31 ก.ค. เวลา 08:25 • ความคิดเห็น

ทำไมกระแสอวยเจ้าถึงกลับมา?

ณ ปัจจุบันนี้ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมืองมากมายรวมถึงการปกครองและคนในสังคมที่ความเห็นไม่ตรงกัน แตกเป็นหลากหลายฝ่าย
ในเหตุการณ์เหล่านี้ได้มีกระแสหนึ่งลุกขึ้นมาโดยไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากกลุ่มคนรุ่นเดียวด้วยกันที่เคยต่อต้าน ณ ช่วงเวลาหนึ่ง
“กระแสอวยเจ้า” ที่กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือวัยรุ่นไทยเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน เคยต่อต้านจนเกิดการตั้งม็อบที่คนไทยยังจำกันได้ดีในปี2563 และเป็นประเด็นถกเถียงกันมาเกือบทศวรรษ
หากเราย้อนไปเมื่อ 5-6 ปีก่อน ภาพจำของวัยรุ่นไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ คือ ภาพชูสามนิ้ว ผูกริบบิ้นขาว เสื้อกันฝน และเป็ดยาง ในโลกโซเชียลเต็มไปด้วยการเรียกร้อง การตั้งคำถามของความเท่าเทียม บทบาทของสถาบันฯ และการปฏิเสธสิ่งดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง
ทว่าตัดภาพมายังปัจจุบัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นเดียวกันในสมัยนี้ กลับย้อนแย้นอย่างน่าอัศจรรย์ คนรุ่นใหม่ หรือวัยรุ่นในปัจจุบัน หันมา ตัดคลิป สร้างสื่อ และคอมเมนต์ เชิงอวย หรือ ยกย่อง สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย
คำถามคือ อะไรที่ทำให้วัยรุ่นในยุคปัจจุบันหันมาเชิดชู “สื่อ” พระมหากษัตริย์
1. การสร้างสื่อพระมหากษัตริย์เชิง Aestretic
การผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่เน้นความงามทางศิลปะ ความประณีต และการสร้างอารมณ์ร่วมผ่านงานทัศนศิลป์
2. การสร้าง Soft Power ทางประวัติศาสตร์
หนัง/ละคร/นิยาย หรือเว็บคอมมิค ในยุคปัจจุบัน มักจะนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ หรือราชวงศ์ ในยุคก่อน ด้วยเครื่องแต่งกาย/ประดับ ที่งดงาม รวมถึงความสัมพันธ์ของตัวละครในราชวงศ์ที่น่าเห็นใจ มีการใช้คำราชาศัพท์ที่สละสลวย และอย่างยิ่งบทบาทและพระราชกรณียกิจ จนเกิดเป็นสาเหตุที่ทำให้วันรุ่นอยากพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
มุมมองด้านความขัดแย้งทางการเมืองและข้อมูลข่าวสาร
3. การขับเคลื่อนตามกระแสสื่อออนไลน์
วัยรุ่นชอบในการมีส่วนร่วมกับกระแสสังคมออนไลน์ เนื่องจากพวกเขามีอิสระในการเลือกเสพสื่อ และค้นหาอัตลักษณ์ใหม่ๆ ผ่านสื่อที่ตนสามารถเข้าถึง เนื่องจากเป็นหนึ่งในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนกลุ่มเดียวกัน
การแก้ปัญหา / ข้อเสนอแนะ
ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้เขียนไม่ได้จะเข้าข้างว่าการยกย่องสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นดีหรือแย่ เนื่องจากความคิดของคนเราต่างการและสามารถแลกเปลี่ยนกันได้เสมอ
ทางออกที่ดีสำหรับผู้เขียน จึงไม่ใช่การตีตรา หรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด ให้พวกเขาเท่าทันสื่อ มีพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และการรับฟังความเห็นของฝ่ายตรงข้าม (แต่ไม่จำเป็นต้องคิดตาม) เพื่อเป็นผู้เลือกจุดยืนด้วยตัวเองทั้งปัจจุบันและอนาคต
โฆษณา