30 ก.ค. เวลา 11:19 • หนังสือ

บทที่ 388

“ไท่ฟูเหรินเจ้าค่ะ” แม่นมผู้ดูแลเข้ามารายงาน “เก็บดอกหอมหมื่นลี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านไปดูด้วยเจ้าค่ะ...”
ไท่ฟูเหรินสั่งให้เก็บดอกหอมหมื่นลี้สด ๆ มาร้อยเป็นม่านดอกไม้ ใช้แทนเครื่องหอม
เพื่อไม่ให้ในพิธีปักปิ่น ควันจากเครื่องหอมหนาจนบังสายตา
“รีบไปกันเถอะ”
กู้จือจั๋วดึงแขนกู้อี่ช่านเบา ๆ สองพี่น้องรีบวิ่งจากไปทันที
บนถนนใหญ่ครึกครื้นเป็นพิเศษ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยกำลังรอรับเงินมงคลที่โปรยแจก
กู้อี่ช่านนั่งรถม้าเป็นเพื่อนนาง ตลอดทางทั้งสองหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน เขาเอื้อมมือไปเล่นพู่ห้อยบนปิ่นมุกของน้องสาว จู่ ๆ คนบังคับรถม้าด้านนอกก็รายงานว่า
“ท่านอ๋อง ข้างหน้าคือขบวนไปรับเจ้าสาวของจวนอ๋องรุ่ยพ่ะย่ะค่ะ”
“หลีกทางให้”
“ขอรับ”
กู้จือจั๋วเปิดม่านรถม้าขึ้น พอดีเห็นเซี่ยจิ่งควบม้าตัวสูงสง่าผ่านเฉียดรถม้าไป ข้างหลังมีเสียงฆ้องกลองดังครึกครื้น
ภาพนั้นราวกับซ้อนทับกับภาพในชาติก่อน วันที่เซี่ยจิ่งไปรับตัวจี๋หนานเคอมาแต่งงาน
แต่กลับยิ่งใหญ่อลังการไม่เท่าชาติก่อน
และยิ่งไม่มีสินสอดแดงยาวสิบลี้ ที่สร้างขึ้นจากเลือดเนื้อและชีวิตของตระกูลกู้ เพื่อปูทางให้จี๋หนานเคอเหมือนในชาติก่อน
ไม่นานหลังจากพวกเขามาถึงจวนอ๋องรุ่ยเกี้ยวเจ้าสาวก็ถูกหามเข้าประตูพอดี
กู้จือจั๋วไม่ได้ไปชมพิธีด้านหน้า เสียงประทัดที่ดังไม่ขาดสาย ประกอบกับเสียงประกาศพิธีการของเจ้าหน้าที่กรมพิธีการ ดังมาถึงเรือนชั้นในอย่างชัดเจน ไม่นานนักพิธีคำนับฟ้าดินก็เสร็จสิ้น
คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์หลายคนที่คุ้นเคยกันหัวเราะคิกคัก พลางดึงกู้จือจั๋วไปด้วย
“ไปดูกันเถอะ ข้ายังไม่เคยเห็นองค์หญิงซีเหลียงเลย คุณหนูกู้ ท่านเคยเห็นหรือไม่”
กู้จือจั๋วเร่งฝีเท้าตามไปอย่างเบิกบาน
“องค์หญิงซีเหลียงจะเล่นโปโลหรือไม่ พวกเรากำลังขาดคนอยู่พอดี”
“ไม่ได้ ๆ เจ้าเล่นไม่ซื่อเอง สตรีแห่งซีเหลียงล้วนเติบโตมาบนหลังม้าทั้งนั้น”
“พี่หญิงตระกูลกู้” ซ่งจิ่วเหนียงคล้องแขนนาง พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน “รับข้าเป็นเด็กปรุงยาของท่านได้หรือไม่เจ้าคะ ท่านปู่ของข้าบอกว่ายาของท่านได้ผลนัก ทุกวันนี้ท่านกินวันละสามมื้อ จนอ้วนขึ้นตั้งหลายรอบแล้ว ท้องน้อยก็ไม่ปวดอีกเลย”
กู้จือจั๋วยิ้มแล้วกล่าวว่า
“ข้าจะสอนเจ้าทำสุรายา เวลาท่านปู่ของเจ้าอยากดื่มสุรา ก็ให้ดื่มได้ครั้งละถ้วยเล็ก”
ซ่งจิ่วเหนียงถูไถกับแขนนางอย่างสนิทสนม
“พี่หญิงตระกูลกู้ใจดีที่สุด จิ่วเหนียงชอบท่านที่สุดเลย!”
ระหว่างที่พูดคุยกัน พวกนางก็มาถึงเรือนหลัก
พิธีดื่มสุราร่วมถ้วยเสร็จสิ้นแล้ว ภายในห้องหอ นอกจากองค์หญิงใหญ่แล้ว ยังมีเพียงท่านหญิงแห่งราชสกุลไม่กี่คนคอยอยู่เป็นเพื่อน
เมื่อเหล่าคุณหนูสูงศักดิ์พากันเข้าไป บรรยากาศก็ครึกครื้นขึ้นทันที
หลังถูกกักบริเวณอยู่นานกว่าครึ่งปี องค์หญิงใหญ่เจาหยาง ผู้เคยงดงามและรุ่งโรจน์เหนือผู้ใด บัดนี้ไม่เหลือเค้าความงามและความสดใสในวันวานอีกแล้ว
นางหลังค่อม ใบหน้าไร้แววยินดีแม้แต่น้อย
คุณหนูทั้งหลายไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปสนทนากับองค์หญิงใหญ่ หลังจากได้เห็นโฉมหน้าของเจียเยี่ยแล้ว ต่างก็เอ่ยชมด้วยรอยยิ้มไม่กี่คำ ก่อนหาเหตุผลพากันล่าถอยออกมา
งานเลี้ยงเริ่มขึ้นในยามอู่ และเลิกเอาเมื่อถึงยามเว่ย
อาหารในงานถือว่าอร่อยไม่น้อย กู้จือจั๋วกำลังจะไปรอกู้อี่ช่าน เพิ่งเดินผ่านประตูบุปผาห้อย ก็มีคนเรียกนางไว้
“คุณหนูกู้”
กู้จือจั๋วขยับหูเล็กน้อย แต่ไม่สนใจ
“คุณหนูกู้!”
เสียงนั้นดังขึ้นกว่าเดิมอีกระดับ กู้จือจั๋วยังคงเดินหน้าต่อไป
ทันใดนั้น นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองลอดกำแพงฉากกั้นข้างประตูบุปผาห้อย สายตาทะลุผ่านแนวต้นไม้หนาทึบออกไปไกล
กู้จือจั๋วเห็นเซี่ยจิ่งกำลังเดินมาส่งองค์หญิงใหญ่เจาหยาง ทั้งสองมาหยุดอยู่หน้ารถม้าคันหนึ่ง จากนั้นจึงขึ้นรถม้าตามกันไป คนหนึ่งก่อน อีกคนตามหลัง
---
เซี่ยจิ่งมองพี่หญิงใหญ่ที่ใบหน้าซูบผอมลงอย่างซับซ้อน
นางที่เคยหยิ่งทะนง บัดนี้หลังค่อม ราวกับหญิงชราผู้หนึ่ง
ม่านรถม้าปิดมิดชิด
เขาถอนหายใจเงียบ ๆ ก่อนกดเสียงต่ำลง
“พี่หญิงใหญ่ พวกท่านเห็นจดหมายแล้วใช่หรือไม่”
หลังถูกกักบริเวณ ทุกสามวันจะมีผู้ส่งอาหารและของใช้จำเป็นมาให้
เมื่อสามวันก่อน มีจดหมายแผ่นหนึ่งซุกปะปนอยู่ในสิ่งของเหล่านั้น ถูกส่งเข้าไปด้วย
เจาหยางพยักหน้า
เซี่ยจิ่งจึงค่อยโล่งอก
ผู้ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกจวนสกุลกงคือทหารจินอู๋เว่ย กององครักษ์หลวงยี่สิบหกกองเป็นกองทัพส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ พวกเขารับคำสั่งจากฮ่องเต้เพียงผู้เดียว จึงน่าไว้วางใจ
แต่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เขาจึงไม่กล้าเขียนรายละเอียดมากนักลงในจดหมายนั้น
โชคยังดี...
เซี่ยจิ่งหยิบป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งออกมาจากชุดเจ้าบ่าว แล้วยื่นให้นาง
“พี่หญิงใหญ่ นำป้ายคำสั่งนี้ไปมอบให้ใต้เท้ากง อีกทั้งยังมีจดหมายฉบับนี้ เป็นลายพระหัตถ์ของเสด็จพ่อ”
จดหมายฉบับนี้ เป็นวันที่งานเลี้ยงในวัง เซี่ยจิ่งได้รับมาจากพระหัตถ์ของฮ่องเต้
เจาหยางยื่นมือออกมา
มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ มิได้ขาวนุ่มดังเช่นแต่ก่อนอีกแล้ว บนหลังมือเต็มไปด้วยบาดแผลเล็ก ๆ มากมาย
นางรับป้ายคำสั่งมา ก่อนถามด้วยเสียงแหบพร่า
“หากสำเร็จ... เสด็จพ่อจะทรงยอมให้ข้าหย่ากับกงไห่หรือไม่”
“ยอม”
เซี่ยจิ่งกุมมือทั้งสองของนาง พลางให้คำมั่น
“ท่านคือองค์หญิงใหญ่ผู้สูงศักดิ์ที่สุด จวนองค์หญิงของท่านยังคงอยู่”
“ดี”
ประกายอำมหิตวาบขึ้นในดวงตาของเจาหยาง
“ข้าจะนำของไปมอบให้กงไห่ และจะรับรองว่ากงไห่จะไม่มีวันทรยศ”
“ลำบากพี่หญิงใหญ่แล้ว”
เซี่ยจิ่งประสานมือคำนับ
การออกมาส่งพี่หญิงใหญ่ที่ไม่ได้พบกันมานาน ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
แต่หากอยู่บนรถม้านานเกินไป ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้คนจับตามองได้ยาก
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะเกิดความผิดพลาดแม้แต่น้อยไม่ได้อีก
เซี่ยจิ่งเปิดม่านรถม้า กระโดดลงจากรถ ก่อนเอ่ยเสียงดังว่า
“พี่หญิงใหญ่ เดินทางโดยสวัสดิภาพ”
แสงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังคล้อยต่ำทอดเงาพาดลงบนใบหน้าครึ่งซีกของเขา ดูพร่าเลือนราง
เขาหันตัวหมายจะเดินกลับ ทันใดนั้นเสียงตะโกนอันเกรี้ยวกราดและแหลมสูงก็ดังขึ้น จนเขาสะดุ้งโหยง
“คุณหนูกู้!”
“กู้จือจั๋ว!”
เซี่ยจิ่งตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว รีบหันไปตามเสียง เห็นกู้จือจั๋วเพิ่งเดินผ่านประตูบุปผาห้อยไป อยู่ห่างจากเขาอย่างน้อยกว่าร้อยก้าว
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
ชายกระโปรงสีม่วงอ่อนพลิ้วไหว ร่างหนึ่งก้าวมาขวางหน้ากู้จือจั๋ว
“ข้าเรียกเจ้า ไม่ได้ยินหรือไง”
เป็นซุนเนี่ยน
ครั้งก่อนที่พบซุนเนี่ยน นางยังเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แม้จะหยิ่งทะนงแต่ก็ยังมีความเอาแต่ใจน่ารักอยู่บ้าง
แต่บัดนี้ ความเอาแต่ใจกลับกลายเป็นความอันธพาล แม้แต่เค้าโครงใบหน้าก็ดูแข็งกระด้างและร้ายกาจขึ้นไม่น้อย
กู้จือจั๋วแค่นเสียงเบา ๆ
นางไม่สนิทกับซุนเนี่ยน และก็ไม่คิดจะสนิทด้วย
“คุณหนูกู้เรียนวิชาหมอมิใช่หรือ หรือเจ้าจะไม่รู้? หรือเจ้าจงใจคิดทำร้ายคุณชายหวังกันแน่!”
ซุนเนี่ยนชิงเปิดฉากก่อน เดิมทีคิดว่ากู้จือจั๋วจะถามกลับ แต่นางเพียงยกมือขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าไม่มีธุระก็ไสหัวไปให้ไกล พวกเราไม่สนิทกัน”
พูดจบก็ก้าวเดินต่อ
ซุนเนี่ยนกระทืบเท้าด้วยความขุ่นเคือง ก่อนรีบตามไปขวางหน้าอีกครั้ง
เห็นว่านางไม่คิดจะสนใจตนจริง ๆ จึงจำต้องพูดรวดเดียวจนหมด
“คุณชายหวังเป็นลูกพี่ลูกน้องแท้ ๆ ของตันหลิง ความสัมพันธ์ทางสายเลือดใกล้ชิดเกินไป หากแต่งงานกัน ภายหน้าลูกที่เกิดมาจะโง่เขลา เจ้าเรียนหมอ จะไม่รู้ได้อย่างไร”
ซุนเนี่ยนจ้องนางเขม็ง
กู้จือจั๋วหัวเราะเย็นชา
“จี๋หนานเคอบอกเจ้ามาอย่างนั้นหรือ”
“เค่อเอ๋อร์อ่านเจอในตำราหมอโบราณ”
ซุนเนี่ยนยื่นมือจะมาจับนาง เมื่อเห็นกู้จือจั๋วหลบ จึงรีบกล่าวต่อ
“พระสนมซูเฟยก็เพราะไม่เป็นที่โปรดปราน จึงคิดจะให้ตันหลิงแต่งกับคุณชายหวัง เพื่อผูกมัดตระกูลหวังไว้ จะได้กลับมาเป็นที่โปรดปรานอีกครั้ง ความเห็นแก่ตัวของพวกนางจะทำลายคุณชายหวัง!”
“ถ้าข้าเป็นเจ้า ก็จะบอกความจริงแก่ตระกูลหวัง แล้วหาสตรีผู้เหมาะสมให้คุณชายหวังเสียใหม่”
กู้จือจั๋วเลิกคิ้ว ก่อนเอ่ยขึ้นกะทันหัน
“บิดามารดาของเจ้าก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกันหรือ”
ซุนเนี่ยนงุนงง
“ไม่ใช่”
“ทั้งที่บิดามารดาเจ้าไม่ได้เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่เจ้าก็ยังโง่ได้ถึงเพียงนี้ ดูท่าความโง่จะไม่ได้เกี่ยวกับการเป็นลูกพี่ลูกน้องสักเท่าไร”
“เจ้า!”
“ลูกพี่ลูกน้องของข้าไม่สนใจเจ้า เจ้าก็ไปขอให้ฮองเฮาประทานสมรส คิดจะบีบบังคับซื้อขายกันหรืออย่างไร พอประทานสมรสไม่สำเร็จ เจ้าก็มาหาข้า พูดเรื่องเพ้อเจ้อไร้สาระพวกนี้อีก”
กู้จือจั๋วหัวเราะเยาะ พลางคว้าข้อมือของนางไว้
“เอาแต่หลบอยู่ในที่ลับ คิดแผนสกปรกทั้งวัน อาศัยว่าฮองเฮาเป็นท่านอาของเจ้า ก็คิดว่าไม่มีใครกล้าแตะต้องเจ้า ใช่หรือไม่”
ใบหน้าซุนเนี่ยนซีดเผือด
“เจ้าจะทำอะไร ปล่อยข้า!”
“คุณหนูกู้...”
เซี่ยจิ่งรีบวิ่งมาจากทางประตูอี๋เหมิน ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร กู้จือจั๋วก็ชิงพูดก่อน
“อ๋องรุ่ยคิดจะเข้าข้างน้องสาวลูกพี่ลูกน้องของท่านหรือ”
นางหัวเราะเยาะ
“ถ้าอย่างนั้นอ๋องรุ่ยก็แต่งนางเสียเองเถิด จะได้ไม่ต้องปล่อยให้น้องสาวผู้ร้อนใจอยากออกเรือนไปเที่ยว 'จับเขย' ทั่วทุกแห่ง!”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
“ถ้าไม่ได้ ก็ไสหัวไป”
“ท่านพี่! องค์ชาย ช่วยข้าด้วย!”
เซี่ยจิ่งเอ่ยอย่างลำบากใจ
“คุณหนูกู้...”
“ไสหัวไป”
กู้จือจั๋วดึงข้อมือซุนเนี่ยนแล้วเดินตรงไป ก่อนจับโยนนางขึ้นรถม้าทันที
เวลานั้นเป็นช่วงงานเลี้ยงกำลังเลิก สายตานับไม่ถ้วนมองมาจากทุกทิศทุกทาง
ใบหน้าซุนเนี่ยนร้อนผ่าว ทั้งอับอายทั้งโกรธจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
“ฉิงเหมย เจ้าอยู่ที่นี่ หากเจอช่านช่านก็บอกเขาสักคำ”
กู้จือจั๋วสั่งเสร็จก็เอ่ยเสียงเข้ม
“ไป!”
สารถีสะบัดแส้เปล่าหนึ่งครั้ง รถม้าก็แล่นออกจากจวนอ๋องรุ่ย
เซี่ยจิ่งทั้งร้อนใจทั้งโมโห แต่กลับปลีกตัวไปไม่ได้ จึงทำได้เพียงสั่งว่า
“เสี่ยวอวิ่นจื่อ เจ้ารีบตามไปดู”
“เจ้าจะพาข้าไปไหน!”
“ปล่อยข้าลง!”
ซุนเนี่ยนนั่งร้องโวยวายในรถม้า นางเปิดม่านหมายจะกระโดดลง แต่รถม้าวิ่งเร็วเกินไป จึงไม่กล้า
กู้จือจั๋วไม่คิดห้าม เพียงมองนางด้วยสายตาเยาะหยัน
ก่อนหน้านี้ เพราะไม่อยากเป็นหม้าย ซุนเนี่ยนจึงร้อนใจจนคว้าอะไรก็เป็นฟางเส้นสุดท้าย หันมาหมายตาท่านพี่ซิง นั่นก็ช่างเถิด
จะปฏิเสธก็ปฏิเสธไป
แต่ตอนนี้ เซี่ยฉี่อวิ๋นตายไปแล้ว ไม่มีผู้ใดบังคับให้นางแต่งงาน อีกทั้งนางก็รู้อยู่เต็มอกว่าท่านพี่ซิงกับตันหลิงมีสัญญาหมั้นหมายกันด้วยวาจาแล้ว แต่ก็ยังตามรังควานไม่เลิก
เช่นนี้ก็ไม่สมควรได้รับความเห็นใจแม้แต่น้อย
หากจะบอกว่านางหลงรักท่านพี่ซิงอย่างลึกซึ้ง ถึงขั้นมิใช่เขาไม่แต่ง ก็เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ
ความจริงก็แค่หาคู่ครองที่ดีกว่าเซี่ยฉี่อวิ๋นในอดีตไม่ได้เท่านั้น
องค์ชายที่อายุมากกว่าสามพระองค์ ล้วนหมั้นหมายหรือแต่งงานกันไปแล้ว ส่วนบรรดาซื่อจื่อแห่งจวนอ๋องและตระกูลผู้มีบรรดาศักดิ์ คนที่อายุไล่เลี่ยกับนางก็แทบทั้งหมดต่างมีคู่หมายแล้ว
มีเพียงท่านพี่ซิงที่ทั้งชาติตระกูลสูงส่ง รูปโฉมก็ดี จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
“หากมีความสามารถก็โดดลงไปเสีย ตกตายก็สมควรแล้ว”
กู้จือจั๋วเอ่ยอย่างเย็นชา
กลับเป็นเพราะคำพูดนี้เองที่ทำให้ซุนเนี่ยนไม่กล้ากระโดด
จวนอ๋องรุ่ยอยู่ในเขตเมืองชั้นใน ไม่ไกลจากพระราชวัง เพียงเวลาแค่หนึ่งก้านธูป รถม้าก็มาหยุดอยู่หน้าประตูวัง
กู้จือจั๋วดึงข้อมือซุนเนี่ยน ลากนางลงจากรถ ก่อนยื่นป้ายผ่านทาง แล้วพานางเข้าไปในวัง
ซุนเนี่ยนแทบตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ
นางไม่เคยคิดเลยว่า เพียงพูดคำที่ตนเห็นว่าเป็นธรรมไม่กี่ประโยค กู้จือจั๋วจะไม่สนใจหน้าตาและทำเรื่องเช่นนี้
“ข้าแค่หวังดี!”
นางก็เพียงหวังดีเตือนเท่านั้น
กู้จือจั๋วก้าวเดินตรงไปข้างหน้า ระหว่างทางเรียกขันทีคนหนึ่งมาสั่งให้ไปเชิญองค์หญิงห้ามายังตำหนักหงหลวน จากนั้นจึงลากซุนเนี่ยนมุ่งหน้าไปที่นั่นก่อนทันที
🖤 Love Love Story 🖤
🩸⬅️ บทก่อนหน้า
🥀➡️ บทถัดไป
────────────────
🩶 Love Love 🩶
🌙 ความรักผลิบานท่ามกลางความมืด
🩸 ทุกหัวใจล้วนมีบาดแผล
────────────────
🖤🥀 แปลไทยโดย Love Love 🥀🖤
💌 หากชื่นชอบผลงานของเรา อย่าลืมกดติดตาม กดไลก์ แสดงความคิดเห็น และแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีม Love Love ด้วยนะคะ
📌 สงวนลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต
🌙 ขอบคุณทุกการติดตามและทุกกำลังใจที่มอบให้เสมอ 🖤
โฆษณา