Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
30 ก.ค. เวลา 12:21 • การเมือง
บ้านหนองจาน
“แม้ว่าจะมีการหยุดยิงนับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ยังคงเปราะบางเนื่องจากทหารหลายพันนายยังคงประจำการอยู่และเผชิญหน้ากันตามแนวชายแดน”
"รัฐบาล (กัมพูชา) ต้องการให้กระบวนการ JBC กลับมาดำเนินการอีกครั้งโดยเร็วที่สุด โดยเน้นว่าความคืบหน้าในการกำหนดเขตแดนทางบกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูภาวะปกติสำหรับชุมชนชายแดนที่พลัดถิ่นจากความขัดแย้ง"
"ฝ่ายไทยทำให้การประชุม JBC และการสำรวจภาคสนามล่าช้า ด้วยอ้างถึงขั้นตอนภายในประเทศ และกล่าวหาว่ากระบวนการแก้ไขข้อพิพาททางทะเลของสหประชาชาติที่แยกต่างหากของกัมพูชานั้นทำให้การเจรจาเขตแดนทางบกต้องหยุดชะงักลง"
"นอกจากนี้ กัมพูชายังปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อความพยายามของกองทัพไทยในการสร้างข้อเท็จจริงโดยพฤตินัยบนดินแดนอธิปไตยของกัมพูชาตามแนวชายแดนผ่านการกระทำฝ่ายเดียวที่ผิดกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงที่ดิน และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน"
ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
"เราไม่เคยรุกรานใครก่อน แต่ก็พร้อมเต็มที่ในการรักษาอธิปไตยทุกตารางนิ้ว"
"หากเกิดอะไรขึ้น เรามีแผนป้องกันในพื้นที่อย่างเต็มที่ การเงียบเฉยในทางทหารไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้ปฏิบัติอะไร แต่ในการปฏิบัติการทางทหารเราจะมาบอกทุกอย่างนั้นไม่ได้ แต่การใช้กำลังจะเป็นหนทางสุดท้ายที่เราจะใช้ "
พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก
บ้านหนองจานเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิที่ Gripen มีบทเด่น
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่านในบทความที่แล้วก็ได้กล่าวถึงบ้านหนองจานตอนท้ายบทความที่มีการเพิ่มฉาก Gripen บินผ่านเพื่อเชื่อมโยงให้เข้ากับบทความที่จะนำเสนอเรื่องจริงจากบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ทางการทหารและเป็นอีกหนึ่งยุทธบริเวณที่ Gripen มีบทบาทโดดเด่น เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันครับ
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความผู้เขียนขอใช้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาทำเงิน สำหรับภาพเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทยที่เข้าร่วมการฝึกผสม PITCH BLACK 2026 ที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Maverick Nonsak ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
วันที่ 24 กรกฎาคมพ.ศ.2568 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กัมพูชาใช้รถยิงขีปนาวุธหลายลำกล้อง BM-21 ถล่มไทยจนมีพลเรือนเสียชีวิต
"มันเป็นการยากที่จะเอาแผ่นดินเราคืน อย่างเช่นทางทางบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว เขาก็เข้ามาอยู่
ตั้งนานแล้ว แต่เราสามารถที่จะเอาคืนได้ก็ถือว่าเป็นสุดยอดในยุคของทหารยุคนี้"
อาสาสมัครทหารพราน บัญฑิต คำสีเมือง อดีตนักรบดำแห่งปักธงชัย
"ชาติของเรา เป็นไทยอยู่ได้
จนถึงตัวเราคนหนึ่งนี้
ก็เพราะบรรพบุรุษของเรา
เอาเลือด! เอาเนื้อ! เอาชีวิต!
และความลำบากยากเข็ญเข้าแลกไว้!
เราต้องรักษาชาติ! เราต้องบำรุงชาติ!
เราต้องสละชีพเพื่อชาติ!”
เสียงเครื่องบินขับไล่ Gripen ได้จางหายไปแล้วที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว 2 ลุงหลานช่วยกันขนอ้อยใส่รถกระบะก่อนจะขับไปส่งขายต่อที่ตลาด เมื่อขับไปส่งอ้อยที่ตลาดเสร็จกลับมาถึงบ้าน หลานชายวัย 10 ขวบก็ถามว่า "ลุงครับ สงครามจะเกิดอีกไหมฮะ" ลุงแกตอบว่า "เกิดแน่ ลุงว่าถ้าเขมรยิงก่อนแล้วทหารไทยตาย เราก็จำเป็นต้องตอบโต้" แกเลยพูดต่อไปว่า "เราก็ผ่านเหตุการณ์ตรงนั้นมาแล้ว อย่าให้มันเกิดอีกเลย ไม่อย่างงั้นหนูก็จะไม่ได้หาเพื่อนที่โรงเรียน ลุงก็จะไม่ได้ส่งอ้อยไปตลาด แล้วเราจะเงินจากไหนมาใช้หนี้"
ทันใดนั้นเองก็มีชายคนหนึ่งที่แต่งเครื่องแบบทหารบกสีพรางเขียวดิจิตอลวัย 30 ต้นๆ เดินเข้ามาหา แล้วก้มกราบเท้าลุงพร้อมกับพูดขึ้นมาว่า "พี่ครับ พี่จำผมได้ไหม" ชายคนนั้นก็พูดต่อว่า "ตอนนั้นผมช่วยพี่และหลานพี่หนีตายจาก BM-21 เข้าหลุมหลบภัย ส่วนผมก็ไปทำหน้าที่ทหารจนทำให้บ้านหนองจานกลับมาสงบสุขอีกครั้ง"
แล้วหลังจากนั้นลุงของหลานชายวัย 10 ขวบก็ถามว่า "รัฐจะมีเงินเยียวยาให้ผมไหมครับผู้พัน เพราะทั้งผมและหลานเงินก็ไม่มีเพียงพอที่จะทำมาหากิน" แล้วผู้พันก็ตอบว่า "รัฐพยายามดูแลพี่และหลานอย่างเต็มที่ พี่ไม่ต้องห่วงนะครับ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่จะนำมาเยียวยาประชาชน เป็นเงินที่ได้มาจากการบริหารอย่างสุจริต ไม่มีอะไรอื่นแอบแฝงครับ" ลุงก็เลยคุยกับผู้พันต่อ "ขอบพระคุณที่ผู้พันเมตตาพวกเรานะครับ ถ้าไม่ได้ผู้พันช่วยผมและชาวบ้านหนองจานคงจะแย่แน่ๆ"
"ฟ้าววววววววววววววววว!"
บนท้องฟ้าไทยที่ความสูง 20,000 ฟุตภารกิจลาดตระเวนทางอากาศของ 2 เครื่องบินขับไล่ Gripen ได้สิ้นสุดลงแล้วเหลือแต่การบินกลับฐาน ในขณะที่นักบินนายหนึ่งกำลังควบคุมเครื่องบินขับไล่ Gripen เครื่องที่ 2 ซึ่งได้รับการประดับดาด้วยแพนหางดิ่งลายพิเศษครบรอบ 15 ปีการเข้าประจำการของ Gripen ในกองทัพอากาศไทย เขากลับมีภาพ Flashback ในหัวแวบเข้ามาทำให้เขาจำภาพเหตุการณ์นั้นได้ดี
เสียงคำรามกึกก้องของเครื่องยนต์ไอพ่นได้ฉีกกระชากความเงียบของทองฟ้าเหนือบ้านหนองจาน เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ JAS 39 Gripen สังกัดฝูงบิน 701 กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี นามเรียกขาน "SHARK" หรือ "ฉลามร้ายอันดามัน" บินแหวกอากาศอย่างรวดเร็วที่ความสูง 20,000 ฟุต การบินของ Gripen นั้นไม่ได้มีเจตนาที่จะโจมตีประชาชน นักบินเน้นการโจมตีสิ่งก่อสร้างทางการทหารและทำลายยานเกราะฝ่ายตรงข้ามเป็นหลัก
เครื่องบินขับไล่ Gripen ได้ทำการบินในความสูงที่คงที่ ไร้ซึ่งการต่อต้านจากขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานหรือปืนใหญ่ต่อสู่อากาศยานจากฝ่ายตรงข้าม ใต้ปีกของเครื่องบินขับไล่ Gripen ไม่ได้มีแค่ถังเชื้อเพลิงใต้ปีกทั้ง 2 ถัง มันมาพร้อมกับระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ที่กำลังจะปลดอีกจากใต้ปีกในไม่ช้านี้ ในขณะเดียวกันนักบิน Gripen นายหนึ่งพูดกับตัวเองในหัวว่า "หากตายก็ขอให้ตายเพื่อชาต ไทย ในเมื่อเกิดเป็นคนไทยแล้ว จะยอมให้เราถูกรังแกเพียงฝ่ายเดียวได้ยังไง"
นักบินจัดระเบียบเป้าหมายผ่านระบบเครือข่ายข้อมูลที่แม่นยำ ก่อนจะทำการ "หย่อนไข่" หรือปลดปล่อยระเบิดนำวิถีเลเซอร์ ลงใส่ตำแหน่งหลังคาสีขาวเบื้องล่างซึ่งทหารราบที่เข้ามาหาข่าวพบว่าเป็นคลังสรรพาวุธที่เอาไว้เก็บกระสุนปืนใหญ่ของทหารกัมพูชาที่พร้อมระดมยิงเข้าใส่ฝั่งไทย กลุ่มควันสีดำลอยขึ้นจากคลังสรรพาวุธกลางป่าพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นสัญญาณเปิดฉากการทวงคืนอธิปไตยของบ้านหนองจานอย่างเต็มรูปแบบ
เครื่องบินขับไล่ Gripen ฝูงบิน 701 กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี
ก่อนที่จะเกิดเหตุนี้ขอย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 2520 เมื่อกัมพูชาตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของเขมรแดงระหว่างปีพ.ศ. 2518–2522 แผ่นดินบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ได้แปรสภาพจากหมู่บ้านชายแดนอันเงียบสงบพร้อมผืนป่าสีเขียวขจีให้กลายเป็นแคมป์ 511 หรือค่ายผู้ลี้ภัยหนองจาน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการรองรับชาวกัมพูชาจำนวนมหาศาลที่หนีตายจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาพึ่งพิงใบบุญของไทย
เขมรแดงได้ก่อกรรมทำเข็ญครั้งใหญ่ภายใต้การนำของ พอล พต เขมรแดงใช้ทฤษฎีคอมมิวนิสต์หัวรุนแรงปิดโรงพยาบาล โรงเรียน และบังคับประชาชนจากเมืองไปใช้แรงงานหนักในป่า ผู้ที่มีความรู้ ครู ปัญญาชน หรือแม้แต่คนที่สวมแว่นตา ถูกมองว่าเป็นภัยและถูกสังหารทันที ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 2 ล้านคน ส่งผลให้ชาวกัมพูชานับหมื่นนับแสนเดินเท้าเปล่าข้ามพรมแดนเข้ามายังอำเภอพนมดงรักและอำเภอโคกสูง เพื่อขอที่พักพิงและอาหารเพื่อความอยู่รอด
จุดพักพิงทางมนุษยธรรมได้เกิดขึ้นไทยและสหประชาชาติหรือ UN ได้จัดตั้งบ้านหนองจานให้เป็น แคมป์ 511 เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร ยา และที่อยู่อาศัยตามหลักสิทธิมนุษยชน ประกอบกับในช่วงเวลานั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนชาวกัมพูชาในค่ายแห่งนี้ด้วยพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้
นอกเหนือจากงานมนุษยธรรม พื้นที่นี้ยังเคยถูกใช้เป็นฐานสนับสนุนสำหรับฝ่ายทหารไทยและองค์กรระหว่างประเทศในการควบคุมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงปี พ.ศ. 2520–2530 หลังจากสงครามเขมรแดงยุติลงและค่ายผู้ลี้ภัยแคมป์ 511 ปิดตัวลงในปี พ.ศ. 2528 กองทัพไทยได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่
ทหารกัมพูชาขณะเตรียมยิง BM-21
ทว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของฝันร้าย เมื่อชาวกัมพูชาจำนวนมากที่เคยได้รับความช่วยเหลือกลับไม่ยอมอพยพออกไปตามข้อตกลง ในปี พ.ศ. 2530 ชุมชนเล็ก ๆ เริ่มขยายตัวกลายเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่ชื่อ "บ้านโจกเจย" ซึ่งตั้งอยู่บนผืนดินไทยที่ชาวบ้านหนองจานมีเอกสารสิทธิ์ครอบครองมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย
ชาวบ้านอย่าง ลุงสง่า และ ป้าคำผิน ต้องยืนมองที่ดินทำกินของตนถูกเปลี่ยนสภาพเป็นหมู่บ้านถาวรที่มีทั้งน้ำและไฟฟ้า ทุกครั้งที่พยายามเข้าไปในที่ดินของตนเอง พวกเขาจะถูกทหารและตำรวจกัมพูชาใช้ปืนจ่อขับไล่ และเผชิญกับกับระเบิดที่ถูกฝังไว้ทั่วบริเวณ ความเจ็บช้ำนี้ฝังรากลึกมานานกว่า 40 ปี โดยที่หน่วยงานรัฐในอดีตไม่สามารถผลักดันผู้บุกรุกออกไปได้
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าสงครามที่กำลังรอวันปะทุนั่นคือแม่ทัพภาคที่ 1 พูดจาเหมือนคนขายชาติ ท่ามกลางความขัดแย้งที่คุกรุ่น แผลเป็นที่ใหญ่ที่สุดกลับมาจากน้ำมือของคนไทยด้วยกัน
ในช่วงนั้นพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ได้ระบุว่าพื้นที่บ้านหนองจานหรือที่กัมพูชาเรียกว่าบ้านโจกเจย และบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นพื้นที่ของกัมพูชาหรือเป็นพื้นที่ทับซ้อน
คำพูดนี้เปรียบเสมือนการขายชาติต่อหน้าสื่อ และสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่ชาวสระแก้วและคนไทยทั้งประเทศ เพราะในข้อเท็จจริง พื้นที่เหล่านี้คือแผ่นดินไทยแท้ 100% ตามหลักหมุดสยามและแผนที่สากล
คำพูดของผู้นำทางทหารของทัพภาค 1ในวันนั้น ไม่ต่างจากการปล่อยให้ชาวบ้านไทยกลายเป็นผู้เสียสิทธิ์ในการใช้ที่ดินของตนเองทำมาหากินและเป็นการเปิดช่องให้กัมพูชานำไปใช้เป็นข้ออ้างเพื่อสถาปนาอำนาจอธิปไตยเหนือผืนดินไทยจนถึงปัจจุบัน
สห.ทบ.ไทยที่บ้านหนองจาน
ก่อนที่จะเข้าสู่สงครามใหญ่ในปีพ.ศ.2568 1 ปีก่อนหน้านี้ที่บ้านหนองจาน ชาวนาและชาวสวนยังคงปลูกพืช ปลูผลไม้ ทำนา ทำสวนเป็นอาชีพหาเช้ากินค่ำไม่เคยขาด ไม่มีต้นไม้ต้นใดที่ไม่ได้รับน้ำจากเกษตรกรที่ลงพื้นที่เปิดน้ำผ่านสายยางแล้วฉีดไปที่ต้นไม้ที่เพิ่งปลูก ไม่มีผลไม้ลูกใดลูหนึ่งจะเติบโตและสวยงามพร้อมกันจากการดูแลอย่างดีของชาวสวนที่นี่
อย่างไรก็ตามเมื่อพลเอก อมฤต บุญสุยา หรือที่น้องๆทบ.รู้จักในนามพี่ใหญ่ได้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ท่านต้องมาแบกรับภาระหนักอึ้งในการดูแลพื้นที่ชายแดนตะวันออก นายทหารคอแดงผู้เติบโตมาจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือทหารเสือราชินีผู้นี้มีบุคลิกพูดน้อยแต่เน้นการทำงานจริง ยึดถือคติว่าความจริงมีหนึ่งเดียว
เมื่อแม่ทัพมาชาวกัมพูชาที่อาศัยในบริเวณนั้นก็เริ่มเข้ามาแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของโยนความผิดให้กองทัพไทยว่าเราเป็นฝ่ายไปแย่งพื้นที่พวกเขาส่งให้หมู่บ้านที่มีการทำการเกษตรและการทำสวนต้องหยุดชะงักกลายเป็นความดุเดือดที่ค่อยๆทวีความรุนแรงขึ้นตามแนวชายแดน ในขณะที่สถานการณ์บ้านหนองจานกำลังร้อนระอุ พลเอก อมฤต กลับถูกทัวร์ลงและโดนโจมตีอย่างหนักทางโซเชียลมีเดียว่าท่านนิ่งเฉยต่อการรุกล้ำของกัมพูชา
ความขัดแย้งที่บ้านหนองจานกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นอีกครั้ง เมื่อฝ่ายกัมพูชาเริ่มใช้แผนการมวลชนนำหน้าทหาร
ชาวกัมพูชาที่เคยลี้ภัยเข้ามาเมื่อ 40 ปีก่อนได้สถาปนาหมู่บ้านโจกเจยรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยถึง 500 เมตร และมีบ้านเรือนถาวรกว่า 200 หลัง สถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุดเมื่อชาวกัมพูชาถือไม้และอาวุธบุกเข้ามา
รื้อรั้วลวดหนามของทหารไทยต่อหน้าต่อตา โดยมีทหารกัมพูชายืนคุมเชิงและถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อนำไปใช้ในสงครามข้อมูลข่าวสาร
กองทัพภาคที่ 1 ขณะเคลียร์บ้านหนองจานในการปะทะรอบแรก แต่ยังไม่มีการปะทะหนักเหมือนรอบ 2
ภายใต้การนำของแม่ทัพภาคที่ 1 คนนี้ พี่ใหญ่เลือกที่จะไม่ใช้ความรุนแรงผลีผลามที่อาจบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ซึ่งจะทำให้ประชาชนนับแสนต้องอพยพ ท่านจึงใช้ยุทธวิธีทำงานด้วยระบบมีขั้นมีตอน โดยสั่งการให้หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองกำลังบูรพาเริ่มกระชับพื้นที่และผลักดันกำลังทหารกัมพูชาออกจากชุมชนไทยโดยไม่เกิดการปะทะที่รุนแรงเกินจำเป็นในระยะแรก แม้จะดูเหมือนล่าช้าในสายตาคนนอก แต่เบื้องหลังนั้นท่านกำลังเตรียมการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและสถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ที่ยึดคืนมาได้ทีละจุด
ก่อนที่สงครามใหญ่จะมาเยือนที่บ้านหนองจาน เรื่องมันมีอยู่ว่าหลังจากที่พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ หรือแม่ทัพไก่ ได้ขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ต่อจากพี่ใหญ่อย่างไร้รอยต่อ ที่บ้านโจกเจยซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านหนองจาน
มีปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้น เมื่อฝูงอีกาดำหลายตัวหาประมาณมิได้ได้มาบินวนเวียนเหนือพื้นที่หมู่บ้าน แม้กระทั่งพระในวัดแห่งหนึ่งที่อยู่ในฝั่งกัมพูชาก็เห็นบินวนเวียนเช่นกัน เหตุการณ์ลี้ลับนี้กลายเป็นลางบอกเหตุที่นำมาสู่การปะทะเพื่อทวงคืนบ้านหนองจานในเวลาต่อมา
ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์เสียงปืนใหญ่ก็ดังคำรามกึกก้องไปทั่วอำเภอโคกสูงจังหวัดสระแก้ว พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ หรือพี่ไก่ในฐานะแม่ทัพภาคที่ 1 คนใหม่ ได้ตัดสินใจลงมาบัญชาการเองที่ฐานหน้าแนวหรือจุดที่ใกล้กับการปะทะมากที่สุด ในช่วงแรกของการรบ สื่อมวลชนและประชาชนต่างตั้งคำถามถึงการหายตัวไปของท่าน แต่ความจริงคือท่านมิได้นั่งบัญชาการอยู่ในห้องแอร์ที่แนวหลังท่านคลุกคลีอยู่กับเหล่าทหารกล้าในพื้นที่เพื่ออำนวยการรบด้วยตนเอง
การใช้กำลังทหารถล่มดินเขมรผลักดันออกไปจากชายแดนไทย-กัมพูชา เริ่มต้นด้วยการสนับสนุนทางอากาศจากเครื่องบินขับไล่ F-16 และ Gripen ของกองทัพอากาศไทยที่บินเข้าทิ้งไข่เพื่อทำลายรถถัง ค่ายทหารคลังอาวุธและฐานปืนใหญ่ของกัมพูชา ตามมาด้วยเสียงดังสนั่นของปืนใหญ่ขนาด 155 มม. และปืนคอที่ยิงสนับสนุนเพื่อกดดันที่มั่นศัตรู
ทหารไทยเข้าเคลียร์ทุ่นระเบิดที่บ้านหนองจาน
หลังจากนั้นรถถังของกองทัพบกไทยได้เคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่ราบที่ไม่มีป่าไม้เป็นที่กำบังมาก แล้วกระสุนนัดแรกใส่เป้าหมาย นัดแรกผ่านไป นัดสอง นัดสาม ก็ยิงต่อไป ส่วนทหารราบในสังกัดกองทัพภาคที่ 1 หน่วยรบพิเศษ ทหารเสือราชินี ทหารช่างและทหารปืนใหญ่ ต่างพร้อมใจกันปกป้องดินแดนที่กัมพูชายึดมานานดงกระสุน RPG และโดรนพลีชีพที่พุ่งเข้าใส่เพื่อหมายทำลายล้างยานเกราะของไทย
ความท้าทายของบ้านหนองจานอาจทำให้ทหารไทยเสียเปรียบ เพราะศัตรูได้ดัดแปลงบ้านเรือนประชาชนเป็นบังเกอร์และฐานสั่งการ ทหารไทยต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญคือถนน K5 ที่มีความสูงกว่าถนนสายใดในบ้านหนองจาน ซึ่งทหารกัมพูชาใช้จุดยุทธศาสตร์นี้วางกำลังยิงกดหัวทหารไทยที่รุกคืบเข้ามา และแล้วทหารบกไทยก็ถึงส่งยานเกราะล้อยาง Stryker เดินหน้าเคลียร์พื้นที่ทีละหลัง ท่ามกลางห่ากระสุนและระเบิดแสวงเครื่อง
นี่นับเป็นครั้งแรกที่ทหารไทยต้องออกรบในพื้นที่ที่มีสิ่งปลูกสร้างของชาวบ้าน เนื่องจากการฝึกที่ผ่านมาก็
จะเป็นการฝึกในภูมิประเทศทุ่งหญ้า ป่าไม้และภูเขา เพราะฉะนั้นภารกิจนี้ถือเป็นความท้าทายใหม่ ก่อนได้ออกปฎิบัติการในภารกิจ กองทัพบกไทยใช้เวลาในการเตรียมแผนไว้เป็นอย่างดี จนกระทั่งเมื่ออกรบจริงศักยภาพของกำลังพลฝ่ายไทยได้เคลิ่อนทัพเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการที่ไม่เคยรบมาก่อน
ในขณะเดียวกันยานเกราะล้อยาง M1126 Stryker จากกองพลทหารราบที่ 11 ซึ่งเป็นนักรบ 8 ล้อที่มีความคล่องตัวสูงและมีสมรรถนะสูงแห่งกองทัพบกไทยได้ฝ่ากระสุนปืนและเสียงระเบิดผ่านถนนที่ออกได้ทางเดียว ยานเกราะเหล่านี้ลำเลียงทหารราบรุดหน้าเข้าสู่พื้นที่บ้านหนองจานอย่างรวดเร็ว ขณะที่รถเคลื่อนที่ไปตามถนนที่ขนาบข้างด้วยคูน้ำลึก ทหารราบใน Stryker ต้องเผชิญกับ โดรน FPV ของกัมพูชาที่บินดิ่งลงมาพุ่งชนยานพาหนะราวกับฝูงแมลงกินคน
โดรนบางเครื่องบินมาติดตาข่ายป้องกันบนตัวรถแต่ไม่ระเบิด สร้างความระทึกขวัญให้กับกำลังพลเป็นอย่างมาก
เสียงปืนกลจากป้อมปืนรีโมทของ Stryker ดังระรัวประสานกับเสียงปืนใหญ่ 155 มม. ที่ยิงสนับสนุนจากแนวหลัง เมื่อ Stryker เข้าสู่เขตชุมชน ยานเกราะ Stryker คันหนึ่งต้องหยุดนิ่งเพราะพื้นที่ปิดทึบ ทหารราบจึงต้องสละรถ เพื่อเดินเท้าแล้ววิ่งเข้าเคลียร์พื้นที่ที่ทหารกัมพูชาใช้สถาปนาเป็นพื้นที่ความมั่นคง
BM-21 กองทัพบกกัมพูชา
หมู่บ้านที่ทหารไทยสละชีวิตเข้าต่อสู้ที่นี่หาใช่การสละชีวิตเพื่อแผ่นดิน หากแต่เป็นการฟื้นฟูหมู่บ้านที่ถูกทหารกัมพูชาครอบครองมานาน ฝ่ายตรงข้ามดัดแปลงเป็นบังเกอร์ปูนที่แข็งแรง มีช่องยิงที่มองไม่เห็นจากภายนอก
ทหารไทยต้องเดินฝ่ากลิ่นดินปืนที่คละคลุ้งจนแสบจมูก ซึ่งเป็นกลิ่นที่นักรบกล้าทุกนายบอกว่ามันคือเอกลักษณ์ของสนามรบจริง
เหตุการณ์ที่สะเทือนใจที่สุดในฉากนี้คือวินาทีที่รถหุ้มเกราะ BTR-3E1 คันหนึ่งพยายามถอยหลังหนีการระดมยิงด้วย BM-21 แต่ล้อกลับตกคูน้ำจนรถเอียงหน้าเชิดไปต่อไม่ได้ ในวินาทีนั้นจ่าสิบเอก พรศักดิ์ เอี่ยมสะอาด หรือจ่าใหญ่ ตัดสินใจสละรถเพื่อรักษาชีวิตลูกน้อง แต่ตัวท่านเองกลับต้องสังเวยชีวิตกลางห่ากระสุนเพื่อปกป้องผืนแผ่นดิน
ภารกิจในครั้งนี้ฝ่ายไทยต้องสูญเสียนักรบผู้กล้าเป็นจำนวนถึง 5 นายหนึ่งในนั้น คือจ่าใหญ่ หรือ จ่าสิบเอก พรศักดิ์ เอี่ยมสะอาด ภายหลังท่านได้รับพระราชทานยศเป็นพลตรี ส่วนร่างของท่านได้ถูกนำขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่บินมารับร่างนักรบผู้กล้าออกจากดินแดนข้าศึก
เมื่อเฮลิคอปเตอร์ยกตัวขึ้นเสียงปืนใหญ่ที่ยิงตอบโต้ระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชายังคงดังอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ในขณะที่ฮ.บินออกไป มาดูฝั่งทหารปืนใหญ่กัมพูชากันบ้าง กระสุนนัดใหม่ได้ถูกบรรจุแล้ว หลังจากนั้นก็ยิงออกไปดังสนั่นทุ่งหญ้ากว้างๆและป่าไม้ที่มีไม่มากในฝั่งกัมพูชา
ทหารปืนใหญ่ของกัมพูชายังคงยิงอย่างต่อเนื่องไร้ท่าทีว่าจะหยุด แต่ทว่าก็มีแสงสีส้มเป็นจุด 5-6 จุดลอยมาบนฟ้า มันไม่ใช่โคมลอย มันไม่ใช่โดรน มันไม่ใช่ไฟจาก F-16 มันคือไฟจากกระสุนปืนใหญ่ของทหารไทยที่ลิยมาตก
ทหารฝ่ายตรงข้ามในฝั่งกัมพูชาที่ยิงปืนใหญ่ไปทางบ้านหนองจานต่างกระโดดหลบหนีกระสุนปืนใหญ่ที่ตามเอาชีวิตพวกเขา "ตู้มมมมมมมมมมมมมมม!" การโจมตีของฝั่งไทยทำให้ปืนใหญ่ของกัมพูชายิงไม่ได้ จะเปลี่ยนกระบอกใหม่ก็ไม่ทันการณ์เลยยิงต่อไปเรื่อยๆ ทหารกัมพูชาระดับผู้พันนายหนึ่งยังคงจับตามองการปะทะอย่างใกล้ชิด ทันใดนั้นเองกระสุนปืนใหญ่ก็ลอยมาตกใส่เต้นท์ที่เขาบัญชาการแต่มีนายทหารนายหนึ่งมาผลักเขาออกไปจนเขาเสียชีวิตด้วยกระสุนปืนใหญ่จากฝั่งไทยแทน
สงครามใหญ่กำลังจะจบลงในไม่ช้า ที่บ้านหนองจานอีกหนึ่งสมรภูมิอันดุเดือดก็มีชัยชนะเหนือฟากฟ้าและการสถาปนาสันติภาพบนพื้นดิน แน่นอว่าการปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าได้บินมาสนับสนุนกำลังรบบนภาคพื้นดินของฝ่ายไทยที่กำลังรักษาบ้านหนองจานท่ามกลางการรบที่ดุเดือดและกินเวลามาหลายสิบวัน
Gripen สังกัดฝูงบิน 701 กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี ฉายาฉลามร้ายอันดามัน
เครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ JAS 39 Gripen สังกัดฝูงบิน 701 กองบิน 7 สุราษฎร์ธานีได้ทะยานจากกองบิน 1 โคราชสู่การเป็นเพชรฆาตที่มองไม่เห็นจากฟากฟ้า ในการรบวันสุดท้ายนักบินขับไล่ Gripen นำเครื่องบินแบยดังกล่าวรุกคืบเข้าสู่น่านฟ้าเหนือดินแดนกัมพูชาเพื่อทำลายต้นตอของอาวุธหนักเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
เมื่อบินมาถึงน่านฟ้าจังหวัดบันเตียเมียนเจยในฝั่งกัมพูช่ ระบบเครือข่ายข้อมูลและเซ็นเซอร์อันชาญฉลาดของ Gripen ระบุพิกัดเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ จากนั้นก็ปลดระเบิดใต้ปีกออกมา ระเบิดลูกนี้ไม่ได้ทิ้งมั่ว มันคือระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ที่อาศัยความแม่นยำจากการใช้กระเปาะชี้เป้า แต่มีข้อแม้ว่าระเบิดแบบนี้จะใช้ไม่ได้ในสภาพอากาศที่มีฝนตกหนักหรือมีเมฆมาก เพราะการนำทางของกระเปาะชี้เป้าอาจไม่แม่นยำเมื่อเทียบกับวันที่ฟ้าใส
โชคดีที่วันที่ 27 ธันวาคมหรือวันหยุดยิงฟ้าใสไร้เมฆเนื่องด้วยหน้าหนาวทำให้เครื่องบินขับไล่แบบที่ 20/ก. หรือ JAS 39 Gripen ได้ทิ้งไข่เหล็กลงมาทำให้ค่ายทหารแห่งหนึ่งในกัมพูชาถูกทำลายไปพร้อมๆกับกระสุนในคลังสรรพาวุธที่ยังไม่ทันได้ถูกส่งให้รถยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ในแนวหน้า
หลังจากที่เครื่องบินขับไล่กริพเพนทำการทิ้งไข่ด้วยระเบิดนำวิถีเลเซอร์ GBU-12 ลงใส่เป้าหมายในดินแดนข้าศึกที่กำลังจะส่งกระสุนและลูจรวดมายิงถล่มฝั่งไทย แรงระเบิดที่มาจากการโจมตีทางอากาศของไทยและกลุ่มควันสีดำที่พวยพุ่งขึ้นจากฝั่งตรงข้ามเปรียบเสมือนการตัดเขี้ยวเล็บของศัตรูให้สิ้นสภาพ
เครื่องบินขับไล่ F-16 ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี
ส่วนในพื้นที่ใกล้กับบ้านโจกเจย กองทัพอากาศไทยได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ทิ้งระเบิดใส่ BM-21 อย่างต่อเนื่อง ทันทีทหารกัมพูชาได้ยินเสียงเครื่องบินขับไล่ F-16 มาเยือน พวกเขาต่างหนีละทิ้งฐานและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้โจมตีฝั่งไทยมาเป็นเวลา 10 กว่าวัน ทันใดนั้นเอง F-16 ไม่รอช้าจึงทิ้งระเบิดนำวิถีอีก 2 ลูกทำลายถนน K5 ทำให้เกิดรูเบ้อเร่อกว้างประมาณรถยนต์ 4 คันจอดเรียงหน้ากระดาน
ยังไม่ทันสิ้นเสียง F-16 เครื่องบินแบบดังกล่าวก็บินเข้าโจมตีอาคารหลังหนึ่งกลางป่าไม้ไกลจากบ้ายหนองจาน ซึ่งต่อมาได้รับการเปิดเผยจากความมั่นคงว่าที่นี่ใช้เป็นคลังเก็บกระสุนปืนใหญ่ของทหารกัมพูชาในการยิงถล่มเข้ามายังฝั่งไทย ไม่เพียงเท่านี้เครื่องบินขับไล่ F-16 ยังคงโจมตีรถถัง T-54 และ T-55 ของกัมพูชาร่วมกับรถถัง M60 , Oplot, และ VT-4 จากฝั่งไทย
อำนาจจากการทิ้งระเบิดที่แม่นยำของ F-16 ทำให้ภาพโจมตีทางอากาศที่ปรากฎนี้กลายเป็นภาพจริงที่สามารถนำไปยืนยันเวทีโลกว่าไทยใช้กำลังตอบโต้ที่มาของภัยคุกคาม ไม่ใช่การทำลายชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนฝ่ายตรงข้าม
เมื่ออำนาจการยิงสนับสนุนของฝ่ายตรงข้ามถูกสยบลงด้วย F-16 การเจรจาที่จังหวัดจันทบุรีในวันที่ 27 ธันวาคมปีเดียวกันก็เกิดขึ้น ความเงียบสงัดกลับคืนสู่บ้านหนองจานอีกครั้ง หลังการสู้รบจบลงทหารช่างไทยได้ใช้รถแทร็กเตอร์เข้าสู่พื้นที่ทำลายบ้านที่กัมพูชาสร้างรุกล้ำแผ่นดินไทยและส่ง EOD เดินเท้าเข้าไปเคลียร์ทุ่นระเบิดเพื่อให้ชาวบ้านมีพื้นที่ทำกินอีกครั้ง
F-16 คู่ปรับฮุน เซ็น
"ตู้มมมมมมมมมมมมมม!"
เสียงทุ่นระเบิด PMN-2 ที่ EOD ไทยทำลาย ณ บ้านหนองจาน
อย่างไรก็ตาม แม้จะเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่ ภาพที่บีบคั้นหัวใจที่สุดคือขบวนลำเลียงร่างไร้วิญญาณของ 5 ทหารกล้าที่ถูกส่งกลับบ้านเกิดแต่ละแห่งที่พวกท่านจากมาถูกคลุมด้วยธงชาติไทยอย่างสมเกียรติและสมศักดิ์ศรี
หนึ่งในนั้นคือจ่าใหญ่วีรบุรุษแห่งสามแยกเอี่ยมสะอาด ผู้ที่ตัดสินใจสละชีพเพื่อรักษาชีวิตของลูกน้องและทวงคืนอธิปไตยในจุดที่เป็นคอขวดของหมู่บ้าน ความสูญเสียนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าทุกตารางนิ้วที่ยึดคืนมาได้นั้นแลกมาด้วยหยาดเลือดและชีวิตของลูกหลานไทย
จากวีรกรรมอันห้าวหาญที่บ้านหนองจาน สงคราม Story ขอไว้อาลัยและสดุดีความกล้าหาญของจ่าใหญ่ที่ยอมแลกชีวิตในสงครามชายแดนครั้งนี้ แม้ตัวจะตายในสนามรบแต่ท่านก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการตายในสนามรบไม่ใช่การตายที่ไร้เกียรติ การตายครั้งใหญ่นี้คือการแลกชีวิตกับกระสุนเพื่อให้คนไทยที่อยู่ตามชายแดนได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขกันอีกครั้ง สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
การทูตและการทหาร Military & Diplomacy
ประสาน โพธิ์โส
Airlinesweek
Collins Photograph
ทีมโฆษกกองทัพบก Army Spokesperson Team
ข่าวทหาร
Gemini AI
K H Sim
NuerNava
Thairath News-ข่าวไทยรัฐ
saniroj thumayos
TOP NEWS LIVE
THAI PBS
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
ทหาร
สงคราม
ประเทศไทย
บันทึก
1
3
1
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย