Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
30 ก.ค. เวลา 02:09 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ตลาดมืดแสนล้าน แฉขบวนการลักลอบขนชิป Nvidia เข้าสู่ประเทศจีน
ทุกวันนี้ อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการกำหนดชะตาโลกยุคใหม่ ไม่ใช่จรวดหรือระเบิดนิวเคลียร์ลูกใหญ่โตอีกต่อไปแล้วนะครับ
แต่มันกลับเป็นแผ่นซิลิคอนชิ้นเล็กจิ๋วที่มีขนาดเล็กกว่าแสตมป์เสียอีก
เรากำลังพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าชิป ซึ่งเป็นขุมพลังคอยขับเคลื่อนแทบทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตประจำวันของเรา
ตั้งแต่สมาร์ตโฟนที่เราใช้ รถยนต์ไฟฟ้า EV ที่เราขับ ไปจนถึงระบบประมวลผลสุดล้ำลึกในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เล็กจิ๋วพวกนี้แหละ ที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งระดับโลก…
มันคือสงครามเย็นยุคใหม่ที่ดุเดือดสุดจัด ระหว่างสองขั้วมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ และ จีน
ผลลัพธ์ของการต่อสู้ห้ำหั่นครั้งนี้ จะเป็นตัวตัดสินชี้ชะตาเลยว่า ใครจะได้ก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังจะมาถึง
ลองคิดทบทวนดูเล่นๆ นะครับว่า ทำไมประเทศระดับมหาอำนาจถึงต้องมาเปิดศึกแย่งชิงชิ้นส่วนเล็กๆ พวกนี้
คำตอบที่แท้จริงก็คือ “AI” กำลังก้าวเข้ามาพลิกโฉมทุกวงการแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
ใครสามารถควบคุมเทคโนโลยี “AI” ได้ คนนั้นก็จะสามารถควบคุมโลกใบนี้ได้ ซึ่งนี่ไม่ใช่ประโยคคำกล่าวอ้างที่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย…
ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ชิปประมวลผลที่มีความล้ำสมัยที่สุดในโลก ล้วนถูกคิดค้นและออกแบบโดยบริษัทชั้นนำจากฝั่งสหรัฐฯแทบทั้งสิ้น
มันคือผลงานทางวิศวกรรมที่สลับซับซ้อนและล้ำหน้าที่สุด เท่าที่เผ่าพันธุ์มนุษย์เคยสร้างสรรค์ขึ้นมา
และแน่นอนว่าทางฝั่งจีนเองก็มีความกระหายอย่างรุนแรง ที่จะได้เทคโนโลยีระดับเทพพวกนี้มาไว้ในครอบครองเช่นกัน
เพื่อเป็นการสกัดกั้นและป้องกันไม่ให้คู่แข่งสามารถไล่ตามทัน รัฐบาล Washington เลยตัดสินใจงัดไพ่เด็ดขั้นเด็ดขาดออกมาใช้
นั่นคือการประกาศกฎหมายแบนไม่ให้มีการส่งออกชิปขั้นสูงเหล่านี้ไปยังแผ่นดินจีนอย่างเด็ดขาด…
เป้าหมายหลักของการทำแบบนี้ก็เพื่อสกัดดาวรุ่ง ดึงจังหวะของเกมให้ช้าลง เพื่อให้ฝั่งชาติตัวเองยังคงสามารถครองความเป็นเจ้ามหาอำนาจต่อไปได้
แต่สุภาษิตที่บอกว่ายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ยังคงใช้ได้จริงเสมอ กฎระเบียบที่เข้มงวดกลับกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดตลาดมืดที่เติบโตแบบก้าวกระโดด
มันก่อให้เกิดขบวนการลักลอบขนส่งชิปมูลค่ามหาศาล ที่กล้าท้าทายอำนาจรัฐแบบไม่เกรงกลัวบทลงโทษ
เรื่องราวครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่มันยังต้องเดิมพันด้วยความอยู่รอดทางการเมืองและธุรกิจเลยทีเดียว
ถ้าย้อนกลับไปดูหน้าประวัติศาสตร์การทำธุรกิจ เราจะเห็นวัฏจักรการรุ่งเรืองและล่มสลายขององค์กรยักษ์ใหญ่เป็นเรื่องปกติมาก…
ลองนึกย้อนถึงแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Nokia หรือ Motorola
ยุคหนึ่งพวกเขาสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่คับฟ้า สามารถครองส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์มือถือทั่วโลกแบบไม่มีใครกล้าท้าชน
ใครๆ ก็แอบคิดว่าพวกเขาคือองค์กรอมตะ ไม่มีทางล้มหรือพ่ายแพ้ได้เด็ดขาด
แต่พอถึงจุดเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี พวกเขากลับประเมินสถานการณ์ผิดพลาด และก้าวตามคลื่นลูกใหม่ไม่ทัน
สุดท้ายแบรนด์ระดับโลกก็ต้องพ่ายแพ้และค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างน่าเสียดาย
นี่แหละคือรูปแบบของฝันร้ายที่รัฐบาลสหรัฐฯ หวาดกลัวที่สุด พวกเขาไม่อยากซ้ำรอยการล่มสลายแบบนั้นเด็ดขาด…
บรรดาผู้นำใน Washington ต่างรู้ดีว่าถ้าเผลอปล่อยให้จีนสามารถพัฒนา “AI” จนแซงหน้าไปได้เมื่อไหร่
จุดจบของความเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกก็อาจจะเดินทางมาถึงเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิดไว้
เพื่อทำความเข้าใจความขัดแย้งเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น เราต้องย้อนเวลากลับไปดูรากฐานของมาตรการควบคุมกันก่อน
ไอเดียเรื่องการใช้กฎหมายเพื่อสกัดกั้นเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันมีรากฐานมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว
ตอนนั้นโลกถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจอย่างชัดเจนแบบแยกฝั่งกันเดิน…
นั่นคือฝั่งโลกเสรีอย่างสหรัฐฯและฝั่งคอมมิวนิสต์อย่างโซเวียต
ทั้งสองฝ่ายต่างห้ำหั่น แข่งกันสะสมอาวุธทำลายล้างสูงอย่างนิวเคลียร์แบบไม่มีใครยอมใคร
ฟีลแบบว่าใครเผลอกะพริบตาหรือก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวคือจบเห่ทันที
Washington ในยุคนั้นฉลาดและมองเกมขาดมาก พวกเขารู้ดีว่าเทคโนโลยีขั้นสูงคือตัวชี้วัดความแข็งแกร่งทางการทหารที่แท้จริง
ในปี 1949 พวกเขาเลยตัดสินใจร่างกฎหมายควบคุมขึ้นมา เพื่อบล็อกไม่ให้เทคโนโลยีตะวันตกหลุดไปถึงมือผู้นำใน Moscow
ตัดภาพกลับมาที่ศตวรรษที่ 21 คู่แข่งคนสำคัญได้เปลี่ยนหน้าไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง…
ตอนนี้คนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ใช่ขั้วอำนาจเดิม แต่เป็นมังกรยักษ์ที่กำลังผงาดขึ้นมาอย่างประเทศจีน
การเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดของจีน ทำให้นักการเมืองหลายคนใน Washington เริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้
2
พวกเขามองเห็นตรงกันว่า การเร่งพัฒนา “AI” ของปักกิ่ง คือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ต้องถูกจำกัดพื้นที่โดยด่วน
ตำราพิชัยสงครามว่าด้วย “Export Controls” จากยุคสงครามเย็น เลยถูกนำมาปัดฝุ่นและบังคับใช้อีกครั้งแบบจัดเต็ม
Kevin Cohlins อดีตคนใน Department of Commerce ที่ทำงานสายนี้มานานถึง 28 ปี เล่าเบื้องหลังให้ฟังน่าสนใจมาก
เขาบอกว่าชิป “AI” ระดับท็อปที่ถูกคิดค้นและออกแบบในสหรัฐฯ สุดท้ายแล้วมักจะถูกส่งข้ามน้ำข้ามทะเลไปผลิตที่ไต้หวัน…
โรงงานที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ TSMC ซึ่งเป็นผู้นำด้านการผลิตชิปเบอร์หนึ่งของโลกแบบไร้คู่แข่ง
พอผลิตและประกอบเสร็จ ชิ้นส่วนพวกนี้ถึงจะถูกส่งกระจายกลับไปให้บริษัทออกแบบ หรือส่งต่อให้ลูกค้าปลายทาง
กระบวนการทั้งหมดนี้มีความซับซ้อนสูงมาก และมีจุดเชื่อมโยงเครือข่ายกระจายอยู่ทั่วโลก
การที่จะเข้าไปควบคุมซัพพลายเชนที่ยาวเหยียดขนาดนี้ได้ รัฐบาลเลยต้องออกกฎหมายที่ครอบคลุมไปถึงเครือข่ายจัดจำหน่ายทั้งหมดด้วย
ซึ่งก็หมายความว่าทีมตรวจสอบต้องตามสืบไปดูให้แน่ใจว่า ลูกค้าปลายทางที่แท้จริงคือใครกันแน่…
และนี่แหละคือเหตุผลหลักที่ทำให้เกาะเล็กๆ อย่างไต้หวัน กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ร้อนแรงที่สุดในตอนนี้
ความพยายามของปักกิ่ง ที่แสดงออกชัดเจนว่าอยากจะรวมชาติกับไต้หวัน ยิ่งทำให้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียดขึ้นไปอีกหลายเท่า
ใครก็ตามที่สามารถบุกเบิกและได้ครอบครองไต้หวัน เท่ากับว่าได้กุมหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลกไว้ในกำมือ
ถ้าเราลองไปเดินสำรวจดูในงาน Computex ซึ่งเป็นงานจัดแสดงเทคโนโลยีระดับโลกที่จัดขึ้นในไทเป
เราจะได้เห็นนวัตกรรมชิป “AI” รุ่นใหม่ล่าสุดที่ถูกพัฒนามาให้ทรงพลังมาก จนน่าขนลุกเลยทีเดียว…
ชิปพวกนี้สามารถประมวลผลข้อมูลระดับบิ๊กดาต้าได้มหาศาล และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็วแบบก้าวกระโดด
และแน่นอนว่าเทคโนโลยีเหล่านี้คือของต้องห้าม ที่รัฐบาลอเมริกันขีดเส้นตายห้ามส่งไปขายให้ฝั่งตรงข้ามอย่างเด็ดขาด
ถ้าให้พูดถึงบริษัทที่เป็นตัวท็อปในวงการนี้ คงหนีไม่พ้นชื่อของยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia
Nvidia สามารถยึดครองส่วนแบ่งในตลาดชิป “AI” แบบเบ็ดเสร็จไปแล้วถึง 80 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์
เหตุผลเบื้องหลังก็ง่ายนิดเดียว นั่นคือของเขาดีจริง แรงจริง และยังสามารถผลิตส่งมอบได้ทันตามความต้องการของตลาด…
Chris McGuire ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงที่เคยให้คำปรึกษาประธานาธิบดีมาแล้วหลายยุค อธิบายเรื่องนี้ให้ฟังชัดเจนมาก
เขาบอกว่าพลังการประมวลผลคือแก่นแท้ของ “AI” และนั่นทำให้มันเป็นโปรเจกต์ที่ผลาญเงินมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลกตอนนี้
บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ต่างพร้อมใจกันยอมทุ่มเงินทุนไม่อั้น เพื่อแย่งกันซื้อชิปของ Nvidia ไปใช้ฝึกโมเดล “AI” ของตัวเอง
ความสำเร็จระดับปรากฏการณ์นี้ เป็นตัวผลักดันให้ Nvidia กลายเป็นบริษัทที่มูลค่าสูงที่สุดในโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่มันก็ต้องแลกมากับการที่พวกเขาถูกดึงตัวเข้าไปอยู่ตรงกลางของพายุความขัดแย้งระดับชาติ…
เมื่อกฎหมายแบนถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง Nvidia ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องหั่นตัวเลขคาดการณ์ยอดขายจากตลาดจีนทิ้งไปเลย
จากที่เคยมีสัดส่วนตลาดมหาศาลทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ ตอนนี้รายได้จากฝั่งนั้นกลายเป็นศูนย์แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่คิดหรือว่าฝั่งตรงข้ามจะยอมแพ้ยกธงขาวกันง่ายๆ ไม่มีทางเลย
ประธานาธิบดี Xi Jinping สั่งลุยเดินหน้าเต็มกำลัง สั่งระดมทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีมาแข่ง
กระทรวงความมั่นคงของจีนถึงกับออกมาประกาศชัดเจนเลยว่า การเจาะทะลวงกำแพงเทคโนโลยีนี้คือภารกิจระดับชาติ…
ทำไมพวกเขาถึงต้องเอาจริงเอาจังขนาดนี้ ก็เพราะชิปพวกนี้คือเส้นเลือดใหญ่ของการพัฒนาประเทศในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
ถ้าไม่สามารถสร้างเทคโนโลยีเพื่อพึ่งพาตัวเองได้ การจะท้าชิงความเป็นผู้นำระดับโลกก็คงเป็นได้แค่เพียงความฝัน
เมื่อหาซื้อสินค้าแบบถูกกฎหมายไม่ได้ ตลาดมืดก็เลยเปิดประตูต้อนรับผู้ที่หิวกระหายเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างอบอุ่น
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีเรื่องราวฮือฮาสั่นสะเทือนวงการเกิดขึ้นกับบริษัท Supermicro ซึ่งเป็นพันธมิตรของ Nvidia
พนักงานของพวกเขาโดนตั้งข้อหาลักลอบขนชิปและเซิร์ฟเวอร์มูลค่ามหาศาลกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์เข้าประเทศจีน…
แม้ว่าทางบริษัทจะรีบออกมาปฏิเสธเสียงแข็ง แต่เรื่องราวนี้ก็ทำให้คนทั้งโลกได้เห็นว่ากำแพงที่สร้างไว้มันมีรูโหว่
ขบวนการลักลอบนำเข้าพวกนี้มีตั้งแต่ระดับพ่อค้ารายย่อยที่รับหิ้วของทั่วไป ไปจนถึงเครือข่ายระดับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
เมื่อมีชิปหลุดรอดสายตาไปเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสนชิ้น มันสร้างความเสียหายรุนแรงต่อแผนการสกัดกั้นอย่างมหาศาล
ถ้าลองหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมา แล้วไถฟีดดูในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดฮิตของจีนอย่าง Xiaohongshu
เราจะเห็นโพสต์ของพ่อค้าคนกลางที่มาประกาศขายชิปเถื่อนกันเกลื่อนกลาดแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย…
มีพ่อค้ามาโพสต์โชว์อวดแบบโจ่งแจ้งเลยว่า เพิ่งได้รับสินค้าลอตใหม่ที่เป็นรุ่นท็อปอย่าง H200 หรือ B300 มาสดๆ ร้อนๆ
สินค้าตัวท็อปพวกนี้มักจะลักลอบเข้ามาทางฝั่งฮ่องกง แล้วมาตั้งจุดพักของเพื่อเตรียมกระจายต่อที่เมือง Shenzhen
Shenzhen เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มาก เพราะที่นี่คือฮับด้านฮาร์ดแวร์ระดับโลก
ที่นี่เต็มไปด้วยช่างฝีมือและวิศวกรหัวกะทิ ที่พร้อมจะเอาชิปเถื่อนมารวมร่างประกอบลงเซิร์ฟเวอร์ตามที่ลูกค้าสั่งทำ
ถ้ามีโอกาสไปเดินสำรวจในตลาดอิเล็กทรอนิกส์ขนาดยักษ์อย่าง Huaqiangbei จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศความคึกคักแบบสุดขีด
พ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นแอบกระซิบกระซาบให้ฟังเลยว่า ช่วงหลังมานี้ ราคาชิป “AI” ในตลาดมืดพุ่งกระฉูดจนน่าตกใจ…
สาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากการที่รัฐบาลจีนเอง ก็เริ่มหันมาเข้มงวดและเข้ามาควบคุมการนำเข้าชิปเถื่อนพวกนี้ด้วยเช่นกัน
พวกเขาต้องการใช้มาตรการบีบให้บริษัทในประเทศ หันไปผลักดันและสนับสนุนชิปที่ผลิตโดยฝีมือคนจีนด้วยกันเองมากกว่า
นี่คือความพยายามอย่างหนักที่จะสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างแท้จริงในระยะยาว
นอกจากบรรดาช่องทางตลาดมืดแล้ว มันยังมีเรื่องของการอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายที่ฉลาดเกมโกงสุดๆ อีกด้วย
เชื่อมั๊ยครับว่า กฎระเบียบที่มีอยู่ในตอนนี้ ไม่ได้ห้ามให้บริษัทจีนเข้ามาเช่าใช้พลังประมวลผลผ่านระบบคลาวด์เลย…
ลองสมมติว่ามีชิปตัวท็อปติดตั้งอยู่ที่ศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งในมาเลเซีย บริษัทจีนก็ยังสามารถล็อกอินผ่านอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้งานได้สบายๆ
แถมยังมีพวกบริษัทบังหน้าที่แอบไปจดทะเบียนในประเทศที่สาม เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนคอยสั่งซื้อสินค้าอีกเพียบ
สถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ทำให้วงการเทคในจีนต้องเผชิญหน้ากับทางแยกของการตัดสินใจครั้งใหญ่
ฝั่งนักพัฒนาและผู้วิจัยโมเดล “AI” ก็มีความต้องการอยากได้ชิปที่ดีที่สุดของ Nvidia เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมและล้ำหน้าที่สุด
แต่อีกฝั่งอย่างบริษัทเทคสายชาตินิยม ยกตัวอย่างเช่น Huawei หรือ Cambricon ก็พยายามผลักดันระบบชิปของตัวเองอย่างสุดกำลัง…
พวกเขาเชื่อมั่นว่าแม้ในตอนนี้คุณภาพอาจจะยังตามหลังฝั่งตะวันตกอยู่บ้าง แต่ก็ต้องอดทนใช้เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมในชาติให้แข็งแกร่ง
หลายคนเริ่มตั้งคำถามน่าสนใจว่า มาตรการสกัดกั้นนี้จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้จีนตื่นตัวและพัฒนาจนพึ่งพาตัวเองได้เร็วขึ้นหรือเปล่า
ความจริงก็คือพวกเขาตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ที่จะยืนด้วยลำแข้งตัวเองมาตั้งนานแล้ว ไม่ต้องรอให้ใครมาบีบหรอก
กฎหมายควบคุมการส่งออกพวกนี้ เป็นแค่เครื่องมือเอาไว้ถ่วงเวลาเพื่อให้ฝั่งสหรัฐฯ ยังคงวิ่งทิ้งห่างต่อไปได้อีกระยะหนึ่งเท่านั้นเอง
ปัจจุบันข้อมูลการประเมินล่าสุดระบุว่า ฝั่งสหรัฐฯ มีความก้าวหน้าด้าน “AI” นำหน้าฝั่งตรงข้ามอยู่ประมาณ 8 เดือน…
ฟังดูตัวเลขอาจจะดูสั้นนิดเดียว แต่ในโลกของเทคโนโลยีที่ความสามารถของ “AI” ก้าวกระโดดเพิ่มเป็นสองเท่าในทุกๆ 4 เดือน
ระยะเวลาแค่ 8 เดือนนี้ จึงหมายถึงช่องว่างของศักยภาพที่ทิ้งห่างกันถึง 4 เท่าตัวเลยทีเดียว
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฝั่งตรงข้ามรู้สึกถอดใจ พวกเขายังคงสู้ยิบตาเพื่อที่จะปิดช่องว่างความห่างนี้ให้ได้ในเร็ววัน
ประวัติศาสตร์พิสูจน์ให้เห็นหลายครั้งแล้วว่า ชนชาตินี้มีความสามารถในการก้าวข้ามขีดจำกัดที่คนอื่นมองว่าเป็นไปไม่ได้มานักต่อนัก
ท้ายที่สุดแล้ว โลกเราอาจจะต้องทำใจยอมรับความจริงที่ว่า ระบบนิเวศ “AI” ของสองประเทศกำลังถูกดึงให้แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง…
มันเหมือนประวัติศาสตร์ในยุคสงครามเย็น ที่โครงการเทคโนโลยีระดับชาติถูกตัดขาดออกจากกันโดยสมบูรณ์
ความเป็นผู้นำในการสร้างและออกแบบฮาร์ดแวร์ของฝั่งอเมริกัน ยังคงเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่โตที่ยากจะก้าวข้ามไปได้ง่ายๆ
การที่จะพยายามสร้างเทคโนโลยีขึ้นมาท้าชนกับสิ่งที่อีกฝั่งใช้เวลาพัฒนามาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ ต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทุนมหาศาล
แต่เมื่อผู้นำสูงสุดประกาศทุ่มสุดตัวเพื่อเป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้าน “AI” อย่างเบ็ดเสร็จ
นี่จึงกลายเป็นสงครามระยะยาวที่น่าจับตามองแบบห้ามกะพริบตาเด็ดขาด…
ใครจะไปรู้ว่าอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า โฉมหน้าของระเบียบโลกใบนี้จะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน
ชิ้นส่วนซิลิคอนที่เล็กจิ๋วนี้แหละ ที่จะเป็นคนจรดปากกาเขียนบทสรุปของเรื่องราวระดับโลกทั้งหมด
References : [bloomberg, reuters, wsj, scmp, ft]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/the-multi-billion-dollar-black-market/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
จีน
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
บันทึก
3
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย