3 ส.ค. เวลา 09:44 • ประวัติศาสตร์

ความฝันในหอแดง 120 มายาชีวิตนางรำ

ขณะฟุ้งซ่านอยู่นั้น พลันเห็นประกายไฟลอยเป็นกลุ่มจากหลังเขาศิลา นกแตกตื่นบินหนี เป่าวี่สะดุ้ง ได้ยินเสียงคนตะโกนมาจากด้านนั้นว่า
“โอ่วกวน 藕官 เจ้าอยากตายหรือไร เอาเงินกระดาษมาเผาที่นี่ ข้าจะไปเรียนพวกคุณนาย ระวังตัวให้ดี”
1
เป่าวี่ฟังแล้วนึกสงสัย เดินอ้อมเขามาดู เห็นโอ่วกวนน้ำตานองหน้า ในมือถือเหล็กตีไฟ นั่งยอง ๆ หน้าเศร้าอยู่หน้ากองขี้เถ้าเผาเงินกระดาษ เป่าวี่ถามว่า
“เจ้าเผาเงินกระดาษให้ใคร อย่าเผาที่นี่ หากเจ้าจะเผาให้พ่อแม่พี่น้อง บอกชื่อแซ่มา ข้าจะให้พวกบ่าวข้างนอกห่อเงินกระดาษใส่ซอง เขียนชื่อแซ่อุทิศบนหน้าซองแล้วค่อยเผาส่ง”
โอ่วกวนเห็นเป็นเป่าวี่ ไม่กล้าส่งเสียงใด ๆ เป่าวี่ถามกี่ครั้งก็ไม่ตอบ พลันมีแม่เฒ่าผู้หนึ่งท่าทางดุร้ายเดินมาคว้าตัวโอ่วกวนไว้ ปากว่า
“ข้าเรียนพวกคุณนายแล้ว พวกคุณนายโกรธมาก”
โอ่วกวนอย่างไรก็ยังเด็ก กลัวถูกตีแล้วอับอาย ไม่ยอมตามกลับไป แม่เฒ่าว่า
“เจ้าอย่าได้อวดดีเกินไป เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนตอนที่เจ้ายังผยองอยู่ข้างนอกนั่น ข้างในนี้มีกฏระเบียบอยู่”
แล้วชี้มายังเป่าวี่ว่า
“แม้แต่เจ้านายของเรายังต้องรักษากฏระเบียบ เจ้าเป็นตัวอะไร มาก่อความวุ่นวายที่นี่ไม่เกรงใจใคร รีบตามข้ากลับไป”
เป่าวี่รีบบอกว่า “นางไม่ได้มาเผากระดาษเซ่นไหว้ คุณหนูหลินให้นางเอาหนังสือที่เขียนผิดมาเผาทิ้ง เจ้าเห็นไม่ถนัดตา จึงฟ้องนางผิดไป”
โอ่วกวนทำอะไรไม่ถูก แรกเห็นเป่าวี่ก็นึกกลัว พอเห็นเป่าวี่มาช่วยนางปกปิด ก็เปลี่ยนมารู้สึกยินดี จึงทำปากแข็งรับสมอ้างไปว่า
“ท่านดูให้ดีสิ ใช่เงินกระดาษไหม ที่ข้าเผาคือหนังสือที่เขียนผิดของคุณหนูหลิน”
แม่เฒ่าก้มลงคุ้ยกองขี้เถ้าได้เศษที่ยังไหม้ไม่หมดบอกว่า
“เจ้ายังจะปากแข็ง มีหลักฐานเห็น ๆ ตามข้าไปแก้ตัวที่ห้องโถง”
ว่าแล้วก็ยุดแขนเสื้อโอ่วกวนจะลากตัวไป
เป่าวี่รีบคว้าตัวโอ่วกวนไว้ เอาไม้เท้าเคาะมือแม่เฒ่าให้ปล่อยแล้วว่า
“เจ้าเอาแต่หลักฐานนั่นกลับไป ข้าจะบอกเจ้าตามจริง เมื่อคืนข้าฝันเห็นเทพีดอกซิ่งมาทวงเงินขาว 白钱 จากข้า ห้ามไม่ให้คนในเรือนข้าเป็นคนเผาส่ง ต้องเรียกคนแปลกหน้า อาการป่วยของข้าจึงจะหาย ข้าจึงเอาเงินขาวไปรบกวนนางช่วยเผา วันนี้ข้าจึงลุกเดินได้ แต่เจ้ามาเห็นเข้านับว่าชงแล้ว หากเจ้ายังจะพานางไปฟ้อง อาการของข้าคงทรุดอีก โอ่วกวน เจ้าไปพบพวกเขาแล้วบอกไปตามคำข้า”
โอ่วกวนเข้าใจความหมาย กลับเป็นฝ่ายคว้ามือแม่เฒ่าจะพาเดิน แม่เฒ่ารีบทิ้งเงินกระดาษในมือ ยิ้มแล้วอ้อนวอนเป่าวี่ว่า
“ข้าไม่รู้มาก่อน หากไปเรียนไท่ไท่ ข้าก็แย่น่ะสิ”
เป่าวี่ว่า “หากเจ้าไม่ไปฟ้องท่านอีก ข้าก็จะไม่พูด”
แม่เฒ่าว่า “แต่ข้าเรียนท่านไปแล้ว ถึงได้ให้มาพานางไป ข้าจะไปเรียนท่านว่าคุณหนูหลินเรียกนางไปก่อน”
เป่าวี่พยักหน้า แม่เฒ่าจึงรีบกลับไป
เป่าวี่กลับมาซักโอ่วกวนว่า “เจ้าเผาเงินให้ใคร คงไม่ใช่พ่อแม่พี่น้อง ต้องเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวอื่น”
โอ่วกวนเห็นเป่าวี่ปกป้องตน ให้รู้สึกเป็นพระคุณ คิดว่าสำหรับตนเป่าวี่เป็นคนดีชั้นหนึ่ง จึงไม่คิดจะปิดบัง สารภาพทั้งน้ำตาว่า
“เรื่องของข้านี้ นอกจากฟางกวน 芳官 ที่ไปอยู่เรือนของท่าน กับหยุ่ยกวน 蕊官 ที่ไปอยู่เรือนคุณหนูเป่าแล้ว ไม่มีบุคคลที่สามล่วงรู้ วันนี้ท่านมาพบเห็นเข้า คงต้องให้ท่านรู้ความจริง แต่ขออย่าได้แพร่งพรายแก่ผู้ใดอื่นอีก” แล้วร้องไห้ว่า
“แต่ข้าไม่สะดวกเล่าต่อหน้าท่าน ท่านกลับไปที่เรือน แอบถามฟางกวนก็รู้ความแล้ว”
กล่าวจบรีบเดินหนีไป
เป่าวี่ฟังแล้วยิ่งงง เดินต่อมายังเรือนเซียวเซียงเยี่ยมไต้วี่ เห็นนางผอมลงจนน่าสงสาร แม้อาการจะดีขี้นมากก็ตาม ไต้วี่ก็สังเกตว่าเป่าวี่ผอมลงกว่าก่อนมาก หวนนึกถึงวันเก่า อดไม่ได้ต้องหลั่งน้ำตา สนทนากันได้ไม่กี่คำก็รบเร้าให้เป่าวี่กลับมาพักผ่อน เป่าวี่จำต้องกลับ อีกทั้งพะวงถึงเรื่องที่ต้องการสอบถามฟางกวนด้วย แต่พอกลับมาถึง เห็นเซียงหยุน เซียงหลิงกำลังหัวร่อต่อกระซิกอยู่กับสีเหยิน ฟางกวน จึงไม่รู้จะเรียกฟางกวนมาซักไซ้อย่างไร จำต้องอดกลั้นไว้ก่อน
สักพัก ฟางกวนปลีกตัวตามแม่เลี้ยง 干娘 ของนางออกมาสระผม แม่เลี้ยงให้บุตรสาวตนเองสระผมก่อนแล้วจึงให้ฟางกวนสระ ฟางกวนต่อว่าแม่เลี้ยงลำเอียงว่า
“เอาน้ำเหลือใช้จากลูกสาวมาให้ข้าสระผม เงินเดือนของข้าแต่ละเดือนท่านเก็บไป อาศัยร่มเงาข้าแต่ให้ข้าใช้ของเหลือ”
แม่เลี้ยงอับอายกลายเป็นโกรธด่ากลับว่า
“อกตัญญู มิน่าเขาถึงว่าอย่าไปยุ่งกับนางรำ ถึงเป็นคนดี เข้ามาในวงการนี้ที่สุดก็ชั่ว เด็กมีปัญหา จู้จี้จุกจิก ชอบแส่หาเรื่อง ติดสัด กัดกันเอง”
สองแม่ลูกทะเลาะกันยกใหญ่
สีเหยินได้ฟัง รีบส่งคนมาเตือนว่า “อย่าทะเลาะกันเอ็ดอึง เห็นเหล่าไท่ไท่ไม่อยู่ แล้วพูดจาดีดีกันไม่เป็น”
ฉิงเหวินว่า “นี่เป็นเพราะฟางกวนไม่รู้จักรักษาน้ำใจคน ไม่รู้เกิดเป็นบ้าอะไร แสดงเป็นเพียงสองสามเรื่อง ก็วางท่าเหมือนสร้างผลงานใหญ่ไปฆ่าหัวหน้าซ่องโจรใหญ่ หรือปราบโจรขบถได้”
สีเหยินว่า “ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง ผู้เฒ่าไม่เที่ยงธรรม ผู้น้อยน่ารำคาญ”
เป่าวี่ว่า “จะโทษแต่ฟางกวนก็ไม่ได้ โบราณว่า การต่อต้านเกิดจากความอยุติธรรม นางมาอยู่ที่นี่ไม่มีญาติพี่น้องคอยดูแล เงินที่นางได้มามีคนเอาไปแล้วยังเหยียบย่ำนาง จะโทษนางได้อย่างไร”
แล้วกล่าวกับสีเหยินว่า “แต่ละเดือนนางได้รับเงินเท่าไร มิสู้เจ้าเป็นผู้รับมาดูแลแทนจะดีกว่า ไม่ต้องไปเสียอารมณ์กับคนอื่น”
สีเหยินว่า “ข้าก็ดูแลนางอยู่ ใช่ว่าไม่ได้ดูแล จะรอเอาเงินของนางแล้วค่อยดูแลมิถูกคนก่นด่าดอกหรือ”
ว่าแล้ว ก็ลุกขึ้นเดินเข้าห้องไปหยิบน้ำหอม ไข่ไก่ สบู่หอม เชือกมัดผม ของใช้ต่าง ๆ สำหรับสระผม เรียกแม่เฒ่าผู้หนึ่งมาว่า
“เอาไปให้ฟางกวน บอกนางตักน้ำสระต่างหากเอง อย่าทะเลาะกันเลย”
แม่เลี้ยงยิ่งรู้สึกเสียหน้า ต่อว่าฟางกวนว่า
“ชั่วช้า หาว่าข้ายักยอกเงินของเจ้า”
แล้วลงมือตีนางไปหลายที จนฟางกวนร้องไห้อีก
เป่าวี่เดินออกมา สีเหยินรีบเตือนว่า
“จะทำอะไร เดี๋ยวข้าพูดกับนางเอง”
ฉิงเหวินชิงตัดหน้ามาชี้หน้าแม่เลี้ยงว่า
“ท่านอายุปูนนี้ ยังไม่รู้ความ ท่านไม่ให้นางสระดีดี พวกเราจึงจัดของให้นาง ท่านหน้าไม่อายยังจะมาตีนาง หากนางยังฝึกเป็นนางรำอยู่ ท่านจะกล้าตีไหม”
แม่เฒ่าเถียงว่า “เรียกแม่เพียงวัน เป็นแม่ลูกกันทั้งชีวิต นางด่าว่าข้า ข้าจึงตีสั่งสอน”
สีเหยินเรียกเส้อเยว่มาว่า “ข้าไม่อยากเถียงกับนาง ฉิงเหวินใจร้อนเกินไป เจ้าไปสั่งสอนนางสักสองคำ”
เส้อเยว่รีบออกหน้ามาว่า “ท่านอย่าโวยวายไป ข้าขอถามสักคำ อย่าว่าแต่ที่นี่ ทั่วทั้งอุทยานนี้มีใครเข้ามาสั่งสอนลูกสาวในบ้านเจ้านาย ถึงจะเป็นลูกสาวของตนเองก็ตาม ในเมื่อยกสิทธิให้แก่เจ้านายแล้ว ก็สุดแต่เจ้านายจะว่ากล่าว พวกคุณหนู หรือรุ่นพี่จึงอาจว่ากล่าวได้ ใครจะยอมให้แม่แก่มาแทรกแซงไม่เข้าเรื่อง หากอยากจะสั่งสอนเองแล้วส่งมาให้พวกเราดูแลทำไมกัน ยิ่งแก่ยิ่งไม่รู้กฏระเบียบ พวกท่านคงเห็นแม่ของจุ้ยเอ๋อ 坠儿 มาอาละวาดเมื่อหลายวันก่อน จึงริเอาอย่างบ้าง
ท่านทำใจได้เลย ช่วงนี้ไม่ใช่ท่านนั้นป่วยท่านนี้ป่วย เหล่าไท่ไท่ก็ติดธุระไม่มีเวลาว่าง ข้าจึงยังไม่ได้ไปเรียนท่าน รออีกสองวันจะรวบยอดไปเรียนท่านเสียทีเดียว ท่านก็ละความผยองลงเสียบ้าง เป่าวี่ก็เพิ่งหายป่วย พวกข้าเองยังไม่กล้าส่งเสียงดัง ท่านกลับมาตีคนจนหอนโหยหวนลั่นไปกี่ชั้นฟ้า ไม่รู้กฏกติกาไม่รู้จักฟ้าสูง ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา อีกสองวัน คงมาไล่ตีพวกข้าด้วย นางไม่ต้องการแม่อย่างท่าน กลัวเอาไปหมกกองอาจม”
เป่าวี่ชิงชังจนเอาไม้เท้าหวดลูกกรงว่า
“ยายแก่พวกนี้ใจไม้ไส้ระกำ แปลกจริง ๆ ดูแลไม่ได้ ยังเที่ยวทรมานคน ฟ้าเห็นดินเห็น จะทำอย่างไรดี”
ฉิงเหวินว่า “ถามทำไมว่าจะทำอย่างไรดี ไล่ไปเสียให้พ้น ไม่ต้องทนรกหูรกตา”
แม่เฒ่าอับอายจนไม่กล้าพูดสักคำ
ฟางกวนสวมเสื้อคลุมฝ้ายสีแดงไห่ถัง กระโปรงผ้าไหมสีเขียวลายบุปผาโปรยแหวกเห็นกางเกง ผมดำขลับรวบไปด้านหลัง ร้องไห้เหมือนคนเจ้าน้ำตา
เส้อเยว่ยิ้มว่า “คุณหนูอิงอิงถูกทุบตีจนกลายเป็นหงเหนียงไปแล้ว ผมเผ้าก็ไม่ได้แต่ง เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน”
(หงเหนียงเป็นสาวใช้ของอิงอิง ในเรื่องบันทึกหอตะวันตก)
ฉิงเหวินพานางไปช่วยสระผม เอาผ้าเช็ดหน้าบิดแห้งมัดรวบผมนางไว้ข้างหนึ่ง สั่งให้ใส่เสื้อผ้าแล้วพากลับมา
แม่เฒ่าจากห้องครัวมาถามว่า “อาหารเย็นเสร็จแล้ว จะให้ส่งเข้ามาเลยไหม”
เด็กรับใช้ฟังแล้วเข้ามาถามสีเหยิน
สีเหยินยิ้มว่า “เมื่อครู่เอะอะโวยวายกันจนลืมฟังเสียงระฆัง”
ฉิงเหวินว่า “ของโปเกนี่เป็นอะไรไปแล้ว ต้องเอาไปซ่อม” ว่าแล้วก็หยิบนาฬิกาพกมาดูเวลา แล้วว่า
“รออีกครึ่งถ้วยชาแล้วส่งเข้ามา”
เด็กรับใช้กลับออกมา
เส้อเยว่ยิ้มว่า “พูดถึงเรื่องซุกซน ฟางกวนก็สมควรตีสักทีสองที เมื่อวานไปทำอะไรกับต่างหูอยู่ครึ่งวันจนของเสีย”
ระหว่างพูด หยิบเอาถ้วยชามมาจัดเรียง
สักพัก เด็กรับใช้ยกสำรับอาหารเข้ามา ฉิงเหวิน เส้อเยว่เปิดออกดูยังคงมีกับข้าวเดิมสี่อย่าง
ฉิงเหวินยิ้มว่า “หายป่วยแล้ว ไม่จัดเป็นของสดบ้าง ข้าวต้มผักดองทั้งเช้าเย็น”
หยิบออกมาวางแล้ว มองดูในสำรับมีแกงจืดขาหมูหน่อไม้สดถ้วยหนึ่ง จึงหยิบมาวางตรงหน้าเป่าวี่
เป่าวี่ก้มดื่มกับโต๊ะคำหนึ่งแล้วบอกว่า “แกงอร่อย”
ทุกคนพากันหัวเราะ
ฉิงเหวินว่า “พระโพธิสัตว์ ! หมดสติไปไม่กี่วัน ตะกละได้ขนาดนี้”
ว่าแล้วก็ยกถ้วยน้ำแกงขึ้นมาค่อย ๆ ใช้ปากเป่า เห็นฟางกวนยืนอยู่ข้าง ๆ จึงส่งถ้วยให้ฟางกวนว่า
“เจ้าก็ฝึกรับใช้บ้าง อย่ามัวแต่เล่นกับนอน ใช้ปากค่อย ๆ เป่า แต่อย่าเป่าจนน้ำลายกระเด็น”
ฟางกวนรับถ้วยไปเป่า ท่าทางคล่องแคล่ว
แม่เลี้ยงของนางยกชามข้าวยืนรออยู่ข้างนอก รีบเข้ามายิ้มว่า
“นางยังไม่คล่อง เดี๋ยวทำถ้วยแตก ข้าเป่าให้เอง”
แล้วยื่นมือจะมารับถ้วยไป
ฉิงเหวินรีบตะโกนบอกว่า “ออกไปให้พ้น ถึงนางทำถ้วยแตก ก็ไม่ต้องให้เจ้ามาเป่า เจ้าเข้ามาในนี้ได้อย่างไร”
แล้วหันมาดุเด็กรับใช้ว่า
“ตาบอดกันหรือไร นางไม่รู้กฏ พวกเจ้าควรต้องบอกนาง”
พวกเด็กรับใช้ว่า “พวกข้าไล่นางแล้วนางไม่ไป บอกนางแล้วนางไม่ฟัง ตอนนี้มาทำพวกเราโดนเอ็ดไปด้วย แย่จริง”
แล้วหันมาต่อว่าแม่เลี้ยงว่า
“ตอนนี้เชื่อหรือยัง ที่ที่พวกเราไปได้ ท่านไปได้เพียงครึ่ง อีกครึ่งไปไม่ได้ อย่าว่าแต่ที่พวกเราเองยังไปไม่ได้เลย นี่ยังไม่นับเรื่องที่ท่านยื่นมือยื่นปากอีก”
ว่าแล้วก็ผลักนางออกจากห้องไป
พวกแม่เฒ่าที่ถือสำรับเปล่ายืนรออยู่บนขั้นบันไดข้างนอกเห็นนางถูกผลักออกมาต่างหัวเราะว่า
“อาซ้อไม่หากระจกส่องหน้าก่อนเข้าไป”
แม่เฒ่าอับอายทั้งแค้นใจทั้งโมโห แต่ทำได้เพียงอดกลั้น
ฟางกวนเป่าไปไม่กี่ครั้ง เป่าวี่ยิ้มว่า “เจ้าลองชิมดูว่าอร่อยหรือไม่”
ฟางกวนคิดว่าล้อเล่น ได้แต่ยืนยิ้มมองมายังสีเหยิน
สีเหยินว่า “เจ้าก็ชิมดูสักคำ จะเป็นไรไป”
ฉิงเหวินยิ้มว่า “เจ้าดูข้าชิม” ว่าแล้วก็ยกดื่มไปหนึ่งคำ
ฟางกวนเห็นเช่นนั้น จึงลองชิมดูคำหนึ่งแล้วว่า “อร่อยดี”
แล้วส่งต่อให้เป่าวี่ดื่มไปได้ครึ่งถ้วย กินหน่อไม้ไปหลายชิ้น กินโจ๊กอีกครึ่งถ้วยก็ถือว่าอิ่ม ให้คนเก็บออกไป เด็กรับใช้ยกอ่างน้ำมาให้กลั้วปากล้างมือเสร็จ พวกสีเหยินจึงจะออกไปกินกันบ้าง
เป่าวี่แอบส่งสายตาให้ฟางกวน ฟางกวนเป็นเด็กฉลาดทั้งเคยฝึกการแสดงย่อมรู้ที จึงแกล้งทำเป็นปวดท้อง ไม่กินข้าว
สีเหยินว่า “ในเมื่อไม่ไปกิน ก็นั่งเป็นเพื่อนอยู่ในห้อง เหลือโจ๊กเอาไว้ หิวเมื่อไรค่อยไปกิน”
กล่าวจบก็เดินออกไป
เป่าวี่นำเรื่องที่พบโอ่วกวน เกิดอะไรขึ้น ช่วยเหลือปกปิดอย่างไรเล่าให้ฟังแล้วว่า
“โอ่วกวนให้ข้ามาถามเจ้า นางเซ่นไหว้ใคร”
ฟางกวนฟังแล้วขอบตาแดงขึ้นมา ถอนหายใจเฮือกหนึ่งว่า “เรื่องนี้จะว่าไปโอ่วกวนก็เหลวไหล”
เป่าวี่รีบถามว่า “อย่างไรกัน”
ฟางกวนว่า “ที่นางเซ่นไหว้คือ ตีกวน 菂官 ที่ตายไป”
เป่าวี่ว่า “พวกเขาทั้งสองเป็นเพื่อนกัน ก็สมควรอยู่”
ฟางกวนว่า “เพื่อนกันเสียที่ไหน เป็นความคิดโง่ ๆ เขาเป็นพระเอก ตีกวนเป็นนางเอก แต่งตัวเข้าพระเข้านางกันสองคน ทุกครั้งที่ร้องเล่นก็แสดงกันถึงบทบาทตอบโต้ไปมากันสองคนจนฟุ้งซ่านไปว่าเป็นชีวิตจริง เจ้ารักข้า ข้ารักเจ้า พอตีกวนตายลง เขาก็ร้องไห้คร่ำครวญจะเป็นจะตาย ถึงเดี๋ยวนี้ยังไม่เคยลืม ถึงเทศกาลก็จะไปเผาเครื่องกระดาษให้ ต่อมาหยุ่ยกวน 蕊官 มารับบทแทน พวกเราก็เห็นว่าเขาปฏิบัติต่อนางแบบเดียวกัน
จึงถามดูว่า “ได้ใหม่ลืมเก่าหรือ”
เขาว่า “ไม่ใช่ว่าลืม สมมติว่า หญิงตายจากชายไป ชายแต่งงานใหม่ เพียงไม่ได้พูดถึงผู้ที่ตายจากไป แต่ความรักและผูกพันมีอยู่”
ท่านว่านี่เรียกว่าโง่งมหรือไม่”
เป่าวี่ได้ฟังคำงมงายนี้ เจือสมความคิดอันงมงายของตน รู้สึกระคนกันทั้งทุกข์และสุข ทั้งแปลกใจและชื่นชม คว้ามือฟางกวนกำชับว่า
“ถ้าอย่างนั้น ข้ามีเรื่องอยากให้เจ้าไปบอกเขาว่า ต่อไปไม่ต้องเผากระดาษแล้ว ถึงเทศกาล เพียงมีกระถางเครื่องหอมและความจริงใจก็ใช้ได้แล้ว บนแท่นบูชาของข้าก็มีเพียงกระถาง ข้ามีความในใจ ไม่จำกัดวันเวลาใด จะไปจุดเครื่องหอม สักการะด้วยน้ำหรือน้ำชาจอกใหม่ หรือดอกไม้สด ผลไม้สด หรือกระทั่งอาหารคาวอาหารเจ ขอเพียงมีใจคารวะ ไม่ใช่สักแต่ทำ บอกนางต่อไปไม่ต้องเผากระดาษอีก”
ฟางกวนรับคำ
พอกินโจ๊กเสร็จ มีคนมาแจ้งว่า
“เหล่าไท่ไท่กลับมาถึงแล้ว”
(จบบทที่ห้าสิบแปด)
ตอนก่อนหน้า : สิบสองนางรำแตกรัง
ตอนถัดไป : กระเช้าของอิงเอ๋อ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา