ถัดมาใน “Dine N’ Dash” วงพาเราไปพบการผสมผสานกลิ่นอายยุค Angles (2011) เข้ากับโพสต์พังก์สไตล์ Joy Division ที่สอดแทรกท่อนคอรัสหวานชวนเคลิบเคลิ้มได้อย่างลงตัว ส่วน “Lonely in the Future” ก็นำเสนอภาคดนตรีสไตล์นิวเวฟยุค 80s ที่สดใส สว่าง และฟังสนุกที่สุดเพลงหนึ่ง แต่ด้วยเนื้อหาที่มีการแขวะนักวิจารณ์ดนตรีชื่อดังอย่าง Anthony Fantano กลับเป็นเพียงอารมณ์แซะแบบเด็กๆ ที่ลดทอนความละเมียดละไมของเพลงลงอย่างน่าเสียดาย
ความน่าเสียดายยิ่งเด่นชัดใน “Falling Out of Love” ซิงเกิ้ลที่สองที่มีเนื้อเพลงเศร้าจับใจ แต่ภาคดนตรีที่สโลว์จนยานคาง บวกกับการยัดออโต้จูนในท่อนเสียงหลบ ได้ฆ่าความงดงามของเพลงลงอย่างน่าใจหาย
ขั้วตรงข้ามคือ “Going to Babble On” แทร็กที่แข็งแรงและลงตัวที่สุดในอัลบั้ม ด้วยการดึงกลิ่นอายฮาร์ตแลนด์ร็อกสไตล์ Bruce Springsteen มาผสมกับนิวเวฟได้อย่างเข้าขา ปิดท้ายด้วยโซโล่สไตล์คลาสสิกร็อกอย่างงดงาม ขณะที่ซิงเกิ้ลหลักอย่าง “Going Shopping” แม้ภาพรวมจะฟังดูเอื่อยๆ ไปนิด แต่ก็ประคองตัวได้ดีด้วยท่อนฮุกที่ติดหูและโซโล่กีตาร์ปิดท้ายเพลง
ในส่วนของ “Liar’s Remorse” และ “The Fruits of Conquest” ถือเป็นสองแทร็กที่ดึงอารมณ์คนฟังให้ดิ่งลงเหวที่สุด โดยเพลงแรกพยายามถอดเครื่องดนตรีที่ไม่จำเป็นออกจนเหลือเพียงซาวด์เปลือยเปล่าสไตล์ “At the Door” แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นหนึ่งในงานที่ชวนอึดอัดและชวนง่วงที่สุดเท่าที่วงเคยทำมา
ส่วนเพลงหลังก็ลากยาวไปเรื่อยๆ ราวกับคนหมดไฟ ก่อนจะปิดท้ายอัลบั้มด้วย “Tyrants of the Mellow Moon” แทร็กนีโอไซเคเดเลียที่ได้แรงบันดาลใจจาก Radiohead ยุคแรก แต่อนิจจาที่ชั้นออโต้จูนอันหนาเตอะ กลับทำลายบรรยากาศที่ควรจะดิ่งลึก แล้วปล่อยให้เพลงปิดอัลบั้มนี้จบลงอย่างราบเรียบ ยืดเยื้อ จนแทบไม่มีอะไรให้จดจำนอกจากความเสียดาย
สิ่งที่ยังพอจะพยุงให้อัลบั้มนี้ไม่ดิ่งลงเหวไปทั้งหมด คือศักยภาพและเคมีอันยอดเยี่ยมของสมาชิกที่เหลือ ไลน์กีตาร์ประสานของ Albert Hammond Jr. และ Nick Valensi ยังคงทำงานได้อย่างน่าทึ่ง เช่นเดียวกับไลน์เบสของ Nikolai Fraiture และจังหวะกลองอันแม่นยำของ Fabrizio Moretti ที่เป็นกระดูกสันหลังพฤกษาคอยแบกอัลบั้มนี้ไว้สุดกำลัง เมื่อมองในแง่ของเนื้อหา ภาพรวมคือการตั้งคำถามต่อเทคโนโลยียุคใหม่ การเสพติดหน้าจอ และการเตือนสติว่าเมื่อสิ่งมัวเมาสลายไป “ความจริง” ก็ยังคงรอเราอยู่เสมอ
ข้อกังขาเรื่องงานโปรดักชั่นภายใต้การดูแลของ Rick Rubin อาจกลายเป็นประเด็นให้พูดถึงกันต่อ เพราะในหลายช่วงการมิกซ์เสียงดูจมและมั่วซั่วจนบดบังรายละเอียดทางดนตรีไปอย่างน่าหงุดหงิด ทว่าในมิติของการเป็นสตูดิโออัลบั้ม งานชุดนี้กลับสร้างสรรค์รอยต่อระหว่างเพลงได้ดีเยี่ยม ทำให้การเปิดฟังตั้งแต่แทร็กแรกไปจนถึงแทร็กสุดท้ายมีความต่อเนื่องลื่นไหลเป็นสายเดียวกัน
โดยสรุปแล้ว Reality Awaits เป็นอัลบั้มที่น่าเสียดายและสร้างความอึดอัดในการฟังไม่น้อย มันไกลห่างจากคำว่าคลาสสิกอย่าง Is This It (2001) หรือความสมบูรณ์แบบของ The New Abnormal และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการยืดเวลาเพลงโดยไม่จำเป็นและการประโคมออโต้จูนได้ทำลายศักยภาพของไอเดียดีๆ ไปจนหมดสิ้น แม้จะมองเห็นถึงความกล้าที่จะเสี่ยงของ The Strokes ในวัยเก๋า แต่นี่ก็คือผลงานที่ตอกย้ำว่า ไม่ใช่ทุกการทดลองที่จะประสบความสำเร็จเสมอไป
คะแนน: 5.0/10
แทร็กไฮไลต์: Dine N’ Dash, Lonely in the Future, Going to Babble On และ Going Shopping