เมื่อวาน เวลา 02:09 • ยานยนต์

โศกนาฏกรรม Datsun ทำไม Nissan ถึงยอมฆ่าแบรนด์ 50 ปีทิ้ง?

ให้ลองคิดเล่น ๆ นะครับ สมมติว่าแบรนด์อย่าง Coca-Cola ประกาศกร้าวว่าจะเลิกใช้ชื่อ “Coke” ที่คนรู้จักกันทั้งโลก…
แล้วบังคับให้ทุกคนเรียกชื่อบริษัทแม่แทน ฟังดูเป็นไอเดียที่บ้าบอมากใช่มั๊ยครับ
แต่เชื่อมั๊ยครับว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นจริงในวงการรถยนต์…
นี่คือเรื่องราวของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่ตัดสินใจทำสิ่งที่ตำราการตลาดต้องจดจารึกไว้เป็นตำนานความพังพินาศ
ในปี 1986 ค่ายรถอย่าง Nissan ตัดสินใจสังหารแบรนด์ลูกรักของตัวเองในตลาดสหรัฐอเมริกาทิ้งไปแบบดื้อๆ
แบรนด์ที่ถูกเชือดทิ้งในวันนั้นมีชื่อว่า Datsun ซึ่งเป็นชื่อที่สร้างมูลค่ามหาศาลและตีตลาดอเมริกาแตกกระจุยมาแล้วกว่า 50 ปี…
ซึ่งความพังมันยังไม่จบแค่นั้น เพราะอีกหลายสิบปีต่อมา พวกเขาดันพยายามปลุกผีแบรนด์นี้ให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง
ผลลัพธ์คือล้มเหลวไม่เป็นท่า โดนด่าเละเทะ จนต้องขุดหลุมฝังกลบชื่อนี้ซ้ำเป็นครั้งที่สองแบบถาวร
บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเดินหมากพลาดซ้ำซ้อนขนาดนี้ได้ยังไง วันนี้ผมจะพาย้อนเวลาไปดูจุดกำเนิดและจุดจบของเรื่องนี้กัน
เรื่องราวมันต้องหมุนนาฬิกากลับไปไกลถึงปี 1914 นู่นเลยครับ ตอนนั้นอุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่นเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่
มีบริษัทเล็กๆ ในโตเกียวชื่อ Kaishinsha Motorcar Works ได้ทดลองสร้างรถยนต์คันแรกของพวกเขาขึ้นมา
พวกเขาตั้งชื่อรถคันนี้ตามตัวอักษรแรกของนามสกุลผู้ก่อตั้งทั้งสามคนมารวมกัน กลายเป็นชื่อว่า DAT
คำนี้ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่าดัตโตะ มีความหมายเท่ๆ แปลว่าการพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วเหมือนกระต่ายตื่นตูม…
ฟังดูปราดเปรียวและเข้ากับรถยนต์สุดๆ แต่ปัญหาคือยุคนั้นตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในญี่ปุ่นแทบจะยังไม่เกิดเลย
ชาวบ้านทั่วไปไม่ได้มีเงินถุงเงินถังพอจะซื้อรถมาขับเล่น บริษัทเลยต้องหันไปเน้นผลิตรถบรรทุกเพื่อประคองตัวให้อยู่รอด
จนกระทั่งโอกาสทองหล่นทับโครมใหญ่ในปี 1930 เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศกฎหมายใหม่ที่พลิกโฉมวงการ
กฎหมายนี้อนุญาตให้ประชาชนขับรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็กไม่เกิน 500 cc ได้โดยไม่ต้องสอบใบขับขี่…
บริษัทไม่รอช้า รีบฉวยโอกาสนี้พัฒนารถยนต์ขนาดเล็กขึ้นมาทันที และตั้งชื่อมันว่า Datson
สะกดด้วยตัวอักษรลงท้ายว่า S-O-N ซึ่งแปลตรงตัวเลยว่าลูกชายของ DAT
แต่… ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า Son ดันไปพ้องเสียงกับคำที่มีความหมายถึงความสูญเสียหรือหายนะเข้าอย่างจัง
แถมยังให้ฟีลลิ่งเหมือนเป็นคนขี้แพ้อีกต่างหาก สำหรับคนญี่ปุ่นที่ถือเคล็ดเรื่องโชคลาง ชื่อนี้ถือว่าอัปมงคลสุดๆ…
พอถึงปี 1933 บริษัทนี้ก็ถูกซื้อกิจการไปโดยกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Nissan
ยุคนั้น Nissan ถือเป็นกลุ่มธุรกิจผูกขาดขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจสากกะเบือยันเรือรบ ตั้งแต่เหมืองแร่ยันประกันภัย
พอเข้ามาบริหารปุ๊บ สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือการแก้เคล็ดเรื่องชื่อทันที โดยเปลี่ยนการสะกดจาก Datson ให้เป็น Datsun
เปลี่ยนจากตัว O เป็นตัว U ซะเลย คำว่า Sun สื่อถึงดวงอาทิตย์ซึ่งเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์บนธงชาติญี่ปุ่น…
ชื่อนี้เลยกลายเป็นชื่อมงคลและเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่จะพุ่งทะยานไปสู่ระดับโลกในเวลาต่อมา
แต่เส้นทางของ Datsun ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พอสงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
Nissan ถูกบีบให้ต้องเปลี่ยนสายการผลิตในโรงงานทั้งหมด เพื่อสร้างรถบรรทุกทหารและอาวุธป้อนให้กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น
เครื่องจักรที่เคยผลิตรถยนต์คันจิ๋วเพื่อชาวบ้าน ต้องกลายร่างมาผลิตเครื่องยนต์ให้เครื่องบินรบและรถหุ้มเกราะแทน…
พอสงครามจบลงญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ชื่อของ Nissan เลยถูกผูกติดกับภาพลักษณ์ของการเป็นผู้ผลิตอาวุธสงครามไปโดยปริยาย
ตัดภาพมาที่ปี 1958 Nissan เริ่มมองเห็นโอกาสในการเติบโต และอยากขยายตลาดข้ามน้ำข้ามทะเลไปสหรัฐอเมริกา
แต่มันมีกำแพงยักษ์ขวางอยู่ ทหารผ่านศึกอเมริกันที่เคยไปรบในสงครามโลกยังจำฝังใจว่ารถข้าศึกยี่ห้ออะไร…
ชื่อ Nissan เลยกลายเป็นชื่อต้องห้ามที่อาจไปสะกิดแผลเก่า และทำให้คนอเมริกันพากันแอนตี้เอาได้ง่ายๆ
ในจังหวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ ก็มีชายคนนึงก้าวเข้ามา เขาชื่อ Yutaka Katayama
หรือที่คนในวงการยานยนต์ยุคนั้นยกย่องและเรียกขานกันในนาม Mr. K ผู้บริหารสายลุยที่มีวิสัยทัศน์เฉียบขาดมาก
เขาได้รับมอบหมายให้ไปบุกเบิกตลาดอเมริกาเหนือ และยืนกรานหัวชนฝาเลยว่าต้องใช้ชื่อ Datsun ทำตลาดเท่านั้น…
เหตุผลของเขาโคตรลึกซึ้ง เขาบอกว่าชื่อนี้มันบริสุทธิ์ ไม่เคยแปดเปื้อนคาวเลือดจากสงครามเหมือนชื่อบริษัทแม่
มันเป็นแบรนด์ที่ดูสดใหม่ และคนอเมริกันน่าจะเปิดใจยอมรับได้ง่ายกว่าเยอะ ซึ่งเขาคิดถูกเผงเลยครับ
Mr. K ไม่ใช่ผู้บริหารสไตล์นั่งจิบกาแฟชี้นิ้วสั่งงานในห้องแอร์ แต่เขาลงไปคลุกคลีกับตัวแทนจำหน่ายด้วยตัวเอง
แถมยังขับรถทดสอบเอง และคอยรับฟังเสียงบ่นของลูกค้าชาวอเมริกันอย่างตั้งใจเพื่อนำมาปรับปรุง…
เขาเชื่อสุดใจว่ารถยนต์จากญี่ปุ่นสามารถเอาชนะเจ้าถิ่นตัวเป้งอย่าง Ford หรือ GM ได้สบายๆ
ขอแค่ค่อยๆ พัฒนาคุณภาพให้ตอบโจทย์สรีระและการใช้งานของคนอเมริกัน แล้วใช้วิธีเจาะตลาดแบบเงียบๆ
กลยุทธ์ที่เขาใช้คือยุทธวิธีป่าล้อมเมือง เริ่มจากการขายรถกระบะคันเล็กๆ ให้พวกช่างประปาและชาวไร่ก่อน
เพราะคนกลุ่มนี้ต้องการแค่รถที่ทนทาน ราคาถูก และซ่อมง่าย ไม่ได้สนเรื่องแบรนด์หรูหราอะไรมากมาย…
พอฐานลูกค้าเริ่มแน่น ความเชื่อมั่นเริ่มมา รู้ตัวอีกที Datsun ก็เข้ามายึดครองพื้นที่บนท้องถนนอเมริกาไปเพียบแล้ว
ยุค 1960 ถึง 1970 คือยุคทองของ Datsun ในอเมริกาอย่างแท้จริง ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
การเปิดตัวรถรุ่น Datsun 510 ทำเอาวงการสั่นสะเทือน จนได้รับฉายาเฟี้ยวๆ ว่าเป็น BMW ของคนจน
ตามมาด้วยรถสปอร์ตระดับตำนานอย่าง Datsun 240Z ที่ทำเอาวัยรุ่นอเมริกันยุคนั้นต้องอ้าปากค้าง…
รถญี่ปุ่นพิสูจน์ให้เห็นเต็มตาว่าสามารถสร้างรถที่ทั้งสวย ทั้งแรง แถมราคายังเป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์ได้
ยอดขายพุ่งทะลุหลักล้านคันสบายๆ แบรนด์นี้กลายเป็นตัวท็อปที่ก้าวขึ้นมาซัดกับ Toyota และ Honda ได้อย่างสมศักดิ์ศรี
แต่ในขณะที่ยอดขายในอเมริกากำลังปังสุดขีด คลื่นใต้น้ำก็เริ่มก่อตัวขึ้นเงียบๆ ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงโตเกียว
กลุ่มผู้บริหารระดับสูงเริ่มออกอาการไม่สบอารมณ์ มองไปที่คู่แข่งแล้วเกิดอาการตาร้อนผ่าวขึ้นมา…
พวกเขามองเห็น Toyota และ Honda ใช้ชื่อเดียวโปรโมทแบรนด์ไปได้ทั่วโลกอย่างหล่อๆ
ในขณะที่ค่ายตัวเองกลับต้องมานั่งใช้ชื่อแบรนด์ลูกทำตลาดในประเทศที่ใหญ่ที่สุดอย่างอเมริกา
ผู้บริหารในโตเกียวรู้สึกว่าแบบนี้แบรนด์แม่มันดูไม่แกร่ง ไม่มีความน่าเกรงขามเอาซะเลย
ความอยากมี “Global Brand” หรือแบรนด์เดียวใช้เหมือนกันทั่วโลก เริ่มครอบงำจนหน้ามืดตามัว…
จนกระทั่งในปี 1981 คำสั่งสายฟ้าฟาดก็ถูกส่งตรงจากญี่ปุ่นข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมายังอเมริกา
เนื้อหาในคำสั่งระบุชัดเจนว่าให้ยุติการใช้ชื่อ Datsun ทั้งหมด และเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นชื่อ Nissan ภายในเวลาอันสั้น
นี่คือการตัดสินใจที่เจ็บปวดและผลาญเงินมากที่สุดครั้งนึงในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมรถยนต์เลยทีเดียว
บริษัทต้องทุ่มเงินมหาศาลกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเอาไปไล่เปลี่ยนป้ายโชว์รูมกว่าพันแห่งทั่วอเมริกา…
ต้องเปลี่ยนโลโก้บนชิ้นส่วนรถยนต์ทุกชิ้น เปลี่ยนป้ายโฆษณาใหม่หมด และพยายามล้างสมองคนอเมริกันให้จดจำชื่อใหม่
ผลลัพธ์ที่ได้คือความสับสนวุ่นวายขั้นสุด ลูกค้าเดินเข้าโชว์รูมด้วยความงงงวยว่าตกลงนี่มันยี่ห้ออะไรกันแน่
รถบางรุ่นแปะป้ายชื่อใหม่ รถบางรุ่นค้างสต็อกยังเป็นชื่อเดิม ที่ฮาคือบางคันแปะโลโก้มาทั้งสองชื่อเลยก็มี
ยอดขายที่เคยพุ่งปรี๊ดเริ่มสะดุดหัวทิ่ม ความเชื่อมั่นที่เดอะแบกอย่าง Mr. K สร้างมากับมือเริ่มพังทลาย…
เรื่องที่ตลกร้ายที่สุดคือหลังจากผ่านไปห้าปีเต็มที่บริษัทพยายามลบชื่อเดิมทิ้งแบบเอาเป็นเอาตาย
ผลสำรวจตลาดกลับชี้ให้เห็นหน้าหงายว่า คนอเมริกันยังคงจดจำและคุ้นเคยกับชื่อ Datsun มากกว่าชื่อใหม่เสียอีก
ส่วนชายผู้ปั้นแบรนด์นี้มาด้วยหยาดเหงื่ออย่าง Mr. K กลับถูกบีบให้เกษียณอายุการทำงานไปอย่างเงียบๆ
เขาต้องทนดูชื่อที่เขารักถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ เพียงเพื่อสนองอีโก้ของผู้บริหารที่อยากเท่…
กาลเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2012 โลกยานยนต์เกิดการพลิกโฉมใหญ่อีกครั้ง ตลาดในประเทศที่พัฒนาแล้วเริ่มอิ่มตัว
ค่ายรถทุกค่ายต่างพากันเบนเข็มทิศพุ่งเป้าไปยังตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดีย อินโดนีเซีย และรัสเซีย
ชายผู้กุมบังเหียนบริษัทในตอนนั้นคือ Carlos Ghosn ซีอีโอระดับซูเปอร์สตาร์ที่มีฉายาโหดๆ ว่านักฆ่าต้นทุน
เขาคนนี้เคยกอบกู้บริษัทจากสภาวะล้มละลายมาได้ด้วยการหั่นต้นทุนแบบไม่เกรงใจใครหน้าไหนทั้งนั้น…
เขามองเห็นขุมทรัพย์มหาศาลในตลาดรถยนต์ราคาประหยัด แต่ก็ไม่อยากเอาแบรนด์หลักลงไปคลุกฝุ่น
กลัวว่าทำรถราคาถูกออกมาแล้วจะไปทำลายภาพลักษณ์พรีเมียมที่อุตส่าห์สร้างมาอย่างยากลำบาก
เขาเลยตัดสินใจเดินไปเปิดลิ้นชักแห่งความทรงจำ และหยิบชื่อแบรนด์เก่าที่ตายไปแล้วออกมาปัดฝุ่นอีกครั้ง
หวังจะใช้เป็นหัวหอกในการบุกตลาดล่าง เพื่อชนกับเจ้าถิ่นที่ครองตลาดอยู่ก่อนหน้าอย่าง Hyundai และ Suzuki…
ในปี 2014 รถยนต์รุ่นแรกของการกลับมาในชื่อ Datsun GO ได้ฤกษ์เปิดตัวที่ประเทศอินเดีย
มาพร้อมกับราคาเริ่มต้นที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก แค่ประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือแสนกว่าบาทเท่านั้น
มองเผินๆ กลยุทธ์การหั่นราคาแบบนี้เหมือนจะเป็นสูตรสำเร็จที่น่าจะกวาดยอดขายได้แบบถล่มทลาย
แต่ในโลกของความเป็นจริง การได้มาซึ่งของที่ราคาถูกแสนถูก มันมักจะต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างเสมอ…
การกดราคารถให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนั้น ต้องแลกมาด้วยกระบวนการลดต้นทุนที่เข้าขั้นบ้าคลั่ง
และหายนะของจริงก็มาเยือน เมื่อหน่วยงานทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกอย่าง Global NCAP ขอนำรถไปทดสอบ
ผลคะแนนการชนที่ออกมาทำเอาช็อกกันทั้งวงการ เพราะรถคันนี้ได้คะแนนไปศูนย์ดาวถ้วนๆ
ย้ำอีกทีว่าศูนย์ดาว โครงสร้างตัวถังยุบตัวและฉีกขาดจนอันตรายถึงชีวิต แถมยังไม่มีถุงลมนิรภัยมาให้อีก…
ข่าวความล้มเหลวด้านความปลอดภัยนี้แพร่กระจายไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็วปานไฟลามทุ่ง
จากที่ตั้งใจจะให้เป็นรถยนต์คันแรกของครอบครัว กลับถูกสื่อตราหน้าอย่างเจ็บแสบว่าเป็น “โลงศพติดล้อ”
ภาพลักษณ์ของแบรนด์ในยุคใหม่เลยลบเลือนความทรงจำเรื่องความอึดถึกทนในอดีตไปซะเกลี้ยง
เหลือทิ้งไว้แค่ตราบาปของการเป็นรถราคาถูก คุณภาพต่ำ และเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของชีวิตผู้ใช้…
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายหนักเข้าไปอีกเมื่อถึงปี 2018 แม่ทัพใหญ่อย่างนักฆ่าต้นทุนดันโดนรวบตัวข้อหาทุจริต
ก่อนจะสร้างวีรกรรมสะท้านโลกหนีออกจากญี่ปุ่นด้วยการไปซ่อนตัวอยู่ในกล่องใส่เครื่องดนตรีขนาดใหญ่
พอองค์กรขาดหัวเรือใหญ่ โปรเจกต์รถราคาถูกที่ทำกำไรได้แค่หยิบมือแถมยังทำลายภาพลักษณ์บริษัทก็หมดความหมาย
ผู้บริหารชุดใหม่เลยมองไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะต้องทนอุ้มแบรนด์นี้เอาไว้อีกต่อไป ตัดหางปล่อยวัดดีกว่า…
ปี 2020 โรงงานผลิตในอินโดนีเซียและรัสเซียถูกสั่งระงับสายการผลิตทั้งหมดแบบสายฟ้าแลบ
และฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดสะบั้นลงในปี 2022 เมื่อโรงงานในอินเดียประกาศปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ
ถือเป็นการปิดฉากตำนานชื่อแบรนด์นี้อย่างสมบูรณ์แบบเป็นครั้งที่สอง และคราวนี้คงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกแล้ว
เรื่องราวทั้งหมดนี้ให้บทเรียนทางธุรกิจที่ทั้งทรงคุณค่าและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน…
บทเรียนแรกคือเรื่องของมูลค่าแบรนด์ แบรนด์ไม่ใช่แค่ชื่อหรือโลโก้โง่ๆ ที่จะเปลี่ยนไปมาเมื่อไหร่ก็ได้
แต่มันคือสินทรัพย์ล้ำค่าที่ผูกพันและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน
การโยนมันทิ้งเพียงเพื่อตอบสนองโครงสร้างองค์กรหรืออีโก้ของผู้บริหาร ถือเป็นการตัดสินใจที่พังพินาศที่สุด
บทเรียนที่สองคือเรื่องขีดจำกัดของการลดต้นทุน การทำตัวเลขในงบการเงินให้สวยหรูมันก็ดีอยู่หรอก…
แต่การลดต้นทุนจนล้ำเส้นขอบเขตของคุณภาพและความปลอดภัย มันคือการฆ่าตัวตายทางธุรกิจชัดๆ
คนซื้อรถในตลาดเกิดใหม่อาจจะมีเงินไม่เยอะ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะไม่รักชีวิตตัวเองและครอบครัว
และบทเรียนสุดท้ายที่สำคัญสุดๆ ชื่อแบรนด์มันก็เป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่ห่อหุ้มเอาไว้
สิ่งที่ทำให้แบรนด์มีชีวิตและครองใจคนได้คือ “จิตวิญญาณ” ที่ซ่อนอยู่ข้างในต่างหาก…
ผู้บริหารยุคบุกเบิกเคยสร้างตำนานได้เพราะความใส่ใจ ลงพื้นที่ และรับฟังเสียงของลูกค้าอย่างแท้จริง
แต่การปลุกผีกลับมาในยุคหลัง ชื่อนี้ถูกดึงมาใช้เป็นแค่เครื่องมือทางการตลาดเพื่อเจาะกลุ่มรากหญ้า
ปราศจากจิตวิญญาณแห่งความทุ่มเทที่เคยทำให้คนทั้งโลกตกหลุมรักอย่างในวันวาน
ทุกวันนี้ชื่อของแบรนด์นี้คงหลงเหลืออยู่แค่ในหน้าประวัติศาสตร์และในโรงรถของนักสะสมเท่านั้น…
แต่บาดแผลจากการตัดสินใจพลาดซ้ำสอง จะยังคงเป็นกรณีศึกษาที่คอยย้ำเตือนสติคนทำธุรกิจทั่วโลกไปอีกนานแสนนาน
References : [nissan-global,globalncap,motortrend,autonews,reuters]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/the-datsun-tragedy/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา