30 ก.ค. เวลา 11:10 • หนังสือ

บทที่ 382

เมื่อพูดกันจนถึงขั้นนี้แล้ว เซี่ยตันหลิงก็ไม่คิดเสแสร้งทำตัวเป็นเด็กดีอีกต่อไป นางคลายมือที่กำชายเสื้อไว้แน่น ก่อนแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ
“ซุนเนี่ยนหาคนแต่งงานไม่ได้แล้วหรือเจ้าคะ ถึงต้องรบกวนเสด็จแม่มาช่วยแย่งคู่หมั้นให้ด้วย”
“ก็ยังมีโตวหลิงองค์ชายใหญ่ไม่ใช่หรือเพคะ ในเมื่อเสด็จแม่เห็นว่าการแต่งงานนี้ดีนัก ก็ยกให้หลานสาวของพระองค์สิ”
นางไม่ได้กังวลว่า ฮองเฮาจะยัดเยียดให้ซ่านซ่านแต่งกับซุนเนี่ยน
ซ่านซ่านเป็นชินอ๋อง ฮองเฮาไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเขา ส่วนตระกูลหวัง แม้จะเป็นตระกูลใหญ่ แต่ก็ไม่มีผู้ใดรับราชการ หวังซิงเองก็ไร้ตำแหน่ง หากมีพระราชโองการลงมาจริง ๆ ก็จะยุ่งยากไม่น้อย
เพราะเมื่อครั้งนั้น เพียงพระราชโองการฉบับเดียว ก็ทำให้ท่านแม่จำต้องอภิเษกกับเสด็จพ่อ
“ส่วนพี่ชายตระกูลหวัง... หม่อมฉันไม่ยอม” เซี่ยตันหลิงกล่าวซ้ำด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“บังอาจ!”
เสียงตวาดดังสนั่น จนผู้คนรอบด้านต่างหันมามอง
กู้จือจั๋วจับจ้องเซี่ยตันหลิง พลางฟังขันทีน้อยโน้มกายมากระซิบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น
“...ฮองเฮาทรงรับสั่งให้ห้าองค์หญิงยกการแต่งงานกับคุณชายตระกูลหวังให้คุณหนูซุนพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าของกู้จือจั๋วมืดทะมึนลงทันที
น่าขันสิ้นดี!
ทำร้ายท่านอาสะใภ้ยังไม่พอ ตอนนี้ยังคิดจะมาทำร้ายพี่ชายลูกผู้พี่ของนางอีกหรือ!
ในปีนั้น การแต่งงานของท่านแม่กับท่านอาสะใภ้ล้วนเป็นพระราชโองการของฮ่องเต้องค์ก่อน พระองค์ถึงกับทรงมีพระราชสาส์นถึงท่านตาอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม จึงมีพระราชโองการกำหนดการสมรส
ตอนที่ท่านอาสะใภ้ถูกหมั้นหมายให้หรงชินอ๋อง นางยังเป็นพระชายาเอกอยู่ ต่อมาไม่ทราบว่าเกิดเรื่องใดขึ้น จึงกลายเป็นพระชายารอง
ด้วยเหตุนี้เอง ฮ่องเต้องค์ก่อนจึงทรงรู้สึกผิดต่อสกุลหวังอย่างมาก เมื่อสกุลหวังไม่ประสงค์เข้ารับราชการและเลือกใช้ชีวิตอย่างสันโดษ พระองค์ก็ไม่ทรงบังคับอีก
เพล้ง!
เสียงเครื่องเคลือบแตกดังขึ้น
ฮองเฮายกมือกุมอก พระนางเดือดดาลจนแทบอกแตก
“อายุเพียงเท่านี้ แต่ทุกคำกลับขัดใจผู้ใหญ่ คิดว่าข้าจะจัดการเจ้าไม่ได้หรือ!”
ฮองเฮาสะบัดมือหมายจะตบหน้า
เซี่ยตันหลิงเชิดหน้าขึ้นอย่างดื้อรั้น
“เมี้ยว!”
เสียงแมวร้องอย่างเกรี้ยวกราดดังขึ้นกะทันหัน
แมวลายสลิดพุ่งออกไปราวเงาดำ กางกรงเล็บแหลมคมตะปบเข้าใส่ทันที
เป็นแมวที่แสนดีจริง ๆ
ช่วงก่อนหน้านี้ เซี่ยตันหลิงพักอยู่กับกู้จือจั๋ว กู้จือจั๋วต้องวิ่งวุ่นไปมาระหว่างค่ายทหาร เมืองหลวง และอารามไท่ชิง จนแทบไม่มีเวลา ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเซี่ยตันหลิงที่เล่นกับมัน
หลังมือของฮองเฮาปรากฏรอยข่วนลึกสามรอยในทันที
พระนางสะดุ้งตกใจ ถอยไปชนโต๊ะยาว จนถ้วยชามกระทบกันดังระงม สุราหกเปื้อนอาภรณ์ของพระนาง ดูอับอายที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา
“ตีมันให้ตาย!”
ฮองเฮาชี้ไปที่แมวด้วยความเดือดดาล
แมวโก่งหลังยืนขวางหน้าเซี่ยตันหลิง ส่งเสียงขู่ฟ่อไม่หยุด
นางกำนัลใหญ่และแม่นมต่างรีบกรูเข้ามา
แต่แล้วก็มีเสียงแหลมของหัวหน้าขันทีดังลั่นขึ้น
“ใครบังอาจแตะต้อง!”
ตาบอดกันหมดหรืออย่างไร ไม่รู้หรือว่านี่คือแมวของผู้ใด
พวกเขาประคบประหงมราวกับเป็นบรรพบุรุษตัวน้อย แทบยกขึ้นหิ้งบูชาอยู่แล้ว ยังจะกล้าตีมันอีกหรือ!
ขันทีรอบด้านต่างพากันก้าวออกมาข้างหน้า สีหน้าพร้อมหาเรื่องเต็มที่
ทุกคนต่างอึ้งงัน
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
แค่เผลอไปครู่เดียว ขันทีจะลงไม้ลงมือกับคนของฮองเฮาแล้วหรือ?
พวกเขาพลาดอะไรไปหรือเปล่า?
เว่ยกั๋วกงใจเต้นระรัว อดเหลือบมองเซี่ยอิ่งเฉินไม่ได้
คนยังอยู่ตรงนี้... ยังไม่ได้เริ่มก่อรัฐประหาร... ใช่หรือไม่?
เสียงดนตรีหยุดลงกะทันหัน บรรยากาศทั่วทั้งท้องพระโรงตึงเครียดราวเผชิญศัตรูใหญ่
“ฮองเฮา”
กู้จือจั๋วเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน
น้ำเสียงของนางไม่ดังไม่เบา แต่เพราะรอบด้านเงียบกริบ ทันทีที่เอ่ยปาก ทุกสายตาก็พร้อมใจกันหันมองมาที่นาง
“พระองค์ประชวร ก็ควรเสด็จกลับไปพักผ่อนให้ดี อย่าทรงตรากตรำพระวรกายเลยเพคะ”
ทันทีที่สิ้นคำ ฮองเฮาก็ตกตะลึง
กู้จือจั๋วนั่งอยู่เบื้องล่าง ห่างจากพระนางเพียงสามขั้นบันได
กู้จือจั๋วอยู่ต่ำกว่า ส่วนพระนางอยู่สูงกว่า
แต่ในชั่วขณะนั้น พระนางกลับรู้สึกว่าผู้ที่อยู่ต่ำกว่าคือพระนางเอง
ภาพในอดีตผุดขึ้นมาอย่างเลือนราง
สมัยที่พระนางยังเป็นพระชายารองแห่งหรงอ๋อง ปีหนึ่งในงานถวายพระพรในวัง พระนางเคยมีปากเสียงกับพระสนมซูสกุลหวัง
ตอนนั้น พระชายาเอกของรัชทายาทก็พูดเช่นนี้
“พระชายารองซุนประชวรแล้ว พานางไปพักเสีย”
“พาฮองเฮาไปพักเถิด”
สองประโยคซ้อนทับกัน ประโยคหนึ่งดังขึ้นในความทรงจำ ส่วนอีกประโยคคือเสียงในปัจจุบัน
ยังไม่ทันที่ฮองเฮาจะดึงสติกลับมา หัวหน้าขันทีประจำตำหนักหัวจางก็พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“ฮองเฮา พระวรกายไม่แข็งแรง ก็อย่าฝืนเลยพ่ะย่ะค่ะ”
คุณหนูกู้กำลังออกหน้าปกป้องเจ้าเหมียวจริง ๆ!
คุณหนูกู้ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน!
พวกเขาเองก็จะยอมเสียหน้าไม่ได้ จะปล่อยให้เจ้าเหมียวเสียศักดิ์ศรีไม่ได้!
“ไม่ได้ยินหรือ รีบพาฮองเฮาไปพักเดี๋ยวนี้”
“เมี้ยว!”
เสิ่นเหมียวสะบัดหาง ดวงตาสีทองอำพันเป็นประกายวาววับ.
“บังอาจ!” ฮองเฮาตบโต๊ะดังปัง พลางถลึงตาตวาด “พวกเจ้าคิดจะก่อกบฏหรือ!”
มีคนชะงัก ก่อนจะหันไปมองเซี่ยอิ่งเฉิน เซี่ยอิ่งเฉินประสานมือวางบนโต๊ะเบื้องหน้า สายตากวาดมองผู้คนจากที่สูงด้วยความสงบน่าเกรงขาม แม้ไม่แสดงโทสะ แต่กลับกดดันเสียจนทุกคนต่างก้มหน้าหลบสายตา
เฉิงเอินกั๋วกงลำคอตีบแน่น หดคอลงโดยไม่รู้ตัว สายตาเหลือบหลบไปมา
กู้จือจั๋วยิ้มบาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ฮองเฮาเพคะ พระองค์มีอาการลมปราณไม้กำเริบซ้อนกัน สีพระพักตร์แดงคล้ำ ดวงตาเหม่อลอย มุมพระโอษฐ์กระตุก ล้วนเป็นอาการของโรคลมอัมพาต ควรเสด็จกลับไปพักผ่อนให้ดี อย่าทรงฝืนพระวรกายเลยเพคะ”
เมื่อกู้จือจั๋วพูดเช่นนี้ ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ ก็ฟังดูมีเหตุผลอย่างยิ่ง
อ้อ... ที่แท้ยังไม่ถึงขั้นบีบบังคับให้สละราชสมบัติสินะ โล่งอกไปที พวกเขาแทบตกใจตายอยู่แล้ว
“ไปเชิญหมอหลวงมาตรวจอาการฮองเฮาให้ดี”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หัวหน้าขันทีรับคำ ก่อนจะกึ่งลากกึ่งประคองฮองเฮาออกไป
ฮองเฮาถลึงตาจนแทบถลน ตะโกนด้วยความเดือดดาล
“ปล่อยข้า!”
“โรคลมอัมพาตจะหนักหรือเบาก็ได้ อย่าปล่อยให้เสียเวลาเลยเพคะ” กู้จือจั๋วถอนหายใจเบา ๆ “คนป่วยก็มักจะดื้อรั้นเป็นธรรมดา พวกเราจะปล่อยให้คนป่วยทำตามอำเภอใจไม่ได้”
เว่ยกั๋วกงรีบประจบโดยไม่สนผิดถูก
“คุณหนูกู้มีฝีมือทางการแพทย์สูงส่ง สิ่งที่กล่าวมาล้วนถูกต้องยิ่ง!”
“พวกเจ้าช่าง... บังอาจ...”
เสียงของฮองเฮาค่อย ๆ ห่างออกไป จนเงียบหาย
เฉิงเอินกั๋วกงชะเง้อมองทิศทางที่ฮองเฮาถูกพาตัวออกไป ก่อนคิดอย่างร้อนใจ
ยังไม่ได้มีพระราชโองการสมรถเลย! ฮองเฮาจากไปแล้ว แล้วเรื่องแต่งงานของเนี่ยนเอ๋อร์จะทำอย่างไร?
เซี่ยจิ่งที่เพิ่งกลับมาจากเปลี่ยนเสื้อผ้าถึงกับอ้าปากค้าง เขาได้ยินเรื่องราวเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ จึงยังมึนงงอยู่
“เสด็จแม่!”
เมื่อไล่ตามฮองเฮาไม่ทัน เซี่ยจิ่งก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวพรวดมาหยุดตรงหน้ากู้จือจั๋ว
เขาเอาสองมือเท้าโต๊ะ ก้มตัวลง แล้วกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด
“เจ้าก็อย่าได้ทำเกินไปนัก ในวังแห่งนี้ยังไม่ถึงคราวที่เจ้าจะเป็นคนตัดสิน...”
“องค์ชายสาม”
เซี่ยอิ่งเฉินเอ่ยขัดขึ้น
“หากท่านยังพูดจาดี ๆ ไม่เป็น ก็ลงไปเสีย ให้หมอหลวงตรวจอาการท่านด้วย”
เซี่ยจิ่ง “!”
ปกติเซี่ยอิ่งเฉินแทบไม่เคยสนใจเขา ราวกับในสายตาของอีกฝ่าย ตนในฐานะโอรสเอกของฮองเฮา ไม่มีคุณสมบัติจะเป็นภัยคุกคามแม้แต่น้อย
“น้องสาม” องค์ชายใหญ่เซี่ยหลางรีบเข้ามาดึงตัว “น้องสาม เจ้าดื่มมากเกินไปแล้ว รีบขออภัยไท่ซุนเสีย” พูดจบก็หันไปยิ้มประจบเซี่ยอิ่งเฉิน “ท่านพี่ใหญ่ น้องสามของข้าเมาเหล้า ดื่มไม่เก่ง ขอท่านอย่าได้ถือสา”
1
“อย่าก่อเรื่องเลย เจ้าจะทำให้ตนเองขายหน้าต่อหน้าองค์หญิงซีเหลียงหรือ?” เซี่ยหลางกระซิบข้างหู พลางดึงเขาอีกครั้ง หวังจะพาออกไป
เซี่ยจิ่งสะบัดมือเขาทิ้ง
เขายืนนิ่งไม่ขยับ ไม่ยอมไป และไม่พูดอะไร
ทำไมถึงพูดดี ๆ ก็ไม่ฟังนะ!
เซี่ยหลางได้แต่ยิ้มเจื่อน
“ท่านพี่ใหญ่ ข้าจะรีบพาเขาออกไปเดี๋ยวนี้”
เฉิงเอินกั๋วกงตกใจจนแทบขวัญหนีดีฝ่อ รีบหันไปมองอ๋องจิ้น หวังให้อีกฝ่ายออกหน้าตำหนิ
คุณหนูกู้เป็นเพียงสตรี แต่กลับกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ไม่มีกิริยาสตรี ไม่รู้หน้าที่ของหญิงงาม ต้องถวายฎีกาฟ้องร้องแน่! ต้องฟ้องว่าจวนเจิ้นเป่ยอ๋องอบรมบุตรสาวไม่ดี!
แต่อ๋องจิ้นเพียงนั่งดื่มเหล้าอย่างเงียบ ๆ ไม่เอ่ยคำใด
ฮ่องเต้ไร้ประโยชน์
โอรสของฮ่องเต้ก็ไร้ประโยชน์ทุกคน
เซี่ยจิ่งลังเลโลเล ไม่มีวันประคองขึ้น นอกจากยืนทำตัวน่าอับอายแล้ว ยังทำอะไรได้อีก?!
ส่วนเซี่ยหลางยิ่งหนัก ไม่แม้แต่จะรู้จักดิ้นรน เห็นว่าตัวเองไม่มีหวัง ก็รีบทำตัวเป็นเชื้อพระวงศ์ว่างงานทันที กลัวว่าในภายหน้าเซี่ยอิ่งเฉินจะมาคิดบัญชีกับตน ว่านอนสอนง่ายราวกับสุนัข
หึ... ชะตาสวรรค์ที่ใช้วิชาอาคมแย่งชิงมา ย่อมอยู่ได้ไม่นานสมควรแล้ว
อ๋องจิ้นยกสุราดื่มอีกจอก ก่อนใช้หลังมือเช็ดหยดสุราที่มุมปาก
ภายใต้แสงเทียนที่ส่องไหวจากโคมแก้ว หยดสุราใสบนมือของเขา ดูราวกับแต้มด้วยสีแดงเลือด
กู้จือจั๋วตบมือเบา ๆ สองครั้ง
เสียงดนตรีและการร่ายรำก็ดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับเมื่อครู่ไม่เคยมีเรื่องใดเกิดขึ้น
แต่เซี่ยจิ่งยังคงยืนนิ่ง เท้าทั้งสองเหมือนหยั่งรากอยู่กับพื้น จ้องกู้จือจั๋วเขม็งไม่วางตา
ท่ามกลางเสียงกระดิ่งใส องค์หญิงเจียเยี่ยแห่งซีเหลียงเดินเข้ามา
นางปล่อยผมยาวสยาย ถักเปียประดับกระดิ่งเงินหลายอัน ข้อมือและข้อเท้าสวมกำไลวงเล็กนับสิบ ทุกย่างก้าวจึงมีเสียงกรุ๊งกริ๊งดังไม่ขาดสาย
นอกจากผิวจะเข้มกว่าสตรีชั้นสูงแห่งต้าฉี่เล็กน้อยแล้ว นางยังงดงามเป็นพิเศษ คิ้วเข้ม ดวงตาลึก ริมฝีปากแดงสด
“คุณหนูกู้ ข้าเพิ่งมาถึงต้าฉี่ พูดจาไม่คล่องนักจึงค่อนข้างประหม่า เมื่อครู่นี้จึงรั้งให้องค์ชายสามอยู่ดื่มกับข้าอีกหลายจอก เกรงว่าองค์ชายคงจะเมาเสียแล้ว จนเดินไม่ค่อยไหว”
“สุราจอกนี้ ข้าขอดื่มเพื่อเป็นการขออภัย”
นางหยิบกาสุราเงินขึ้น รินสุราเต็มจอก แล้วยกดื่มจนหมดในอึกเดียว
จากนั้นคว่ำจอกให้ดู ภายในไม่มีเหลือแม้แต่หยดเดียว
“คอแข็งใช้ได้เลย” กู้จือจั๋วเอ่ยชม
“ไม่ ๆ ข้าคออ่อนมากต่างหาก” เจียเยี่ยยกมือกุมหน้าผาก ทำท่าราวกับยืนแทบไม่ไหว “องค์ชาย พาท่านออกไปสูดลมข้างนอกกับข้าดีหรือไม่?”
เซี่ยจิ่งชะงัก
แท้จริงเขาเริ่มรู้สึกเสียใจตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว เพียงแต่หาทางลงไม่ได้ จึงต้องยืนดื้ออยู่เช่นนั้น เขาไม่คิดเลยว่าเจียเยี่ยจะออกหน้ามาช่วยรักษาหน้าให้ตน
หัวใจของเขาพลันอ่อนยวบ ก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง
“คุณหนูกู้ รอข้าสร่างเมาเสียก่อน แล้วค่อยมาขอคำชี้แนะจากท่านอีก”
เสียงหัวเราะของนางใสดุจระฆังเงิน เปียผมปลิวไหวตามการเคลื่อนไหว ก่อนจะดึงเซี่ยจิ่งเดินออกไป สวนกับโตวหลิงที่ยืนอยู่หน้าประตูตำหนักพอดี
เมื่อก้าวพ้นธรณีประตู นางก็ยิ้มพลางเอ่ย
“ท่านพี่ อย่ายืนอยู่เลย รีบเข้าไปเถิด ข้าสองคนจะออกไปเดินเล่นสักครู่”
โตวหลิงยืนอยู่หน้าประตูตำหนักมาพักใหญ่แล้ว และได้เห็นกับตาตนเองว่า ฮองเฮาแห่งต้าฉี่เพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของกู้จือจั๋ว ก็ถูกคนพาตัวออกไป ทว่าขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ทั้งท้องพระโรงกลับไม่มีผู้ใดกล้าพูดคำว่า “ไม่” แม้แต่คำเดียว แม้แต่โอรสแท้ ๆ ของฮองเฮา ก็ได้แต่ยืนนิ่งด้วยความโกรธเท่านั้น
หากเป็นตัวเขาเอง คนที่กล้าดูหมิ่นมารดา เขาคงชักดาบเข้าฟันไปนานแล้ว
ก่อนเดินทางมาต้าฉี่ เขาก็รู้อยู่แล้วว่า ไท่ซุนเซี่ยอิ่งเฉินกับฮ่องเต้แห่งต้าฉี่ต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด
เดิมทีฮ่องเต้แห่งซีเหลียงไม่ได้ตั้งใจให้เขามาส่งเจ้าสาว แต่หลังจากเขาบังเอิญได้ยินฮ่องเต้หารือเรื่องนี้กับคนสนิท เขาจึงเป็นฝ่ายอาสามาเอง.
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🥀➡️ บทถัดไป
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงานของเรา อย่าลืมกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามและทุกกำลังใจที่มอบให้เสมอ 🖤
โฆษณา