Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
KOBAYASHI MARU : The Engineer's Vision
•
ติดตาม
31 ก.ค. เวลา 14:01 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
Ep.21 : "Siamese Apex Predator" เมื่อปาทังก้ารุกคืบสยาม
เมื่อฝูงแมลงระดับภัยพิบัติในตำนานคัมภีร์ไบเบิล ปะทะกับ "Apex Predator" สายพันธุ์สยาม
อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจากเพจ The Earth
https://www.facebook.com/share/p/18pqw7rnuS/
หากพูดถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มนุษยชาติหวาดกลัวที่สุดอันดับต้นๆ หนึ่งในนั้นย่อมมีชื่อของ "ฝูงตั๊กแตนอพยพ" (Locust Swarms) รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน
เจ้าสิ่งมีชีวิตติดปีกตัวจิ๋วนี้ไม่ได้เป็นแค่นักกินพืชธรรมดา แต่มันคือภัยพิบัติระดับหายนะ มันคือ "กองทัพจักรวรรดิแห่งความหิวโหย" ที่สามารถเคลื่อนพลเป็นล้านๆตัว ในระยะทางไกลๆได้สบาย พวกมันจะเข้ากัดกินพืชผลทางการเกษตรจนเกลี้ยงราบเป็นหน้ากลองภายในชั่วข้ามคืน สร้างความอดอยากล้มตายให้แก่มนุษย์มาตั้งแต่โบราณกาล
ย้อนกลับไปในคัมภีร์เก่าแก่ระดับประวัติศาสตร์อย่างเรื่องเล่าของโมเสสในคัมภีร์ไบเบิล (Book of Exodus) หนึ่งใน 10 ภัยพิบัติแห่งอียิปต์ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด ก็คือ "ภัยพิบัติฝูงตั๊กแตน" ที่ฟ้ามืดครึ้มด้วยฝูงแมลงมหาศาล บินมาปกคลุมแผ่นดินและกินทุกอย่างที่มีชีวิตจนหมดสิ้น ความน่ากลัวของพวกมันคือจำนวนที่เพิ่มทวีคูณอย่างรวดเร็ว และความสามารถในการบินข้ามทวีปเพื่อทำลายล้างเสบียงอาหารของมนุษย์จนพินาศ
The eight-plague "Plague of Locust" in Book of Exodus
Bombay locust (Patanga succincta)
● มหันตภัยตั๊กแตนล้างโลกในหน้าประวัติศาสตร์
ในระดับสากลแล้ว "ตั๊กแตนปาทังก้า (Bombay Locust)" เป็นดาวเด่นที่สร้างความเสียหายในแถบเอเชีย แต่ถ้าพูดถึง "ตัวท็อปของโลก" ที่สร้างภัยพิบัติระดับล้างบางทวีป มักจะเป็นผลงานของญาติสนิทในวงศ์เดียวกันอย่าง ตั๊กแตนทะเลทราย (Desert Locust) และ ตั๊กแตนร็อกกี้เมาน์เทน (Rocky Mountain Locust) ซึ่งมีกลไกการกลายร่างและรวมฝูง (Swarming) แบบเดียวกันเป๊ะเลย
นี่คือ 3 เหตุการณ์การระบาดของฝูงตั๊กแตนที่ถูกบันทึกไว้ว่าเลวร้ายและสร้างความวินาศกรรมได้น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
1. ฝูงตั๊กแตนแห่งอัลเบิร์ต (Albert's Swarm) - มหันตภัยที่บดบังแสงอาทิตย์
ปีที่เกิดเหตุ: ค.ศ. 1874 (พ.ศ. 2417)
สถานที่: แถบตะวันตกของสหรัฐอเมริกา (Great Plains)
สายพันธุ์: ตั๊กแตนร็อกกี้เมาน์เทน (Rocky Mountain Locust - ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้วอย่างเป็นปริศนา)
ความน่ากลัวระดับภัยพิบัติ: นี่คือการรวมฝูงของสัตว์ที่ "มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเท่าที่เคยมีการบันทึกมา" นักอุตุนิยมวิทยาชื่อ Albert Child ได้คำนวณขนาดของฝูงตั๊กแตนที่บินผ่านหัวเขาไป พบว่ามันครอบคลุมพื้นที่กว้างถึง 510,000 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าประเทศไทยทั้งประเทศ!) ประเมินกันว่ามีตั๊กแตนในฝูงนั้นมากถึง 12.5 ล้านล้านตัว
ความเสียหาย: ฝูงตั๊กแตนบินหนาทึบจนบดบังแสงอาทิตย์ให้กลางวันกลายเป็นกลางคืน พวกมันกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ใช่แค่พืชผลทางการเกษตรนับล้านไร่ที่หายวับไปในพริบตา แต่มันหิวโหยถึงขั้นกัดกินเสื้อผ้าที่ตากไว้ ขนแกะบนตัวแกะที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือแม้แต่ด้ามไม้จับเครื่องมือช่างที่เปื้อนเหงื่อของมนุษย์ ทิ้งไว้เพียงความอดอยากแสนสาหัสให้เกษตรกรอเมริกันในยุคนั้น
2. ภัยพิบัติตั๊กแตนแห่งซีเรีย (The 1915 Ottoman Syria Locust Plague) - หายนะซ้ำเติมไฟสงคราม
ปีที่เกิดเหตุ: ค.ศ. 1915 (พ.ศ. 2458)
สถานที่: ภูมิภาคเกรตเตอร์ซีเรีย (ครอบคลุมซีเรีย เลบานอน ปาเลสไตน์ในปัจจุบัน) ภายใต้จักรวรรดิออตโตมัน
สายพันธุ์: ตั๊กแตนทะเลทราย (Desert Locust)
ความน่ากลัวระดับภัยพิบัติ: เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี ฝูงตั๊กแตนทะเลทรายขนาดมหึมาบินเข้าจู่โจมพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดในแถบนั้น
พวกมันกัดกินข้าวและพืชผลจนเหี้ยนเตียน แม้ทางการออตโตมันจะออกกฎหมายบังคับให้ประชาชนทุกคน (รวมถึงเด็กและผู้หญิง) ต้องออกไปจับตั๊กแตนมาส่งการเพื่อทำลายทิ้ง แต่ก็ต้านทานกองทัพแมลงไม่ไหว
ความเสียหาย: การทำลายล้างของตั๊กแตนเมื่อบวกกับการถูกปิดล้อมเส้นทางเสบียงจากสงคราม นำไปสู่เหตุการณ์ ทุพภิกขภัยครั้งใหญ่แห่งภูเขาเลบานอน (Great Famine of Mount Lebanon) ประชาชนขาดแคลนอาหารอย่างหนักจนต้องกินซากสัตว์และเกิดโรคระบาดซ้ำเติม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากความหิวโหยและโรคภัยสูงถึงประมาณ 200,000 คน ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรในพื้นที่นั้น
3. วิกฤตตั๊กแตนระบาดในแอฟริกาตะวันออกและเอเชีย (The 2019–2021 Locust Infestation) - ฝันร้ายในยุคสมัยใหม่
ปีที่เกิดเหตุ: ค.ศ. 2019 - 2021 (พ.ศ. 2462 - 2464)
สถานที่: แอฟริกาตะวันออก, ตะวันออกกลาง, ไปจนถึงอินเดียและปากีสถาน
สายพันธุ์: ตั๊กแตนทะเลทราย (Desert Locust)
ความน่ากลัวระดับภัยพิบัติ: นี่คือการระบาดที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 70 ปีของเคนยา และรอบ 25 ปีของเอเชียใต้ สาเหตุหลักมาจากพายุไซโคลนที่ผิดปกติจากภาวะโลกรวน (Climate Change) ที่สร้างความชื้นมหาศาลในทะเลทราย ทำให้ตั๊กแตนขยายพันธุ์ได้รวดเร็วกว่าปกติถึง 400 เท่า ฝูงตั๊กแตนขนาด 1 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 40-80 ล้านตัว) สามารถกินอาหารใน 1 วันได้เท่ากับคน 35,000 คน
ความเสียหาย: ฝูงตั๊กแตนเดินทางข้ามทะเลแดง ข้ามประเทศ ทำลายพื้นที่เพาะปลูกนับแสนเฮกตาร์ คุกคามความมั่นคงทางอาหารของประชากรมากกว่า 25 ล้านคน
องค์การสหประชาชาติ (UN) ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและระดมทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อใช้เครื่องบินฉีดพ่นยาฆ่าแมลงสกัดกั้น ก่อนที่พวกมันจะทำให้เกิดวิกฤตอดอยากลุกลามไปทั่วทวีป
ประวัติศาสตร์เหล่านี้แสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่า สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของแมลงตัวเล็กๆ เมื่อมันรวมพลังกันแบบ Phase Polyphenism (การเปลี่ยนรูปร่างและพฤติกรรมเมื่ออยู่รวมกันหนาแน่น) มันสามารถกลายเป็นอาวุธชีวภาพตามธรรมชาติที่กวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างได้
● Biological Kobayashi Maru
เมื่อฝูงตั๊กแตนปาทังก้า (Bombay Locust หรือ Patanga succincta) เริ่มเคลื่อนพลรุกคืบเข้าโจมตีพื้นที่เกษตรกรรม มันจึงกลายเป็น Biological Kobayashi Maru (บททดสอบชีวภาพที่ไม่มีทางชนะ) ของมนุษยชาติโดยสมบูรณ์ เนื่องจากมนุษย์ต้องเผชิญกับทางตันสองแพร่งที่เจ็บปวด
1. ยอมจำนนต่อธรรมชาติ (Passive Surrender)
ปล่อยให้ฝูงตั๊กแตนกินพืชผลจนหมดตัว ยอมรับความเสียหายทางเศรษฐกิจ หรือต่อให้พยายามใช้สารเคมีเข้มข้นฉีดพ่นกำจัด สุดท้ายแล้วสารพิษเหล่านั้นก็จะตกค้างในพืช, ดิน, น้ำ และย้อนกลับมาสู่ห่วงโซ่อาหารทำลายสุขภาพของมนุษย์เองอยู่ดี (แถมสารเคมีก็ไม่สามารถกำจัดตั๊กแตนให้หมดไปแบบ100%ไม่ได้ด้วย)
2. เปลี่ยนกฎของเกม (Change the Rules of the Game):
หลายคนอาจจะเคยได้ยินประโยค "ต่อต้านไม่ได้ก็เข้าร่วม"
แต่ในกรณีของปาทังก้าเมื่อเราต่อต้านด้วยวิธีเดิมๆไม่ได้ เราก็แค่ "กินมันซะเลย"
● เมื่อปาทังก้ารุกคืบสยาม : จุดจบของฝูงมหันตภัย
ย้อนกลับไปในช่วงหลายทศวรรษก่อน ประเทศไทยเคยเผชิญกับสถานการณ์ระบาดของ "ตั๊กแตนปาทังก้า" ที่บินลงถล่มไร่ข้าวโพด ไร่มันสำปะหลัง และนาข้าวในหลายพื้นที่จนเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน
- จุดเริ่มต้นการระบาดครั้งใหญ่ (พ.ศ. 2506)
การระบาดรุนแรงที่เป็นหน้าประวัติศาสตร์ระดับชาติเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2506 ที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ฝูงปาทังก้าลงกินไร่ข้าวโพดนับร้อยนับพันไร่จนเหลือแต่ตอภายในคืนเดียว ตอนนั้นเรื่องใหญ่ถึงขั้นรัฐบาลต้องขอการสนับสนุนเครื่องบิน C-123 จากกองทัพอากาศสหรัฐฯ บินมาพ่นยาฆ่าแมลงปูพรมกันเลย
- ช่วงพีคและการเปลี่ยนกฎของเกม (ช่วงทศวรรษที่ 2520 - 2530)
การระบาดยังคงยืดเยื้อมาเรื่อยๆ จนถึงช่วงยุคของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลและหน่วยงานเกษตรได้ปรับกลยุทธ์ใหม่โดยทำแคมเปญประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้คนไทยหันมากินตั๊กแตน มีการตั้งชื่อเมนูเพื่อการประชาสัมพันธ์ว่า "กุ้งฟ้า" เพื่อลดความรู้สึกน่ากลัวและทำให้คนกล้ากินมากขึ้น
เมื่อฝูงตั๊กแตนปาทังก้าบินลงมาสร้างความเสียหายในยามค่ำคืน แทนที่ชาวบ้านจะหวาดกลัวตื่นตระหนกหรือพึ่งพาสารเคมีอันตราย พวกเขากลับหยิบ "ไฟฉายกับกระสอบ" ออกไปเดินลุยทุ่งในยามวิกาล แล้วพลิกวิกฤตให้กลายเป็นมหกรรมล่าเสบียง นำตั๊กแตนตัวโตๆ เหล่านี้มาปรุงเป็นเมนูเด็ดประจำท้องถิ่น
ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมองว่านี่คือวิกฤตการณ์ระดับชาติที่ต้องระดมกำลังเจ้าหน้าที่และสารเคมีมหาศาลมาฉีดพ่นเพื่อรับมือ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสยามประเทศกลับพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ไปอย่างสิ้นเชิง ปรากฏการณ์นี้สร้างความงุนงงให้กับนักวิทยาศาสตร์และชาวต่างชาติทั่วโลกเป็นอย่างมาก เพราะในขณะที่ภูมิภาคอื่นพยายามแทบตายแต่ก็ควบคุมฝูงแมลงมหาภัยพวกนี้ไม่ได้มาตลอดหลายพันปี
แต่ ณ สยามประเทศ ฝูงตั๊กแตนอพยพหลักล้านตัวกลับถูกแปรรูปกลายเป็นเมนู "ตั๊กแตนทอดกรอบ" รสชาติเยี่ยมที่ขายดิบขายดีเทน้ำเทท่าตามแผงลอยริมถนนและตลาดทั่วประเทศ จนสร้างรายได้เสริมให้ชาวบ้านและเกษตรกรอย่างงดงาม
ด้วยพลังแห่งความเป็น Siamese Apex Predator ของชาวไทยที่สามารถทำให้ทุกอย่างอร่อยได้และภูมิปัญญาชาวบ้านที่ไม่พึ่งพาสารเคมี ทำให้การระบาดของตั๊กแตนปาทังก้าในไทยถูกจัดการจนแทบไม่เหลือรอดให้ระบาดต่อ
กลายเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกที่พิสูจน์ให้เห็นว่า บางครั้งการแก้ปัญหาภัยพิบัติทางชีวภาพที่ยอดเยี่ยมที่สุด ไม่ใช่การคิดค้นอาวุธเคมีราคาแพง แต่อยู่ที่การปรับเปลี่ยนมุมมองและ "เปลี่ยนกฎของเกม" ให้ธรรมชาติกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเมนูความอร่อยบนโต๊ะอาหารนั่นเอง
เราเอาชนะกฎธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ไม่ได้ แต่เรากินธรรมชาติได้
ไม่ใครกล่าวไว้ ผมกล่าวเอง 😋😋😋
ตั๊กแตนปาทังก้าระบาดที่ไหนก็ได้แต่ไม่ใช่ที่ไทย ชาวบ้านแห่จับเรียบ ขายดีเทน้ำเทท่า
สิ่งที่เกษตรกรไทยทำในช่วงปี 2520-2530 ก็คือหลักการเดียวกันกับสถานการณ์ Kobayashi Maru เป๊ะเลย นั่นคือการ "เปลี่ยนกฎของเกม"
・กฎเดิมของธรรมชาติ (The Unwinnable Scenario)
ตั๊กแตนขยายพันธุ์แบบ Exponential (ทวีคูณ) -> กัดกินพืชผลพินาศ -> รัฐบาลต้องเสียงบประมาณมหาศาลและใช้สารเคมีทำลายระบบนิเวศ -> ขาดทุนและเสียหายทุกปาร์ตี้
・การแฮกกฎใหม่ (The Siamese Hack)
เปลี่ยนนิยามของ "ศัตรูพืช" (Pest) ให้กลายเป็น "วัตถุดิบทางเศรษฐกิจ" (Commodity/Resource)
ทำไมวิธีนี้ถึงเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบ (System Engineering) ที่สมบูรณ์แบบ?
ถ้ามองในมุมบริหารจัดการ นี่คือการแก้ปัญหาที่โคตรฉลาดและใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่าสุดๆไปเลย
1. เปลี่ยนวิกฤตเป็นกำไร (Incentivized Eradication)
แทนที่รัฐจะต้องจ้างคนไปฉีดยาฆ่าแมลง หรือเอาเครื่องบินพ่นสารเคมีขนาดใหญ่ขึ้นไปบนฟ้า ซึ่งชาวบ้านก็ต้องหนีตายจากสารเคมี การประกาศให้ตั๊กแตนกลายเป็น "ของอร่อย" คือการสร้างแรงจูงใจ (Incentive) ให้ชาวบ้านกลายร่างเป็น "หน่วยกำจัดศัตรูพืชล่าเนื้อ" โดยอัตโนมัติ ยิ่งศัตรูมาเยอะ ยิ่งรวย
2. ตัดวงจรแบบถอนรากถอนโคน (Root Cause Mitigation)
ที่พีคที่สุดในข่าวคือการที่ชาวบ้านไปตาม "ขุดไข่ตั๊กแตน" ขึ้นมาขายด้วย นี่คือการทำงานแบบอุดช่องโหว่ถึงรากฐาน (Zero-Day Patching) ไม่ใช่แค่จัดการตัวเต็มวัยที่หน้างาน แต่เป็นการทำลาย Data Backup ของฝูงตั๊กแตนในระดับเซิร์ฟเวอร์ใต้ดินไม่ให้เกิดใหม่ในซีซั่นหน้าได้อีก
3. นวัตกรรมอาวุธเคมีแบบไทยๆ (Culinary Weaponization)
เปลี่ยนจากการพ่น "ยาฆ่าแมลง" ที่ทำลายสเปซรอบข้าง มาเป็นการใช้ "กระทะ น้ำมันเดือด พริกไทย และซอสถั่วเหลือง" นี่คือกระบวนการแปรรูปที่เปลี่ยนความสยดสยองให้กลายเป็น Soft Power ที่ฝรั่งยังต้องงง ว่าพวกยูเอาชนะกองทัพภัยพิบัติระดับไบเบิลด้วยรถเข็นขายแมลงทอดได้ยังไงเนี่ย ?!
● แล้ว Siamese Apex Predator ใช้เวลากี่ปี ปาทังก้าถึงหายไปจากไทย?
หลังจากแคมเปญ "กินตั๊กแตน" ติดลมบน การระบาดก็ถูกควบคุมและหายไปในเวลาเพียงประมาณ15-20ปีเท่านั้น ด้วยเหตุผลหลักๆ ดังนี้
- รายได้พลิกชีวิต : เกษตรกรพบว่าการจับตั๊กแตนทอดขายนั้นสร้างรายได้ดีและเร็วกว่าพืชผลที่ปลูกเสียอีก ทำให้เกิดมหกรรมล่าตั๊กแตนกันทั้งวันทั้งคืน ถึงขนาดที่รัฐบาลจะพ่นยาฆ่าแมลง ชาวบ้านยังต้องรวมตัวกันไปคัดค้านเพราะกลัวตั๊กแตนจะปนเปื้อนสารเคมีและนำไปขายไม่ได้
- ขุดรากถอนโคนไปถึงไข่ : เมื่อตัวเต็มวัยเริ่มถูกจับจนหายาก ชาวบ้านก็เริ่มตามไปขุดไข่ตั๊กแตนที่ฝังอยู่ใต้ดินมาทำอาหารและขายต่อยอด เพราะไข่มีราคาสูงกว่าตัวตั๊กแตนมาก การล่าเพื่อเป็นอาหารไปจนถึงไข่ ทำให้ฝูงตั๊กแตนปาทังก้าถูกถอนรากถอนโคนจากการเป็นศัตรูพืชระดับภัยพิบัติในไทยอย่างเด็ดขาด ปัจจุบันตั๊กแตนตามธรรมชาติหาได้ยากมากจนคนรักตั๊กแตนทอดต้องอาศัยการบริโภคตั๊กแตนที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านหรือจากฟาร์มเพาะเลี้ยงแทน
สำหรับคนอายุ40+แบบผมนี่ คิดถึงสมัยเด็กๆที่ได้กินปาทังก้าตัวเบิ้มๆมาก ทอดเสร็จใหม่กรอบๆร้อนๆจากกระทะ พ่นด้วยสเปรย์ซอสเค็มๆหอมๆแล้วโรยพริกไทย
ขอบอกเลยว่าหรอยแรง ! 😋
น่าเสียดายที่สมัยนี้หากินไม่ได้แล้ว เหลือแต่ตั๊กแตนตัวเล็กจิ๋วขนาดพอๆกับจิ้งหรีด ปาทังก้านี่ถือเป็นเมนูเด็ดเวลาไปเดินตลาดนัดตอนเด็กเลยล่ะครับ ซึ่งก็มักจะโดนผู้ใหญ่ที่บ้านห้ามไว้ เพราะกลัวมียาฆ่าแมลงติดมากับตั๊กแตน ถ้าอยากท้าทายระบบก็ต้องแอบไปซื้อกินเอง 5555
Chief Engineer's Log : โครงการวิเคราะห์ระบบนิเวศน์เฉพาะกิจ
1. ข้อมูลทางชีววิทยาของตั๊กแตนปาทังก้า
・ชื่อสามัญ (Common Name) : Bombay locust
・ชื่อทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Name) : Patanga succincta (Linnaeus, 1763)
・วงศ์ และ ไฟลัม (Family & Phylum) :
ไฟลัม : Arthropoda (สัตว์ขาปล้อง)
ชั้น : Insecta (แมลง)
อันดับ : Orthoptera (ตั๊กแตนและจิ้งหรีด)
วงศ์ (Family) : Acrididae (วงศ์ตั๊กแตนฟันเลื่อย หรือตั๊กแตนพเนจร)
・จำนวนชนิดและสายพันธุ์: ในสกุล Patanga มีอยู่ด้วยกันไม่กี่ชนิด (ประมาณ 4-5 ชนิดในเอเชีย) แต่ชนิดที่เป็นเจ้าแห่งการอพยพและสร้างความเสียหายระดับประวัติศาสตร์คือ "Patanga succincta" หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ปาทังก้า" นั่นเอง
・กินอะไรเป็นอาหารได้บ้าง : ปาทังก้าเป็นพวกกินไม่เลือก (Polyphagous) ชื่นชอบพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชเศรษฐกิจเป็นพิเศษ เช่น ข้าว, ข้าวโพด, อ้อย, ข้าวฟาง, ไผ่, รวมถึงพืชล้มลุกและไม้ผลต่างๆ
・การสืบพันธุ์และการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว : ตัวเมียจะวางไข่เป็น "ฝัก" ลงไปในดินร่วนหรือดินทรายที่ชื้นพอเหมาะ ครั้งละนับร้อยฟอง ไข่จะพักตัวหรือฟักตัวอย่างรวดเร็วตามสภาพอากาศ เมื่อฟักออกมาเป็นตัวอ่อน (Nymph) พวกมันจะลอกคราบ 5-6 ครั้งจนกลายเป็นตัวเต็มวัย ภายใต้สภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์และมีความหนาแน่นสูง จะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและพฤติกรรม (Phase Polyphenism) ทำให้ประชากรพุ่งทะยานจากหลักพันกลายเป็นหลัก "ล้านๆตัว" ได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน
・ความสามารถในการบินอพยพ : ปาทังก้ามีความสามารถในการบินระยะไกลที่น่าทึ่ง อาศัยกระแสลมช่วยพัดพา สามารถบินข้ามจังหวัด ข้ามประเทศ หรือข้ามภูมิภาคได้ เป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรด้วยความเร็วสูง ทำให้ยากต่อการควบคุมทันทีที่พวกมันตั้งฝูงบินขึ้นฟ้า
・แล้วทำไมถึงกินเยอะขนาดนั้น? : เพราะตั๊กแตนกลุ่มนี้มีอัตราการเผาผลาญพลังงานสูงมาก ยิ่งในช่วงที่รวมตัวกันเป็นฝูงและต้องบินอพยพข้ามถิ่น การบินระยะไกลเผาผลาญพลังงานมหาศาล พวกมันจึงต้องกินพืชตลอดเวลาเพื่อเติมเชื้อเพลิงให้ร่างกาย และสัญชาตญาณการเอาตัวรอดบังคับให้ต้องกวาดล้างพืชทุกต้นที่ขวางหน้าก่อนที่อาหารจะหมด
● Apex Predator (ผู้ล่าสูงสุด) คืออะไร ?
ในทางนิเวศวิทยา โดยปกติแล้วตำแหน่ง Apex Predator (ผู้ล่าสูงสุด) จะถูกครอบครองโดยสิ่งมีชีวิตที่มีอาวุธร้ายแรง เช่น เขี้ยวเล็บ พิษ หรือพละกำลังมหาศาล อย่างพวกเสือ, สิงโต, หมี, งูขนาดใหญ่ เพื่อทำหน้าที่คุมประชากรของสิ่งมีชีวิตขั้นรองลงมาในห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) ให้สมดุล
สัตว์ผู้ล่าที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศของมันโดยที่ "ไม่มีสัตว์อื่นล่ามันเป็นอาหารตามธรรมชาติ" เมื่อพวกมันโตเต็มวัย จะไม่มีนักล่าตัวอื่นมาคอยคุกคามชีวิต ยกเว้นแต่จะตายด้วยความชรา โรคภัย หรือความขัดแย้งกันเองในสายพันธุ์
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองมาดูตัวอย่างของ Apex Predator ในแต่ละระบบนิเวศกัน
1. บนบก (Terrestrial Apex Predators)
- เสือและสิงโต (Big Cats) : เสือโคร่ง สิงโต เสือจากัวร์ หรือเสือดาว ล้วนเป็นผู้ล่าสูงสุดที่คุมประชากรของสัตว์กินพืชขนาดกลางถึงใหญ่ในถิ่นที่อยู่ของตนเอง
- หมีขนาดใหญ่ (Bears) : เช่น หมีกริซลี หรือหมีขั้วโลก (Polar Bear) แม้หมีบางชนิดจะกินพืชหรือผลไม้ด้วย แต่ในแง่ของห่วงโซ่อาหารพวกมันไม่มีนักล่าตามธรรมชาติ โดยเฉพาะหมีขั้วโลกที่ครองตำแหน่งสูงสุดในระบบนิเวศอาร์กติก
- หมาป่าเทา (Grey Wolves) : ในเขตป่าสนหรือทุ่งทุนดรา หมาป่าที่ล่ากันเป็นฝูงถือเป็นผู้ควบคุมสมดุลประชากรของสัตว์กีบ เช่น กวางเอลก์และกวางเรนเดียร์
2. ในน้ำและมหาสมุทร (Marine Apex Predators)
- วาฬเพชฌฆาต (Orcas): เจ้าแห่งท้องทะเลลึกที่มีความฉลาดและทรงพลังที่สุด พวกมันล่าได้ตั้งแต่แมวน้ำ ฉลาม ไปจนถึงวาฬขนาดใหญ่กว่าตัวเอง
- ฉลามขาว (Great White Shark): ผู้ล่าสูงสุดในเขตน่านน้ำทะเลอบอุ่น ควบคุมประชากรปลาและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในน้ำ
3. สัตว์เลื้อยคลานและนก (Reptiles & Birds)
- จระเข้น้ำเค็มและจระเข้น้ำจืดขนาดใหญ่: สัตว์เลื้อยคลานดึกดำบรรพ์ที่เมื่อโตเต็มวัยแล้วไม่มีนักล่าอื่นใดมาทำอะไรได้ ครองตำแหน่งสูงสุดในแหล่งน้ำของมัน
- งูขนาดใหญ่: เช่น งูอนาคอนดาเขียว (Green Anaconda) ในป่าอเมซอน ซึ่งเป็นงูขนาดใหญ่ที่ไม่มีศัตรูตามธรรมชาติเมื่อโตเต็มวัย
- นกล่าเหยื่อขนาดใหญ่: เช่น นกอินทรีฮาร์ปี (Harpy Eagle) ในป่าดิบชื้นอเมซอน หรือนกอินทรีทอง ที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารทางอากาศ
ดังนั้น หัวใจสำคัญของความเป็น Apex Predator จึงไม่ได้วัดกันที่ความน่ากลัวอย่างเดียว แต่วัดกันที่การครองตำแหน่งบนสุดของห่วงโซ่อาหารโดยไร้ซึ่งผู้ล่าตามธรรมชาติ
ซึ่งก็จะมีสัตว์บางประเภทที่ถูกยกเว้นไว้จากการล่า เช่น ช้างและฮิปโป ที่ร่างกายใหญ่โตและทรงพลัง (โดยเฉพาะฮิปโปนี่ดุร้ายและมีพลังกัดมหาศาล ขนาดจรเข้ยังไม่กล้ายุ่งกับพี่แก) พวกนี้เป็นสัตว์กินพืช (Herbivore) 100% พวกมันไม่ได้ล่าใครเป็นเหยื่อ แม้จะมีพละกำลังมหาศาลและดุร้ายแค่ไหนก็ตาม ตำแหน่งในห่วงโซ่อาหารจึงถูกจัดให้อยู่ในฐานะผู้บริโภคพืช (Primary Consumer) ไม่ใช่ผู้ล่า
เนื่องจากช้างและฮิปโปตัวโตเต็มวัยมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่สัตว์กินเนื้อตัวไหนจะเสี่ยงชีวิตเข้าไปล่า นักนิเวศวิทยาจึงนิยมเรียกว่ากลุ่ม Megafauna (สัตว์ขนาดใหญ่พิเศษ) หรือใช้คำว่ามีกลไก "Escape Predation" (หลุดพ้นจากวงจรการถูกล่าด้วยขนาดและพาวเวอร์) มากกว่า เพราะฉะนั้นคำที่ถูกต้องสำหรับ ช้างและฮิปโป คือ "Megafauna" หรือสัตว์ขนาดใหญ่ที่หลุดพ้นจากการเป็นเหยื่อนั่นเอง
ตรงนี้ผมสงสัยเพิ่มนิดนึงเลยลองไปหาข้อมูลเพิ่มมา
แล้วถ้าเป็น "เม่น" (Porcupine) ล่ะ จะจัดอยู่ไหนประเภทไหน ?
จะนับเป็น Megafauna ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะตัวเล็ก กินพืช ไม่ได้มีพละกำลัง แต่ไม่ค่อยมีนักล่าอยากจะเสี่ยงด้วยเท่าไหร่ เพราะจะเจอหนามทิ่มปาก
・ความหมายของคำว่า Megafauna ในทางชีววิทยาไม่ได้แปลว่า "ป้องกันตัวดีเยี่ยม" แต่ระบุถึง "ขนาดร่างกายที่ใหญ่โตมโหฬาร" โดยทั่วไปมักใช้เรียกสัตว์ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป เช่น ช้าง ฮิปโป แรด หรือหมีกริซลี ดังนั้น เม่นซึ่งเป็นสัตว์ฟันแทะขนาดเล็กจึงไม่เข้าเกณฑ์นี้
・สถานะในห่วงโซ่อาหารของเม่นถูกจัดอยู่ในกลุ่ม สัตว์กินพืชที่มีกลไกป้องกันตัวเชิงกายภาพ (Small Herbivores with Specialized Defenses) พวกมันพึ่งพาวิวัฒนาการของเส้นขนที่กลายสภาพเป็นหนามแหลม (Quills) เพื่อสร้างความเสี่ยงสูงสุดให้แก่ผู้ล่า (Predator deterrence)
・ซึ่งในระบบนิเวศจริงๆก็ยังมีผู้ล่าที่เชี่ยวชาญสูงและอดทนพอที่จะลงมือล่าเม่นได้ด้วยเหมือนกัน เช่น เสือดาวหรือนกฮูกยักษ์บางสายพันธุ์ สามารถหาวิธีล่าเม่นได้โดยการโจมตีหรือตะปบพลิกให้หงายท้อง เพื่อเข้าถึงจุดอ่อนบริเวณส่วนท้องที่ไม่มีหนาม
เม่นจึงจัดเป็นเหยื่อที่ "ผู้ล่าไม่อยากเสี่ยงด้วยเพราะไม่คุ้มค่าพลังงาน" มากกว่าการเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีใครล่าได้เลย
● จุดหักเหทางวิศวกรรม (The Intervention)
กรณีศึกษาของ ตั๊กแตนปาทังก้า ในประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติทางธรรมชาติครั้งใหญ่
・สถานะเริ่มต้น: เมื่อพวกมันรวมฝูง (Swarm) พวกมันไม่ได้เป็นแค่ผู้บริโภคพืชธรรมดา แต่ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็น "ภัยพิบัติระดับมหภาค" (Biological Force of Nature) ที่ไม่มีผู้ล่าตามธรรมชาติในระบบนิเวศท้องถิ่นตัวไหนหยุดยั้งได้ เนื่องจากจำนวนประชากรที่มีนับล้านล้านตัวนั้นเกินขีดจำกัดความสามารถในการล่า (Carrying Capacity) ของนก กบ หรือสัตว์นักล่าเดิมไปหลายแสนเท่า
・การพังทลายของระบบสมดุล: หากปล่อยให้กลไกธรรมชาติทำงานเอง ห่วงโซ่อาหารจะล่มสลายจนกว่าพืชผลจะหมดเกลี้ยง หรือจนกว่าพวกมันจะกินกันเองจนสูญพันธุ์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่กินเวลานานและสร้างความเสียหายรุนแรงระดับล่มสลายทางเศรษฐกิจ
ที่จุดวิกฤตนี้เอง สิ่งมีชีวิตอีกสายพันธุ์หนึ่งได้ก้าวเข้ามา "เปลี่ยนกฎของเกม" อย่างเบ็ดเสร็จ นั่นคือ มนุษย์ "Homo sapiens" หรือที่เรานิยามใหม่ในสมการนี้ว่า "Siamese Apex Predator"
ผู้ล่าสูงสุดสายพันธุ์นี้ไม่ได้พึ่งพาเขี้ยวเล็บหรือพละกำลังทางกายภาพ แต่ใช้ "ภูมิปัญญาขั้นสูง, เครื่องมือกล (กับดัก, กระทะเหล็กและตะหลิว) และระบบโลจิสติกส์การปรุงรส (ซอสปรุงรสฝาเขียวและพริกไทย)" เข้าแทรกแซงวงจรชีวิตของปาทังก้าอย่างแม่นยำ
・Targeted Deletion: แทนที่จะรอให้พวกมันตายเอง มนุษย์กลับทำหน้าที่เป็น "สุดยอดผู้ล่า" ที่แม่นยำและมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจสูงมาก (ความอร่อย + รายได้)
・Root-Cause Elimination: ไม่เพียงแต่จัดการตัวเต็มวัยบนอากาศ แต่นักล่ากลุ่มนี้ยังเจาะลึกถึงต้นทางด้วยการขุดคุ้ยทำลาย "แหล่งเพาะไข่ใต้ดิน" ซึ่งเป็นการตัดวงจรการขยายพันธุ์ (Reproductive Cycle) แบบถอนรากถอนโคน
・ผลการวิเคราะห์ (Conclusion): ด้วยสมการของ Siamese Apex Predator นี้ ทำให้ระบบภัยพิบัติที่เคยคุกคามโลกมานับพันปี ถูกเคลียร์จนหมดจดจากประเทศไทยภายในเวลาเพียง 15-20 ปีเท่านั้น
・Efficiency Rating: เต็ม 100%
・System Status: ภัยพิบัติถูกควบคุมโดยสมบูรณ์ และถูกย้ายสถานะจาก "ศัตรูพืชระดับตำนาน" ลงมาอยู่ในหมวดหมู่ "กับแกล้มระดับพรีเมียม" อย่างเป็นทางการ
● ภูมิปัญญา "การกำจัดด้วยการบริโภค" (Gastronomic Extermination)
พอมีอะไรระบาดที่ประเทศไหน อย่างปูสีฟ้า, หอยเชอรี่, แม้แต่ปลาซัคเกอร์ก็ไม่รอดจากคนไทย "นี่คือกลไกการควบคุมประชากรที่ธรรมชาติที่เหนือชั้นสุดๆ เพราะปกติในระบบนิเวศมันจะมีลำดับขั้นของผู้ล่า (Food Chain)
แต่ในไทย เรามี "ผู้ล่าระดับสูงสุด (Apex Predator) ที่กินได้ทุกอย่างที่เคี้ยวได้" แถมทำแต่ละเมนูออกมาอร่อยด้วย ซึ่งก็คือคนไทยนี่เอง
・หอยเชอรี่: ปกติเป็นศัตรูข้าวที่กำจัดยากมากในต่างประเทศ แต่พอมาเจอ "ยำหอยเชอรี่" หรือ "หอยเชอรี่ลวกจิ้ม" เข้าไป แป๊บเดียวกลายเป็นเมนูขึ้นห้างทันที
・ปลาซัคเกอร์: ใครจะไปนึกว่าไอ้ปลาที่หน้าตาอัปลักษณ์ หนังหนาและกินยากแบบนั้น คนไทยก็ยังหาทางเอามาทำ "ปลาซัคเกอร์ย่าง" หรือเอามาทำเป็นเมนูพิเศษได้ นี่มันคือจิตวิญญาณแห่งการอยู่รอดแบบเหนือชั้นจริงๆ
・ปูสีฟ้า: มาถึงก็โดนจัดลงหม้ออบวุ้นเส้นทันที ไม่ต้องรอดูกันเลยว่าจะทำลายระบบนิเวศยังไง
สัตว์พวกนี้คงตะโกนเตือนสัตว์หรือแมลงที่จะมาระบาดในไทย ว่าอย่าเข้ามา เพราะพวกนายจะไม่ได้ระบาด แต่จะกลายเป็นของอร่อยแทน ถ้าสัตว์พวกนี้มีภาษาคุยกันได้จริงๆ ประเทศไทยคงกลายเป็น "เขตอันตรายระดับสีแดง (Extreme Hazard Zone)" ในแผนที่ระบาดวิทยาของสัตว์โลกไปแล้ว คือถ้าตัวไหนเผลอหลงเข้ามา จะไม่ได้เป็นผู้รุกรานที่มาทำลายระบบนิเวศ แต่จะกลายเป็น "เมนูแนะนำประจำร้าน" ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง
ลองจินตนาการภาพตั๊กแตนหรือปลาซัคเกอร์ยืนตะโกนบอกพวกเดียวกันหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง
"อย่าเข้าไป ! อย่าเข้าไปเด็ดขาด !
พวกมนุษย์ที่นั่นไม่ได้กลัวพวกเรา พวกเขาเตรียมกระทะรอไว้แล้ว ! "
"ข้าเห็นเพื่อนข้าหายไปในน้ำมันเดือดพร้อมกับซอสฝาเขียว !
มันจบแล้วอนาคิน ข้าอยู่ในกระทะ ! " (เห้ยผิดเรื่อง 🤣)
มุมมองของความเหนือชั้นทางยุทธศาสตร์ในเชิงวิศวกรรมระบบ มันคือ "Biological Self-Regulation" (การควบคุมตัวเองทางชีวภาพ) ที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติเลย
1) ไม่มีค่าใช้จ่ายในการกำจัด รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลอะไรเลย แค่เชิญชวนให้ทุกคน "กินตั๊กแตน"
2) เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารเคมีตกค้าง
3) เศรษฐกิจหมุนเวียน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและพ่อค้าแม่ค้า
ถ้าวันไหนมีแมลงต่างดาวบุกโลก แล้วเกิดไปลงจอดที่ไทยแทนที่จะไปลงจอดที่ทำเนียบขาวในอเมริกาแบบหนังฮอลลีวู้ด ผมว่าภายในสัปดาห์เดียวเราคงได้เห็น "แมลงเอเลี่ยนทอดกระเทียมพริกไทย" วางขายตามตลาดเปิดท้ายชัวร์ครับ 5555 🤣
● แล้วเคยมีเหตุการณ์ตั๊กแตนกัดคนหรือสัตว์อื่นๆขณะเกิดการระบาดไหม ?
โดยธรรมชาติแล้ว ตั๊กแตนเป็นแมลงกินพืช (Herbivore) พวกมันไม่ได้ล่าคนหรือสัตว์อื่นเป็นอาหารเพื่อกินเนื้อ และไม่ได้มีพฤติกรรมดุร้ายเหมือนสัตว์นักล่าทั่วไป แต่หากเกิดสถานการณ์ "มหันตภัยฝูงตั๊กแตนขนาดใหญ่" (Mega Swarm) ที่มีความหิวโหยขั้นสุดยอดและพืชผลในธรรมชาติถูกกินจนเกลี้ยงแล้ว ความต้องการสารอาหารและเกลือแร่จะทำให้พวกมันเริ่มกัดแทะสิ่งของแปลกปลอมที่มีคราบอินทรีย์หรือเกลือแร่ ตามที่มีการบันทึกไว้เช่น
ขนสัตว์: มีบันทึกประวัติศาสตร์ว่าพวกมันเคยแทะเล็มขนบนตัวแกะหรือปศุสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่จนแหว่ง
เสื้อผ้าและเครื่องมือ: กัดกินเสื้อผ้าที่ตากไว้ หรือแทะด้ามไม้เครื่องมือช่างที่เปื้อนเหงื่อและคราบเกลือของมนุษย์
ผิวหนังมนุษย์: พวกมันไม่ได้พุ่งเข้ามาจู่โจมเพื่อกัดคนเป็นเหยื่อ แต่ถ้ามีตั๊กแตนจำนวนมหาศาลเกาะอยู่ตามร่างกาย ในสภาวะที่ขาดแคลนแร่ธาตุ พวกมันอาจจะลองงับหรือแทะผิวหนังเพื่อหา "เกลือแร่จากเหงื่อ" (Sodium) ซึ่งอาจทำให้รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ หรือเกิดรอยแดงได้บ้าง แต่เป็นเพียงการแทะเล็มตามสัญชาตญาณความหิวโหย ไม่ใช่การกัดเพื่อทำร้ายหรือดูดเลือดแต่อย่างใด
แอบคิดว่าถ้าเกิดมันเป็นพวกกินได้ทั้งพืชทั้งเนื้อ (Omnivore) ขึ้นมานี่คงจะน่ากลัวน่าดูเลยนะครับ ภาพตั๊กแตนฝูงใหญ่เป็นสิบเป็นร้อยตัวรุมกัดเนื้อคนจนตาย นี่มันพล๊อตหนังสยองขวัญชัดๆ 😅
ความรู้รอบตัว
วิทยาศาสตร์
ประวัติศาสตร์
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย