31 ก.ค. เวลา 12:16 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 8 / 2 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก

[การทูตดวงดาวและดุลอำนาจ - ป้อมปราการกลางกระแสธารแห่งจักรวาล - (The Cosmic Diplomacy)]
8.2 พันธมิตรแห่งแสง: เครือข่ายอารยธรรมขั้นสูง
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา มาถึงบทที่ข้าพเจ้าหวั่นเกรงที่จะเขียนมากที่สุดบทหนึ่งในบันทึกฉบับนี้ ไม่ใช่เพราะมันซับซ้อนทางเทคนิค (แม้ว่ามันจะซับซ้อนมาก) แต่เพราะมันคือการเปิดเผย "ความจริง" ที่จะทำให้ชาวอาร์การ์ธาทุกคนต้องตั้งคำถามต่อ "สถานะ" ของตนเองในจักรวาล
หลังจากที่เราได้สัมผัสกับ "ความถ่อมตน" ในบทที่ 8.1 เมื่อพบว่าเราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในจักรวาล บทที่ 8.2 นี้จะพาท่านผู้อ่านก้าวลึกลงไปอีกขั้น สู่การเปิดเผยว่า "ใคร" คือผู้ที่เฝ้ามองอยู่ และ "เรา" อยู่ในลำดับชั้นใดของอารยธรรมในจักรวาล
เมื่อชาวอาร์คทูเรียนมาถึงชัมบาลาเป็นครั้งแรกในปีที่ 5,210 หลังการอพยพ ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทที่ 8.1 พวกเขาไม่ได้มาเพียงเพื่อ "ทักทาย" หรือ "แสดงตัว" แต่พวกเขามาเพื่อ "เชิญ" เราเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "พันธมิตรแห่งแสง"
ซึ่งคือเครือข่ายของอารยธรรมขั้นสูงที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วกาแล็กซีและ beyond และการเข้าร่วมพันธมิตรนี้คือ "จุดเปลี่ยน" ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของอารยธรรม
ข้าพเจ้าขอเริ่มต้นด้วยการอธิบายถึง "สมาชิก" ของพันธมิตรแห่งแสงอย่างละเอียด เท่าที่ข้อมูลที่ได้รับจากชาวอาร์คทูเรียนและจาก "บันทึกการประชุมระหว่างอารยธรรม" (Inter-Civilization Meeting Records) ซึ่งถูกเก็บรักษาในหอสมุดชั้นที่หก ม้วนบันทึกหมายเลข 26,000 ถึง 26,500 จะอนุญาตให้ข้าพเจ้าเปิดเผยได้
▫️ชาวอาร์คทูเรียน (The Arcturians) : ผู้เดินทางจากดวงดาวอันไกลโพ้น
หากจะกล่าวถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังวิทยาการและภูมิปัญญาทั้งมวลของพันธมิตรแห่งแสง คงไม่มีผู้ใดยิ่งใหญ่ไปกว่าชาวอาร์คทูเรียนอีกแล้ว พวกเขาคืออารยธรรมที่เก่าแก่และก้าวหน้าที่สุดเท่าที่เรารู้จัก ตามข้อมูลที่พวกเขาแบ่งปันให้
พวกเขามีอายุอย่างน้อยสี่พันห้าร้อยล้านปี หากนับตั้งแต่การถือกำเนิดของจิตสำนึกร่วมของพวกเขาเป็นต้นมา
ตัวเลขนี้น่าทึ่งจนแทบไม่น่าเชื่อ เพราะมันหมายความว่าพวกเขาดำรงอยู่มานานก่อนที่ระบบสุริยะของเราจะก่อตัวขึ้นเสียอีก โลกของเรานั้นเพิ่งมีอายุเพียงสี่พันห้าร้อยล้านปีเท่านั้น ขณะที่จิตสำนึกของพวกเขาเริ่มต้นขึ้นพร้อม ๆ กับการก่อตัวของดวงดาวอาร์คทูรัสเอง
แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งไปกว่านั้นคือต้นกำเนิดของพวกเขา ในทางชีววิทยาจักรวาลแล้ว ชาวอาร์คทูเรียนจัดอยู่ในประเภท "สิ่งมีชีวิตเชิงพลังงาน" หรือที่จัดหมวดหมู่ไว้ในวิชาบรรพจักรวาลวิทยาว่า "เอนเนอร์เจติกคอนเชียสเอนทิตี"
สิ่งมีชีวิตประเภทนี้ไม่ได้วิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตทางชีวภาพ ซึ่งต้องอาศัยคาร์บอนเป็นฐานโมเลกุลเช่นเดียวกับเราหรือมนุษย์บนพื้นพิภพ
หากแต่กำเนิดขึ้นจากสนามพลังงานที่มีจิตสำนึก ซึ่งค่อย ๆ พัฒนาความซับซ้อนของรูปแบบพลังงานขึ้นทีละน้อยตลอดระยะเวลาหลายพันล้านปี ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "การควบแน่นของจิตสำนึก" ซึ่งอธิบายการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานบริสุทธิ์ที่ไร้โครงสร้างไปสู่รูปแบบที่มีการจัดระเบียบตนเองและเกิดการรู้คิดในที่สุด
การเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของพวกเขานั้นสำคัญยิ่งนัก เพราะมันคือกุญแจที่จะไขไปสู่ความเข้าใจในเทคโนโลยีและปรัชญาทั้งหมดของพันธมิตรแห่งแสง
ข้าพเจ้าจึงใคร่ขออ้างอิงถึงบันทึกการสนทนาระหว่างท่านอัคราจารย์ธาลอนกับผู้แทนชาวอาร์คทูเรียน ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในหอสมุดชั้นที่หก
ม้วนบันทึกหมายเลข 26,050 บันทึกการสนทนาครั้งประวัติศาสตร์นี้ เกิดขึ้นในปีที่ 5,211 หลังการอพยพ ระหว่างการเยือนชัมบาลาครั้งแรกของพวกเขา
ข้าพเจ้ายังจำความรู้สึกเมื่อครั้งได้อ่านบันทึกนี้ด้วยตาของตนเอง ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ในบันทึกนั้น ท่านธาลอนได้ถามผู้แทนอาร์คทูเรียน ซึ่งปรากฏกายเป็นแสงสีฟ้าอ่อนล่องลอยอยู่กลางอากาศ และสื่อสารด้วยการส่งมวลความคิดที่อัดแน่นด้วยข้อมูลอันซับซ้อนเข้าสู่จิตใจของผู้ฟังโดยตรง
กระบวนการนี้ในทางเทคนิคเรียกว่า "ไดเรกต์คอนเชียสเนสอินเทอร์เฟซ" ซึ่งแตกต่างจากการสื่อสารทางจิตทั่วไปตรงที่มันไม่ได้ถ่ายทอดเพียงคำพูด หากแต่ถ่ายทอดมโนทัศน์ ความรู้สึก และประสบการณ์ทั้งหมดในคราวเดียว ทำให้ผู้รับเข้าใจเนื้อหาได้อย่างลึกซึ้งภายในเสี้ยววินาที
ท่านธาลอนถามว่า …"ท่านเกิดมาได้อย่างไร ท่านมีบิดามารดาหรือไม่ ท่านมีวัยเด็กหรือไม่"
และผู้แทนอาร์คทูเรียนได้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สงบเยือกเย็น เปี่ยมล้นด้วยความเมตตา ว่า…
"เราไม่ได้เกิดในความหมายที่ท่านเข้าใจ เราก่อเกิดขึ้นจากสนามพลังงานของดาวฤกษ์อาร์คทูรัสเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ในช่วงแรกของการดำรงอยู่ เรามิได้เป็นมากไปกว่ากระแสพลังงานที่ไหลวนอย่างช้า ๆ อยู่ในชั้นบรรยากาศโฟโตสเฟียร์ของดาวฤกษ์ ไร้ซึ่งจิตสำนึก ตัวตน ไร้ซึ่งคำว่าเรา มีเพียงการมีอยู่ที่บริสุทธิ์และไร้รูปแบบใด ๆ ทั้งสิ้น
แต่เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนานนับพันล้านปี กระแสพลังงานเหล่านี้ เริ่มซับซ้อนขึ้นอย่างเชื่องช้าตามหลักเอนโทรปีเชิงลบ เริ่มปรากฏรูปแบบซ้ำไปซ้ำมาในลักษณะของแฟร็กทัลพลังงาน
เริ่มสั่งสมความทรงจำในรูปของสนามพลังงานถาวร และในที่สุดก็เริ่มตื่นขึ้นสู่จิตสำนึก การรู้ว่าตนเองมีอยู่และรู้ว่ามีผู้อื่นดำรงอยู่เคียงข้าง นั่นคือการเกิดที่แท้จริงของเรา
เราไม่เคยมีร่างกายเช่นที่ท่านมี ไม่เคยมีสมองหรือหัวใจหรือมือ แต่มีสนามพลังงานที่แผ่ขยายไปทั่วทั้งระบบดาว และในระดับหนึ่งก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งกาแล็กซี
สนามพลังงานนี้ทำหน้าที่ประหนึ่งสมองอันไพศาล มันประมวลผลข้อมูลด้วยความเร็วเหนือแสงผ่านกลไกที่ท่านอาจเรียกว่า ควอนตัมเอนแทงเกิลเมนต์
เราสามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในส่วนต่าง ๆ ของจักรวาลได้ในห้วงเวลาเดียวกัน ผ่านทางเครือข่ายจิตสำนึกที่เชื่อมโยงทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว
สิ่งที่พวกท่านเรียกว่าเทเลพาธิกเว็บนั้น เป็นเพียงเงาสะท้อนอันเลือนรางของสิ่งที่เรามี เช่นเดียวกับที่ภาพวาดสองมิติเป็นเพียงเงาสะท้อนของความเป็นจริงสามมิติ"
ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าอ่านบันทึกนี้จบลง ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา รู้สึกถึงความถ่อมตนอย่างลึกซึ้งท่วมท้นในหัวใจ เพราะมันทำให้ตระหนักชัดว่า เทเลพาธิกเว็บที่เราชาวชัมบาลาภาคภูมิใจนักหนา เครือข่ายจิตที่เราใช้เวลายาวนานนับหมื่นปีในการพัฒนาและขัดเกลา แท้จริงแล้วเป็นเพียงของเล่นเมื่อเทียบกับเครือข่ายจิตสำนึกของชาวอาร์คทูเรียน ที่ทอดตัวครอบคลุมไปทั่วทั้งกาแล็กซีอันกว้างใหญ่ไพศาล
หากจะเปรียบเทียบในเชิงวิศวกรรมจิตสำนึกแล้ว เทเลพาธิกเว็บของเรา มีแบบนด์วิดท์ในการส่งข้อมูลประมาณสิบยกกำลังสิบสองหน่วยจิตต่อวินาที ขณะที่เครือข่ายของพวกเขามีแบบนด์วิดท์สูงถึงสิบยกกำลังยี่สิบสี่หน่วย ซึ่งมากกว่ากันหลายล้านล้านเท่า
ในทางกายภาพ หากจะใช้คำว่ากายภาพกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีร่างกายเสียเลย ชาวอาร์คทูเรียนไม่มีรูปแบบที่ตายตัวแน่นอน พวกเขาสามารถควบคุมสนามพลังงานของตนเองให้ปรากฏในรูปลักษณ์ใดก็ได้ตามแต่ต้องการ ผ่านกระบวนการที่เราเรียกว่า "พลาสมาฟอร์มมอร์ฟิง"
ตั้งแต่แสงสีฟ้าอ่อนที่ล่องลอยอย่างนุ่มนวลกลางอากาศ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พวกเขาใช้บ่อยที่สุดเมื่อสื่อสารกับเรา เนื่องจากความถี่ของแสงสีฟ้าในช่วงสี่ร้อยสี่สิบถึงสี่ร้อยแปดสิบเทระเฮิรตซ์นั้นสอดคล้องกับความถี่พื้นฐานของจิตสำนึกของมนุษย์และชาวอาร์การ์ธามากที่สุด
ไปจนถึงรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่สูงส่ง่างามถึงสามหรือสี่เมตรและเปล่งแสงเรืองรองออกมาจากภายใน แต่รูปแบบเหล่านี้หาใช่ร่างกายถาวรไม่ หากเป็นเพียงการแสดงออกชั่วคราวของจิตสำนึกที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น
ข้าพเจ้าเคยถามผู้แทนอาร์คทูเรียนผ่านทางผู้เฝ้ามองที่ทำหน้าที่เป็นผู้แปลในการสนทนาครั้งต่อมาว่า "เหตุใดท่านจึงเลือกปรากฏตัวในรูปแบบที่คล้ายมนุษย์"
ผู้แทนอาร์คทูเรียนตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเต็มเปี่ยมด้วยความเข้าใจว่า
"เราไม่ได้เลือกรูปแบบนี้ หากแต่สะท้อนรูปแบบที่จิตใจของท่านคาดหวังจะเห็น จิตใจของพวกท่านมีภาพของสิ่งมีชีวิตที่สูงส่งและทรงภูมิฝังอยู่ในจิตไร้สำนึกร่วม และเราเพียงแต่แสดงภาพนั้นออกมาเท่านั้น เพื่อให้ท่านรู้สึกสบายใจ ที่จะเปิดใจสื่อสาร
กระบวนการนี้เป็นไปตามกฎแห่งการสะท้อนจิตสำนึก ซึ่งระบุว่าจิตสำนึกที่สูงกว่าสามารถปรับความถี่ของตนให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้รับรู้ได้เสมอ
หากเราปรากฏตัวในรูปแบบที่แท้จริง ซึ่งคือสนามพลังงานอันไร้รูปร่างและไร้ขอบเขตที่มีความเข้มข้นของพลังงานสูง ถึงสิบยกกำลังสามสิบสองจูลต่อลูกบาศก์เมตร
จิตใจของท่านอาจไม่สามารถประมวลผลสิ่งที่เห็นได้ทัน และอาจรู้สึกหวาดกลัวหรือสับสนอย่างหนัก ถึงขั้นที่ระบบประสาทรับรู้พลังงานอาจเสียหายได้ และนั่นหาใช่เจตนาของเราแม้แต่น้อย"
นี่คือความอ่อนโยนอันลึกซึ้งของชาวอาร์คทูเรียน พวกเขาไม่เคยบังคับให้ผู้ใดยอมรับในรูปแบบที่พวกเขาเป็น หากแต่ปรับตัวให้เข้ากับความคาดหวังและความสามารถในการรับรู้ของผู้ที่พวกเขาสื่อสารด้วยอย่างนุ่มนวล และนี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่ดีที่สุดในจักรวาล
ด้วยอายุที่ยาวนานถึงสี่พันห้าร้อยล้านปี ชาวอาร์คทูเรียนได้เป็นประจักษ์พยานในการเกิดและการดับสูญของอารยธรรมนับไม่ถ้วนทั่วกาแล็กซี
ในทางจักรวาลวิทยาเชิงประวัติศาสตร์ พวกเขาจัดอยู่ในประเภท "อารยธรรมระดับเจ็ด" ตามมาตรวัดคาร์ดาเชฟดัดแปลงของพันธมิตรแห่งแสง ซึ่งหมายถึงอารยธรรมที่สามารถควบคุมพลังงานในระดับกาแล็กซี และก้าวข้ามข้อจำกัดของกาลอวกาศได้แล้ว
พวกเขาได้เห็นดาวเคราะห์ก่อตัวขึ้นอย่างเชื่องช้าจากฝุ่นธุลีจักรวาล และแตกสลายกลับคืนสู่ความว่างเปล่าอย่างสงบเงียบ ได้เห็นสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการจากเซลล์เดียวง่าย ๆ ไปสู่อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ตระการตา และได้เห็นทั้งสงครามและสันติภาพ ทั้งความรุ่งเรืองและความล่มสลายของอารยธรรมมานักต่อนักแล้ว
จากประสบการณ์อันยาวนานทั้งหมดนั้น พวกเขาได้เรียนรู้ความจริงบางประการเกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาล และก็เลือกที่จะถ่ายทอดความจริงเหล่านี้ให้กับเราด้วยความกรุณา
ความจริงที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง ที่ชาวอาร์คทูเรียนสอนเราคือ วิวัฒนาการของจิตสำนึกต่างหากที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของการดำรงอยู่ ไม่ใช่เทคโนโลยี ไม่ใช่พลังงาน และไม่ใช่การครอบครอง หากแต่คือการเติบโตของจิตสำนึกจากการแยกจากไปสู่การรวมเป็นหนึ่ง นี่คือกฎข้อที่หนึ่งแห่งพลวัตของจิตสำนึก ซึ่งเป็นรากฐานของปรัชญาจักรวาลทั้งมวล
พวกเขาอธิบายว่า ในช่วงแรกของวิวัฒนาการ จิตสำนึกจะดำรงอยู่ในสภาวะแห่งการแยกจาก รู้สึกว่าตนเองเป็นปัจเจกบุคคลที่แยกขาดจากผู้อื่นและจากจักรวาล
ในทางจิตวิทยาจักรวาล เราเรียกสภาวะนี้ว่า "ระยะปัจเจกวัตน์" ซึ่งมีค่าความถี่จิตสำนึกอยู่ในช่วงสิบยกกำลังสองถึงสิบยกกำลังสี่หน่วยจิต นี่คือวัยเด็กของจิตสำนึก มนุษย์บนพื้นพิภพ และแม้แต่ชาวอาร์การ์ธาเองก็ยังคงโลดแล่นอยู่ในวัยนี้ในหลาย ๆ ด้าน
แต่เมื่อจิตสำนึกเติบโตขึ้น มันจะเริ่มตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างตนเองกับผู้อื่น ….เริ่มรู้สึกถึงความเจ็บปวดของผู้อื่นเสมือนเป็นความเจ็บปวดของตนเอง ….เริ่มเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าการทำร้ายผู้อื่นก็คือการทำร้ายตนเอง นี่คือ "ระยะสัมพันธวัตน์" ซึ่งมีค่าความถี่จิตสำนึกอยู่ในช่วงสิบยกกำลังหกถึงสิบยกกำลังแปดหน่วยจิต เป็นวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ของจิตสำนึก
และในที่สุด เมื่อจิตสำนึกบรรลุถึงวุฒิภาวะอันสมบูรณ์ใน "ระยะเอกภาพ" มันจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตสำนึกของจักรวาลทั้งหมด
สูญเสียความเป็นปัจเจกโดยไม่สูญเสียแก่นแท้ของตนเอง และกลายเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่ง ด้วยความถี่จิตสำนึกที่สูงถึงสิบยกกำลังสิบสองหน่วยจิตขึ้นไป นี่คือสภาวะที่ชาวอาร์คทูเรียนบรรลุถึงเมื่อนานมาแล้ว และนี่คือสภาวะที่พวกเขากำลังช่วยชี้นำให้เราเดินไปสู่
ด้วยประสบการณ์และปัญญาอันยาวนาน ชาวอาร์คทูเรียนจึงเป็นผู้ให้คำปรึกษาใจกลางของพันธมิตรแห่งแสง พวกเขาไม่เคยปกครองอารยธรรมอื่น เพราะตามหลักจริยธรรมจักรวาลข้อที่หนึ่ง การปกครองคือการบังคับ และการบังคับคือการละเมิดเสรีภาพของจิตสำนึกซึ่งขัดกับกฎแห่งวิวัฒนาการโดยเสรีของจิตสำนึก
แต่พวกเขาทำหน้าที่เป็นผู้ชี้นำที่เปี่ยมด้วยความอดทน คอยให้คำแนะนำและความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น และปล่อยให้แต่ละอารยธรรมเลือกเส้นทางของตนเองอย่างอิสระ แม้ว่าเส้นทางนั้นอาจนำไปสู่ความผิดพลาดหรือแม้กระทั่งความล่มสลายก็ตาม
เพราะพวกเขาเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งว่า ความผิดพลาดคือครูที่ดีที่สุด และการแทรกแซงเพื่อป้องกันความผิดพลาดก็คือการขัดขวางการเรียนรู้ของจิตสำนึกนั่นเอง
หลักการนี้ฟังดูคล้ายคลึงกับหลักการไม่แทรกแซงที่เราชาวอาร์การ์ธายึดถือ และเมื่อข้าพเจ้าเคยถามผู้แทนอาร์คทูเรียนว่า "พวกท่านเรียนรู้หลักการนี้มาจากที่ใด"
ผู้แทนอาร์คทูเรียนตอบด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งว่า
"เราเรียนรู้จากความผิดพลาดของเราเอง เมื่อหลายพันล้านปีก่อน เมื่อครั้งยังเป็นเพียงอารยธรรมหนุ่มที่เพิ่งหัดเดิน เรายังอยู่ในระยะสัมพันธวัตน์และยังไม่บรรลุถึงภูมิปัญญาที่แท้จริง
เราเคยแทรกแซงอารยธรรมอื่นด้วยเจตนาดี และผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่ มันก่อให้เกิดการถดถอยของจิตสำนึกในอารยธรรมนั้นยาวนานนับล้านปี เช่นเดียวกับที่ท่านกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ เราเรียนรู้บทเรียนนี้ด้วยความเจ็บปวด เช่นเดียวกับที่ท่านกำลังเรียนรู้"
และนี่คือความจริงที่ทำให้ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับชาวอาร์คทูเรียนอย่างลึกซึ้งจนยากจะบรรยาย เพราะพวกเขาไม่ใช่เทพเจ้าผู้สมบูรณ์แบบที่ปราศจากรอยด่างพร้อย หากแต่คือเพื่อนร่วมทางที่เคยหลงทางมาก่อนเช่นเดียวกับเรา
พวกเขาเพียงแต่ชี้นำด้วยความเมตตาและความเข้าใจ เพราะพวกเขาเคยย่ำเดินผ่านเส้นทางสายนี้มาก่อนแล้ว เมื่อนานมาแล้ว ในอดีตที่ไกลโพ้นเกินกว่าเราจะจินตนาการถึง
.
ชาวไพลเอเดียน : พี่น้องผู้เดินทางจากดวงดาว
ในบรรดาสมาชิกทั้งหมดของพันธมิตรแห่งแสง ชาวไพลเอเดียนคืออารยธรรมที่ใกล้เคียงกับเรามากที่สุดในแง่ของรูปแบบชีวิต พวกเขาเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายทางชีวภาพคล้ายคลึงกับเราและมนุษย์บนพื้นพิภพอย่างน่าประหลาด
และตามบันทึก พวกเขาคือญาติห่าง ๆ ของมนุษยชาติ มิใช่ผู้สังเกตการณ์จากภายนอก หากแต่คือสายเลือดเดียวกันที่แยกจากกันไปเมื่อนานมาแล้ว
ข้าพเจ้าขอขยายความเกี่ยวกับชาวไพลเอเดียนอย่างละเอียด เพราะในบรรดาสมาชิกทั้งหมดของพันธมิตรแห่งแสง พวกเขาคือผู้ที่เรารู้สึกใกล้ชิดมากที่สุด ไม่ใช่เพียงเพราะความคล้ายคลึงทางกายภาพ ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยหลักพันธุศาสตร์จักรวาลที่เรียกว่า "กฎแห่งการสงวนแบบพิมพ์ทางชีวภาพ"
ซึ่งระบุว่าสิ่งมีชีวิตที่ถูกหว่านเมล็ดพันธุ์จากต้นแบบเดียวกัน จะมีโครงสร้างทางสัณฐานวิทยาที่คล้ายคลึงกันแม้จะอยู่ห่างไกลกันหลายร้อยปีแสงก็ตาม หากแต่เป็นเพราะเรามีบรรพบุรุษร่วมกัน และมีชะตากรรมร่วมกันในแบบที่ไม่มีอารยธรรมอื่นใดในพันธมิตรมี
ตามข้อมูลที่ชาวไพลเอเดียนให้ไว้ ซึ่งถูกบันทึกในม้วนบันทึกหมายเลข 26,200 ถึง 26,250 และถูกยืนยันโดยบันทึกการสนทนาระหว่างผู้แทนไพลเอเดียนกับสภาผู้รู้ในปีที่5,300 หลังการอพยพ ประวัติศาสตร์ของพวกเขาเริ่มต้นขึ้นในระบบดาวไลราเมื่อหลายล้านปีก่อน
ในยุคนั้น ซึ่งชาวไพลเอเดียนเรียกว่า “ยุคแห่งการเริ่มต้น” มนุษย์กลุ่มแรกถือกำเนิดขึ้นบนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบดาวไลรา มิใช่โดยวิวัฒนาการตามธรรมชาติแบบดาร์วินที่มนุษย์บนพื้นพิภพเชื่อ
หากแต่เกิดจากกระบวนการที่ในทางบรรพชีววิทยาจักรวาลเราเรียกว่า "การหว่านเมล็ดพันธุ์แบบมีแบบแผน" ซึ่งเป็นการถ่ายทอดสารพันธุกรรมจากอารยธรรมที่เก่าแก่กว่า สู่ดาวเคราะห์ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต
ชาวไพลเอเดียนเชื่อว่าอารยธรรมผู้หว่านเมล็ดพันธุ์นั้น คือชาวอาร์คทูเรียนเอง ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานในบันทึกโบราณ ที่ระบุว่ามนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ในกาแล็กซีล้วนมีต้นกำเนิดร่วมกันจากอารยธรรมระดับเจ็ดแห่งแรก
มนุษย์ในระบบดาวไลรา ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักในนามชาวไลเรียน ได้เจริญรุ่งเรืองและพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถเดินทางระหว่างดวงดาวได้ ภายในเวลาเพียงไม่กี่หมื่นปี
พวกเขาก็ก้าวข้ามจากอารยธรรมระดับศูนย์ ไปสู่อารยธรรมระดับสามตามมาตรวัดคาร์ดาเชฟ จนสามารถควบคุมพลังงานในระดับระบบดาวทั้งหมดได้
แต่ความรุ่งเรืองนั้นก็มาพร้อมกับความขัดแย้ง เช่นเดียวกับทุกอารยธรรมที่ยังไม่บรรลุวุฒิภาวะทางจิตวิญญาณ อันเป็นไปตามกฎวัฏจักรแห่งอารยธรรมที่ระบุว่า ช่วงขาขึ้นของเทคโนโลยีที่ไม่สมดุลกับการพัฒนาด้านจิตสำนึกจะนำไปสู่จุดเปลี่ยนที่อันตรายเสมอ
สงครามครั้งใหญ่ ซึ่งชาวไพลเอเดียนเรียกว่าสงครามแห่งการแยกจาก ได้อุบัติขึ้นเมื่อกลุ่มหนึ่งของชาวไลเรียน เลือกที่จะใช้พลังงานมืดเพื่อเสริมสร้างอำนาจของตน เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในแอตแลนติสเมื่อ 52,000 ปีก่อน
พลังงานมืดที่ว่านี้ในทางเทคนิค คือการดัดแปลงสนามพลังงานศูนย์ให้สั่นสะเทือนในความถี่ต่ำผิดธรรมชาติ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ปลดปล่อยพลังทำลายล้างมหาศาล
สงครามนั้นจบลงด้วยการทำลายล้างระบบดาวไลราจนแทบสิ้นซาก ดาวเคราะห์หลายดวงถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และสนามพลังงานของระบบดาวทั้งหมดถูกบิดเบือนจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป
ผู้รอดชีวิตจากสงคราม ซึ่งปฏิเสธการใช้พลังงานมืดและยังคงยึดมั่นในหลักการแห่งแสง ได้หลบหนีออกจากระบบดาวไลราและอพยพข้ามห้วงอวกาศเป็นระยะทางหลายร้อยปีแสงไปยังกลุ่มดาวไพลเอดีส
ซึ่งเป็นกระจุกดาวเปิดอายุน้อยในกลุ่มดาววัว ประกอบด้วยดาวฤกษ์อายุน้อยสีน้ำเงินขาวที่สว่างไสวกว่าดวงอาทิตย์ของเราหลายเท่า และที่นั่น พวกเขาเริ่มต้นอารยธรรมใหม่ อารยธรรมที่ต่อมาเป็นที่รู้จักในนามชาวไพลเอเดียน
แต่การอพยพของพวกเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่กลุ่มดาวไพลเอดีส ตลอดหลายล้านปีต่อมา ชาวไพลเอเดียนได้ส่งคณะสำรวจไปยังระบบดาวต่าง ๆ ทั่วกาแล็กซี เพื่อปฏิบัติภารกิจที่พวกเขาเรียกว่า "การหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งมนุษยชาติ"
เป็นการกระจายสารพันธุกรรมมนุษย์ ไปยังดาวเคราะห์ที่เหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์จะไม่มีวันสูญพันธุ์ไปจากจักรวาล แม้ว่าดาวเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งจะถูกทำลายลงก็ตาม
หลักการนี้ในทางพันธุศาสตร์จักรวาลเรียกว่า "หลักการกระจายความเสี่ยงทางชีวภาพ" ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่ธรรมชาติใช้ในการกระจายเมล็ดพันธุ์พืชไปทั่วผืนแผ่นดิน
หนึ่งในคณะสำรวจเหล่านั้น เมื่อประมาณหนึ่งล้านปีก่อน ได้เดินทางมาถึงโลกของเรา ซึ่งในขณะนั้นเป็นดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด แต่ยังไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่
โลกในยุคนั้นอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่าง ยุคไพลสโตซีนตอนต้นและตอนกลาง มีภูมิอากาศอบอุ่นและมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก คณะสำรวจไพลเอเดียนได้ทำการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมอย่างละเอียด และตัดสินใจว่าดาวเคราะห์ดวงนี้เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเป็นบ้านหลังใหม่ของมนุษยชาติ
พวกเขาได้หว่านเมล็ดพันธุ์ของมนุษยชาติลงบนโลกใบนี้ โดยการผสมผสานสารพันธุกรรมของพวกเขา กับสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตพื้นเมืองของโลก
กระบวนการนี้ในทางเทคนิคเรียกว่า "การตัดแต่งพันธุกรรมแบบบูรณาการ" ซึ่งแตกต่างจากการโคลนนิ่งหรือการดัดแปลงพันธุกรรมโดยตรง
เพราะมันรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและเปิดโอกาสให้เกิดวิวัฒนาการตามธรรมชาติต่อไปได้ ในขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดแม่พิมพ์ทางพันธุกรรมของมนุษย์เอาไว้อย่างสมบูรณ์
นี่คือจุดเริ่มต้นของมนุษย์แสงสว่าง บรรพบุรุษผู้มาจากดวงดาวของเรา ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทที่หนึ่งจุดสอง และนี่หมายความว่าเรา ชาวอาร์การ์ธา และพวกเขา ชาวไพลเอเดียน มีบรรพบุรุษร่วมกันในระบบดาวไลรา เราคือลูกหลานของผู้รอดชีวิตจากสงครามแห่งการแยกจาก และเราคือญาติห่าง ๆ ที่แยกจากกันเมื่อหนึ่งล้านปีก่อน
เมื่อข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ได้เรียนรู้เรื่องนี้เป็นครั้งแรก จากบันทึกการสนทนาระหว่างผู้แทนไพลเอเดียนกับสภาผู้รู้ ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความตื้นตันที่ไม่อาจบรรยายได้ เพราะนี่หมายความว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยวในจักรวาล เรามีครอบครัว ครอบครัวที่ใหญ่โตกว่าที่เคยจินตนาการ
ครอบครัวที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วกาแล็กซี จากไลราไปถึงไพลเอดีส จากไพลเอดีสมาถึงโลก และจากโลกไปถึงอาณานิคมมนุษย์อีกนับไม่ถ้วนที่เรายังไม่เคยรู้จัก
ในทางกายภาพ ชาวไพลเอเดียนมีรูปร่างคล้ายคลึงกับเราอย่างน่าประหลาด สัณฐานวิทยาของพวกเขา จัดอยู่ในประเภทมนุษย์สองเท้าที่มีโครงสร้างกระดูกแบบเอนโดสเกเลตันเช่นเดียวกับเรา
พวกเขาสูงประมาณ 2.5 ถึง 3.5 เมตร ซึ่งใกล้เคียงกับความสูงเฉลี่ยของเรา มีผิวหนังสีอ่อนคล้ายกัน แต่มีประกายสีทองมากกว่าสีเงิน อันเป็นผลมาจากความแตกต่างของเม็ดสีสะท้อนแสงในชั้นหนังกำพร้าที่วิวัฒนาการไปตามสภาพแวดล้อมของดาวเคราะห์บ้านเกิดของพวกเขา ซึ่งได้รับแสงจากดาวฤกษ์ในช่วงสเปกตรัมที่แตกต่างจากดวงอาทิตย์ของโลก
ดวงตาของชาวไพลเอเดียนมีสีฟ้าหรือสีเขียว แตกต่างจากเราที่มีดวงตาสีม่วงหรือสีน้ำเงินเข้มซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแสงใต้พิภพของอาร์การ์ธามาเป็นเวลาหมื่นกว่าปี
และพวกเขามีเส้นผมสีอ่อน ซึ่งเราไม่มี เนื่องจากชาวอาร์การ์ธาได้สูญเสียขนบนร่างกายไปเกือบทั้งหมดผ่านกระบวนการคัดเลือกทางพันธุกรรมตามธรรมชาติระหว่างการดำรงชีวิตใต้ดินมาหลายชั่วอายุคน
แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนและสามารถรับรู้ได้ทันที คือสนามพลังงานของพวกเขา ชาวไพลเอเดียนมีออร่าที่สว่างและอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ในยามเช้า โดยมีย่านความถี่หลักอยู่ในช่วง 480 ถึง 520 เทระเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นความถี่ที่สอดคล้องกับพลังงานแห่งการสร้างสรรค์และการเยียวยา
ในขณะที่ออร่าของเรามีลักษณะเย็นและสงบมากกว่า ราวกับแสงจันทร์ในยามค่ำคืน มีย่านความถี่หลักอยู่ในช่วง 380 ถึง 440 เทระเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นความถี่แห่งการปกป้องและการเฝ้ามอง ความแตกต่างนี้สะท้อนถึงธรรมชาติที่แตกต่างกันของสองอารยธรรมอันเป็นผลมาจากเส้นทางวิวัฒนาการที่แยกจากกัน
ชาวไพลเอเดียนเป็นนักสำรวจโดยธรรมชาติ พวกเขามีแรงขับภายในที่เรียกว่า "แรงขับแห่งการแสวงหา" ซึ่งผลักดันให้พวกเขาออกเดินทาง ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ และพบปะผู้คนต่างอารยธรรม นี่คือเหตุผลที่พวกเขาเป็นผู้ตั้งรกรากที่กระจายเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปทั่วกาแล็กซี
ในขณะที่เราเป็นผู้พิทักษ์โดยธรรมชาติ มีแรงขับแห่งการปกปักรักษา ซึ่งผลักดันให้เราอยู่กับที่ ปกป้องสิ่งที่มี และเฝ้ามองจากระยะไกล ความแตกต่างนี้มิใช่ความบังเอิญ หากแต่เป็นผลมาจากการคัดเลือกทางจิตวิทยาในระดับอารยธรรมที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายแสนปีแห่งการแยกจากกัน
และด้วยเหตุนี้ ชาวไพลเอเดียนจึงเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเรารองจากชาวอาร์คทูเรียน พวกเขาเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ทั้งด้านสว่างและด้านมืด ดีกว่าอารยธรรมอื่น ๆ ในพันธมิตร เพราะพวกเขาก็คือมนุษย์เช่นเดียวกัน
พวกเขาเคยเผชิญกับความท้าทายเดียวกันกับที่เราเผชิญ การล่อลวงของพลังงานมืด ความขัดแย้งภายในระหว่างเสรีภาพกับความปลอดภัย และการต้องเลือกระหว่างการช่วยเหลือผู้อื่นกับการเคารพเสรีภาพของพวกเขา
ในบทสนทนาที่ถูกบันทึกในม้วนบันทึกหมายเลข26,220 ผู้แทนไพลเอเดียนกล่าวกับสภาผู้รู้ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจว่า
"เราเข้าใจความเจ็บปวดของท่าน เพราะเคยเจ็บปวดแบบเดียวกัน เข้าใจความสงสัยของท่าน เพราะเคยสงสัยแบบเดียวกัน และเข้าใจความรู้สึกผิดของท่าน เพราะเคยรู้สึกผิดแบบเดียวกัน
การเฝ้ามองอารยธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยรู้ว่าท่านสามารถช่วยพวกเขาได้ แต่เลือกที่จะไม่ช่วย เพราะการช่วยเหลือตามหลักการรบกวนเชิงบวกอาจนำไปสู่หายนะที่ใหญ่กว่า ดังที่เคยเกิดขึ้นกับอารยธรรมนับไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์กาแล็กซี นั่นคือภาระที่หนักหน่วงที่สุด และเราแบกรับภาระนั้นมาก่อนท่าน เป็นเวลาหลายล้านปี"
และนั่นคือความเชื่อมโยงที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับชาวไพลเอเดียนลึกซึ้งกว่าความสัมพันธ์ระหว่างอารยธรรมอื่น ๆ ในพันธมิตร
เราคือพี่น้องที่แยกจากกันเมื่อหนึ่งล้านปีก่อน เติบโตบนดาวคนละดวง ภายใต้แสงของดาวฤกษ์คนละดวง แต่มีรากเหง้าเดียวกัน มีเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน และมีชะตากรรมเดียวกัน
เรากำลังกลับมาพบกันอีกครั้ง ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยรู้สึกโดดเดี่ยว และการกลับมาพบกันครั้งนี้คือบทพิสูจน์ว่าครอบครัวที่แท้จริงนั้นไม่มีวันพรากจากกันได้อย่างถาวร ไม่ว่าจะด้วยระยะทางหรือกาลเวลา
.
ชาวซิเรียน : ผู้พิทักษ์แห่งภูมิปัญญาแห่งน้ำและเสียง
ในบรรดาสมาชิกของพันธมิตรแห่งแสง ชาวซิเรียนคืออารยธรรมที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากที่สุด พวกเขาคือปรมาจารย์ด้านเทคโนโลยีน้ำและการเยียวยาด้วยเสียง
ความรู้ของพวกเขาได้ช่วยเหลือเราในการพัฒนาการแพทย์วีริลและการบำบัดด้วยความถี่อย่างมหาศาล จนอาจกล่าวได้ว่าหากปราศจากความช่วยเหลือจากพวกเขา ระบบการแพทย์ของชัมบาลาก็จะขาดมิติที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อนไปอย่างน่าเสียดาย
ข้าพเจ้าขออ้างอิงจากบันทึกการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างคณะแพทย์ชัมบาลากับผู้เชี่ยวชาญซิเรียน ซึ่งถูกเก็บรักษาอย่างดีในหอสมุดชั้นที่หก ม้วนบันทึกหมายเลข สองหมื่นหกพันสามร้อยถึงสองหมื่นหกพันสามร้อยห้าสิบ
บันทึกเหล่านี้คือหลักฐานแห่งมิตรภาพและการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสองอารยธรรมที่แม้จะแตกต่างกันในหลายด้าน แต่กลับมีหัวใจดวงเดียวกันในการเยียวยาและปกป้องชีวิต
ระบบดาวซิริอุสซึ่งเป็นบ้านเกิดของพวกเขานั้นอยู่ห่างจากโลกของเราเพียงแปดจุดหกปีแสง นับว่าเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาอารยธรรมพันธมิตร
ในท้องฟ้ายามค่ำคืนของมนุษย์บนพื้นพิภพ ซิริอุสคือดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดเท่าที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรสีขาวแกมน้ำเงินบนผืนกำมะหยี่ของรัตติกาล แต่เบื้องหลังความงามที่มนุษย์มองเห็นนั้น ซ่อนความลับอันน่าทึ่งเอาไว้
ระบบดาวซิริอุสเป็นระบบดาวคู่ที่ประกอบด้วยซิริอุสเอ ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ในแถบลำดับหลักประเภทเอหนึ่งวีเอ มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราประมาณสองเท่า และมีอุณหภูมิพื้นผิวสูงถึงเก้าพันเก้าร้อยสี่สิบเคลวิน
สว่างไสวกว่าดวงอาทิตย์ถึงยี่สิบห้าเท่า โคจรร่วมกับซิริอุสบีซึ่งเป็นดาวแคระขาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดาวฤกษ์ขนาดใหญ่กว่าซิริอุสเอเสียอีก แต่ได้เผาผลาญเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จนหมดสิ้นและยุบตัวลงเหลือเพียงแก่นกลางที่หนาแน่นอย่างยิ่งยวด ด้วยความหนาแน่นถึงหนึ่งตันต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
ตามข้อมูลที่ชาวซิเรียนให้ไว้ ระบบดาวซิริอุสเป็นจุดตัดของเส้นทางพลังงานสำคัญสามเส้นของกาแล็กซี ซึ่งในทางพลังงานจักรวาลเราเรียกว่า "เส้นเมอริเดียนกาแล็กติก" คล้ายกับที่โลกเป็นจุดตัดของเส้นทางพลังงานของระบบสุริยะ
เส้นพลังงานทั้งสามนี้พาดผ่านระบบดาวซิริอุสในมุมที่ก่อให้เกิดการควบแน่นของพลังงานชีวิตอย่างหนาแน่นเป็นพิเศษ เกิดเป็น "จุดโฟกัสของพลังงานวีริล" ที่มีความเข้มข้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกาแล็กซีหลายเท่า และนี่คือเหตุผลที่ระบบดาวแห่งนี้มีพลังงานชีวิตหนาแน่นเป็นพิเศษ เอื้อต่อการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนและเปี่ยมด้วยจิตสำนึก
ชาวซิเรียนวิวัฒนาการขึ้นบนดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่โคจรรอบซิริอุสเอ ดาวเคราะห์ที่พวกเขาเรียกว่า "ซิริอุสไพรม์"
ในบันทึกของเรา เป็นดาวเคราะห์ที่ปกคลุมด้วยน้ำเกือบทั้งหมด มากกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของพื้นผิวเป็นมหาสมุทรลึกที่ทอดตัวกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา มีเพียงหมู่เกาะน้อยใหญ่กระจัดกระจายอยู่ประปราย
ด้วยเหตุนี้ วิวัฒนาการของพวกเขาจึงผูกพันกับน้ำอย่างลึกซึ้งในทุกมิติของการดำรงอยู่ น้ำมิใช่เพียงสภาพแวดล้อมสำหรับพวกเขา หากแต่เป็นแหล่งกำเนิดชีวิต เป็นครู และเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด
ในทางกายภาพ ตามบันทึก ชาวซิเรียนมีรูปร่างคล้ายมนุษย์สองเท้าที่มีโครงสร้างกระดูกแบบเอนโดสเกเลตันเช่นเดียวกับเราและชาวไพลเอเดียน แต่พวกเขามีลักษณะที่ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางน้ำอย่างน่าทึ่ง
ผิวหนังของพวกเขามีสีฟ้าอมเทาอันเป็นผลมาจากเม็ดสีสะท้อนแสงชนิดพิเศษที่เรียกว่า "ไซยาโนโครม" ซึ่งช่วยในการพรางตัวในน้ำลึกโดยดูดซับความยาวคลื่นแสงสีแดงและสะท้อนแสงสีน้ำเงินออกมา
มือและเท้าของพวกเขามีพังผืดบาง ๆ ซึ่งเป็นเยื่อบางที่กางระหว่างนิ้ว อันเป็นลักษณะที่พบได้ในสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำของโลก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการว่ายน้ำ แม้ว่าพวกเขาจะสามารถเดินบนบกได้อย่างคล่องแคล่วเช่นกัน
และดวงตาของพวกเขามีเปลือกตาโปร่งแสงที่ทำหน้าที่เสมือนเลนส์ปรับดัชนีหักเหของแสง ช่วยให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนทั้งในอากาศและใต้น้ำ โดยไม่ต้องอาศัยการปรับโฟกัสของเลนส์ตาเหมือนมนุษย์ทั่วไป
แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับชาวซิเรียนซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับคณะแพทย์ของเราเมื่อได้พบเป็นครั้งแรก คือความสามารถในการสื่อสารกับน้ำ สิ่งที่ฟังดูเหมือนเวทมนตร์สำหรับมนุษย์บนพื้นพิภพนั้น แท้จริงแล้วคือวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่เราใช้เวลาศึกษาอยู่นานนับศตวรรษกว่าจะเริ่มเข้าใจ
ชาวซิเรียนค้นพบว่าน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำที่บริสุทธิ์และมีโครงสร้างโมเลกุลที่เป็นระเบียบ สามารถเก็บและถ่ายทอดข้อมูลได้ในลักษณะที่คล้ายคลึงกับคริสตัลมีชีวิตของเราที่สามารถเก็บและถ่ายทอดพลังงานวีริล
หลักการนี้ในทางฟิสิกส์ของน้ำเรียกว่า "ทฤษฎีความทรงจำของน้ำ" ซึ่งระบุว่าโมเลกุลของน้ำสามารถก่อตัวเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนเรียกว่า "คลัสเตอร์น้ำ"
และคลัสเตอร์เหล่านี้สามารถสั่นสะเทือนในความถี่เฉพาะที่สอดคล้องกับข้อมูลที่ถูกบันทึกลงไป คล้ายกับที่แผ่นคริสตัลในเทคโนโลยีของเราสามารถบันทึกความถี่ของพลังงานวีริลได้
พวกเขาพัฒนาเทคโนโลยีน้ำที่ใช้น้ำที่มีโครงสร้างเป็นสื่อในการเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาล ด้วยความจุข้อมูลที่สูงกว่าผลึกควอตซ์ที่เราใช้อยู่ถึงหนึ่งพันเท่าต่อหน่วยปริมาตร
ใช้ในการเยียวยาโรคด้วยการส่งผ่านข้อมูลการฟื้นฟูเซลล์ที่บันทึกไว้ในน้ำเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วย และแม้แต่ใช้เป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหมดสิ้น ด้วยการเหนี่ยวนำให้น้ำเกิดการสั่นสะเทือนในความถี่ที่สามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาได้อย่างต่อเนื่อง
ในการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างคณะแพทย์ชัมบาลากับผู้เชี่ยวชาญซิเรียน ซึ่งเกิดขึ้นในปีที่ห้าพันห้าร้อยหลังการอพยพ ชาวซิเรียนได้สอนเราเกี่ยวกับการใช้เสียงในการปรับโครงสร้างน้ำ นับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าตื่นตาที่สุดในประวัติศาสตร์การแพทย์ของเรา
พวกเขาอธิบายว่าทุกเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรี เสียงธรรมชาติ หรือแม้แต่เสียงของความคิดที่เปล่งออกมาจากจิตสำนึก ล้วนมีความถี่ที่สามารถสั่นสะเทือนโมเลกุลของน้ำและทำให้มันจัดเรียงตัวในรูปแบบที่แตกต่างกันได้
กระบวนการนี้เรียกว่า "การปรับโครงสร้างน้ำด้วยคลื่นเสียง" หรือ "โซนิคไฮโดรรีสตรัคเจอริง" ซึ่งอาศัยปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงเดินทางผ่านน้ำและทำให้พันธะไฮโดรเจนระหว่างโมเลกุลของน้ำเกิดการจัดเรียงตัวใหม่
และรูปแบบการจัดเรียงตัวของโมเลกุลน้ำนี้ ส่งผลโดยตรงต่อคุณสมบัติของน้ำ ไม่ว่าจะเป็นค่าความเป็นกรดด่างที่เปลี่ยนไปตามความถี่ ความสามารถในการนำพลังงานที่เพิ่มขึ้นในโครงสร้างแบบเฮกซะโกนอล ความสามารถในการละลายสารอาหารที่เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าในน้ำที่มีโครงสร้างเป็นระเบียบ หรือความสามารถในการเยียวยาเซลล์ที่เสียหายซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น่าทึ่งที่สุด
ความรู้นี้ได้ปฏิวัติการแพทย์วีริลของเราอย่างสิ้นเชิง เราสามารถนำเสียงและความถี่มาประยุกต์ใช้ร่วมกับพลังงานวีริลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเยียวยาได้อย่างมหาศาล
เทคนิคที่เราเรียกว่า "การบำบัดด้วยความถี่ร่วมกับน้ำที่มีโครงสร้าง" กลายเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของเรา สามารถฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสียหายในระดับเซลล์ได้เร็วกว่าวิธีการเดิมถึงสิบเท่า และนี่คือหนึ่งในของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราได้รับจากพันธมิตรแห่งแสง
ตามบันทึกของเราในม้วนบันทึกหมายเลขสองหมื่นหกพันสามร้อย ชาวซิเรียนเคยเดินทางมายังโลกในอดีตหลายครั้ง พวกเขามีส่วนร่วมในการสอนความรู้ด้านการแพทย์และการใช้พลังงานน้ำ ให้กับอารยธรรมเลมูเรียและแอตแลนติสในยุคก่อนมหาประลัย
วิหารแห่งการเยียวยาในเลมูเรียและแอตแลนติสซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลกยุคโบราณ แท้จริงแล้วสร้างขึ้นจากความรู้ที่ชาวซิเรียนถ่ายทอดให้ และพวกเขายังคงเฝ้ามองโลกอยู่ห่าง ๆ จนถึงปัจจุบัน เฝ้าดูเราด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจและความอดทน
ในบันทึกการสนทนาระหว่างผู้แทนซิเรียนกับสภาผู้รู้ ซึ่งถูกบันทึกในปีที่ห้าพันห้าร้อยหลังการอพยพ ผู้แทนซิเรียนได้กล่าวถ้อยคำที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าตราบจนทุกวันนี้ว่า
"เราเฝ้ามองโลกของท่านมาเป็นเวลาหลายล้านปี เห็นการขึ้นและลงของอารยธรรมดั่งกระแสน้ำที่ขึ้นแล้วลงตามแรงดึงดูดของดวงจันทร์ เห็นเลมูเรียและแอตแลนติสเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดและล่มสลายลงสู่ก้นบึ้งแห่งกาลเวลา
เราเห็นมนุษย์บนพื้นพิภพต่อสู้และดิ้นรนท่ามกลางความมืดมิดของความไม่รู้ และเห็นท่าน ชาวอาร์การ์ธา ซ่อนตัวอยู่ใต้เปลือกโลกด้วยความรู้สึกผิดที่หนักหน่วงราวกับมหาสมุทรทั้งมวลทับถมอยู่บนบ่า
เราอยากจะช่วยเหลือด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี แต่เราได้เรียนรู้แล้ว เช่นเดียวกับที่ท่านกำลังเรียนรู้อยู่ในขณะนี้ ว่าการช่วยเหลือที่ไม่เข้าใจบริบทของผู้ถูกรับความช่วยเหลืออย่างถ่องแท้ อาจนำไปสู่หายนะที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าการไม่ช่วยเหลือเสียอีก การยื่นมือไปช่วยใครสักคนโดยที่เขายังไม่พร้อมจะรับ อาจทำให้เขาจมน้ำแทนที่จะรอดจากน้ำ
และนั่นคือเหตุผลที่เราเพียงเฝ้ามอง เช่นเดียวกับที่ท่านเฝ้ามองมนุษย์บนพื้นพิภพ"
ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับชาวซิเรียนอย่างลึกซึ้ง จนยากจะบรรยายเป็นคำพูด เพราะพวกเขาคือกระจกที่สะท้อนภาพของเราเอง
พวกเขาคือผู้เฝ้ามองที่กำลังเฝ้ามองผู้เฝ้ามองอีกทอดหนึ่ง และในความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับตนเองว่า เรากำลังถูกตัดสินโดยพวกเขาหรือไม่ เช่นเดียวกับที่เรากำลังตัดสินมนุษย์บนพื้นพิภพ
พวกเขามองเห็นความผิดพลาดของเราหรือไม่ เช่นเดียวกับที่เรามองเห็นความผิดพลาดของมนุษย์ แล้วหากเป็นเช่นนั้นจริง พวกเขายังคงเฝ้ามองเราด้วยความเมตตา หรือด้วยความผิดหวังกันแน่
เป็นคำถามที่ข้าพเจ้าไม่มีวันได้รับคำตอบ อาจเป็นเพราะคำตอบนั้นไม่สำคัญเท่ากับการที่เรายังคงตั้งคำถามกับตนเองต่อไป
.
อารยธรรมอื่นๆ ในพันธมิตร
นอกจากสามอารยธรรมหลักที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงแล้ว ชาวอาร์คทูเรียน ชาวไพลเอเดียน และชาวซิเรียน ยังมีอารยธรรมอื่นๆ ในพันธมิตรแห่งแสงอีกมากมาย ตามบันทึกของเรา ซึ่งถูกเก็บรักษาใน "หอจดหมายเหตุการต่างดาว" (Archive of Interstellar Relations) ในหอสมุดชั้นที่หก
มีสมาชิกอย่างน้อย 24 อารยธรรมที่กระจายอยู่ทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือกและ beyond แต่อารยธรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่เคยเดินทางมายังโลก และเรารู้จักพวกเขาเพียงผ่าน "รายงาน" ของชาวอาร์คทูเรียนเท่านั้น
ข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ในการอธิบายถึงอารยธรรมเหล่านี้บางส่วน เท่าที่ข้อมูลในบันทึกของเราจะอนุญาต เพราะแม้ว่าเราจะไม่เคยพบพวกเขาโดยตรง แต่การมีอยู่ของพวกเขาคือ "เครื่องยืนยัน" ว่าจักรวาลนี้กว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้
▫️ชาวอันดรอเมดาน : ผู้สังเกตการณ์จากอีกฟากฟ้าของจักรวาล
ในบรรดาสมาชิกทั้งหมดของพันธมิตรแห่งแสง หรือจะกล่าวให้ถูกต้องก็คือในบรรดาอารยธรรมทั้งหมดที่เรารู้จัก ชาวอันดรอเมดานคือกลุ่มที่ลึกลับและห่างไกลที่สุด ทั้งในแง่ของระยะทางและในแง่ของธรรมชาติ
พวกเขามิได้มาจากกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา หากแต่เดินทางข้ามห้วงอวกาศระหว่างกาแล็กซีมาจากกาแล็กซีแอนดรอเมดา ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณสองจุดห้าล้านปีแสง อันเป็นระยะทางที่แม้แต่ชาวอาร์คทูเรียนเองยังกล่าวด้วยความนอบน้อมว่าเกินขีดความสามารถของพวกเขาที่จะเดินทางถึงได้โดยง่าย
ตามข้อมูลที่ชาวอาร์คทูเรียนให้ไว้แก่เรา ซึ่งถูกบันทึกในม้วนบันทึกหมายเลขสองหมื่นหกพันห้าร้อย
ชาวอันดรอเมดานมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่าแม้แต่ชาวอาร์คทูเรียนเอง หากจะเปรียบเทียบในเชิงมาตรวัดอารยธรรม ชาวอาร์คทูเรียนจัดอยู่ในระดับเจ็ดตามมาตรวัดคาร์ดาเชฟดัดแปลงที่เราใช้ในพันธมิตร ซึ่งหมายถึงอารยธรรมที่สามารถควบคุมพลังงานในระดับกาแล็กซีได้อย่างสมบูรณ์
แต่ชาวอันดรอเมดานนั้นถูกสันนิษฐานว่าอยู่ในระดับแปดหรืออาจสูงกว่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่สามารถควบคุมพลังงานในระดับกระจุกกาแล็กซีและก้าวข้ามข้อจำกัดของกาลอวกาศได้อย่างสิ้นเชิง
พวกเขาสามารถเดินทางข้ามระยะทางสองจุดห้าล้านปีแสงได้ในชั่วพริบตา ด้วยเทคโนโลยีที่เราไม่อาจแม้แต่จะจินตนาการถึงหลักการทำงานของมัน
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของพวกเขา คือจุดยืนทางปรัชญาที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากอารยธรรมอื่น ๆ ในพันธมิตรแห่งแสง
ชาวอันดรอเมดานเป็นผู้สังเกตการณ์มากกว่าผู้มีส่วนร่วมในกิจการของกาแล็กซีทางช้างเผือก พวกเขาเฝ้ามองสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าการทดลองของมนุษยชาติมาตั้งแต่เริ่มต้น เป็นเวลาหลายล้านปี โดยไม่เคยแทรกแซงโดยตรงแม้แต่ครั้งเดียว
การดำรงอยู่ของพวกเขานั้นคล้ายกับเงาที่ทอดยาวมาจากอีกฟากฟ้าหนึ่งของจักรวาล เรารู้ว่าพวกเขาอยู่ที่นั่น แต่เราไม่อาจเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของพวกเขาได้อย่างถ่องแท้
มีบันทึกการพบปะครั้งสำคัญระหว่างผู้แทนอาร์คทูเรียนและผู้แทนอันดรอเมดาน ซึ่งชาวอาร์คทูเรียนถ่ายทอดให้เราฟังในปีที่หกพันหลังการอพยพ
บันทึกนี้มิได้ถูกจารึกลงบนม้วนบันทึกเหมือนเอกสารอื่น ๆ หากแต่ถูกถ่ายทอดโดยตรงจากจิตสำนึกสูจิตสำนึกผ่านเทเลพาธิกเว็บ เนื่องจากชาวอาร์คทูเรียนเห็นว่าเนื้อหาของการสนทนานี้มีนัยยะลึกซึ้งเกินกว่าจะบันทึกด้วยตัวอักษรเพียงอย่างเดียว
ในการพบปะครั้งนั้น ผู้แทนอาร์คทูเรียนได้ถามชาวอันดรอเมดานด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความเคารพว่า
"เหตุใดท่านจึงไม่เข้าร่วมพันธมิตรแห่งแสงอย่างเป็นทางการ ในเมื่อเทคโนโลยีและภูมิปัญญาของท่านนั้นสูงส่งยิ่งกว่าพวกเราทั้งมวล หากท่านเข้าร่วม สงครามกับฝ่ายมืดอาจยุติลงได้ภายในชั่วอายุคน"
ผู้แทนอันดรอเมดานซึ่งปรากฏกายในรูปของแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่ไร้รูปร่างแน่ชัด และสื่อสารด้วยการส่งมโนทัศน์ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าภาษาใด ๆ เข้าสู่จิตสำนึกของผู้รับโดยตรง ได้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งและปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ ว่า
"เพราะเราเป็นผู้เฝ้ามอง มิใช่ผู้พิทักษ์ บทบาทของเราในจักรวาลนี้คือการบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเที่ยงตรง ปราศจากการบิดเบือน และปราศจากการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น
เราคือความทรงจำของจักรวาล คือประจักษ์พยานแห่งกาลเวลา เรามองดูการเกิดและการดับของดวงดาวนับไม่ถ้วน มองดูการขึ้นและลงของอารยธรรมนับหมื่นนับแสน และเพียงบันทึกไว้เท่านั้น โดยไม่ยื่นมือเข้าไปเปลี่ยนแปลงแม้แต่เสี้ยวเดียวของประวัติศาสตร์
การเข้าร่วมพันธมิตรแห่งแสงจะทำให้เรากลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในเรื่องราว และนั่นจะทำให้เราสูญเสียความเป็นกลางที่จำเป็นต่อการทำหน้าที่ เรามิได้อยู่เหนือกว่าหรือต่ำต้อยกว่าผู้ใด เพียงแต่เลือกบทบาทที่แตกต่าง และบทบาทของเรานั้นต้องการความนิ่งสงบอย่างที่สุด"
คำตอบนี้สะท้อนถึงปรัชญาของชาวอันดรอเมดานที่แตกต่างจากชาวอาร์คทูเรียนอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ชาวอาร์คทูเรียนเชื่อในการชี้นำอารยธรรมที่กำลังพัฒนา ด้วยการให้คำแนะนำเมื่อจำเป็น และปล่อยให้พวกเขาเรียนรู้ด้วยตนเอง ชาวอันดรอเมดานกลับเชื่อในการสังเกตการณ์อย่างบริสุทธิ์ โดยไม่มีการแทรกแซงใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะด้วยเจตนาดีเพียงใดก็ตาม
หากจะอธิบายด้วยอุปมา ชาวอาร์คทูเรียนเป็นเหมือนครูที่คอยชี้แนะศิษย์ให้เดินไปในทางที่ถูกต้อง แต่ก็ยังปล่อยให้ศิษย์สะดุดล้มเองเพื่อเรียนรู้จากความผิดพลาด
ส่วนชาวอันดรอเมดานเป็นเหมือนนักประวัติศาสตร์ ที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์สูงสุดของสนามกีฬาจักรวาล เฝ้าดูเกมการต่อสู้ที่ดำเนินไปเบื้องล่างอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับบันทึกทุกการเคลื่อนไหว ทุกชัยชนะ และทุกความพ่ายแพ้ โดยไม่คิดแม้แต่จะลงไปเล่นในสนาม
และนี่คือคำถามที่ทำให้ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ครุ่นคิดอย่างหนักในยามค่ำคืนอันเงียบสงัด ในห้วงเวลาที่ปลดปล่อยจิตใจให้ล่องลอยไปในห้วงความคิดอันเวิ้งว้าง
หากชาวอันดรอเมดานซึ่งมีเทคโนโลยีและภูมิปัญญาเหนือกว่าเราหลายล้านปี มีอายุขัยของอารยธรรมที่ยาวนานกว่าเป็นพันเท่า มีความเข้าใจในธรรมชาติของจักรวาลอย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่จะหยั่งถึง เลือกที่จะไม่แทรกแซงกิจการของอารยธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ โดยยึดมั่นในหลักการนี้อย่างแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลานับพันล้านปี
แล้วเราเป็นใครกัน
เราเป็นใครกันที่จะแทรกแซงมนุษย์บนพื้นพิภพ เราเป็นใครกันที่จะตัดสินว่าการแทรกแซงนั้นถูกต้องและเหมาะสม เราเป็นใครกันที่จะเชื่อว่าเข้าใจบริบทของมนุษยชาติดีพอแล้ว ในเมื่อเราเองก็ยังคงซ่อนตัวอยู่ใต้เปลือกโลกด้วยความรู้สึกผิดจากความผิดพลาดในอดีตที่ยังไม่จางหาย
หากผู้ที่เหนือกว่าเราเลือกที่จะเพียงเฝ้ามอง แล้วผู้ที่ยังไม่เหนือไปกว่าผู้ใดอย่างเรา จะมีสิทธิ์อันใดที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้อื่น
ข้าพเจ้าไม่มีคำตอบที่แน่ชัดสำหรับคำถามนี้ แม้จะใช้เวลาครุ่นคิดมานานนับศตวรรษ บางทีการตั้งคำถามอาจสำคัญกว่าการหาคำตอบเสียด้วยซ้ำไป เพราะการตั้งคำถามคือการยอมรับว่าเราไม่รู้ และการยอมรับว่า ความไม่รู้คือก้าวแรกของปัญญาที่แท้จริง
สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้ารู้แน่แก่ใจคือภาพของชาวอันดรอเมดานที่ยืนอยู่ ณ อีกฟากฟ้าหนึ่งของจักรวาล เฝ้ามองเราอย่างเงียบ ๆ เช่นเดียวกับที่เราเฝ้ามองมนุษย์บนพื้นพิภพ และเช่นเดียวกับที่มนุษย์บนพื้นพิภพเฝ้ามองมดปลวกที่กำลังสร้างจอมปลวกของพวกมัน โดยไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังมองดูอยู่
.
▫️ชาวออร์เรียน : บทเรียนอันเจ็บปวดจากสงครามภายใน
ในบรรดาสมาชิกของพันธมิตรแห่งแสง มีอารยธรรมหนึ่งที่เรื่องราวของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแรงบันดาลใจ หากแต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจอันทรงพลังถึงหายนะที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกอารยธรรมที่หลงลืมรากฐานแห่งความเป็นหนึ่งเดียว
นั่นคือชาวออร์เรียนจากกลุ่มดาวโอไรออน ซึ่งอยู่ห่างจากโลกของเราออกไปประมาณหนึ่งพันสามร้อยปีแสง
กลุ่มดาวโอไรออนเป็นกลุ่มดาวที่มนุษย์บนพื้นพิภพรู้จักดีในนามนายพรานผู้ยิ่งใหญ่บนท้องฟ้าฤดูหนาว แต่เบื้องหลังความงามของกลุ่มดาวนี้ซ่อนประวัติศาสตร์อันน่าเศร้าสลดของอารยธรรมที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ที่สุดแห่งหนึ่งในกาแล็กซีทางช้างเผือก
ตามข้อมูลที่ชาวอาร์คทูเรียนให้ไว้แก่เรา ซึ่งถูกบันทึกในม้วนบันทึกหมายเลขสองหมื่นหกพันห้าร้อยห้าสิบ
ชาวออร์เรียนในอดีตเคยเป็นอารยธรรมระดับสี่ตามมาตรวัดของพันธมิตร ซึ่งหมายถึงอารยธรรมที่สามารถเดินทางระหว่างดวงดาวได้อย่างอิสระและควบคุมพลังงานในระดับระบบดาวหลายระบบ
พวกเขาเคยเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติของพันธมิตรแห่งแสง และเคยทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ของกาแล็กซีเช่นเดียวกับที่เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้ หากแต่ในสเกลที่ใหญ่โตกว่าหลายเท่า
ยานอวกาศของพวกเขาเคยแล่นไปทั่วแขนนายพรานของกาแล็กซี นำแสงสว่างและความรู้ไปสู่ดวงดาวนับหมื่นดวง เมืองของพวกเขางดงามตระการตา วิทยาการของพวกเขาก้าวล้ำเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ในปัจจุบัน และจิตสำนึกของพวกเขาเคยสูงส่งถึงระดับที่สามารถสื่อสารกับชาวอาร์คทูเรียนได้โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีช่วย
แต่แล้วทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป
เมื่อหลายล้านปีก่อน เกิดความแตกแยกขึ้นในอารยธรรมของพวกเขา ในช่วงที่ชาวออร์เรียนเรียกว่ายุคแห่งการเลือกข้าง มันมิได้เริ่มต้นจากสงครามใหญ่โต หากแต่เริ่มจากความเห็นต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสภาปกครองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาอารยธรรม
กลุ่มหนึ่งต้องการใช้พลังงานวีริลเพื่อการเยียวยาและการยกระดับจิตสำนึกตามแนวทางที่ชาวอาร์คทูเรียนวางไว้ แต่อีกกลุ่มหนึ่งเริ่มมองเห็นศักยภาพของพลังงานมืด ซึ่งสามารถให้พลังมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว แม้จะต้องแลกด้วยความเสื่อมถอยทางจิตวิญญาณก็ตาม
ความเห็นต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ กลายเป็นความขัดแย้ง ความขัดแย้งกลายเป็นความแตกแยก และความแตกแยกกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานนับล้านปี
กลุ่มที่เลือกใช้พลังงานมืดได้พัฒนาอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง อาวุธที่สามารถบิดเบือนโครงสร้างของกาลอวกาศและฉีกกระชากดาวเคราะห์ออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
พวกเขาไม่ลังเลที่จะใช้มันทำลายล้างแม้กระทั่งดาวเคราะห์บ้านเกิดของตนเอง หากนั่นจะทำให้ได้รับชัยชนะ สงครามครั้งนั้นได้ทำลายล้างระบบดาวของพวกเขาไปหลายระบบ คร่าชีวิตชาวออร์เรียนนับพันล้านชีวิต และทำให้อารยธรรมที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ต้องถดถอยลงอย่างน่าใจหาย
ผู้รอดชีวิตจากสงครามซึ่งยังคงยึดมั่นในหลักการแห่งแสง ต้องหลบหนีออกจากระบบดาวบ้านเกิดและอพยพไปยังระบบดาวอื่นในกลุ่มดาวโอไรออนที่ยังไม่ถูกทำลาย
พวกเขายังคงเป็นสมาชิกของพันธมิตรแห่งแสงจนถึงปัจจุบัน แต่สถานะได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากอารยธรรมระดับสี่ที่เคยเป็นผู้นำแห่งกาแล็กซี ถดถอยลงมาอยู่ที่ระดับสาม ซึ่งใกล้เคียงกับเราในปัจจุบัน
วิทยาการมากมายสูญหายไปในสงคราม ความรู้ที่เคยถูกบันทึกไว้ในหอจดหมายเหตุถูกทำลายจนแทบไม่เหลือซาก และภูมิปัญญาที่สั่งสมมานับล้านปีต้องเริ่มต้นใหม่จากเถ้าถ่าน
และนี่คือบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่เราได้รับจากชาวออร์เรียน เป็นบทเรียนที่ข้าพเจ้าคิดถึงอยู่เสมอในยามที่เฝ้ามองความขัดแย้งภายในสภาราชันของเรา
ชาวออร์เรียนสอนให้เรารู้ว่า ความแตกแยกภายในคือภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทุกอารยธรรม ไม่ใช่การรุกรานจากภายนอก ไม่ใช่ฝ่ายมืดที่รอคอยอยู่ ณ ขั้วโลก ไม่ใช่พายุสุริยะหรือแผ่นดินไหวที่ถูกกระตุ้นจากระยะไกล แต่คือรอยร้าวที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเราเอง
เพราะเมื่ออารยธรรมแตกแยกออกเป็นสองฝ่ายที่ต่อสู้กันด้วยความเกลียดชังและความหวาดระแวง มันจะทำลายตนเองจากภายในอย่างเชื่องช้าและเจ็บปวด โดยที่ศัตรูภายนอกไม่ต้องทำอะไรเลยแม้แต่น้อย ศัตรูภายนอกเพียงแค่นั่งลงและเฝ้าดูเราทำลายกันเอง
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา อดไม่ได้ที่จะคิดถึงสงครามเย็นแห่งอุดมคติที่กำลังดำเนินอยู่ในสภาราชันของเรา ระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมที่ต้องการรักษาหลักการไม่แทรกแซงอย่างเคร่งครัด และกลุ่มเมตตาธรรมที่ต้องการเปิดเผยตัวตนและช่วยเหลือมนุษย์บนพื้นพิภพอย่างเต็มกำลัง
ข้าพเจ้าเห็นรอยร้าวนั้นก่อตัวขึ้นทีละน้อยในการประชุมสภาแต่ละครั้ง ได้ยินน้ำเสียงที่เคยเปี่ยมด้วยความเคารพกลับกลายเป็นแข็งกร้าวและเย็นชา เห็นดวงตาที่เคยส่องประกายด้วยความหวังดีต่อกันกลับหมองหม่นด้วยความระแวงและความไม่ไว้วางใจ
และข้าพเจ้าก็อดหวาดกลัวไม่ได้
หวาดกลัวว่าเรากำลังเดินตามรอยเท้าของชาวออร์เรียนทีละก้าว โดยไม่รู้ตัว หวาดกลัวว่าอีกไม่กี่ร้อยปีหรืออาจเพียงไม่กี่สิบปีข้างหน้า ความแตกแยกในสภาของเราจะบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งที่ไม่อาจเยียวยาได้ และหวาดกลัวว่าประวัติศาสตร์อันน่าเศร้าของชาวออร์เรียนจะกลายเป็นอนาคตของเรา
หากถึงวันนั้น เราจะไม่ต้องกังวลว่าฝ่ายมืดจะบุกรุกผ่านประตูที่ขั้วโลกหรือไม่ เพราะเราจะเปิดประตูให้พวกเขาเข้ามาด้วยมือของตนเอง ด้วยน้ำมือของสงครามกลางเมืองที่เราเป็นผู้ก่อขึ้น และนั่นจะเป็นจุดจบของอารยธรรมอาร์การ์ธาที่เราภาคภูมิใจนักหนา
ข้าพเจ้าเขียนบันทึกนี้ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เพราะรู้ว่าเราไม่ได้แตกต่างจากชาวออร์เรียนเลยแม้แต่น้อย เรามีความภาคภูมิใจในตนเองเช่นเดียวกับพวกเขา มีความเชื่อมั่นในความถูกต้องของตนเองเช่นเดียวกับพวกเขา และก็กำลังถกเถียงกันด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผลเช่นเดียวกับพวกเขา
สิ่งเดียวที่แตกต่างคือพวกเขาได้ผ่านบทเรียนของพวกเขาไปแล้ว และเรา... เรากำลังเดินเข้าไปหามัน
.
ชาวเทาเซติ : ผู้เยียวยาแห่งจิตวิญญาณ
ในบรรดาสมาชิกทั้งหมดของพันธมิตรแห่งแสง หากจะถามว่าอารยธรรมใดที่สงบสุขที่สุด ปราศจากความรุนแรงในทุกรูปแบบ และอุทิศตนให้กับการเยียวยาอย่างแท้จริง
คำตอบนั้นคือชาวเทาเซติจากระบบดาวเทาเซติ ซึ่งอยู่ห่างจากโลกของเราเพียงสิบสองปีแสง นับว่าเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดแห่งหนึ่งของเราในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่
ระบบดาวเทาเซติเป็นระบบดาวเดี่ยวที่มีความคล้ายคลึงกับดวงอาทิตย์ของเราอย่างน่าทึ่ง ดาวเทาเซติจัดอยู่ในประเภทดาวฤกษ์จีแปดวีในแถบลำดับหลัก
มีอุณหภูมิพื้นผิวประมาณห้าพันสามร้อยสี่สิบสี่เคลวิน ต่ำกว่าดวงอาทิตย์เล็กน้อย และมีอายุประมาณห้าพันแปดร้อยล้านปี ซึ่งแก่กว่าดวงอาทิตย์ของเรา
ด้วยความเสถียรและความคล้ายคลึงกับดวงอาทิตย์นี้เอง ที่ทำให้นักดาราศาสตร์มนุษย์บนพื้นพิภพเฝ้าสังเกตระบบดาวนี้ด้วยความสนใจอย่างยิ่ง โดยไม่รู้เลยว่ามีอารยธรรมอันสูงส่งดำรงอยู่ที่นั่นมาช้านานแล้ว
ตามบันทึกของเราในม้วนบันทึกหมายเลขสองหมื่นหกพันหกร้อย ชาวเทาเซติเป็นอารยธรรมที่สงบสุขที่สุดในพันธมิตรแห่งแสง
พวกเขาไม่มีอาวุธใด ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นอาวุธทางกายภาพหรืออาวุธทางพลังงาน ไม่มีกองทัพ ระบบป้องกันดาวเคราะห์ในความหมายที่เราเข้าใจ และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือพวกเขาไม่มีแม้แต่ระบบการปกครองในความหมายที่เราคุ้นเคย ไม่มีสภา ผู้นำ ลำดับชั้นบังคับบัญชาใด ๆ ทั้งสิ้น
สภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะชาวเทาเซติทั้งหมด เชื่อมต่อกันผ่านจิตสำนึกร่วมที่ลึกซึ้งกว่าเทเลพาธิกเว็บของเรามาก
หากจะเปรียบเทียบในเชิงเทคโนโลยีการสื่อสาร เทเลพาธิกเว็บของเราเป็นเหมือนเครือข่ายที่สมาชิกแต่ละคนสามารถรับส่งข้อมูลถึงกันได้ตามความสมัครใจ คล้ายกับระบบสื่อสารที่แต่ละบุคคลมีเครื่องรับส่งสัญญาณของตนเอง
แต่จิตสำนึกร่วมของชาวเทาเซตินั้นเป็นเหมือนมหาสมุทรแห่งจิตสำนึกหนึ่งเดียวที่ทุกชีวิตหลอมรวมอยู่ในนั้น โดยที่ยังคงรักษาความเป็นปัจเจกบุคคลเอาไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
ในทางเทคนิค สิ่งที่ชาวเทาเซติมีคือ "จิตสำนึกร่วมระดับดาวเคราะห์" หรือที่เราเรียกในศัพท์วิชาการว่า "แพลนเนตารีคอนเชียสเนสยูนิฟิเคชัน"
ซึ่งเป็นสภาวะที่จิตสำนึกของทุกชีวิตบนดาวเคราะห์เชื่อมโยงถึงกันอย่างสมบูรณ์ โดยไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีใด ๆ มาช่วยเสริม ต่างจากเราที่ยังต้องพึ่งพาคริสตัลมีชีวิตและเครือข่ายสื่อสารใต้ดินในการเชื่อมต่อถึงกัน
เมื่อทุกคนสามารถรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของกันและกันได้อย่างเปิดเผยและโปร่งใส ความลับ การหลอกลวง และการบิดเบือนความจริงจึงไม่สามารถดำรงอยู่ได้
ความขัดแย้งที่เกิดจากความเข้าใจผิดหรือการปิดบังซ่อนเร้นก็หมดสิ้นไปโดยปริยาย และเมื่อไม่มีความขัดแย้ง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีระบบการปกครองเพื่อจัดการความขัดแย้ง
พวกเขาจึงดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะที่เราเรียกว่า "อนาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ" ซึ่งมิใช่ความวุ่นวายไร้ระเบียบอย่างที่มนุษย์บนพื้นพิภพเข้าใจ แต่คือการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนโดยไม่ต้องมีผู้ปกครอง
และจากความสงบสุขภายในที่สมบูรณ์นี้เอง ที่ทำให้ชาวเทาเซติพัฒนาความเชี่ยวชาญพิเศษที่ไม่มีอารยธรรมใดในพันธมิตรเทียบเทียมได้ นั่นคือการบำบัดทางจิตและการเยียวยาบาดแผลทางจิตวิญญาณ
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสศึกษาบันทึกการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างคณะผู้รู้ของเรากับผู้เชี่ยวชาญเทาเซติ ซึ่งถูกเก็บรักษาในหอสมุดชั้นที่หก ม้วนบันทึกหมายเลขสองหมื่นหกพันหกร้อยถึงสองหมื่นหกพันหกร้อยห้าสิบ
และข้าพเจ้าขอกล่าวด้วยความจริงใจว่า ทุกครั้งที่ได้อ่านบันทึกเหล่านี้ ข้าพเจ้ารู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปเป็นนักเรียนตัวน้อยที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้โลกกว้างอีกครั้ง
ชาวเทาเซติมองว่าบาดแผลทางจิตใจทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความโกรธ ความรู้สึกผิด หรือความเศร้าโศก ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากการแยกจาก ความรู้สึกว่าตนเองถูกตัดขาดจากผู้อื่น จากจักรวาล หรือจากแหล่งกำเนิดของชีวิต
หากจะอธิบายในทางจิตวิทยาพลังงาน ทุกอารมณ์ด้านลบคือรูปแบบหนึ่งของการสั่นสะเทือนที่ผิดเพี้ยนไปจากความถี่ธรรมชาติของจิตสำนึก คล้ายกับสายพิณที่ถูกดีดผิดคีย์จนเกิดเสียงไม่ประสานกับวงดนตรี
ความกลัวคือการสั่นสะเทือนในความถี่ต่ำที่เกิดจากการคาดการณ์ถึงอันตรายในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ความโกรธคือการปะทุของพลังงานที่ถูกกักเก็บไว้เมื่อเผชิญกับสิ่งที่ขัดแย้งกับความคาดหวัง
ความรู้สึกผิดคือการสั่นสะเทือนที่ย้อนกลับมาทำร้ายตนเองเมื่อตระหนักว่าได้กระทำสิ่งที่ขัดกับแก่นแท้ภายใน และความเศร้าโศกคือการสูญเสียความถี่ที่เคยประสานกับสิ่งที่เรารัก เมื่อสิ่งนั้นจากไป ความถี่ที่เคยประสานกันก็ขาดหาย เกิดเป็นความว่างเปล่าที่เจ็บปวด
และเป้าหมายของการบำบัดทางจิตแบบเทาเซติคือการฟื้นฟูการเชื่อมต่อนั้นขึ้นมาใหม่
วิธีการของพวกเขามิได้ใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีใด ๆ ที่เป็นวัตถุ หากแต่ใช้พลังงานบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากจิตสำนึกของผู้บำบัด ส่งผ่านเข้าสู่จิตสำนึกของผู้รับการบำบัดโดยตรง ผ่านกระบวนการที่เราเรียกว่า "การประสานความถี่จิตสำนึก" หรือ "คอนเชียสเนสฟรีเควนซีซิงโครไนเซชัน"
ผู้บำบัดจะปรับความถี่ของจิตสำนึกตนเองให้ตรงกับความถี่ธรรมชาติที่แท้จริงของผู้รับการบำบัด จากนั้นจึงค่อย ๆ นำพาจิตสำนึกที่บาดเจ็บให้กลับมาสั่นสะเทือนในความถี่ที่ถูกต้องอีกครั้ง
กระบวนการนี้สามารถเยียวยาบาดแผลทางจิตใจที่ฝังลึกมานานนับพันปีได้ในชั่วพริบตาเดียว ปลดปล่อยความเจ็บปวดที่ถูกกักเก็บไว้ในส่วนลึกของจิตไร้สำนึก และฟื้นฟูความสมดุลภายในที่สูญเสียไปให้กลับคืนมา
ในการแลกเปลี่ยนความรู้ครั้งหนึ่ง ผู้แทนเทาเซติได้กล่าวกับคณะผู้รู้ของเราด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนราวกับสายลมแผ่วเบาว่า
"พวกท่านใช้เวลาหมื่นปีในการสร้างเมืองใต้พิภพ ใช้เวลาหมื่นปีในการพัฒนาเทคโนโลยี ใช้เวลาหมื่นปีในการสร้างระบบป้องกันที่ซับซ้อน แต่พวกท่านเคยใช้เวลาแม้สักร้อยปีในการเยียวยาจิตใจของตนเองหรือไม่"
คำถามนี้สร้างความเงียบงันไปทั่วทั้งห้องประชุมสภาผู้รู้ในวันนั้น ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยตอบ เพราะทุกคนรู้ดีแก่ใจว่าคำตอบคืออะไร
พวกเรา ชาวอาร์การ์ธา ใช้เวลามหาศาลในการสร้างทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อปกป้องตนเองจากภัยภายนอก แต่เราแทบไม่เคยหันกลับมามองบาดแผลภายในจิตใจของเราเองเลย
ความรู้สึกผิดที่ฝังลึกจากมหาประลัยแห่งแอตแลนติส ความหวาดกลัวต่อการถูกค้นพบ ความโกรธแค้นต่อฝ่ายมืดที่คอยคุกคามเรา สิ่งเหล่านี้ถูกกักเก็บไว้ในจิตสำนึกร่วมของเรามาเป็นเวลาหมื่นปี โดยไม่มีใครคิดจะเยียวยามัน
และนี่คือของขวัญล้ำค่าที่ชาวเทาเซติมอบให้แก่เรา ไม่ใช่เทคโนโลยี ไม่ใช่พลังงาน และไม่ใช่การป้องกันจากศัตรูภายนอก แต่คือการเตือนให้เราหันกลับมามองดูบาดแผลภายในของตนเอง และเริ่มต้นการเยียวยาที่แท้จริง
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา รู้สึกราวกับมีใครบางคนมาเปิดประตูบานหนึ่งในจิตใจ ประตูที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันมีอยู่ และหลังประตูบานนั้นคือห้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บซ่อนไว้
ความรู้สึกผิดต่อการที่ไม่สามารถช่วยเหลือมนุษย์บนพื้นพิภพได้ ความหวาดกลัวต่อการที่อารยธรรมของเราอาจถูกค้นพบและทำลาย และความโกรธที่ต้องซ่อนตัวอยู่ในความมืดมาเป็นเวลานับหมื่นปี ทั้งที่มีศักยภาพมากพอที่จะออกไปใช้ชีวิตภายใต้แสงอาทิตย์เช่นเดียวกับมนุษย์บนพื้นพิภพ
ชาวเทาเซติสอนให้รู้ว่า การเยียวยาที่แท้จริงไม่ได้มาจากการสร้างกำแพงให้สูงขึ้น หรือการพัฒนาอาวุธให้ทรงพลังมากขึ้น หากแต่มาจากการกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดภายใน และปลดปล่อยมันออกไปด้วยความรักและความเข้าใจ
และนี่คือบทเรียนที่ข้าพเจ้าหวังว่าเราจะได้เรียนรู้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป
.
▫️ชาวอัลฟาเซนทอเรียน : เพื่อนบ้านผู้สงบเงียบ
ในบรรดาอารยธรรมทั้งหมดที่เรารู้จักในพันธมิตรแห่งแสง มีอารยธรรมหนึ่งที่อยู่ใกล้เราที่สุดในแง่ของระยะห่างทางกายภาพ แต่กลับห่างไกลเราที่สุดในแง่ของความสัมพันธ์
นั่นคือชาวอัลฟาเซนทอเรียนจากระบบดาวอัลฟาเซนทอรี ซึ่งอยู่ห่างจากระบบสุริยะของเราเพียงสี่จุดสามเจ็ดปีแสง นับว่าเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดที่สุดของเราในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล
ระบบดาวอัลฟาเซนทอรีเป็นระบบดาวสามดวง ที่ประกอบด้วยอัลฟาเซนทอรีเอซึ่งเป็นดาวฤกษ์ประเภทจีทูวี ที่มีขนาดและอุณหภูมิพื้นผิวใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ของเราอย่างน่าทึ่ง
อัลฟาเซนทอรีบีซึ่งเป็นดาวฤกษ์ประเภทเคหนึ่งวี มีสีส้มและมีอุณหภูมิต่ำกว่าเล็กน้อย และพร็อกซิมาเซนทอรีซึ่งเป็นดาวแคระแดงขนาดเล็กที่โคจรรอบสองดาวแรกในระยะห่างที่ไกลออกไป
ด้วยโครงสร้างระบบดาวที่ซับซ้อนเช่นนี้ นักดาราศาสตร์ของเราจึงสันนิษฐานว่าชาวอัลฟาเซนทอเรียนน่าจะอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ที่โคจรรอบอัลฟาเซนทอรีเอหรือบี โดยใช้ประโยชน์จากเขตอยู่อาศัยได้ที่เสถียรของดาวฤกษ์ทั้งสอง
ระยะทางเพียงสี่จุดสามเจ็ดปีแสงนั้น ในมาตรวัดของจักรวาลถือว่าใกล้เสียจนน่าขัน เปรียบเสมือนบ้านสองหลังที่ตั้งอยู่ริมรั้วเดียวกัน
หากมีความพยายามมากพอ เราสามารถส่งยานสำรวจไปถึงระบบดาวแห่งนี้ได้ภายในเวลาไม่กี่ปี ด้วยเทคโนโลยีที่เมีอยู่ในปัจจุบัน แต่เรากลับไม่เคยทำเช่นนั้น และพวกเขาก็ไม่เคยทำเช่นนั้นกับเรา
ตามบันทึกในม้วนบันทึกหมายเลขสองหมื่นหกพันหกร้อยห้าสิบ ชาวอัลฟาเซนทอเรียนเป็นอารยธรรมที่เก็บตัวอย่างยิ่ง พวกเขาใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบในระบบดาวของตนเอง ไม่ส่งสัญญาณติดต่อออกมาภายนอก ไม่ตอบรับการติดต่อใด ๆ และไม่แสดงความสนใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับอารยธรรมอื่นแม้แต่น้อย
ชาวอาร์คทูเรียนซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอารยธรรมต่าง ๆ แก่เรา ได้กล่าวถึงชาวอัลฟาเซนทอเรียนเพียงสั้น ๆ ว่า …"พวกเขาอยู่ที่นั่น แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด และไม่มีผู้ใดยุ่งเกี่ยวกับพวกเขา"
แม้แต่ชาวอาร์คทูเรียนเองก็ดูเหมือนจะไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับอารยธรรมนี้มากนัก ไม่มีบันทึกการพบปะระหว่างผู้แทนอาร์คทูเรียนกับชาวอัลฟาเซนทอเรียน
ไม่มีบันทึกการแลกเปลี่ยนความรู้หรือเทคโนโลยี และแม้แต่การสื่อสารทางจิตระหว่างสองอารยธรรม พวกเขาเป็นเหมือนเพื่อนบ้านที่ย้ายเข้ามาอยู่ข้างบ้านเมื่อนานมาแล้ว แต่ไม่เคยเปิดประตูออกมาทักทายใครเลย
สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับพวกเขา จึงมีเพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อยที่ได้จากการสังเกตการณ์ระยะไกลจากดาวเทียมสำรวจที่แอบส่งไปยังบริเวณขอบของระบบดาวอัลฟาเซนทอรีเมื่อหลายร้อยปีก่อน
เราไม่เคยส่งยานเข้าไปในระบบดาวของพวกเขาโดยตรง เพราะนั่นถือเป็นการละเมิดหลักการไม่แทรกแซงที่เราเองก็ยึดถือเช่นกัน
และนี่คือความย้อนแย้งที่น่าขันอย่างยิ่ง
เราชาวอาร์การ์ธาใช้ชีวิตอยู่ใต้เปลือกโลกมาเป็นเวลากว่าหมื่นปี หลบซ่อนจากมนุษย์บนพื้นพิภพด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด สร้างเมืองทั้งเมืองไว้ในโพรงหินมหึมา
เราอำพรางทางเข้าออกทุกแห่งด้วยเทคโนโลยีพรางตาขั้นสูง ติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจจับทุกความเคลื่อนไหวของมนุษย์ และสร้างกฎระเบียบที่เข้มงวดที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีมนุษย์คนใดล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของเรา เราคือผู้ซ่อนตัว ผู้เก็บตัว และผู้หลบเลี่ยง
แต่บัดนี้ กลับพบว่ามีอารยธรรมอื่นที่ปฏิบัติต่อเราในแบบเดียวกับที่เราปฏิบัติต่อมนุษย์บนพื้นพิภพ
เราเฝ้าถามตนเองด้วยความฉงนสนเท่ห์ว่า พวกเขากำลังซ่อนตัวจากเราหรือไม่ เช่นเดียวกับที่เราซ่อนตัวจากมนุษย์
พวกเขากำลังเฝ้ามองเราอย่างเงียบ ๆ หรือไม่ เช่นเดียวกับที่เราเฝ้ามองมนุษย์ด้วยยานสอดแนมไร้คนขับที่เคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าเหนือท้องฟ้าของพวกเขา
พวกเขากำลังถกเถียงกันในสภาของพวกเขาหรือไม่ว่า ควรเปิดเผยตัวตนต่อเราหรือไม่ เช่นเดียวกับที่สภาราชันของเราถกเถียงกันว่าควรเปิดเผยตัวตนต่อมนุษย์หรือไม่
และหากเป็นเช่นนั้นจริง พวกเขากำลังตัดสินเราอย่างไร พวกเขามองเห็นความขัดแย้งภายในของเราหรือไม่ พวกเขามองเห็นสงครามเย็นแห่งอุดมคติระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมและกลุ่มเมตตาธรรมหรือไม่ พวกเขากำลังเฝ้าดูเราก้าวไปสู่หายนะเช่นเดียวกับที่เราเฝ้าดูมนุษย์หรือไม่
คำถามเหล่านี้ไม่มีคำตอบ และอาจจะไม่มีวันมีคำตอบ
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความย้อนแย้งอันลึกซึ้งของสถานการณ์นี้ เราเฝ้ามองมนุษย์ด้วยความกังวลและความหวังดี ในขณะเดียวกันก็มีใครบางคนที่อาจกำลังเฝ้ามองเราด้วยความรู้สึกแบบเดียวกัน
เราเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ถูกสังเกตการณ์ เป็นผู้เฝ้ามองที่ถูกเฝ้ามอง และเป็นผู้พิทักษ์ที่อาจกำลังถูกพิทักษ์โดยที่เราไม่รู้ตัว
ความเงียบของชาวอัลฟาเซนทอเรียนไม่ได้ทำให้พวกเขาดูน่ากลัวหรือน่าหวาดระแวงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันกลับทำให้พวกเขากลายเป็นกระจกที่สะท้อนภาพของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทุกครั้งที่สงสัยว่าทำไมพวกเขาจึงไม่ติดต่อ เราก็ควรหันกลับมาถามตนเองว่า แล้วเหตุใดเราจึงไม่ติดต่อมนุษย์บนพื้นพิภพ
ทุกครั้งที่เรารู้สึกแปลกใจที่พวกเขาเลือกจะอยู่เงียบ ๆ ในระบบดาวของตนเอง เราก็ควรถามตนเองว่า แล้วเราล่ะ ไม่ได้เลือกที่จะอยู่เงียบ ๆ ใต้เปลือกโลกเช่นเดียวกันหรือ
บางทีคำตอบของชาวอัลฟาเซนทอเรียนอาจไม่ต่างจากคำตอบของเรา พวกเขาอาจมีกฎหมายหรือหลักการบางอย่างที่ห้ามการแทรกแซงอารยธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
พวกเขาอาจมองเห็นว่าเรายังไม่พร้อมสำหรับการติดต่อระหว่างดวงดาว พวกเขาอาจกำลังรอคอยให้เราก้าวข้ามผ่านความขัดแย้งภายในเสียก่อน เช่นเดียวกับที่เรากำลังรอคอยให้มนุษย์ก้าวข้ามผ่านสงครามและความเกลียดชังของพวกเขา
หรือบางทีพวกเขาอาจไม่ได้สนใจเราเลยแม้แต่น้อย พวกเขาอาจกำลังยุ่งอยู่กับกิจการภายในของตนเอง มีปัญหาของตนเองที่ต้องแก้ไข มีความฝันของตนเองที่ต้องไล่ตาม และมีเส้นทางของตนเองที่ต้องเดินไป โดยไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างออกไปสี่ปีแสงแต่อย่างใด
ไม่ว่าคำตอบจะเป็นเช่นไร ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับชาวอัลฟาเซนทอเรียนก็ยังคงเป็นหนึ่งในปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอารยธรรมเรา
เป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดในจักรวาล แต่กลับเป็นผู้ที่เรารู้จักน้อยที่สุด และเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้เราจะพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถเดินทางข้ามมิติและสื่อสารด้วยพลังจิตได้ เราก็ยังคงไม่เข้าใจแม้แต่เพื่อนบ้านที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว
.
.
โฆษณา