8 ชั่วโมงที่แล้ว • สิ่งแวดล้อม

ใครปล่อย Carbon Footprint มากที่สุดในโลก ปี 2026

รายงานความเหลื่อมล้ำโลกประจำปี 2026 (World Inequality Report 2026: WIR 2026) เผยว่า ความมั่งคั่งคืออำนาจในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก วิกฤติสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยมีการนำเสนอระเบียบวิธีวิจัยที่เรียกว่า “รอยเท้าคาร์บอนจากการถือครองทุนส่วนตัว” (Private Capital Ownership-based Emissions)
ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความรับผิดชอบต่อโลกไม่ได้หยุดอยู่แค่พฤติกรรมการบริโภคส่วนบุคคล แต่รวมไปถึง “อำนาจในการตัดสินใจลงทุน” ของกลุ่มคนรวยที่สุดในโลกด้วย
การเปรียบเทียบระหว่างสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือกระจกจากการบริโภคและการถือครองทรัพย์สิน พบว่า
▪️ กลุ่มคนรวย (10%) : หากวัดจากการอุปโภคบริโภค (ไลฟ์สไตล์) พวกเขาปล่อยก๊าซฯ 47% แต่หากวัดจากการที่พวกเขาเป็นเจ้าของหุ้นหรือบริษัท ที่กุมบังเหียนอุตสาหกรรมต่าง ๆ สัดส่วนนี้จะพุ่งสูงถึง 77%
▪️ กลุ่มมหาเศรษฐี (1%) : ปล่อยก๊าซฯ 41% จากการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และ 15% จากการอุปโภคบริโภค มากกว่าประชากรอีก 90% ของโลก (23%) รวมกันเกือบสองเท่า
▪️ กลุ่มคนชั้นกลาง (40%) : ปล่อยก๊าซฯ 20% จากการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และ 43% จากการอุปโภคบริโภค
▪️ กลุ่มคนจน (50%) ปล่อยก๊าซฯ 3% จากการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และ 10% จากการอุปโภคบริโภค
ทั้งนี้ บริษัทที่มีการปล่อยก๊าซสูงมักให้ผลตอบแทนส่วนเกินสูงกว่าบริษัทสะอาดเฉลี่ย 4.4% ต่อปี ซึ่งกลายเป็นแรงจูงใจให้มหาเศรษฐีเลือกสะสมความมั่งคั่งในอุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อมต่อไป
รายงาน WIR 2026 ระบุถึงสภาวะความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นต่อ "กลุ่มคนจน" ใน 3 มิติพร้อมกัน คือ
▪️ ปล่อยก๊าซเรือกระจกน้อยที่สุด: ประชากรครึ่งโลก (กลุ่มคนจน) มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซจากการเป็นเจ้าของทรัพย์สินเพียง 3% เท่านั้น
▪️ ต้องรับภาระหนักที่สุด: กลุ่มคนจน 50% นี้ กลับเป็นกลุ่มที่ต้องเผชิญกับ ความสูญเสียทางรายได้จากภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศสูงถึง 75% เมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้ของตน
ขาดทรัพยากรในการปรับตัว: ในขณะที่คนรวยมีทุนในการสร้างกำแพงกั้นน้ำหรือย้ายถิ่นฐาน กลุ่มคนจนกลับมีทรัพย์สินรวมกันเพียง 2% ของโลก ทำให้แทบไม่มีขีดความสามารถทางการเงินในการรับมือกับวิกฤติ
กราฟิก: รัตนากร หัวเวียง
โฆษณา