วันนี้ เวลา 02:18 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 8 / 5 : จดหมายเหตุผู้พิทักษ์โพรงโลก

[การทูตดวงดาวและดุลอำนาจ - ป้อมปราการกลางกระแสธารแห่งจักรวาล]
8.4 ฝ่ายมืด: ใครคือผู้ที่ต้องการครอบครองโลก?
ในบทก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าได้กล่าวถึง "พันธมิตรแห่งแสง" เครือข่ายของอารยธรรมขั้นสูง ที่อุทิศตนเพื่อการรักษาสมดุลของกาแล็กซีและการปกป้องอารยธรรมที่กำลังพัฒนา
แต่เช่นเดียวกับที่มี "แสง" ก็ย่อมมี "เงา" และเช่นเดียวกับที่มี "ผู้พิทักษ์" ก็ย่อมมี "ผู้รุกราน"
ในบทนี้ ข้าพเจ้าจะเปิดเผย "ด้านมืด" ของจักรวาล ด้านที่เราแทบไม่เคยพูดถึงในบันทึกทางการ ด้านที่สภาราชันเก็บเป็น "ความลับ" จากประชากรส่วนใหญ่ ด้านที่เกี่ยวข้องกับ "ฝ่ายมืด" (The Shadow Collective) ผู้ซึ่งจ้องจะ "ครอบครอง" โลกของเรามาเป็นเวลาหลายพันปี
ข้าพเจ้า มาลาคัย เอลดรินธารา ต้องยอมรับตามตรงว่า การเขียนบทนี้ทำให้รู้สึก "หวาดกลัว" มากกว่าบทใดๆ ที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะกลัว "พวกเขา" (แม้ว่าข้าพเจ้าควรจะกลัว) แต่เป็นเพราะการเปิดเผย "ความจริง" นี้อาจทำให้ท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอาร์การ์ธารุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยรับรู้ถึงภัยคุกคามนี้ ต้องเผชิญกับ "ความกลัว" ที่ข้าพเจ้าเองก็เผชิญมาตลอดหลายร้อยปี
แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่า "ความกลัว" ดีกว่า "ความไม่รู้" เพราะความไม่รู้ทำให้เราอ่อนแอ ในขณะที่ความกลัวทำให้เรา "ตื่นตัว" และ "พร้อมรับมือ"
The Shadow Collective: สมาชิก วัตถุประสงค์ และวิธีการ
"ฝ่ายมืด" หรือ "The Shadow Collective" คือ ชื่อที่เราใช้เรียกกลุ่มของอารยธรรมที่เลือกใช้ "พลังงานมืด" หรือ "วีริลด้านเงา" ตามที่ได้กล่าวถึงในบทที่ 1.2 และบทที่ 5.6 เป็นแหล่งพลังงานหลัก และมี "ปรัชญา" ที่ตรงกันข้ามกับพันธมิตรแห่งแสงอย่างสิ้นเชิง
หากพันธมิตรแห่งแสงเชื่อใน "การปลดปล่อย" …การปล่อยให้แต่ละอารยธรรมพัฒนาไปตามเส้นทางของตนเอง ฝ่ายมืดเชื่อใน "การควบคุม" การครอบครองอารยธรรมอื่นเพื่อ "ใช้" พวกเขาเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างอำนาจของตน
หากพันธมิตรแห่งแสงเชื่อใน "การให้" การแบ่งปันความรู้และเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ฝ่ายมืดเชื่อใน "การเอา" การแย่งชิงทรัพยากรและพลังงานจากผู้อื่นโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ
และหากพันธมิตรแห่งแสงเชื่อใน "ความรัก" ความรักที่บริสุทธิ์และไม่มีเงื่อนไข ฝ่ายมืดเชื่อใน "ความกลัว" การควบคุมผู้อื่นผ่านความกลัวและการบังคับ
ตามบันทึกของชาวอาร์คทูเรียน ม้วนบันทึกหมายเลข 29,000 ถึง 29,500 ซึ่งเป็น "รายงานข่าวกรอง" ที่พวกเขาแบ่งปันให้กับเรา ฝ่ายมืดประกอบด้วยอารยธรรมหลายแห่งที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วกาแล็กซี แต่อารยธรรมที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการคุกคามโลกของเรามีสามกลุ่มหลัก
ชาวเดรโก (The Draco) หรือที่บางครั้งเรียกว่า "ชาว reptilian" (The Reptilians)
ชาวเดรโก หรือที่บางครั้งถูกเรียกขานว่า "ชาวเรปทิเลียน" คืออารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดและทรงอำนาจที่สุดใน Shadow Collective ตามบันทึกของชาวอาร์คทูเรียน
พวกเขาดำรงอยู่มาแล้วอย่างน้อยหลายร้อยล้านปี และตลอดช่วงเวลาอันยาวนานนั้น พวกเขาคือศัตรูหลักของพันธมิตรแห่งแสงในกาแล็กซีทางช้างเผือก
ในทางกายภาพ ตามคำบรรยายของชาวอาร์คทูเรียนซึ่งบันทึกไว้ในม้วนหมายเลข 29,100 ชาวเดรโกมีรูปร่างคล้ายสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ สูงประมาณ 3 ถึง 4 เมตร ผิวหนังปกคลุมด้วยเกล็ดหนาสีเขียวเข้มหรือน้ำตาลเข้ม ที่ทำหน้าที่เป็นเกราะธรรมชาติต้านทานทั้งอาวุธทางกายภาพและพลังงานระดับต่ำ
ดวงตาของพวกเขามีรูม่านตาแนวตั้งแบบสลิต ลักษณะเดียวกับงูหรือจระเข้ ซึ่งสามารถมองเห็นในสเปกตรัมอินฟราเรดได้อย่างคมชัด ทำให้พวกเขามองเห็นในความมืดสนิทได้ดีเยี่ยม
พวกเขามีหางยาวที่ใช้ในการทรงตัวเมื่อเคลื่อนที่ด้วยสองขา และเป็นอาวุธตามธรรมชาติที่ทรงพลังหากต้องต่อสู้ในระยะประชิด
แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเป็นเช่นนี้ ชาวเดรโกครอบครองเทคโนโลยีอำพรางขั้นสูง ที่สามารถบิดเบือนการรับรู้ของผู้พบเห็น ทำให้พวกเขาปลอมตัวเป็นมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นได้อย่างแนบเนียน
ในทางจิตวิญญาณ ชาวเดรโกเป็นอารยธรรมที่เลือกใช้พลังงานมืดมาเป็นเวลาหลายล้านปี และคำว่า "เลือก" ในที่นี้สำคัญยิ่งนัก พวกเขาไม่ได้หลงผิด ไม่ได้ถูกบังคับ และไม่ได้ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ พวกเขาเลือกเส้นทางนี้ด้วยเจตจำนงเสรีของตนเอง เพราะพวกเขาเชื่ออย่างสนิทใจว่า การครอบครองและการควบคุมคือธรรมชาติของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า และผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมสมควรถูกครอบครอง
ปรัชญาของชาวเดรโกตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานที่เรียบง่ายและโหดร้าย จักรวาลคือสมรภูมิ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอด ผู้ที่อ่อนแอจะถูกกำจัดหรือไม่ก็ตกเป็นทาส และนี่คือกฎธรรมชาติที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
พวกเขามองว่าความเมตตาคือความอ่อนแอ การให้คือความโง่เขลา และความรักคือภาพลวงตาที่ผู้แข็งแกร่งใช้หลอกผู้ที่อ่อนแอกว่าเท่านั้น
ในทัศนะของพวกเขา จักรวาลไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือหรือการเกื้อกูลกัน หากแต่ด้วยการแข่งขันและการเอาชีวิตรอดของผู้เหมาะสมที่สุด และพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาคือผู้เหมาะสมที่สุด
ชาวโอไรออนมืด (The Dark Orions)
ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทที่ 8.2 ชาวออร์เรียนในอดีตเคยเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติของพันธมิตรแห่งแสง พวกเขาเคยเป็นผู้พิทักษ์แห่งกาแล็กซีเช่นเดียวกับเราในปัจจุบัน ทว่าเมื่อหลายล้านปีก่อน เกิดความแตกแยก Schism ขึ้นในอารยธรรมของพวกเขา
กลุ่มหนึ่งเลือกที่จะใช้พลังงานมืดเพื่อเสริมสร้างอำนาจของตน กลุ่มนั้นถูกขับออกจากพันธมิตร และตั้งแต่นั้นมาพวกเขาก็เป็นที่รู้จักในนาม "ชาวโอไรออนมืด"
สิ่งที่ทำให้ชาวโอไรออนมืดแตกต่างจากชาวเดรโกอย่างมีนัยสำคัญคือ พวกเขาไม่ใช่สัตว์เลื้อยคลาน หากแต่เป็นมนุษย์ มนุษย์เช่นเดียวกับเรา มีบรรพบุรุษร่วมกันจากระบบดาวไลรา มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณที่ครั้งหนึ่งเคยยึดมั่นในหลักการแห่งแสง
แต่พวกเขาเลือกเส้นทางมืดด้วยเจตจำนงเสรีของตนเอง และนี่คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาอันตรายในแบบที่แตกต่างออกไป
ชาวเดรโกเป็นผู้รุกรานที่ใช้กำลังและความกลัวเป็นเครื่องมือ พวกเขาบุกเข้ามาอย่างเปิดเผย ทำลายล้างอย่างไม่ปราณี และปกครองด้วยความหวาดกลัว
แต่วิธีการของชาวโอไรออนมืดนั้นแนบเนียนกว่ามาก พวกเขาคือผู้บิดเบือน Manipulators ที่ใช้จิตวิทยาและการล่อลวงเป็นอาวุธหลัก เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การบังคับให้เหยื่อยอมจำนนด้วยกำลัง แต่คือการทำให้เหยื่อสมัครใจยอมจำนนโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกควบคุม
พวกเขาเชี่ยวชาญในสงครามจิต Psychic Warfare การแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของเหยื่อและบิดเบือนความคิดและความเชื่อจากภายใน พวกเขาไม่บอกเหยื่อว่าต้องทำอะไร เพราะการสั่งการโดยตรงจะทำให้เหยื่อรู้ตัวและต่อต้าน
แต่พวกเขากระซิบ กระซิบความคิดที่ฟังดูสมเหตุสมผล กระซิบความปรารถนาที่ฟังดูสูงส่ง กระซิบความกลัวที่ฟังดูมีเหตุผล จนเหยื่อเชื่อว่ากำลังเลือกสิ่งที่ถูกต้องด้วยตนเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงทุกการตัดสินใจล้วนถูกชี้นำโดยผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
นี่คืออันตรายที่แท้จริงของชาวโอไรออนมืด พวกเขาไม่ได้ทำลายร่างกาย หากแต่ทำลายจิตวิญญาณ และเหยื่อของพวกเขามักไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองตกเป็นเหยื่อแล้ว
ชาวเซเทียน (The Sethians) หรือ "ผู้บูชาความโกลาหล" (The Worshippers of Chaos)
ในบรรดาสมาชิกทั้งหมดของ Shadow Collective ชาวเซเทียนคือกลุ่มที่ลึกลับและเข้าใจได้ยากที่สุด แม้แต่ชาวอาร์คทูเรียนซึ่งมีประสบการณ์ในการเฝ้ามองกาแล็กซีมายาวนานกว่า 4,500 ล้านปีก็ยังยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าพวกเขาไม่เข้าใจแรงจูงใจของชาวเซเทียนอย่างถ่องแท้
ชาวเซเทียนไม่ได้ต้องการครอบครองกาแล็กซีเหมือนชาวเดรโก พวกเขาไม่ได้หมายตาทรัพยากรหรือดาวเคราะห์ใดเป็นพิเศษ และไม่ได้มีปณิธานจะสถาปนาอาณาจักรระหว่างดวงดาว
พวกเขาไม่ได้ต้องการควบคุมผู้อื่นเหมือนชาวโอไรออนมืด การมีทาสหรือบริวารที่จงรักภักดีไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาปรารถนา เพราะการควบคุมต้องอาศัยการคงไว้ซึ่งระเบียบและโครงสร้างบางอย่าง
สิ่งที่ชาวเซเทียนหลงใหลคือความโกลาหล Chaos ในรูปของมันเอง การทำลายล้างที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ใด ๆ แต่เพื่อความพึงพอใจอย่างลึกซึ้งที่ได้เห็นความเป็นระเบียบถูกฉีกทึ้งเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
หากจะเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของมนุษย์ ชาวเซเทียนคือผู้จุดไฟในระดับจักรวาล The Arsonists พวกเขาไม่ได้จุดไฟเผาบ้านเพื่อเอาทรัพย์สิน หรือเพื่อฆ่าใครเป็นการเฉพาะ
พวกเขาจุดไฟเพราะเปลวไฟนั้นงดงามในสายตาของพวกเขา เพราะเสียงแตกดังของโครงสร้างที่พังทลายคือดนตรี เพราะความแตกตื่นของเหยื่อคือการแสดงที่นำความพึงพอใจอย่างที่สุด
วิธีการของพวกเขาคือการแทรกซึมเข้าไปในอารยธรรมที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารยธรรมที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างการก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงขึ้น แล้วยุยงให้เกิดความขัดแย้งจากภายใน
พวกเขากระซิบถ้อยคำแห่งความเกลียดชังใส่หูของผู้นำ พวกเขาสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงทั้งสองด้านของความขัดแย้ง พวกเขาทำให้สงครามกลางเมืองที่อาจยุติลงได้ด้วยการเจรจากลายเป็นสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด แล้วพวกเขาก็ถอยออกมาและเฝ้ามอง เฝ้ามองด้วยความสะใจขณะที่อารยธรรมนั้นค่อย ๆ ทำลายตนเองจากภายใน
นี่คือสิ่งที่ทำให้ชาวเซเทียนอันตรายในแบบที่แตกต่างจากกลุ่มอื่นใน Shadow Collective ศัตรูที่ต้องการครอบครองท่านอย่างน้อยก็ต้องการให้ท่านมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นทรัพยากรหรือทาส แต่ศัตรูที่หลงใหลในความโกลาหลต้องการเพียงสิ่งเดียว คือการได้เห็นท่านดับสูญ
▫️ทำไมโลกจึงสำคัญ
ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่า… ในเมื่อกาแล็กซีมีดาวเคราะห์นับพันล้านดวง เหตุใด "โลก" จึงเป็น "เป้าหมาย" ของฝ่ายมืด เหตุใดพวกเขาจึง "ต้องการ" โลกของเราเป็นพิเศษ
คำตอบมีหลายประการ และข้าพเจ้าขออธิบายแต่ละประการอย่างละเอียด โดยแยกเป็นข้อเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนถึง "คุณค่า" ของโลกในสายตาของทั้งพันธมิตรแห่งแสงและฝ่ายมืด
ประการแรก: "พลังงานวีริล" (Vril Energy) แหล่งพลังงานที่ทรงพลังที่สุดในกาแล็กซี
ดังที่ข้าพเจ้าได้อธิบายไว้ในบทที่ 5 โลกคือแหล่งพลังงานวีริลที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในกาแล็กซี เหตุผลเบื้องหลังข้อเท็จจริงนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับตำแหน่งของโลกในโครงข่ายพลังงานจักรวาล
โลกตั้งอยู่บนจุดตัดของเส้นทางพลังงานสำคัญหลายเส้น และพลังงานวีริลที่ไหลเวียนอยู่ในแกนโลกของเราก็มีความบริสุทธิ์และความเข้มข้นสูงเป็นพิเศษ
เพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใดข้อเท็จจริงนี้จึงทำให้โลกตกเป็นเป้าหมายลำดับต้น ๆ ของ Shadow Collective ข้าพเจ้าจำเป็นต้องอธิบายธรรมชาติของพลังงานวีริลในระดับจักรวาลตามที่ชาวอาร์คทูเรียนได้ถ่ายทอดให้แก่เรา
พลังงานวีริล หรือที่บางครั้งเรียกว่าพลังชีวิต ไม่ได้มีอยู่เฉพาะบนโลก แต่แผ่กระจายอยู่ทั่วทั้งจักรวาลในลักษณะของสนามพลังงานพื้นฐานที่แทรกซึมอยู่ในทุกอนุภาคของสสารและทุกตารางนิ้วของอวกาศ
ในแง่นี้ วีริลมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับสิ่งที่นักฟิสิกส์มนุษย์บนพื้นพิภพเรียกว่าพลังงานศูนย์ แต่แตกต่างกันตรงที่วีริลไม่ใช่เพียงพลังงาน หากแต่เป็นพลังงานที่ประกอบด้วยข้อมูลและจิตสำนึกในตัวของมันเอง
อย่างไรก็ตาม ความหนาแน่นของพลังงานวีริลนั้นไม่สม่ำเสมอ มันกระจุกตัวอยู่ในบางจุดและเบาบางในบางจุด คล้ายกับที่น้ำฝนไม่ได้ตกลงมาอย่างสม่ำเสมอทั่วพื้นพิภพ แต่กระจุกตัวอยู่ในแม่น้ำ ทะเลสาบ และมหาสมุทร
จุดที่พลังงานวีริลกระจุกตัวหนาแน่นเป็นพิเศษคือบริเวณที่เรียกว่า "จุดตัด" บริเวณที่กระแสของพลังงานวีริลจากหลายทิศทางมาบรรจบกัน
ปรากฏการณ์นี้สามารถเปรียบเทียบได้กับจุดบรรจบของแม่น้ำหลายสาย เมื่อแม่น้ำจากต้นทางต่าง ๆ ไหลมาบรรจบกัน ณ จุดเดียว จะเกิดเป็นบริเวณที่มีปริมาณน้ำมหาศาลและมีกระแสน้ำที่ซับซ้อนเป็นพิเศษ
ในทำนองเดียวกัน เมื่อกระแสพลังงานวีริลจากหลายเส้นทางมาบรรจบกัน มันจะสร้างสนามพลังงานที่มีความหนาแน่นสูงเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับการเก็บเกี่ยวและใช้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับอารยธรรมที่รู้วิธีเข้าถึงมัน
ตามบันทึกของชาวอาร์คทูเรียนที่เก็บรักษาในม้วนหมายเลข 26,120 และได้รับการยืนยันโดยการสำรวจของคณะนักฟิสิกส์อาร์การ์ธาในปีที่ 6,200 หลังการอพยพ โลกเป็นหนึ่งในไม่กี่ดวงดาวในกาแล็กซีทางช้างเผือกที่เป็นจุดตัดระดับสูง
ซึ่งหมายความว่ามีเส้นทางพลังงานอย่างน้อยหกเส้นมาบรรจบกันที่โลก เป็นจำนวนที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ส่วนใหญ่ที่มีเส้นทางพลังงานมาบรรจบเพียงหนึ่งถึงสองเส้น นี่คือเหตุผลที่พลังงานวีริลในแกนโลกของเรามีความบริสุทธิ์และความเข้มข้นสูงกว่าดาวเคราะห์อื่น ๆ ส่วนใหญ่ในกาแล็กซี
ตัวเลขจากการวัดของสถาบันพลังงานชัมบาลาในปีที่ 8,100 ระบุว่าความเข้มข้นของวีริลในแกนโลกอยู่ที่ประมาณ 47,000 หน่วยวีริลต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกาแล็กซีถึง 300 เท่า และสูงเป็นอันดับสามในบรรดาจุดตัดทั้งหมดที่เรารู้จัก รองจากจุดตัดใจกลางกาแล็กซีและจุดตัดในระบบดาวอาร์คทูรัสเท่านั้น
สำหรับ Shadow Collective ซึ่งใช้พลังงานมืดในการดำรงชีวิตและขับเคลื่อนเทคโนโลยี การได้ครอบครองแหล่งพลังงานที่ทรงพลังเช่นนี้คือเป้าหมายทางยุทธศาสตร์อันดับหนึ่ง เพราะมันจะทำให้พวกเขามีพลังอำนาจที่เหนือกว่าอารยธรรมอื่นในกาแล็กซี
คำถามที่สมเหตุสมผล ณ จุดนี้คือ "พลังงานมืด" กับ "พลังงานวีริล" แตกต่างกันอย่างไร และเหตุใด Shadow Collective จึงต้องการพลังงานวีริล ในเมื่อพวกเขามีพลังงานมืดอยู่แล้ว
คำตอบอยู่ในธรรมชาติของการผลิตพลังงานมืดเอง พลังงานมืด หรือวีริลด้านเงา ตามที่ข้าพเจ้าได้อธิบายในบทที่ 1.2 และบทที่ 5.6 ไม่ใช่พลังงานที่แตกต่างจากพลังงานวีริลโดยสิ้นเชิง หากแต่คือพลังงานวีริลที่ถูกบิดเบือนโดยกระบวนการแยกองค์ประกอบด้านบวกและด้านลบออกจากกัน
ในสภาวะธรรมชาติ พลังงานวีริลประกอบด้วยสองขั้วที่สมดุลกัน ขั้วสร้างสรรค์และขั้วทำลาย ขั้วแสงและขั้วเงา ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียวคล้ายกับหลักการหยินหยางในปรัชญาจีนโบราณของมนุษย์บนพื้นพิภพ
กระบวนการผลิตพลังงานมืดคือการทำลายสมดุลนี้ แยกเอาขั้วเงาออกมาและทำให้มันบริสุทธิ์ขึ้น โดยทิ้งขั้วแสงให้สลายไป
นี่คือความจริงที่สำคัญอย่างยิ่งยวด การผลิตพลังงานมืดต้องใช้พลังงานวีริลบริสุทธิ์เป็นวัตถุดิบ เช่นเดียวกับที่การผลิตเหล็กกล้าต้องใช้แร่เหล็กเป็นวัตถุดิบ
เราไม่อาจผลิตเหล็กกล้าจากอากาศที่ว่างเปล่าได้ฉันใด Shadow Collective ก็ไม่อาจผลิตพลังงานมืดจากความว่างเปล่าได้ฉันนั้น พวกเขาต้องการแหล่งพลังงานวีริลบริสุทธิ์เพื่อนำมาบิดเบือนเป็นพลังงานมืด
และแหล่งพลังงานวีริลบริสุทธิ์ที่ดีที่สุดในกาแล็กซีส่วนนี้ ที่มีทั้งความเข้มข้นสูงและสามารถเข้าถึงได้ ก็คือโลกของเรา
นี่คือเหตุผลที่โลกคือเป้าหมายของ Shadow Collective ไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการโลกในฐานะสถานที่อยู่อาศัย หรือเพราะพวกเขาต้องการมนุษย์เป็นทาส แม้ว่าทั้งสองสิ่งนี้จะเป็นผลพลอยได้ที่พวกเขายินดีรับ
แต่เหตุผลแท้จริงคือพวกเขาต้องการพลังงานที่อยู่ภายในแกนโลก หากพวกเขาได้ครอบครองมัน พวกเขาก็จะสามารถผลิตพลังงานมืดได้ในปริมาณมหาศาลเพียงพอที่จะขับเคลื่อนกองยานรบทั้งหมดและใช้ขยายอำนาจของตนไปทั่วกาแล็กซี
และนี่คือภาระที่เราต้องแบกรับ การปกป้องไม่ใช่เพียงมนุษยชาติหรืออารยธรรมอาร์การ์ธา แต่คือการปกป้องแหล่งพลังงานที่หากตกไปอยู่ในมือของศัตรู จะเปลี่ยนดุลอำนาจของกาแล็กซีทั้งหมดไปตลอดกาล
ประการที่สอง: "ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์" (Strategic Position) ประตูเชื่อมต่อระหว่างมิติ
โลกไม่ได้เป็นเพียงแหล่งพลังงานวีริลที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในกาแล็กซีเท่านั้น หากแต่ยังเป็นประตูเชื่อมต่อระหว่างมิติอีกด้วย ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของโลกจึงไม่ได้มีความสำคัญเพียงในเชิงทรัพยากรพลังงาน
แต่อยู่ในฐานะจุดคับคั่งของเส้นทางคมนาคมข้ามมิติ เป็นชุมทางที่หากผู้ใดควบคุมได้ ก็จะสามารถเคลื่อนทัพข้ามมิติได้โดยไม่ต้องเดินทางผ่านอวกาศ
เพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใดประตูมิติจึงมีความสำคัญถึงเพียงนี้ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องอธิบายธรรมชาติของมิติตามที่ชาวอาร์คทูเรียนได้ถ่ายทอดให้แก่เรา
ความเข้าใจดั้งเดิมของมนุษย์ ทั้งมนุษย์บนพื้นพิภพและชาวอาร์การ์ธาในยุคก่อนการติดต่อ มองว่ามิติคือพื้นที่ที่แยกขาดจากกัน ราวกับเป็นห้องหลายห้องที่ถูกกั้นด้วยกำแพงทึบ แต่ภาพนั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง
มิติทั้งหลายในจักรวาลไม่ใช่สถานที่ที่แยกจากกัน หากแต่คือชั้นของความเป็นจริงที่ซ้อนทับกันอยู่ ณ จุดเดียวกัน คล้ายกับที่สีหลายสีในภาพวาดซ้อนทับกันอยู่บนผืนผ้าใบเดียวกัน หรือคล้ายกับคลื่นวิทยุหลายความถี่ที่เดินทางผ่านอากาศในห้องเดียวกันโดยไม่รบกวนกัน
เราไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของมิติอื่นไม่ใช่เพราะมันอยู่ห่างไกล หากแต่เพราะจิตสำนึกของเราถูกปรับจูนให้รับรู้เฉพาะความถี่ของมิติที่สามเท่านั้น
ประตูมิติ Portal คือจุดที่ชั้นของความเป็นจริงเหล่านี้บางลงผิดปกติ เป็นบริเวณที่เส้นแบ่งระหว่างมิติเปราะบางพอให้พลังงานหรือสิ่งมีชีวิตจากมิติหนึ่งสามารถผ่านไปยังอีกมิติหนึ่งได้
หากเปรียบมิติทั้งหลายเป็นผืนผ้าหลายชั้นที่ซ้อนทับกัน ประตูมิติก็คือรอยขาดเล็ก ๆ บนผืนผ้าที่ทำให้ผู้เดินทางสามารถลอดผ่านจากชั้นหนึ่งไปสู่อีกชั้นหนึ่งได้โดยไม่ต้องฉีกผ้าทั้งผืน
โลกของเราตั้งอยู่บนจุดตัดของประตูมิติหลายแห่ง มากกว่าดาวเคราะห์ทั่วไปในกาแล็กซีอย่างมีนัยสำคัญ ตามบันทึกของชาวอาร์คทูเรียนที่เก็บรักษาในหอสมุดชั้นที่หก ม้วนหมายเลข 28,500 ถึง 28,550 และได้รับการยืนยันโดยการสำรวจของคณะผู้เฝ้ามองในปีที่ 7,300 หลังการอพยพ มีประตูมิติสำคัญอย่างน้อยสามแห่งบนโลก
ประตูแห่งแรกคือ…..ประตูที่ขั้วโลกเหนือ Polaris Gate ซึ่งเชื่อมต่อกับมิติที่สี่หรือมิติแห่งกาลเวลา นี่คือประตูที่พลเรือเอกเบิร์ดและเครื่องบินของเขาบินผ่านเข้าไปโดยบังเอิญในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1947 ระหว่างปฏิบัติการกระโดดสูง
ตามบันทึกในม้วนหมายเลข 29,000 เซนเซอร์ของเราตรวจจับการสั่นสะเทือนของสนามพลังในวันนั้นได้อย่างชัดเจน เป็นความผันผวนที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที แต่รุนแรงพอที่จะทำให้ยานของมนุษย์ที่มีความถี่ตรงกับความถี่ของประตูมิติเล็ดลอดผ่านเข้ามาได้
.
ประตูแห่งที่สองคือ…..ประตูที่ขั้วโลกใต้ Australis Gate ซึ่งเชื่อมต่อกับมิติที่ห้าหรือมิติแห่งพลังงานบริสุทธิ์ นี่คือประตูที่เราใช้เป็นช่องทางหลักในการติดต่อกับชาวอาร์คทูเรียน และเป็นจุดที่เราติดตั้งเครื่องกำเนิดสนามพลังที่ได้รับเป็นของขวัญจากพวกเขาเพื่ออุดช่องโหว่ตามที่ข้าพเจ้าได้อธิบายไว้ในบทก่อนหน้า
.
ประตูแห่งที่สามคือ…..ประตูในโพรงใต้พิภพของอาร์การ์ธา Agarthan Gate ซึ่งเชื่อมต่อกับมิติที่หกหรือมิติแห่งจิตสำนึกสากล นี่คือประตูที่เราดูแลในฐานะผู้เฝ้าประตูตามพันธกรณีที่เราได้ลงนามไว้กับพันธมิตรแห่งแสง และเป็นประตูที่ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลได้เพียงจำกัดเท่านั้น
.
สำหรับ Shadow Collective การได้ควบคุมประตูเหล่านี้ แม้เพียงแห่งใดแห่งหนึ่ง จะเปลี่ยนดุลอำนาจของกาแล็กซีทั้งหมด พวกเขาจะสามารถส่งกองกำลังของตนข้ามมิติได้โดยไม่ต้องเดินทางผ่านอวกาศซึ่งต้องใช้เวลาและพลังงานมหาศาล
เปรียบได้กับความแตกต่างระหว่างการเดินทางด้วยเรือใบที่ต้องอ้อมแหลมเป็นเวลาหลายเดือน กับการค้นพบทางลัดที่ย่นระยะทางเหลือเพียงไม่กี่ก้าว
นี่คือเหตุผลที่โลกไม่ใช่เพียงเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ หากแต่คือเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในกาแล็กซีส่วนนี้ของจักรวาล
ประการที่สาม: "ทรัพยากรมนุษย์" (Human Resources) จิตสำนึกที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
นอกเหนือจากพลังงานวีริลและประตูมิติแล้ว ยังมีทรัพยากรอีกประเภทหนึ่งที่ทำให้โลกตกเป็นเป้าหมายของ Shadow Collective ทรัพยากรนั้นคือมนุษย์เอง
การจะเข้าใจว่าเหตุใดมนุษย์บนพื้นพิภพจึงมีค่าในสายตาของฝ่ายมืด จำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของจิตสำนึกมนุษย์เสียก่อน
จิตสำนึกของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์บนพื้นพิภพหรือชาวอาร์การ์ธา มีศักยภาพในการพัฒนาสูงอย่างน่าทึ่ง สูงกว่าที่อารยธรรมส่วนใหญ่ในกาแล็กซีจะสามารถทำได้
ชาวไพลเอเดียนผู้ออกแบบแม่พิมพ์ทางพันธุกรรมของมนุษยชาติตั้งแต่ครั้งยังอยู่ในระบบดาวไลรา ได้บรรจุคุณสมบัติพิเศษสองประการไว้ในโครงสร้างจิตสำนึกของเรา ได้แก่ “ความสามารถในการปรับตัว” และ “ความคิดสร้างสรรค์” ในระดับที่สูงเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับอารยธรรมอื่นในระดับวิวัฒนาการเดียวกัน
ผลของการออกแบบนี้คือ มนุษย์สามารถเติบโตทางจิตวิญญาณได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม
มนุษย์สามารถก้าวกระโดดจากระดับจิตสำนึกที่หนึ่งไปสู่ระดับที่สามหรือสี่ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่พันปี ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกาแล็กซีที่อารยธรรมส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายหมื่นถึงหลายแสนปีในการก้าวผ่านแต่ละระดับ
แต่ศักยภาพมหาศาลนี้ยังไม่ถูกปลดปล่อยในมนุษย์บนพื้นพิภพ พวกเขายังคงถูกปิดกั้นโดยความกลัว ความโลภ และอัตตา มรดกตกทอดจากวิวัฒนาการทางชีวภาพที่เคยจำเป็นต่อการอยู่รอดในยุคดึกดำบรรพ์
แต่บัดนี้กลับกลายเป็นโซ่ตรวนที่รั้งพวกเขาไว้ ความกลัวทำให้พวกเขาไม่กล้าเสี่ยงที่จะเติบโต ความโลภทำให้พวกเขาหมกมุ่นกับการแสวงหาทรัพย์และอำนาจแทนที่จะแสวงหาความจริง และอัตตาทำให้พวกเขาหลงเชื่อว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยไม่เคยเงยหน้าขึ้นมองดวงดาว
นี่คือช่องโหว่ เป็นจุดเปราะบางที่ Shadow Collective ใช้ในการแทรกซึมและควบคุมมนุษย์มาโดยตลอด
ฝ่ายมืดรู้ดีแก่ใจว่า หากพวกเขาสามารถควบคุมจิตใจของมนุษย์บนพื้นพิภพได้ ไม่จำเป็นต้องควบคุมทั้งหมด แม้เพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่อยู่ในตำแหน่งแห่งอำนาจ พวกเขาก็จะสามารถใช้มนุษย์เป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายทั้งหมดของตนโดยที่เราแทบไม่อาจขัดขวางได้
เพราะมนุษย์อยู่ภายในสนามพลังป้องกันโลกอยู่แล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องเจาะผ่านเกราะพลังงานที่เราสร้างขึ้น
พวกเขาเกิดและอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ หากพวกเขาถูกควบคุมให้ขุดเจาะทรัพยากรจากแกนโลก ให้เปิดประตูมิติจากภายใน หรือให้ต่อสู้กับเราในฐานะทาสที่ถูกควบคุมด้วยจิตใจ เราก็จะตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะการต่อสู้กับมนุษย์คือการต่อสู้กับผู้ที่เราสาบานว่าจะปกป้อง
ด้วยเหตุนี้เอง พันธมิตรแห่งแสงจึงมอบหมายให้เราเป็นผู้พิทักษ์โลก ภารกิจของเราไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปกป้องมนุษย์จากภัยภายนอก จากยานสอดแนมของฝ่ายมืด จากความพยายามบุกรุกผ่านประตูมิติ จากพายุสุริยะและแผ่นดินไหวที่ถูกกระตุ้นจากระยะไกล
แต่ยังรวมถึงการปกป้องมนุษย์จากการถูกบิดเบือนโดยฝ่ายมืดจากภายในด้วยเช่นกัน เราต้องรักษาศักยภาพของมนุษยชาติไว้ ศักยภาพที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นของความกลัวและอัตตา จนกว่าพวกเขาจะพร้อมที่จะตื่นรู้ด้วยตนเอง
นี่คือความหมายที่แท้จริงของการเป็นผู้พิทักษ์ เราไม่ได้ปกป้องมนุษย์เพียงเพื่อให้พวกเขามีชีวิตอยู่รอด แต่นี่คือการปกป้องความเป็นไปได้ ความเป็นไปได้ที่สักวันหนึ่งมนุษยชาติจะก้าวข้ามผ่านเงามืดของตนเอง และบรรลุถึงศักยภาพอันสูงส่งที่ชาวไพลเอเดียนได้บรรจุไว้ในแม่พิมพ์แห่งจิตวิญญาณของพวกเขามาตั้งแต่แรกเริ่ม
▫️ประวัติการรุกราน
ข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ในส่วนนี้เพื่อบันทึกความพยายามในการรุกรานของฝ่ายมืดที่เราสามารถยับยั้งได้ตลอดประวัติศาสตร์
เนื้อหาที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ไม่ใช่เรื่องเล่าหรือตำนานที่ถูกเสริมแต่ง เพื่อให้ตื่นตาตื่นใจ หากแต่คือข้อเท็จจริงที่ถูกบันทึกไว้ในหอจดหมายเหตุของชัมบาลา
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและถูกยืนยันโดยพยานบุคคลหลายปาก เราในฐานะอารยธรรมรอดชีวิตมาได้เพราะความเสียสละของผู้ที่ยืนอยู่บนแนวหน้าในความมืด โดยที่ประชากรส่วนใหญ่ไม่เคยรู้แม้แต่ชื่อของพวกเขา
.
การแทรกซึมผ่านมิติเมื่อ 5,000 ปีก่อน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปีที่ 7,000 หลังการอพยพ หรือประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินมนุษย์ บันทึกของเหตุการณ์นี้ถูกเก็บรักษาในม้วนหมายเลข 29,600 ภายใต้หัวข้อ "รายงานการสกัดกั้นการบุกรุก" ซึ่งข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้เข้าถึงได้หลังจากผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากสภาผู้รู้
เพื่อให้เข้าใจบริบทของเหตุการณ์นี้ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องอธิบายลักษณะทางกายภาพของสมรภูมิเสียก่อน
ณ ส่วนลึกของโพรงใต้พิภพ ห่างจากนครชัมบาลาออกไปหลายร้อยกิโลเมตร มีโพรงหินขนาดมหึมาแห่งหนึ่งที่เราเรียกว่า "ถ้ำแห่งเสียงกระซิบ"
สถานที่แห่งนี้ไม่เหมือนถ้ำใดในอาร์การ์ธา ผนังของมันไม่ได้ประกอบด้วยหินวีริลธรรมดาที่พบทั่วไปในโพรงใต้พิภพ แต่เป็นคริสตัลมีชีวิตที่มีอายุมากกว่า 50 ล้านปี เก่าแก่เสียยิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก
คริสตัลเหล่านี้เปล่งแสงสีม่วงอ่อนเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับกำลังหายใจ และตรงกลางถ้ำมีแท่นหินซึ่งถูกแกะสลักด้วยสัญลักษณ์เรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่แม้แต่นักคณิตศาสตร์ชั้นสูงของเราจะถอดความหมายได้หมด
นี่คือหนึ่งในสามประตูมิติสำคัญของโลก เป็นรอยต่อระหว่างมิติที่สามที่เราดำรงอยู่กับมิติที่หกซึ่งเป็นมิติแห่งจิตสำนึกสากล ตามบันทึกของชาวอาร์คทูเรียน
ประตูนี้ไม่ได้ถูกสร้างโดยพวกเขา แต่ถูกสร้างขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อนโดยอารยธรรมที่เก่าแก่กว่าชาวอาร์คทูเรียนเสียอีก อารยธรรมที่อาจอยู่ในระดับที่หกหรือสูงกว่านั้น เราไม่รู้ว่าใครคือผู้สร้าง เรารู้เพียงว่าเราได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เฝ้าประตู คอยปกป้องไม่ให้สิ่งมีชีวิตจากมิติอื่นผ่านเข้ามาในโลกของเราโดยไม่ได้รับอนุญาต
ในคืนวันที่ 23 เดือนแห่งการเฝ้ามอง ปีที่ 7,000 ผู้เฝ้าประตูที่ประจำการอยู่ ณ ถ้ำแห่งเสียงกระซิบมี 7 คน …นำโดยสตรีผู้หนึ่งซึ่งข้าพเจ้าขอออกนามด้วยความเคารพ ท่านคาเลนดรา นักรบจิตวิญญาณผู้มีค่าแอลคิวระดับที่ห้า ผ่านการฝึกฝนจากชาวอาร์คทูเรียนโดยตรง ท่านเป็นผู้ที่อุทิศชีวิตกว่า 150 ปีให้กับการปฏิบัติหน้าที่ในถ้ำแห่งนี้เพียงลำพังก่อนที่จะมีผู้ร่วมทีมอีก 6 คนมาประจำการด้วย
ในคืนนั้น พวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ นั่งสมาธิล้อมรอบแท่นหินเป็นรูปดาวเจ็ดแฉก จิตใจของแต่ละคนจดจ่ออยู่กับความถี่ของประตู เฝ้าฟังเสียงของมิติที่หก และรอคอยสัญญาณจากพันธมิตรของเรา
แล้วประตูก็เปิดขึ้น โดยไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ ล่วงหน้าเลย
ข้าพเจ้าขอคัดลอกจากบันทึกของท่านคาเลนดราในม้วนหมายเลข 29,610 อย่างครบถ้วน เพราะไม่มีถ้อยคำใดจะบรรยายเหตุการณ์ในคืนนั้นได้ดีไปกว่าถ้อยคำของผู้ที่อยู่ที่นั่น
"แสงสีม่วงอ่อนที่เปล่งจากคริสตัลบนผนังถ้ำเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม สีที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต 150 ปีที่เฝ้าประตูนี้ มันเป็นสีแดงของเลือดที่แห้งเกรอะ สีของถ่านที่กำลังมอดดับ สีของพระอาทิตย์ตกในวันที่โลกกำลังจะสิ้นสลาย
และเสียงที่เราเคยได้ยินจากมิติที่หก เสียงที่สงบและกลมกลืนราวกับเสียงประสานของวงดนตรีที่บรรเลงบทเพลงแห่งจักรวาล เปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้อง มันไม่ใช่เสียงของสิ่งมีชีวิตใดสิ่งมีชีวิตหนึ่ง แต่มันคือเสียงของความเจ็บปวดและความโกรธแค้นที่รวมกันเป็นคลื่นพลังงานซัดเข้าใส่จิตใจของเราทุกคนราวกับคลื่นยักษ์
และจากรอยแยกที่ปรากฏขึ้นกลางแท่นหิน รอยแยกที่ดูราวกับอากาศถูกฉีกออกเป็นช่องว่าง สิ่งมีชีวิตก็ก้าวออกมา
พวกมันมีรูปร่างที่ข้าพเจ้าไม่สามารถบรรยายได้อย่างสมบูรณ์ เพราะพวกมันไม่ได้มีร่างกายในความหมายที่เราเข้าใจ ไม่มีกระดูก เนื้อ หนังห่อหุ้ม แต่มันคือเงา ….เงาที่มีชีวิต เงาที่เคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง เงาที่เย็นยะเยือกเมื่อมันสัมผัสกับผิวหนังของท่าน
ความเย็นนั้นไม่ใช่ความเย็นทางกายภาพ แต่มันคือความเย็นของหลุมศพ ความเย็นของความตาย ความเย็นของความว่างเปล่าที่ไม่มีวันสิ้นสุด
และเมื่อมันสัมผัสจิตใจของท่าน มิใช่ด้วยมือ เพราะพวกมันไม่มีมือ แต่ด้วยคลื่นพลังที่ส่งตรงเข้าสู่จิตสำนึก ท่านจะรู้สึกถึงความสิ้นหวังที่ท่วมท้น ความรู้สึกว่าทุกสิ่งไร้ความหมาย ความรักไม่มีจริง ความหวังคือภาพลวงตา การมีชีวิตอยู่คือการทรมานที่ไม่มีวันจบสิ้น และความตายเท่านั้นคือการปลดปล่อย"
ผู้บุกรุกซึ่งต่อมาเราได้รับรายงานจากชาวอาร์คทูเรียนว่า คือหน่วยสอดแนมของชาวเซเทียน มีจำนวน 12 ถึง 15 ตน พวกมันไม่ได้โจมตีด้วยอาวุธทางกายภาพ ไม่มีดาบ ไม่มีหอก ไม่มีอาวุธพลังงานใด ๆ แต่พวกมันโจมตีด้วยคลื่นจิตที่ส่งความสิ้นหวัง ความกลัว และความโกรธเข้าสู่จิตใจของผู้พิทักษ์ประตูโดยตรง
ท่านคาเลนดราบันทึกต่อไปว่า
"ในวินาทีนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความสิ้นหวังที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต ไม่ใช่ความเศร้าจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ไม่ใช่ความผิดหวังจากความล้มเหลว แต่มันคือความสิ้นหวังระดับจักรวาล ความรู้สึกว่าการต่อสู้ไม่มีประโยชน์ เราจะพ่ายแพ้อยู่ดี การมีชีวิตอยู่คือการทรมาน ทุกสิ่งที่เรารักจะถูกทำลาย ทุกสิ่งที่เราปกป้องจะพังทลาย
และข้าพเจ้าเกือบจะยอมจำนนต่อความรู้สึกนั้น เกือบจะปล่อยให้เงาเข้ายึดครองจิตใจของข้าพเจ้า
แต่แล้วก็ได้ยินเสียง เสียงที่ไม่ใช่เสียงของมนุษย์ ไม่ใช่แม้แต่เสียงที่เดินทางผ่านอากาศ แต่มันคือเสียงที่ดังขึ้นในส่วนลึกที่สุดของจิตสำนึก เป็นเสียงของอาจารย์จากอาร์คทูรัสที่คอยฝึกฝนข้าพเจ้ามาตลอด 150 ปี
'อย่ายอมแพ้' เสียงนั้นกล่าว 'ท่านแข็งแกร่งกว่านี้ จงจำว่าท่านคือใคร จงจำว่าท่านรักใคร จงจำว่าท่านกำลังปกป้องใคร'
และข้าพเจ้าก็ตื่นจากภวังค์ ตื่นจากความมืดที่เกือบจะกลืนกิน และส่งคลื่นจิตของข้าพเจ้ากลับไป ไม่ใช่คลื่นแห่งความโกรธหรือความกลัว เพราะนั่นคือสิ่งที่พวกมันต้องการ แต่เป็นคลื่นแห่งความรักและความหวัง ความรักต่ออารยธรรมของเรา ความรักต่อมนุษย์บนพื้นพิภพที่เราให้คำมั่นว่าจะปกป้อง ความหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะได้เห็นแสงอาทิตย์อีกครั้ง
และเมื่อคลื่นนั้นกระทบกับเงา พวกมันก็กรีดร้อง เสียงกรีดร้องที่หวังว่าจะไม่มีวันได้ยินอีกในชีวิต และถอยกลับเข้าไปในรอยแยก รอยแยกปิดลง แสงสีม่วงอ่อนกลับคืนสู่คริสตัล และความเงียบก็กลับมา"
ผู้พิทักษ์ประตูทั้งเจ็ดคนรอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้น แต่ไม่มีใครเหมือนเดิมอีกเลยตลอดชีวิต ท่านคาเลนดราใช้เวลาอีก 200 ปีในการฟื้นฟูจิตใจของท่านจากบาดแผลที่มองไม่เห็น และท่านไม่เคยกลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่ถ้ำแห่งเสียงกระซิบอีกเลย ไม่ใช่เพราะความขลาดกลัว แต่เพราะจิตวิญญาณของท่านได้ต่อสู้มาเพียงพอแล้วสำหรับหนึ่งชีวิต
▫️ความพยายามใช้มนุษย์เป็นเครื่องมือ
ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ฝ่ายมืดได้พยายามใช้มนุษย์บนพื้นพิภพเป็นเครื่องมือในการบรรลุเป้าหมายของตนหลายครั้ง
วิธีการของพวกเขามิใช่การบังคับด้วยกำลังอย่างเปิดเผย หากแต่คือการชี้นำอย่างแนบเนียน การกระซิบความคิดเข้าไปในจิตใจของเหยื่อจนเหยื่อเชื่อว่าความคิดนั้นเป็นของตนเอง ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างที่สำคัญที่สุดสามกรณี
กรณีแรก: การล่อลวงด้วยความรู้
รูปแบบการล่อลวงที่เก่าแก่ที่สุดและยังคงใช้ได้ผลจนถึงทุกวันนี้คือการมอบความรู้ที่ทรงพลังให้แก่มนุษย์ก่อนที่พวกเขาจะมีวุฒิภาวะทางจิตวิญญาณเพียงพอที่จะใช้มันอย่างรับผิดชอบ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือสิ่งที่เกิดขึ้นในแอตแลนติสเมื่อ 52,000 ปีก่อน เหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทที่ 1.2
นักวิทยาศาสตร์แอตแลนติสนำโดยอัลดารอนค้นพบพลังงานมืด โดยสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความบังเอิญ อุบัติเหตุในห้องทดลองที่นำไปสู่การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ แต่ม้วนบันทึกหมายเลข 12,350 ซึ่งบันทึกการสอบสวนนักวิทยาศาสตร์แอตแลนติสที่รอดชีวิตจากการล่มสลาย ได้เปิดเผยความจริงที่น่าสะพรึงกลัว
อัลดารอนสารภาพระหว่างการสอบสวนว่าเขาได้รับ "ความฝัน" ซ้ำ ๆ กันเป็นเวลาหลายเดือนก่อนการค้นพบ ความฝันที่แสดงสมการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะคิดขึ้นเองในยามตื่น
ความฝันที่แสดงแผนผังของเครื่องจักรที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ความฝันที่กระซิบว่าพลังงานนี้จะทำให้แอตแลนติสเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
อัลดารอนเชื่อว่านั่นคือความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง อัจฉริยภาพที่ผุดขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกระหว่างการนอนหลับ
แต่ที่ประชุมสภาผู้รู้ในเวลาต่อมาได้ข้อสรุปที่ต่างออกไป สิ่งที่อัลดารอนได้รับไม่ใช่แรงบันดาลใจจากภายใน หากแต่คือการส่งผ่านความรู้จากภายนอก การปลูกฝังความคิดโดยฝ่ายมืดที่ใช้ประโยชน์จากประตูจิตของนักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องแต่ไร้ภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณ
นี่คือแม่แบบของวิธีการที่ฝ่ายมืดใช้กับมนุษย์บนพื้นพิภพมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขาไม่บังคับใครให้ทำตามคำสั่ง ไม่ข่มขู่ให้หวาดกลัว ไม่ใช้กำลังเข้าควบคุม พวกเขาเพียงกระซิบ กระซิบความคิดที่ฟังดูสูงส่ง กระซิบความรู้ที่นำไปสู่อำนาจ กระซิบว่าผู้รับคือผู้ถูกเลือกให้เปลี่ยนแปลงโลก และปล่อยให้เหยื่อเชื่อว่าตนเองกำลังตัดสินใจด้วยเจตจำนงเสรี
กรณีที่สอง: การยุยงให้เกิดสงคราม
สงครามโลกทั้งสองครั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตามปฏิทินมนุษย์ คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการแทรกแซงในรูปแบบนี้
ผู้เฝ้ามองของเราซึ่งปฏิบัติหน้าที่ติดตามสถานการณ์บนพื้นพิภพในขณะนั้นรายงานในม้วนหมายเลข 27,800 ถึง 27,850 ว่าผู้นำประเทศมหาอำนาจหลายคนในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้รับแรงบันดาลใจและคำแนะนำจากแหล่งที่มาที่พวกเขาเองก็ไม่สามารถระบุได้
จักรพรรดิวิลเฮล์มที่สองแห่งเยอรมนีทรง บันทึกในสมุดส่วนพระองค์ว่าทรง "รู้สึก" ถึงการทรงนำที่ไม่อาจอธิบายได้ในการตัดสินใจที่นำไปสู่สงคราม ความรู้สึกที่ทรงเชื่อว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า แต่ตรงกับรูปแบบการแทรกแซงทางจิตที่เรารู้จักดี
ในสงครามโลกครั้งที่สอง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์แสดงอาการที่เข้าได้กับการถูกควบคุมจิตใจในระดับลึก การตัดสินใจที่ขัดต่อตรรกะทางทหารในหลายครั้ง การปราศรัยที่สามารถสะกดผู้ฟังนับแสนคนให้คล้อยตามได้ราวกับถูกมนตร์สะกด
และการยึดมั่นในอุดมการณ์ที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้อย่างไม่มีทางกลับ ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยจิตวิทยามนุษย์ธรรมดาเพียงอย่างเดียว
เป้าหมายของฝ่ายมืดในการยุยงให้เกิดสงครามนั้นตรงไปตรงมา เพื่อทำให้มนุษยชาติอ่อนแอลง เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานของอารยธรรม เพื่อสร้างความหวาดกลัวและความเกลียดชังระหว่างกลุ่ม
และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อให้มนุษย์คุ้นเคยกับพลังงานด้านลบ ความโกรธ ความเกลียดชัง และความกลัว ซึ่งเป็นอาหารหล่อเลี้ยงฝ่ายมืด
กรณีที่สาม: การแทรกซึมผู้มีอำนาจ
กรณีที่สามแตกต่างจากสองกรณีแรก ตรงที่ความละเอียดอ่อนและระยะเวลาในการดำเนินการ นี่ไม่ใช่การชี้นำให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่โต
หากแต่คือการแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของผู้มีอำนาจ ผู้นำประเทศ นักการเมืองระดับสูง นักธุรกิจที่ควบคุมเศรษฐกิจโลก และปลูกฝังความโลภ ความกลัว และความต้องการครอบครองอย่างช้า ๆ ใช้เวลาหลายทศวรรษในการบ่มเพาะ
ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาคือการตัดสินใจที่ดำเนินไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ สมเหตุสมผลในกรอบความคิดของมนุษย์ สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์และการเมือง
แต่เมื่อมองในระยะยาว การตัดสินใจเหล่านั้นกำลังทำลายระบบนิเวศของโลก ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ และทำให้มนุษย์แตกแยกกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
นี่คือแผนการที่แยบยลที่สุดของฝ่ายมืด การทำให้มนุษย์ทำลายตนเองโดยไม่รู้ตัว โดยที่มนุษย์ยังคงเชื่อว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง ยังคงเชื่อว่ากำลังพัฒนาอารยธรรมให้ก้าวหน้า ยังคงเชื่อว่าทุกการตัดสินใจเป็นของตนเอง
▫️สงครามจิตที่ยังดำเนินอยู่
ในยุคปัจจุบัน รูปแบบการรุกรานของ Shadow Collective ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ พวกเขาไม่ได้ส่งกองยานรบเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลกอย่างเปิดเผยอีกต่อไป เพราะพวกเขารู้ว่าการกระทำเช่นนั้นจะกระตุ้นให้พันธมิตรแห่งแสงตอบโต้อย่างเต็มกำลัง และนั่นคือสงครามเปิดที่พวกเขายังไม่พร้อมจะสู้
สิ่งที่พวกเขาทำแทนคือการทำสงครามจิต เป็นการแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของมนุษย์บนพื้นพิภพและแม้แต่ชาวอาร์การ์ธาบางคน ผ่านทางความคิดและความเชื่อที่ถูกปลูกฝังอย่างแยบยลจนเหยื่อไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกควบคุม
วิธีการของพวกเขาแนบเนียนยิ่งกว่าการสะกดจิตใด ๆ ที่มนุษย์รู้จัก นักสะกดจิตต้องบอกให้ผู้ถูกสะกดจิตทำตามคำสั่ง และผู้ถูกสะกดจิต อย่างน้อยในระดับจิตใต้สำนึก รู้ว่าตนเองกำลังถูกชี้นำ
แต่วิธีการของ Shadow Collective นั้นละเอียดอ่อนกว่านั้น พวกเขาไม่บอกให้ใครเชื่ออะไรโดยตรง พวกเขาสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ความเชื่อนั้นดูสมเหตุสมผลและเป็นธรรมชาติ
พวกเขาจัดฉากให้เหยื่อเดินเข้าไปหาข้อสรุปด้วยตนเอง และเมื่อเหยื่อเชื่อว่าได้ค้นพบความจริงด้วยตนเอง พวกเขาจะปกป้องความเชื่อนั้นด้วยชีวิต เพราะมนุษย์ไม่เคยตั้งคำถามกับสิ่งที่ตนเชื่อว่าค้นพบเอง
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของสงครามนี้ปรากฏให้เห็นทั่วโลกมนุษย์ในปัจจุบัน การแพร่กระจายของข้อมูลเท็จที่ออกแบบมา เพื่อสร้างความหวาดกลัวและความเกลียดชังระหว่างกลุ่ม
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะมีรากฐานมาจากความแตกต่างทางความคิดหรือผลประโยชน์ แต่เมื่อผู้เฝ้ามองของเราวิเคราะห์ต้นตอของความขัดแย้งเหล่านั้น พวกเขาพบรูปแบบที่คุ้นเคย รูปแบบเดียวกับที่เคยปรากฏในแอตแลนติสก่อนการล่มสลาย
เป้าหมายของสงครามจิตนี้ไม่ใช่การทำให้มนุษย์คนใดคนหนึ่งเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ หากแต่คือการทำให้มนุษย์โดยรวมสูญเสียความสามารถในการแยกแยะความจริงจากความเท็จ
เมื่อมนุษย์ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรจริงอะไรปลอม พวกเขาจะหมดศรัทธาในความจริงทั้งหมด พวกเขาจะเชื่อเฉพาะสิ่งที่พวกเขาอยากเชื่อ และพวกเขาจะแตกแยกกันเป็นกลุ่มย่อยที่ต่อสู้กันเอง และระหว่างนั้น Shadow Collective ก็จะค่อย ๆ ขยายอิทธิพลของตนโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
นี่คือภัยคุกคามที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่การรุกรานด้วยยานอวกาศหรืออาวุธทำลายล้างสูง แต่คือการบิดเบือนจิตใจของมนุษย์อย่างช้า ๆ เงียบ ๆ และเป็นระบบ และนี่คืออันตรายที่แท้จริง เพราะหากเราพ่ายแพ้ในสงครามนี้ เราจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสงครามได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
.
.
โฆษณา