จนถึงวันนี้บริษัทนี้ขยายบริการไปแล้วกว่า 170 ประเทศและรองรับผู้ใช้งานมากกว่า 3 พันล้านคนทั่วโลก
ลองนึกภาพตามดูนะครับ การถูกตัดขาดจากเทคโนโลยีตะวันตกทั้งหมด…
มันกลับกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้จีนตื่นรู้ว่าพวกเขาไม่สามารถยืมจมูกคนอื่นหายใจได้อีกต่อไป
การพึ่งพาตัวเองแบบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์จึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
หลังจากนั้นในปี 2022 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาตัดสินใจยกระดับการแบนอีกครั้ง
คราวนี้พุ่งเป้าไปที่การสั่งห้ามส่งออกไมโครชิป AI ขั้นสูงที่สุดของ Nvidia ไปยังประเทศจีน
พวกเขาหวังว่านี่จะเป็นหมัดน็อกที่ทำให้อเมริกาชนะการแข่งขันด้าน AI แบบขาดลอย…
แต่กลายเป็นว่าเวลาผ่านไปเพียงแค่ 2 ปี นักพัฒนาชาวจีนก็ทำเอา Silicon Valley ถึงกับอ้าปากค้าง
เมื่อพวกเขาเปิดตัว DeepSeek ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ฉลาดล้ำลึกมาก แถมยังเปิดให้ใช้งานฟรีแบบโอเพนซอร์สอีกต่างหาก
ที่ช็อกวงการที่สุดคือต้นทุนในการพัฒนาโมเดลตัวนี้ใช้เงินเพียงแค่ 1 ใน 20 ของที่ OpenAI ใช้
แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมีคุณภาพเทียบเท่ากันแบบหมัดต่อหมัดเลยทีเดียว…
และล่าสุดในปี 2026 เรากำลังได้เห็นความก้าวหน้าครั้งประวัติศาสตร์ของจีนอีกครั้ง
มันคือการปรากฏตัวของ Lion Shine ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สัญชาติจีนแท้ๆ
ที่เพิ่งผงาดขึ้นเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้เร็วที่สุดในโลกไปแล้ว
แซงหน้าสหรัฐอเมริกาได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 เลยทีเดียว
ความเจ๋งมันไม่ได้อยู่ที่ความเร็วแค่อย่างเดียว แต่มันอยู่ที่วิธีการสร้าง…
จีนหาทางหลบหลีกมาตรการคว่ำบาตรของอเมริกาจนสำเร็จ
พวกเขาสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ระดับโลกเครื่องนี้โดยใช้ไมโครชิปที่ผลิตเองในประเทศทั้งหมด
บวกกับเทคโนโลยีที่เป็นเอกสิทธิ์ของจีนล้วนๆ ไม่มีของชาติตะวันตกเจือปน
นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่ดังลั่นว่าอนาคตของการแข่งขันด้าน AI กำลังจะพลิกโฉมหน้าไปตลอดกาล…
ลองมาไล่ดูเหตุการณ์สำคัญที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนในโลกธุรกิจจริงกันบ้าง
บริษัทระดับโลกอย่าง Coinbase ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคริปโตเบอร์ต้นๆ ของโลก
เพิ่งตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการเท OpenAI แล้วหันไปซบโมเดล AI ของจีนอย่าง Zhipu และ DeepSeek แทน
เหตุผลของการตัดสินใจครั้งนี้โคตรจะเบสิกและเป็นพื้นฐานของโลกธุรกิจที่สุด
นั่นก็คือเรื่องของเงินล้วนๆ…
โมเดล AI ของจีนประมวลผลได้ฉลาดเท่าเทียมกับของอเมริกาแบบไม่มีผิดเพี้ยน
แต่ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายมันต่างกันราวฟ้ากับเหวเลย
มีข้อมูลออกมาว่าตอนที่ Coinbase ใช้ AI ของอเมริกาทำงานชุดหนึ่ง
บิลค่าใช้จ่ายพุ่งไปถึง 4,811 ดอลลาร์สหรัฐ…
แต่พอเปลี่ยนมารันงานชุดเดียวกันเป๊ะผ่าน Zhipu ของจีน
ตัวเลขค่าใช้จ่ายกลับลดฮวบเหลือเพียง 544 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
จ่ายถูกลงเกือบ 9 เท่าโดยที่งานออกมาดีเหมือนเดิม องค์กรไหนจะไม่เอา…
สื่อใหญ่อย่าง CNBC ถึงกับออกมารายงานเตือนนักลงทุนอเมริกันตรงๆ
พวกเขาบอกว่าฟองสบู่ AI ของอเมริกากำลังจะแตกในไม่ช้านี้แล้ว
1
รายงานระบุว่าโมเดลใหม่ล่าสุดของ Zhipu ที่ชื่อ GLM 5.2 สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการ
มันทำผลงานข้ามหน้าข้ามตาโมเดลโอเพนซอร์สตัวอื่นไปไกลลิบ…
ความโหดของ GLM 5.2 คือความเก่งในการทำงานแบบอิสระหรือที่เรียกกันว่า Agentic
ในการทดสอบมาตรฐานด้านนี้ โมเดลของจีนทำคะแนนตามหลังโมเดลจากโลกตะวันตก เพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ประสิทธิภาพตามหลังนิดเดียวแต่ราคาถูกกว่าตั้ง 5 เท่า เป็นใครก็ต้องคิดหนัก…
ยุคนี้ทุกบริษัทกำลังปวดหัวกับงบประมาณด้าน AI ที่บานปลายสุดๆ
การมีตัวเลือกที่เก่งพอๆ กันแต่ประหยัดกว่ามากขนาดนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่อาจเมินเฉยได้อีกต่อไป
ปัจจุบันมีสถิติที่น่าสนใจมากว่า 45 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรขนาดใหญ่
กำลังเผาเงินกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนไปกับบริการ AI…
และทุกบริษัทเหล่านี้ล้วนมีโอกาสเซย์กู๊ดบายแพลตฟอร์มของอเมริกาได้ทุกเมื่อ เมื่อถึงเวลาต้องมานั่งประชุมทบทวนงบประมาณในไตรมาสถัดไป
สถานการณ์ที่อเมริกาพยายามกีดกันเทคโนโลยีจีนในตอนนี้
ทำให้ภาพในอดีตสมัยสงครามการค้าในยุค Donald Trump ลอยกลับมาเลย…
ตอนนั้น Trump ตัดสินใจเล่นงานเศรษฐกิจจีนด้วยการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสูงปรี๊ด
บางช่วงตัวเลขพุ่งไปแตะระดับ 145 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
ตรรกะเบื้องหลังนโยบายนั้นดูเหมือนจะเรียบง่ายมาก
เขาเชื่อว่าถ้าภาษีนำเข้าจากจีนแพง บริษัทอเมริกันก็จะทนแบกรับต้นทุนไม่ไหว…
แล้วก็ต้องแห่กันย้ายฐานการผลิตกลับมาสร้างโรงงานในอเมริกาเหมือนเดิม
หวังจะให้เกิดการจ้างงานใหม่หลายล้านตำแหน่งเพื่อให้คนอเมริกันลืมตาอ้าปากได้
แต่โลกของการทำธุรกิจระดับสากลมันมีความซับซ้อนมากกว่าการขีดเส้นบนแผนที่
บริษัทอเมริกันระดับพระกาฬอย่าง Apple หรือ Nike ผูกพันกับซัพพลายเชนในจีนมานานหลายสิบปี
รากฐานมันฝังลึกเกินกว่าจะถอนตัวออกมาได้ง่ายๆ…
การย้ายโรงงานกลับอเมริกาหมายถึงต้นทุนที่พุ่งกระฉูดจนอาจไม่เหลือกำไร
สุดท้าย Trump ก็ต้องยอมถอยไปเงียบๆ โดยที่แผนพังไม่เป็นท่า
1
และตอนนี้ตรรกะเดิมๆ กำลังถูกนำมาใช้ซ้ำกับอุตสาหกรรม AI
รัฐบาลอเมริกาออกคำสั่งแบนการส่งออกชิป AI ของตัวเอง…
จำกัดโมเดล และขึ้นบัญชีดำแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจีนอย่าง Alibaba และ Baidu หาว่าเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน
แต่สิ่งที่จีนตอบโต้กลับมาคือการก้มหน้าก้มตาสร้างโมเดลที่เทพขึ้นเรื่อยๆ
พร้อมกับหั่นราคาลงมาเหลือแค่เศษเสี้ยวของคู่แข่งฝั่งอเมริกา
ในขณะเดียวกันบริษัทอย่าง Anthropic ก็กำลังเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้น
ยื่นเอกสารขอทำ IPO ด้วยมูลค่าบริษัทที่ตั้งไว้สูงลิ่วถึง 965 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ…
ส่วน OpenAI ก็แอบยื่นเอกสารแบบเงียบๆ ตามมาติดๆ
แต่ปัญหาใหญ่ที่ซ่อนอยู่คือโมเดลธุรกิจของบริษัทพวกนี้
มันถูกสร้างขึ้นมาบนความเชื่อที่ว่าจะสามารถฟันกำไรจากลูกค้าองค์กรได้เรื่อยๆ
ด้วยราคาที่แพงกว่าคู่แข่งชาวจีนถึง 9 ถึง 33 เท่า หากคิดตามหลักความจริง มันไม่มีทางที่กลยุทธ์แบบนี้จะยั่งยืนในระยะยาวเลย
สุดท้ายแพลตฟอร์ม AI ของอเมริกาก็ต้องถูกกลไกตลาดบีบให้ลดราคาลงมาแข่งอยู่ดี
มีจังหวะที่น่าสนใจตอน CEO ของ Anthropic ออกมาพูดกับสภานิติบัญญัติของอเมริกา
เขาบอกว่าการปล่อยให้โมเดล AI โอเพนซอร์สเติบโตแบบนี้มันอันตรายมาก…
ถ้าตีความกันตรงๆ ก็คือเขากำลังส่งสัญญาณให้รัฐบาลช่วยออกกฎหมายแบนคู่แข่งให้หน่อย
โดยมุ่งเป้าโจมตีไปที่โมเดลของจีนแบบเต็มๆ
แต่นี่แหละคือวงจรประวัติศาสตร์ที่มักจะซ้ำรอยเดิมเสมอ
ทุกครั้งที่อเมริกาเลือกใช้วิธีกีดกัน มันมักจะจบลงด้วยความพินาศและส่งผลร้ายย้อนกลับมาแทงตัวเอง…
มีนักอนาคตศาสตร์ชื่อ Daniel Jeffries ออกมาสรุปสถานการณ์นี้ได้เฉียบขาดมาก
เขาบอกว่าทุกวันนี้อเมริกากำลังหยิบคู่มือเล่มเก่าของจีนมาใช้
นั่นคือการพยายามใช้อำนาจควบคุม ปิดกั้น และทำทุกอย่างบนความกลัว…
ในขณะที่จีนกำลังหยิบคู่มือเล่มเก่าของอเมริกามาเปิดอ่าน
นั่นคือการเปิดกว้าง กระจายโอกาส และขับเคลื่อนด้วยพลังของทุนนิยมเต็มสูบ
แทบไม่ต้องเดาเลยว่าเกมนี้ใครจะมีโอกาสชนะมากกว่ากัน…
ผู้นำสูงสุดของจีนได้วางหมากสำหรับอนาคตไว้อย่างแยบยลมาก
มีข่าวว่าจีนกำลังจะดันให้วิชา AI เข้าไปอยู่ในหลักสูตรโรงเรียนทุกระดับชั้น…
เพื่อสร้างให้เด็กจีนยุคใหม่มีทักษะด้าน AI ติดตัวตั้งแต่เนิ่นๆ
นี่คือแผน 5 ปีฉบับใหม่ที่เอาจริงเอาจังและไม่ใช่แค่การขายฝัน
ถ้าดูตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา…
จีนเติบโตแบบก้าวกระโดดจนน่าตกใจ
ในขณะที่อเมริกากลับค่อยๆ หดตัวลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2000
อนาคตของโลกใบนี้กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีจากฝั่งตะวันออก
คนหันมาขับรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีน ไถมือถือจีน และใช้แผงโซลาร์เซลล์จีนกันหมด…
และอีกไม่นาน จีนก็จะกลายเป็นผู้จัดหาโมเดล AI เบอร์หนึ่งให้กับบริษัทระดับโลก
ตอนนี้ยักษ์ใหญ่หลายรายเริ่มขยับตัวตาม Coinbase กันแล้ว
อย่างแพลตฟอร์มระดับโลก Shopify ก็ย้ายไปซบ Qwen ซึ่งเป็น AI ของค่าย Alibaba
Airbnb และ Uber Eats ก็กำลังเดินตามรอยเดียวกันเป๊ะๆ…
แม้แต่อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่อย่าง Siemens จากเยอรมนี
หรือเสาหลักเทคโนโลยีอย่าง Microsoft ก็ยังซุ่มทดสอบ DeepSeek เวอร์ชัน 4 ของจีนอยู่เลย
ผู้บริหารระดับสูงของ Nansen AI อย่าง Alex Svanevik ถึงกับออกมายอมรับตรงๆ…
เขาบอกว่าไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าจีนจะชนะสงครามซอฟต์พาวเวอร์ด้าน AI ได้
ในขณะที่ผู้บริหารฝั่งอเมริกาเอาแต่เดินสายออกสื่อดราม่าเรื่อง AI แย่งงานมนุษย์
แล็บของจีนกลับเอาเวลาไปพัฒนางานดีราคาถูกออกมาตีตลาดจนกระจุยกระจาย…
และเพื่อตอกย้ำความล้ำหน้าของจีนให้ชัดเจนขึ้นไปอีก
ตอนนี้จีนไม่ได้แค่ทำ AI ใช้ในประเทศเท่านั้นแล้ว
แต่พวกเขากำลังสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่เรียกว่าการส่งออกโทเคน
สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย โทเคนเปรียบเสมือนหน่วยย่อยที่สุดที่ AI ใช้ในการคิดและประมวลผลคำพูด…
ยิ่งเราสั่งงานยากและยาวมากเท่าไหร่ AI ก็ต้องใช้โทเคนจำนวนมากขึ้นเท่านั้น
สมัยก่อนเราอาจจะมองว่าการส่งออกของจีนคือพวกเสื้อผ้าหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า
แต่วันนี้สิ่งที่จีนส่งออกคือพลังประมวลผลข้อมูลที่วิ่งผ่านสายเคเบิลใต้น้ำไปทั่วโลก
ธุรกิจส่งออกโทเคนนี้กำลังโตระเบิดแบบฉุดไม่อยู่
ปริมาณส่งออกพุ่งทะยานจากหลักร้อยล้านไปเป็นหมื่นล้านโทเคนอย่างรวดเร็ว…
และทำท่าว่าจะพุ่งไปแตะระดับร้อยล้านล้านโทเคนภายในปี 2026 นี้เลย
เรื่องราวทั้งหมดนี้มันบอกเราว่า โลกกำลังหมุนไปทางไหน
จีนกำลังเป็นผู้เขียนอนาคตด้วยการนำเสนอ AI ที่ทั้งเร็ว แรง และคุ้มค่าที่สุด
ผู้บริโภคหรือองค์กรธุรกิจย่อมเลือกสิ่งที่ดีและตอบโจทย์กระเป๋าสตางค์ที่สุดอยู่แล้ว…
การพยายามแบนเทคโนโลยีคู่แข่งด้วยข้ออ้างสารพัด
มันอาจจะยื้อเวลาได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าว แต่มันหยุดยั้งนวัตกรรมของจริงไม่ได้หรอก
ฝั่งตะวันตกคงต้องรีบกลับไปทำการบ้านและรื้อกลยุทธ์ใหม่ทั้งหมด
ก่อนที่เวทีเทคโนโลยีโลกจะไม่มีที่ยืนเหลือให้พวกเขาอีกต่อไป…
References : [cnbc,bloomberg,scmp,reuters,techcrunch]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/the-end-of-expensive-ai/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
จีน
เทคโนโลยี
ธุรกิจ
1 บันทึก
7
6
1
7
6
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย