5 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

Japanscam 1982 คดีจารกรรมสุดอื้อฉาว เมื่อญี่ปุ่นลวงโลกเพื่อล้ม IBM

ถ้าพูดถึงสายลับในหนังฮอลลีวูด เรามักจะนึกถึงฉากนัดพบในห้องลับที่มืดมิด
มีกระเป๋าเจมส์บอนด์ที่อัดแน่นไปด้วยเงินสดฟ่อนใหญ่เตรียมเอาไว้ฟาดหน้ากัน
ตามมาด้วยการโจรกรรมข้อมูลระดับชาติที่ตัดสินกันด้วยความเป็นความตาย…
ภาพพวกนี้ดูเหมือนจะเป็นแค่นิยายแต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงในโรงหนังเท่านั้น
แต่ใครจะไปคิดว่าหนึ่งในเหตุการณ์ที่ระทึกใจที่สุดในประวัติศาสตร์ไอทีโลกมันเคยเกิดขึ้นจริง
แถมองค์ประกอบยังครบถ้วนยิ่งกว่าหนังแอ็กชันซะอีก
เหตุการณ์นี้มีครบหมดเลยครับ ตั้งแต่สายลับ FBI ไปจนถึงบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งของโลก
มีปฏิบัติการลับที่เรียกกันว่า “Sting Operation” หรือการล่อซื้อขั้นเทพ
และที่สนใจที่สุดคือเหยื่อในเกมนี้ไม่ใช่พ่อค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ไหน
แต่เป็นถึงผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นที่เราคุ้นชื่อกันดีอย่าง Hitachi และ Mitsubishi
ลองนึกภาพความขัดแย้งทางเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันดูสิ
ที่มหาอำนาจชาติตะวันตกพยายามกีดกันการเติบโตของบริษัทจากฝั่งเอเชียแบบเอาเป็นเอาตาย
หลายคนอาจจะมองว่าเฮ้ย นี่มันเรื่องใหม่ในยุคนี้ชัดๆ
แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อช่วง 40 ปีที่แล้ว แพทเทิร์นนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วแทบจะเป๊ะๆ…
อเมริกาในยุคนั้นมองญี่ปุ่นไม่ต่างจากที่มองจีนในยุคนี้เลย
พวกเขาหวาดระแวงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของญี่ปุ่น
กลัวการลอกเลียนแบบเทคโนโลยีขั้นสูงที่ตัวเองสร้างมากับมือ
และที่สำคัญคือกลัวการซัพพอร์ตแบบจัดเต็มจากรัฐบาลญี่ปุ่นนั่นเอง
ย้อนเวลากลับไปในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 กันซักหน่อย
ตอนนั้นโลกของเราไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย iPhone หรือ AI อัจฉริยะแบบทุกวันนี้
แต่โลกกำลังหมุนด้วยเครื่องจักรประมวลผลขนาดมหึมาที่เรียกกันว่าคอมพิวเตอร์ “Mainframe”
ถ้าพูดถึง “Mainframe” ในยุคนั้นมีราชาที่ครองบัลลังก์อยู่เพียงองค์เดียวเท่านั้น นั่นก็คือบริษัท IBM ที่ทรงอิทธิพลแบบสุดๆ
ส่วนแบ่งการตลาดของพวกเขาในอเมริกาสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว…
ลองจินตนาการดูเล่นๆ ว่าถ้าวันนี้เรารู้สึกว่าบริษัทเทคผูกขาดตลาดโลก
