30 ก.ค. เวลา 11:12 • หนังสือ

บทที่ 383

สำหรับเขาแล้ว นี่คือโอกาส
ขอเพียงสามารถปลุกปั่นให้ต้าฉี่เกิดศึกแย่งชิงอำนาจภายในได้ ต้าเหลียงก็จะสามารถรุกคืบสู่ทิศตะวันออกต่อไป และยึดครองดินแดนซีเจียงได้
เมื่อใดที่เขาสร้างผลงานขยายแผ่นดินได้สำเร็จ แม้แต่ฮ่องเต้แห่งต้าเหลียงก็ไม่อาจทำอะไรเขาได้อีก
ต่อให้แย่ที่สุด เขาก็ยังสามารถยึดซีเจียงเป็นดินแดนของตนเอง แล้ววางแผนการอื่นต่อไปได้
หลังจากมาถึงต้าฉี่ เขาก็พบว่าคนทั้งสองไม่ได้เพียงต่อสู้กันอย่างดุเดือดเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อสู้ที่มีเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องตาย
ยิ่งไปกว่านั้น เซี่ยอิ่งเฉินยังมีอาวุธสังหารอย่างปืนไฟอยู่ในมือ!
ฮ่องเต้ต้าฉี่ถูกบีบคั้นจนถอยไม่ได้อีกแล้ว ถึงขั้นยอมรับเงื่อนไขทุกข้อที่เขาเสนอเมื่อครู่อย่างไม่มีข้อแม้
บางเงื่อนไข แม้แต่โตวหลิงเองยังรู้สึกว่ามากเกินไป เดิมทีเขาคิดว่าฮ่องเต้คงต่อรองบ้าง แต่กลับไม่คิดเลยว่าจะตอบรับทั้งหมด
เมื่อเจียเยี่ยเรียกชื่อเขาออกมาต่อหน้าทุกคน โตวหลิงจึงทำได้เพียงก้าวเข้าไปในท้องพระโรงอย่างมั่นคง เปียเส้นเล็กนับสิบเส้นบนศีรษะพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว ก่อนจะตกลงมาพาดบนแผ่นอกอีกครั้ง
เมื่อมองภาพตรงหน้าอีกครั้ง ก็เห็นได้ชัดว่า ฮ่องเต้ต้าฉี่มาถึงจุดที่หากไม่เสี่ยง ก็มีแต่ความตายรออยู่
“องค์ชายใหญ่”
เฉิงเอินกั๋วกงที่วิ่งวุ่นไปทั่ว พอเห็นเขากลับมาก็รีบเข้ามาต้อนรับทันที เดิมทีตั้งใจจะถามว่าพูดคุยกับฮ่องเต้เป็นอย่างไร แต่คำพูดกลับเปลี่ยนเป็น
“บาดแผลของท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
เขาประสานมือคำนับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“โอ๊ย... แขกเดินทางมาไกล พวกเรากลับต้อนรับได้ไม่ดี ต้องขออภัยจริง ๆ”
โตวหลิงตอบรับส่ง ๆ สองสามคำ ก่อนกลับไปนั่งที่โต๊ะของตน
สุราแรงชามใหญ่เมื่อครู่ ทำให้ศีรษะของเขาปวดตุบ ๆ
ฮ่องเต้ต้าฉี่อ่อนแอถึงเพียงนี้ หากตนช่วยเหลือ ย่อมต้องแบกรับความเสี่ยงมหาศาล
แต่หากชนะขึ้นมา...
เขาชำเลืองมองออกไปนอกตำหนัก ท้องฟ้ายามสนธยามืดครึ้มลงแล้ว และไม่เห็นเงาของเซี่ยจิ่งอีกต่อไป
ยิ่งผู้ที่จะขึ้นครองราชย์องค์ต่อไปของต้าฉี่อ่อนแอมากเท่าไร ก็ยิ่งเอื้อประโยชน์แก่เขามากเท่านั้น
ไม่เพียงแต่จะได้ปืนไฟ แม้กระทั่งทำให้ต้าฉี่ก้มหัวยอมสยบต่อเขา ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
สิ่งล่อตาล่อใจนี้ยิ่งใหญ่มาก ใหญ่เสียจนยากจะต้านทาน
เมื่อเทียบกันแล้ว เซี่ยอิ่งเฉิน เจ้าคนเจ้าเล่ห์หัวใจดำ ผู้เต็มไปด้วยแผนการร้าย กลับรับมือได้ยากกว่ามาก
“เชิญ”
เฉิงเอินกั๋วกงคอยยกจอกสุราคารวะไม่หยุด พร้อมพูดคุยกับเขาเสียงเบา ใบหน้าเต็มไปด้วยการประจบเอาใจ
“ไท่ซุน ข้าขอคารวะท่านหนึ่งจอก”
เว่ยกั๋วกงเป็นผู้ยกจอกขึ้นก่อน
เมื่อเขาเป็นฝ่ายเริ่ม ทุกคนก็ยกดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนคว่ำจอกแล้วหัวเราะเสียงดัง
“ไท่ซุน วันนี้ข้าดื่มได้เพียงจอกเดียว ท่านต้องไว้หน้าข้าสักหน่อยแล้ว”
เซี่ยอิ่งเฉินเพียงยกน้ำอุ่นตรงหน้าขึ้นจิบหนึ่งอึก
“ดี!”
เว่ยกั๋วกงตะโกนชมเสียเกินจริง ราวกับสิ่งที่เซี่ยอิ่งเฉินดื่มเป็นสุราแรงอย่างไรอย่างนั้น
บรรยากาศในงานจึงกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง
ไม่นานก็มีคนทยอยเข้ามาคารวะสุรา เซี่ยอิ่งเฉินดื่มแต่น้ำอุ่น แต่ทุกคนที่เห็นก็ยังแสร้งทำเป็นไม่เห็น ต่างพากันร้องชมไม่ขาดปาก
เมื่อทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาไม่อยู่แล้ว บรรยากาศในงานก็ยิ่งเป็นกันเอง
คนดื่มก็ดื่ม คนสนทนาก็สนทนา บรรดาเชื้อพระวงศ์และขุนนางที่เมาจนได้ที่ ยังแอบเล่นเกมดื่มสุรากันอย่างเงียบ ๆ
เซี่ยตันหลิงอุ้มเจ้าแมวกลับมา พลางพูดอย่างขุ่นเคือง
“คิดอะไรอยู่ถึงอยากให้ท่านพี่ซิงแต่งกับซุนเนี่ยน! ตระกูลหวังก็ไม่ได้โง่ อยู่ดี ๆ จะไปผูกมัดกับจวนเฉิงเอินกั๋วกงทำไม! แถมซุนเนี่ยนยังน่ารำคาญอีก”
“เหมียว!”
เซี่ยตันหลิงลูบหัวเจ้าแมวเบา ๆ ก่อนแกะเนื้อกุ้งป้อนมันด้วยมือตนเอง
“เยาเยา เจ้าไม่รู้หรอก”
เซี่ยตันหลิงโกรธจริง ๆ นางดึงแขนเสื้อกู้จือจั๋วให้โน้มเข้ามา ก่อนทั้งสองจะกระซิบคุยกัน
“เมื่อสองสามวันก่อน ข้าไปเที่ยวงานวัดกับท่านพี่ซิงพอดี แล้วก็บังเอิญเจอซุนเนี่ยน”
“ข้าไม่สนใจนาง ก็เลยไปทายปริศนาโคมไฟกับท่านพี่ซิง ท่านพี่ซิงชนะโคมม้าวิ่งใบใหญ่ให้ข้า ในนั้นวาดรูปเจ้าเหมียวสารพัดแบบ งดงามมาก”
พูดจบ นางก็ก้มลงอธิบายกับเจ้าแมวอีกประโยค
“แต่ก็ยังไม่สวยเท่าเจ้า”
“เหมียว~”
กู้จือจั๋วยื่นน้ำผลไม้ให้นาง
“ดื่มเสียหน่อย จะได้ชุ่มคอ”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ”
“ต่อมาท่านพี่ซิงบอกว่าจะไปซื้อหุ่นดินเผาให้ข้า ข้าก็รออยู่ริมสะพาน ใครจะคิดว่าจะเจอซุนเนี่ยนอีก”
ยิ่งพูดนางก็ยิ่งโมโห สีหน้าบึ้งตึง
“ซุนเนี่ยนบอกว่า ท่านพี่ซิงเป็นสามีที่นางเลือกได้ตั้งแต่ประกาศผลสอบ แล้วบอกว่าในเมื่อข้ากับท่านพี่ซิงยังไม่มีแม้แต่สัญญาหมั้นหมายด้วยวาจา ก็ไม่ควรตามตื๊อเขาไม่เลิก”
“ข้าขี้เกียจสนใจนาง”
“หึ! สามีที่เลือกได้ตั้งแต่ประกาศผลสอบอะไรกัน ไม่ใช่ในงิ้วเสียหน่อย”
หวังซิงเคยเล่าเรื่องนี้ให้กู้จือจั๋วฟัง ตอนนั้นนางก็รู้สึกว่ามันแปลกมาก คิดเพียงว่าซุนเนี่ยนคงเครียดกับเรื่องการแต่งงานกับจวนอ๋องจิ้น จึงทำอะไรสะเปะสะปะไปทั่ว
“แล้วต่อจากนั้นล่ะ”
กู้จือจั๋วดึงบทสนทนากลับมาอีกครั้ง
“นางก็ล้มลง แล้วแกล้งทำเป็นว่าข้าผลัก”
เรื่องแบบนี้เซี่ยตันหลิงเห็นในวังมาจนชิน นางตบโต๊ะเบา ๆ อย่างฮึดฮัด
“ผลคือพอหันกลับไป ท่านพี่ซิงก็ยืนอยู่ข้างหลังจริง ๆ ในมือยังถือหุ่นดินเผาอยู่เลย! นางร้องไห้สะอึกสะอื้น แล้วบอกท่านพี่ซิงว่าข้าเป็นคนผลัก”
ยิ่งคิดเซี่ยตันหลิงก็ยิ่งโมโห จึงเลียนแบบท่าทางของซุนเนี่ยน กระแนะกระแหนด้วยน้ำเสียงเสแสร้ง
“คุณชายหวัง น้องตันหลิงไม่ได้ตั้งใจหรอกเจ้าค่ะ เป็นความผิดของข้าเอง ตั้งแต่แยกกันที่โรงน้ำชาครั้งก่อน วันนี้ได้พบคุณชายอีก ข้าแค่อยากเข้ามาทักทาย อาจทำให้น้องตันหลิงเข้าใจผิด...”
“ยังมีอีกนะ!”
เซี่ยตันหลิงบีบผ้าเช็ดหน้า ก่อนแสดงต่อ
“น้องตันหลิงเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็ก คุณชายอย่าโกรธนางเลยนะเจ้าคะ”
“หึ!”
กู้จือจั๋วลูบกำไลหยกบนข้อมือเบา ๆ
“ข้าไม่ยอมกล้ำกลืนความอยุติธรรมแบบนี้หรอก!”
เซี่ยตันหลิงเท้าเอวอย่างองอาจ
“ข้าก็จับนางยกขึ้น แล้วโยนลงสระบัวเสียเลย”
ฉิงงเหมยที่ยืนรับใช้อยู่ด้านหลัง กลั้นหัวเราะไม่อยู่จนหลุดเสียงออกมา
“นางบอกว่าข้าผลักนาง ข้าก็เลยผลักให้นางดูเสียเลย!”
“อย่างน้อยก็ต้องทำให้สมกับข้อกล่าวหาหน่อยสิ!”
กู้จือจั๋วปรบมือให้กำลังใจนาง พร้อมเอ่ยชมว่านางทั้งเฉลียวฉลาด กล้าหาญ และเก่งกาจเป็นที่สุด จนเซี่ยตันหลิงหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขิน แต่ก็อดเชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจไม่ได้
“แล้วพี่ชายซิงล่ะ?”
“ซุนเนี่ยนพาสาวใช้กับองครักษ์มาตั้งเยอะแยะ พี่ชายซิงเป็นคนช่วยขวางพวกเขาไว้ ไม่ให้เข้ามาขัดตอนข้าผลักนาง”
ไม่อย่างนั้น นางคงผลักได้ไม่ราบรื่นขนาดนั้น
“พอผลักเสร็จ พวกเราก็รีบไปเลย!”
หึหึ ล้อเล่นหรือไง! พี่ชายซิงเป็นลูกพี่ลูกน้องแท้ ๆ ของนาง ไม่ช่วยนางแล้วจะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร?
พี่ชายซิงก็แค่ชอบแต่งตัวสีสันฉูดฉาดไปหน่อย จนทำให้นางแสบตาเท่านั้นเอง แต่เขาไม่ได้ตาบอดเสียหน่อย
เซี่ยตันหลิงเล่าด้วยความตื่นเต้น
“พี่ชายซิงยังซื้อเจ้านกตัวหนึ่งที่สวยมากให้ข้าด้วย สีเหลืองอร่าม ตัวกลมป้อม อ้วนจ้ำม่ำ หางก็สวยมาก ได้ยินว่าพอโตขึ้นแล้วยังพูดได้อีก”
เผลอแป๊บเดียว เซี่ยตันหลิงก็พาเรื่องออกนอกประเด็นอีกแล้ว เอาแต่เล่าอย่างออกรสออกชาติว่าเจ้านกของนางสวยแค่ไหน ปล่อยออกจากกรงก็ไม่บินหนี แถมยังชอบมาเกาะไหล่นอนอีกด้วย พูดไปพูดมาก็ยังไม่ลืมหันมาบอกรักเจ้าแมว
“แต่เจ้าสวยที่สุด!”
“เมี้ยว~”
กู้จือจั๋วจำได้ว่า ครั้งหนึ่งนางเคยบอกว่า ลายแมวบนตัวเสิ่นเหมียวมีสีดำเข้มอ่อนถึงสิบสองเฉด งดงามจนหาที่เปรียบไม่ได้
“เมี้ยว~”
เจ้าแมวกินเนื้อกุ้งหมดแล้ว ก็ก้มเลียอุ้งเท้าล้างหน้าอย่างว่าง่าย จนหัวใจของเซี่ยตันหลิงแทบละลาย
“จริงสิ พี่หญิงตันหลิง เจ้ารีบส่งคนไปบอกเสด็จอาสักหน่อยเถอะ ไม่อย่างนั้นเจ้าไปอยู่ตำหนักฤดูร้อนกับเสด็จอาสักสองสามวันก็ดี จะได้ไม่ถูกลูกหลง”
เซี่ยตันหลิงพยักหน้ารัว ๆ เดิมทีตั้งใจจะให้อาอู่ไป แต่คิดอีกทีก็ตัดสินใจไปเอง
“ข้าไปเดี๋ยวก็กลับ”
นางยกชายกระโปรงวิ่งออกไป กู้จือจั๋วมองตามจนลับตา แล้วหาวเบา ๆ พลางนั่งดูการแสดงอย่างเบื่อหน่าย
ขณะที่กำลังเหม่ออยู่ กู้อี่ช่านก็แอบย่องเข้ามาจากด้านหลัง มือขวาถือเจ้านกที่สานจากใบไม้ตัวหนึ่ง แกว่งไปมาตรงหน้านาง
“ว้าว!”
ดวงตาของกู้จือจั๋วเป็นประกายขึ้นทันที
เจ้านกใบไม้สานได้เหมือนจริงราวกับจะกระพือปีกบินได้ทุกเมื่อ
กู้จือจั๋วรับมาอย่างมีความสุข เดิมทีตั้งใจจะถามว่าเขาไปเด็ดใบไม้มาจากไหน แต่พอเหลือบไปเห็นต้นจู้อวี๋ที่ใช้ประดับด้านหลังที่นั่งของเซี่ยอิ่งเฉิน กลับเหลือแต่กิ่งโล้น ๆ มีเพียงผลสีแดงสดห้อยอยู่ปลายกิ่ง
นางยกมือปิดปากหัวเราะ ก่อนเปลี่ยนเรื่องถามว่า
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพี่ชายซิงซื้อนกให้พี่หญิงตันหลิง?”
“ไม่บอกหรอก” กู้อี่ช่านเชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจ “ข้าเก่งมาก”
“ไม่บอกก็ไม่บอก”
กู้จือจั๋วแลบลิ้นใส่เขา ไม่ซักต่อ
เจ้านกใบไม้แกว่งไปมาอยู่ในมือนาง ดวงตาของเจ้าแมวก็จ้องเขม็ง ก่อนยื่นอุ้งเท้าตะปบเข้ามา
“จับไม่ได้!”
“เมี้ยว!”
“ยังจับไม่ได้อีก!”
เจ้าแมวร้องอย่างร่าเริง วิ่งไล่เจ้านกไปทั่วทั้งตำหนักโดยไม่เกรงคนแปลกหน้าเลยแม้แต่น้อย
ทุกคน “...”
นับตั้งแต่ราชวงศ์ต้าฉี่มีงานเลี้ยงในวังมา ก็ไม่เคยมีงานใด “ครึกครื้น” ถึงเพียงนี้ แม้แต่ราชวงศ์ก่อนก็คงไม่เคย
จนถึงเวลาเลิกงานเลี้ยง ฮ่องเต้ก็ยังไม่เสด็จกลับมา โตวหลิงทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังเดินมายกจอกชนกับกู้อี่ช่านถึงสามจอก สุดท้ายดื่มจนกึ่งเมากึ่งสร่าง แล้วให้คนพยุงกลับไป
เซี่ยอิ่งเฉินเหลือบมองนาฬิกาน้ำที่มุมตำหนัก ก่อนลุกขึ้นเป็นคนแรก เมื่อเห็นเช่นนั้น ขุนนางและแขกทั้งตำหนักก็รีบลุกขึ้นถวายคำนับส่งเสด็จ
จากนั้นจึงทยอยออกจากตำหนักฮวาจาง
เดิมกู้จือจั๋วตั้งใจจะรอเซี่ยตันหลิง แต่แล้วอาอู่ก็เดินเข้ามาถ่ายทอดคำของพระสนมซูเฟย
“พระสนมรับสั่งให้ทุกท่านกลับไปก่อนเจ้าค่ะ”
นางแอบยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้กู้จือจั๋ว พร้อมกระซิบว่า
“พระสนมรับสั่งให้บ่าวนำมามอบแก่คุณหนูกู้ และยังรับสั่งว่า ในวันพิธีปักปิ่นขององค์หญิงห้า คุณหนูกู้ไม่จำเป็นต้องเข้าวังเจ้าค่ะ”
กู้จือจั๋วรับจดหมายมาเงียบ ๆ แล้วเก็บไว้ในแขนเสื้อ
เมื่อเดินออกจากตำหนัก นางกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนก้าวเร็ว ๆ ไปหาเซี่ยอิ่งเฉิน
“คุณชาย”
กู้จือจั๋วดึงชายแขนเสื้อของเขา พลางยกนกใบไม้ตัวใหม่ขึ้นอวด
“คุณชาย ดูสิ สวยไหม? ช่านช่านสานให้ข้า”
กู้อี่ช่านเชิดคางใส่เซี่ยอิ่งเฉินอย่างภาคภูมิใจ
เซี่ยอิ่งเฉินตอบสั้น ๆ
“สวย”
“ใช่ไหมล่ะ ๆ มันยังบินได้ด้วยนะ”
กู้จือจั๋วยกนกขึ้นแกว่งไปมาอย่างเบิกบาน ปีกของมันดูราวกับกำลังกระพือรับสายลมจริง ๆ
เจ้าแมวที่เกาะอยู่บนไหล่นางถูกยั่วจนตาเป็นประกาย
“แค่ก ๆ”
ท่านอ๋องหลี่กระแอมเบา ๆ เป็นเชิงบอกว่าตนก็อยู่ตรงนี้เช่นกัน
เขาเอ็ดนางว่า
“เด็กคนนี้ เมื่อไรจะเก็บอารมณ์เสียบ้าง ไปทำให้ฮองเฮาเสียหน้าต่อหน้าผู้คน หากจะเอาเรื่องขึ้นมา นั่นคือความผิดฐานอกตัญญูต่อผู้ใหญ่”
กู้จือจั๋วเถียงอย่างมั่นใจ
“ฮองเฮาประชวรนี่เพคะ”
“ยังจะพูดอีก”
ท่านอ๋องหลี่ทำหน้าดุขู่ หากเมื่อครู่นางไม่รีบหาเหตุผลนั้นออกมา แม้แต่เขาเองก็คงต้องออกหน้า
นั่นคือฮองเฮา!
ต่อให้เป็นในหมู่ชาวบ้าน อย่างน้อยนางก็ต้องเรียกอีกฝ่ายว่า "ท่านอาสะใภ้" ไม่มีความกตัญญูเอาเสียเลย!
“ต่อไปห้ามทำแบบนี้อีก เข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้วเพคะ”
แต่ไม่คิดจะแก้หรอก!
ท่านอ๋องหลี่เห็นว่านางรับคำอย่างว่าง่าย ก็พอใจ แล้วเดินออกไปพร้อมกับพวกเขา พลางหันไปพูดกับเซี่ยอิ่งเฉินว่า
“องค์หญิงซีเหลียงผู้นั้นที่ชื่อเจียเยี่ย ข้าว่านางเป็นเด็กที่รู้ความดี หากต่อไปนางช่วยตักเตือนเซี่ยจิ่งได้บ้าง ก็คงทำให้คนอื่นเบาใจลงไม่น้อย”
พูดจบ เขาก็แอบเหลือบมองสีหน้าของเซี่ยอิ่งเฉินอยู่เงียบ ๆ.
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🥀➡️ บทถัดไป
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงานของเรา อย่าลืมกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามและทุกกำลังใจที่มอบให้เสมอ 🖤
โฆษณา