บอกเลยว่า IBM ในยุคนั้นยิ่งใหญ่และทรงอำนาจกว่านั้นหลายเท่าตัว
ใครก็ตามที่จะรันโปรเจกต์ธุรกิจขนาดใหญ่ หรือทำระบบธนาคาร แม้กระทั่งควบคุมระบบสายการบิน ทุกคนบนโลกต้องง้อเทคโนโลยีจาก IBM ทั้งหมด
ตัดภาพสลับมาที่ฝั่งประเทศญี่ปุ่นในยุคเดียวกันบ้าง
ตอนนั้นอุตสาหกรรมของพวกเขาเนื้อหอมสุดขีด ฟีลแบบตัวพ่อของวงการ
เพิ่งจะตีตลาดรถยนต์ในอเมริกาจนบริษัทท้องถิ่นพากันร่วงระนาว…
เครื่องใช้ไฟฟ้าจาก Sony และ Panasonic ก็เข้าไปตั้งตระหง่านอยู่ในบ้านคนทั่วโลก
ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้ลอยมาจากฟ้า แต่เกิดจากการวางแผนอย่างรัดกุม
โดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศของญี่ปุ่นหรือ MITI
หน่วยงานนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนมันสมองคอยกำหนดยุทธศาสตร์ให้เอกชนออกไปลุยทุบตลาดโลก
และเป้าหมายต่อไปที่รัฐบาลญี่ปุ่นหมายมั่นปั้นมือมากที่สุดก็คือการโค่นล้มบัลลังก์ของ IBM
บริษัทเทคโนโลยีของญี่ปุ่นอย่าง Hitachi และ Fujitsu จึงเลือกใช้วิธีการสุดคลาสสิก
กลยุทธ์นั้นเรียกว่า “IBM Compatible” ซึ่งฟังดูหรูหราแต่เข้าใจง่ายมาก
อธิบายง่ายๆ คือการสร้างคอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้เหมือนกับเครื่องของ IBM ทุกประการ
รันโปรแกรมเดียวกันได้แบบเป๊ะๆ แต่ขายในราคาที่ถูกกว่าแถมทำงานเร็วกว่า
ฟังดูเป็นแผนที่เพอร์เฟกต์และน่าจะทุบตลาดได้ไม่ยากใช่มั๊ยครับ…
แต่มันมีจุดตายอยู่เรื่องหนึ่งที่ทำให้พวกเขานอนไม่หลับ
นั่นคือพวกเขาต้องรู้ข้อมูลเชิงลึกว่าไส้ในของเครื่อง IBM มันทำงานยังไงกันแน่
แล้วความตึงเครียดก็เดินทางมาถึงจุดพีกสุดในปี 1981 เมื่อ IBM กำลังจะปล่อยไม้ตายใหม่ออกมาเขย่าวงการ
มันคือคอมพิวเตอร์ “Mainframe” รุ่นใหม่ล่าสุดที่มีรหัสลับว่า Adirondack หรือชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการก็คือ IBM 3081 ที่สเปกเทพสุดๆ…
เจ้ารุ่นนี้คือกุญแจสำคัญที่จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์วงการคอมพิวเตอร์
เพราะมันมาพร้อมกับสถาปัตยกรรมใหม่ที่ซับซ้อนจนน่าปวดหัว
ถ้า Hitachi หรือคู่แข่งรายอื่นไม่สามารถหาข้อมูลเชิงลึกของระบบนี้ได้
พวกเขาก็จะไม่มีทางผลิตเครื่องออกมาสู้ในตลาดได้เลย
หรือต่อให้ดันทุรังผลิตออกมา เครื่องของพวกเขาก็จะรันซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ของลูกค้าไม่ได้
เท่ากับว่าธุรกิจมูลค่ามหาศาลอาจจะพังพินาศลงมาในชั่วข้ามคืน…
ความกดดันมหาศาลแบบนี้จึงตกไปอยู่ที่ฝ่ายวิศวกรรมของฝั่งญี่ปุ่นเต็มๆ
พวกเขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ข้อมูลสวรรค์นั้นมาให้จงได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร หรือใช้วิธีสีเทาแค่ไหนก็ตาม
และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Kenji Hayashi วิศวกรอาวุโสของ Hitachi ตัดสินใจพลาด
เขาก้าวเท้าเข้าสู่กับดักที่อันตรายที่สุดในโลกของธุรกิจเข้าอย่างจัง…
ข้อมูลความลับระดับนี้ย่อมมีราคาค่างวดที่สูงลิบลิ่วตามไปด้วย
Hayashi ได้รับภารกิจสุดหินให้ไปหาข้อมูลของ IBM 3081 มาวางบนโต๊ะให้ได้
เขาเริ่มต้นด้วยการติดต่อกับบริษัทที่ปรึกษาแห่งหนึ่งใน Silicon Valley
บริษัทแห่งนี้มีชื่อเสียงเรียงนามว่า Glenmar Associates
ชื่อนี้ฟังดูเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือสุดๆ ดูไม่เป็นพิษเป็นภัยอะไร
ออฟฟิศของพวกเขาก็ตั้งอยู่ในย่าน Santa Clara ภายนอกดูเหมือนบริษัททั่วไปมากๆ
แถมยังมีการเคลมว่าพวกเขามีคอนเนกชันระดับลึกซึ้งกับคนวงในของ IBM
พร้อมการันตีว่าสามารถหาเอกสารลับทุกอย่างบนโลกใบนี้มาประเคนให้ได้
แต่สิ่งที่ Hayashi และทีมผู้บริหารของ Hitachi ไม่เคยระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย…
ความจริงก็คือ Glenmar Associates ไม่มีตัวตนอยู่จริงในโลกธุรกิจเลย
มันคือบริษัททิพย์ที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาโดยหน่วยสืบสวนกลางหรือ FBI ล้วนๆ
เรื่องนี้มีเบื้องหลังที่ตลกร้ายซ่อนอยู่นิดหน่อย
ในตอนแรกนั้น FBI ไม่ได้มีความตั้งใจจะตามจับบริษัทจากญี่ปุ่นเลยสักนิด
ปฏิบัติการล่อซื้อนี้มีชื่อรหัสเท่ๆ ว่า Pengem ที่มีเป้าหมายอื่น
เป้าหมายดั้งเดิมของพวกเขาคือการดักจับสายลับโซเวียตที่ชอบมาป้วนเปี้ยน
พวก KGB มักจะมาแอบขโมยเทคโนโลยีของอเมริกาไปใช้ทางการทหารอยู่บ่อยๆ
เพราะยุคนั้นโลกกำลังอยู่ในช่วงสงครามเย็น อเมริกาก็เลยหวาดระแวงรัสเซียจัดๆ…
แต่ไปๆ มาๆ คนที่เดินดุ่มๆ เข้ามาติดกับดักกลับไม่ใช่สายลับรัสเซียหน้าโหด
ดันกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนชาวญี่ปุ่นที่ใส่สูทผูกไทและกระหายความสำเร็จเพื่อองค์กร
ทางฝั่ง IBM เองพอหูผึ่งรู้ข่าวจากรัฐบาลว่ามีคนพยายามจะใช้เงินฟาดซื้อความลับ
พวกเขาก็จัดเต็มให้ความร่วมมือกับ FBI อย่างเต็มสูบแบบไม่มีกั๊ก
ถึงขนาดยอมส่งเอกสารลับของจริงและคู่มือการออกแบบระบบของแท้ไปให้
เอาไปให้ FBI ใช้เป็นเหยื่อล่อชั้นดีเพื่อมัดตัวผู้กระทำผิดให้ดิ้นไม่หลุด…
การเจรจาซื้อขายในมุมมืดเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงปลายปี 1981 ลากยาวมาจนถึงกลางปี 1982 แบบมาราธอน
มีการส่งมอบเอกสารลับแลกกับเงินสดก้อนโตเป็นระยะๆ ให้ตายใจ
Hayashi เชื่อสนิทใจเลยว่าเขากำลังดีลงานกับแหล่งข่าววงในของจริง
คิดว่ากำลังซื้อของที่ขโมยออกมาจาก IBM ได้สำเร็จแล้ว
ตัวเลขเงินที่ Hitachi จ่ายเปย์ไปให้กับบริษัททิพย์แห่งนี้สูงถึง 622,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ถ้าตีเป็นมูลค่าเงินในยุคนี้ก็บอกเลยว่าหลักร้อยล้านบาท เรียกได้ว่าทุ่มทุนสร้างกันแบบสุดๆ…
แล้วจุดไคลแมกซ์ของเรื่องราวระดับบล็อกบัสเตอร์ก็เดินทางมาถึง
ในเช้าวันที่ 22 มิถุนายน ปี 1982 วันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดกาล
วันนั้น Hayashi และทีมงานนัดรับส่งมอบแฟ้มข้อมูลล็อตที่ใหญ่ที่สุด
มันคือข้อมูลลับระดับแกนกลางของระบบปฏิบัติการและฮาร์ดแวร์ใหม่ล่าสุด
พวกเขาเดินเข้าไปในออฟฟิศของ Glenmar ด้วยหัวใจที่พองโตขั้นสุด
หวังเต็มที่ว่าแฟ้มข้อมูลตรงหน้าคือกุญแจทองคำที่จะพาทีมแซงหน้าคู่แข่งได้…
แต่ทันทีที่การแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างแรง
คนที่เดินหน้าตึงเข้ามาไม่ใช่พนักงานเสิร์ฟกาแฟอย่างที่คิด
แต่กลายเป็นกองทัพเจ้าหน้าที่ FBI พร้อมอาวุธครบมือและตราสัญลักษณ์
วินาทีนั้นโลกทั้งใบของ Hayashi พังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา
ภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีญี่ปุ่นที่สั่งสมมาอย่างยากลำบากก็พังยับเยิน…
ข่าวการบุกรวบตัวครั้งนี้ไม่ได้ดังแค่ในหน้าแวดวงข่าวไอทีเท่านั้น แต่มันกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่คนเมาท์กันทั้งเมือง
หนังสือพิมพ์ทั่วสหรัฐอเมริกาพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งตัวเบ้อเริ่มด้วยคำว่า “Japscam”
เมื่อข่าวนี้ระเบิดตูมออกมา ผลกระทบที่ตามมามันรุนแรงระดับแผ่นดินไหว 8 ริกเตอร์
ในสังคมญี่ปุ่น เหตุการณ์นี้ถือเป็นความอับอายระดับชาติที่รับไม่ได้สุดๆ
ต้องเข้าใจบริบทก่อนว่าวัฒนธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่นนั้นซีเรียสเรื่องนี้มาก
ความซื่อสัตย์และเกียรติยศคือสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้และต้องรักษาไว้เท่าชีวิต…
การที่บริษัทระดับเสาหลักของประเทศถูกรวบคาหนังคาเขาว่าขโมยผลงานคนอื่น มันเหมือนการถูกฉีกหน้ากลางเวทีโลกแบบไม่มีชิ้นดี
ผู้บริหารระดับสูงต้องเรียงแถวออกมาโค้งคำนับขอโทษต่อสาธารณชนด้วยความอับอาย
โฆษณาทางทีวีและสื่อสิ่งพิมพ์ของบริษัทถูกสั่งระงับการออกอากาศทันทีแบบไม่มีข้อแม้
บรรยากาศภายในบริษัทตอนนั้นเต็มไปด้วยความหดหู่และสูญเสียความมั่นใจอย่างหนัก
แต่ถ้าเราลองขุดเจาะลงไปให้ลึกกว่าแค่เรื่องของการโจรกรรมธรรมดา…
เราจะพบประเด็นทางธุรกิจที่ซ่อนอยู่และน่าสนใจมากๆ เลยทีเดียว
เกิดคำถามขึ้นมาว่าทำไมคนระดับวิศวกรอาวุโสและผู้นำองค์กรถึงกล้าทำแบบนี้
ทำไมถึงยอมเอาชีวิตและชื่อเสียงไปเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางแลกกับข้อมูลพวกนี้
คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในแนวคิดทางธุรกิจที่เรียกว่า “Innovation Trap” หรือกับดักนวัตกรรม
ในยุคนั้น โมเดลธุรกิจของญี่ปุ่นคือการเป็นผู้ตามที่ยอดเยี่ยม
พวกเขาไม่จำเป็นต้องเหนื่อยเป็นคนแรกที่คิดค้นสิ่งใหม่บนโลกใบนี้
แต่พวกเขาจะเป็นคนที่เอาสิ่งนั้นมาดัดแปลงทำให้ดีกว่าและขายในราคาที่ถูกกว่า
โมเดลนี้มันเวิร์กและปังสุดๆ กับอุตสาหกรรมรถยนต์หรือโทรทัศน์
เพราะเทคโนโลยีพวกเครื่องยนต์หรือหลอดภาพมันไม่ได้เปลี่ยนไวปรู๊ดปร๊าดขนาดนั้น…
แต่กับโลกของคอมพิวเตอร์ มันเป็นเกมที่มีกติกาต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
IBM ในยุค 1980 ใช้วิธีการสร้างกำแพงล้อมตลาดที่ฉลาดและแยบยลมาก
พวกเขาไม่ได้ขายแค่เครื่องจักรโง่ๆ แต่พวกเขาขายระบบนิเวศทางเทคโนโลยี
ซอฟต์แวร์ของลูกค้าทุกคนถูกมัดรวมผูกติดอยู่กับสถาปัตยกรรมของ IBM อย่างแน่นหนา
ถ้าคู่แข่งหน้าไหนสร้างเครื่องที่รันซอฟต์แวร์เหล่านี้ไม่ได้ก็จบเกม
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อุตส่าห์สร้างมาก็จะมีค่าเท่ากับเศษเหล็กราคาแพงเท่านั้นเอง…
ความโหดร้ายขั้นสุดของเกมนี้คือ IBM จะคอยสับขาหลอกตลอดเวลา
พวกเขาจะทำการเปลี่ยนสเปกภายในและเข้ารหัสซอฟต์แวร์หนีคู่แข่งอยู่เสมอ ทำให้บริษัทที่เน้นลอกเลียนแบบถึงกับไปไม่เป็นและเข้าตาจน
ถ้าพวกเขามัวแต่รอให้เครื่องของ IBM วางขายในตลาดแล้วค่อยซื้อมาแกะชิ้นส่วนเพื่อทำวิศวกรรมย้อนกลับ มันก็จะสายเกินแกงไปแล้ว
พวกเขาจะเดินตามหลังคู่แข่งถึงหนึ่งหรือสองปีเต็มๆ…
ซึ่งในโลกของเทคโนโลยี เวลาเพียงแค่นั้นคือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตายของธุรกิจ
ความกดดันมหาศาลในระบบนิเวศแบบนี้นี่แหละที่ผลักดันให้คนทำงาน
พนักงานที่รักองค์กรหมดหัวใจต้องยอมเดินออกนอกเส้นทางที่ถูกต้อง
เพราะโครงสร้างบริษัทญี่ปุ่นยุคนั้นคือการจ้างงานตลอดชีพ พนักงานมองบริษัทเป็นครอบครัว
การปกป้องครอบครัวให้อยู่รอดปลอดภัยจึงอยู่เหนือเหตุผลอื่นใดทั้งปวง
พวกเขาไม่ได้ทำไปเพื่อเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง แต่ทำเพื่อต่อลมหายใจให้องค์กรต่างหาก…
หลังจากคดีนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทนายความฝั่งญี่ปุ่นก็สู้ยิบตา
พวกเขาพยายามต่อสู้คดีด้วยข้อกฎหมายที่น่าสนใจมากๆ
ทนายอ้างว่านี่คือการที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ตั้งใจล่อลวงให้ประชาชนกระทำความผิด
พวกเขาให้การชี้แจงว่าถ้า FBI ไม่ลงทุนไปเปิดบริษัทปลอมขึ้นมา
ไม่เอาแฟ้มเอกสารลับมาวางล่อตาล่อใจตรงหน้า Hayashi ก็คงไม่มีทางก่อเรื่องแน่ๆ
การกระทำของรัฐบาลอเมริกาจึงถูกมองว่าเป็นการยัดเยียดความผิดให้ชาวต่างชาติ…
แต่มุมมองของศาลสหรัฐอเมริกาไม่ได้อินกับเรื่องนี้ด้วยเลย
ศาลมองว่าเจตนาที่จะละเมิดกฎหมายมันมีฝังรากลึกอยู่ก่อนแล้ว
FBI เป็นเพียงแค่ผู้อำนวยความสะดวกให้เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วขึ้นเพื่อจะรวบยอดทีเดียว
สุดท้ายคดีอาญานี้ก็จบลงด้วยการที่จำเลยทั้งหมดเลือกวิธีไม่ยอมรับสารภาพอย่างเป็นทางการ
แต่ก็ไม่ขอสู้คดีต่อให้เหนื่อย ยอมรับบทลงโทษไปเพื่อให้เรื่องอื้อฉาวนี้จบลงเร็วที่สุด
บทลงโทษทางอาญาที่ประกาศออกมานั้นเบาหวิวจนหลายคนถึงกับอ้าปากค้าง…
บริษัทถูกปรับแค่หลักหมื่นดอลลาร์เท่านั้นเอง ส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องก็แค่โดนคุมประพฤติและจ่ายค่าปรับจิ๊บจ๊อย
มองเผินๆ หลายคนอาจจะแอบคิดว่าบริษัทใหญ่รอดตัวไปได้แบบชิลๆ
หรืออาจจะแอบสงสัยว่า IBM อุตส่าห์ลงทุนลงแรงส่งของจริงไปล่อตั้งเยอะแยะ
ทำไมถึงได้บทลงโทษกลับมาแค่นี้ มันคุ้มกันตรงไหน
แต่ในโลกของธุรกิจระดับโลก เกมที่แท้จริงมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากนี้ต่างหาก…
ชัยชนะที่แท้จริงของ IBM ไม่ได้อยู่แค่ในห้องพิจารณาคดีศาลอาญา
แต่มันอยู่ที่อำนาจการต่อรองมหาศาลที่เกิดขึ้นหลังจากคดีจบลง
ลองเอาตัวเองไปนั่งเก๊กหล่อๆ อยู่ในเก้าอี้ของผู้บริหาร IBM ในวันนั้นดูสิครับ
พวกเขาถือไพ่เหนือกว่าคู่แข่งทุกประตูแบบไม่ต้องสืบ
มีหลักฐานแน่นหนาคาตาว่าคู่แข่งพยายามขโมยสมบัติล้ำค่าของบริษัท
และสามารถบดขยี้ทำลายชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของคู่แข่งได้ในพริบตาเดียว…
สิ่งที่ IBM กระหายอยากได้จริงๆ ไม่ใช่เศษเงินค่าปรับกะโหลกกะลาจากศาล
แต่คือการตัดกำลังคู่แข่งให้จมดินไม่ให้เงยหน้าขึ้นมาท้าทายอำนาจได้อีก
เรื่องนี้เลยบานปลายนำไปสู่การฟ้องร้องทางแพ่งและการเจรจาลับหลังม่าน
ซึ่งผลลัพธ์ของมันบอกเลยว่าเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ไปอย่างสิ้นเชิง
Hitachi ต้องหน้าซีดยอมตกลงเซ็นสัญญายอมความทางแพ่งกับ IBM ด้วยเงื่อนไขที่เรียกได้ว่าเป็นการยอมจำนนชูธงขาวโดยสิ้นเชิง…
ข้อแรกคือการจ่ายเงินค่าเสียหายและค่าลิขสิทธิ์ย้อนหลังแบบจุกๆ
นักวิเคราะห์ประเมินตัวเลขกันว่าน่าจะสูงปรี๊ดถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นี่คือเม็ดเงินที่มหาศาลมากพอจะทำให้งบการเงินของบริษัทยักษ์ใหญ่สั่นคลอนได้เลย
และข้อที่สอง ซึ่งถือว่าเป็นข้อที่เจ็บปวดรวดร้าวที่สุดสำหรับคนทำงานสร้างสรรค์
คือพวกเขาต้องยอมก้มหัวให้ตัวแทนของ IBM เข้ามาตรวจสอบผลิตภัณฑ์ใหม่
ต้องให้คู่แข่งเข้ามาดูของใหม่ทุกชิ้นล่วงหน้าเป็นเวลาถึง 5 ปีเต็ม…
โอ้โห มันเป็นเรื่องที่ฟังดูหยามเกียรติและเหลือเชื่อมากจริงๆ ที่คู่แข่งเบอร์หนึ่งมีสิทธิ์เดินถือแฟ้มชิลๆ เข้ามาตรวจดูสินค้าของคุณถึงในโรงงาน
แถมเข้ามาดูก่อนที่คุณจะนำสินค้านั้นออกไปเร่ขายซะอีก
เพื่อให้มั่นใจเต็มร้อยว่าคุณไม่ได้แอบตีเนียนนำเทคโนโลยีของพวกเขาไปใช้
ลองนึกภาพวิศวกรที่ต้องยืนหน้าเจื่อนมองคู่แข่งเข้ามารื้อค้นดูโค้ดลับ
หรือดูแบบแปลนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตัวเองอดหลับอดนอนปั่นมาแทบตายดูสิครับ…
มันคือความพ่ายแพ้ที่แทบจะทำลายจิตวิญญาณของผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมให้แหลกสลาย
แต่ก็นั่นแหละครับ ในทุกวิกฤตที่หนักหน่วงย่อมมีบทเรียนซ่อนอยู่เสมอ
เหตุการณ์คลื่นใต้น้ำสึนามิครั้งนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญมากๆ
มันทำให้วงการเทคโนโลยีญี่ปุ่นตาสว่างและตื่นจากภวังค์
พวกเขาตระหนักได้ทันทีเลยว่ายุทธวิธีลอกการบ้านเพื่อนแล้วเอามาแต่งหน้าทาปากใหม่
มันใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้วในโลกของเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีกฎหมายสิทธิบัตรคุ้มครองแน่นหนา…
ผลที่ตามมาก็คือบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นต้องเริ่มปรับกระบวนทัพกันขนานใหญ่
พวกเขาหันมาเน้นการเจรจาแลกเปลี่ยนสิทธิบัตรกันอย่างเปิดเผยและถูกต้อง และยอมทุ่มเม็ดเงินมหาศาลไปกับการวิจัยพัฒนาอย่างจริงจัง
เพื่อสร้างสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีที่ยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเองอย่างแท้จริง
ในขณะเดียวกัน บรรยากาศในฝั่งอเมริกาโดยเฉพาะใน Silicon Valley ก็เปลี่ยนไปตลอดกาล
บรรยากาศชิลๆ ของความไว้เนื้อเชื่อใจ การแลกเปลี่ยนไอเดียข้ามบริษัทอย่างอิสระ…
ทุกอย่างมลายหายไปในอากาศแทบจะทันทีทันใด
ความหวาดระแวงและสายตาจับผิดเข้ามาแทนที่ในทุกอณู
ทุกบริษัทเริ่มงัดมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดมาใช้
การจ้างงานพนักงานที่เป็นชาวต่างชาติถูกเพ่งเล็งและจับตามองจากฝ่ายความมั่นคงเป็นพิเศษ
นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจหลายคนมองทะลุไปไกลกว่านั้น
เขาวิเคราะห์ว่า “Japscam” ไม่ใช่แค่คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจไก่กาธรรมดา…
แต่มันคือฉากหน้าของสงครามการค้าที่ดุเดือดเผ็ดมันส์
เป็นหมากที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาตั้งใจจะส่งสัญญาณเตือนเพื่อเบรกความร้อนแรงของญี่ปุ่น
อเมริกาในตอนนั้นต้องการหาแพะมาเชือดไก่ให้ลิงดูชัดๆ
เพื่อประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่าพวกเขาจะไม่ยอมให้ใครมาใช้วิธีลัดขโมยเทคโนโลยี แล้วเอามาทำของถูกๆ ทุ่มตลาดแข่งกับพวกเขาอีกต่อไป…
ถ้าจะให้สรุปว่าใครคือผู้ชนะตัวจริงในเกมกระดานนี้
ในระยะสั้นๆ แน่นอนว่า IBM คือผู้ชนะที่กวาดเรียบกินรวบทุกกระดาน
พวกเขาสามารถปกป้องความลับทางธุรกิจสุดหวงเอาไว้ได้
เตะสกัดขัดขาคู่แข่งให้สะดุดยอดหญ้าหน้าทิ่มล้มลงไปกองกับพื้น และยังกอบโกยรายได้จากค่าลิขสิทธิ์เข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำ
แต่ในระยะยาว โลกของเทคโนโลยีมันหมุนเร็วจนไม่เคยหยุดรอใคร…
ในขณะที่ IBM กำลังยืนยิ้มกริ่มชื่นชมกับชัยชนะในการปกป้องปราสาท “Mainframe” ของตัวเอง
คลื่นลูกใหม่ที่ทรงพลังกว่าอย่างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลก็กำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ
ความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของ IBM ในเวลาต่อมากลับตาลปัตรสุดๆ
มันไม่ใช่การถูกคู่แข่งหน้าไหนขโมยความลับไปเลย
แต่เป็นการที่พวกเขาดันตัดสินใจพลาดเปิดเผยสถาปัตยกรรมของคอมพิวเตอร์ตัวเอง
เอาไปประเคนให้กับบริษัทหน้าใหม่เพื่อแลกกับความรวดเร็วในการผลิตซะงั้น…
ซึ่งบริษัทหน้าใหม่ไฟแรงเหล่านั้นมีชื่อสั้นๆ ว่า Microsoft และ Intel
กลายเป็นว่าศัตรูที่น่ากลัวที่สุดและเข้ามาทุบอาณาจักรของ IBM ในท้ายที่สุด
ไม่ใช่สายลับชุดดำจากฝั่งเอเชียที่มาดักซุ่มขโมยแบบแปลนในยามวิกาล
แต่กลับเป็นเพื่อนรักพันธมิตรที่พวกเขานั่งจับมือเซ็นสัญญากันอย่างชื่นมื่นกลางห้องประชุมนั่นเอง
เรื่องราวประวัติศาสตร์สุดพีกจากปี 1982 จึงทิ้งบทเรียนราคาแพงไว้ให้เราได้เห็น
ในโลกของการแข่งขันที่ดุเดือดไร้พรมแดน ความรวดเร็วอาจจะเป็นเรื่องสำคัญ…
แต่ความถูกต้องและการเคารพในกติกาต่างหากคือเกราะป้องกันเดียวที่ยั่งยืน
เพราะบางครั้งทางลัดที่ดูเหมือนจะพาเราพุ่งทะยานไปสู่ความสำเร็จได้ไวที่สุด
มันก็อาจจะเป็นเส้นทางสายด่วนที่พาเราพุ่งชนกับดักที่อันตรายที่สุดได้เช่นเดียวกันนั่นเองครับผม
References : [nytimes, washingtonpost, wikipedia, latimes, time]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/japanscam-1982-2/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา