Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
3 ส.ค. เวลา 12:04 • ธุรกิจ
อวสานมือถือจอโค้ง! นวัตกรรมที่เคยเปลี่ยนโลก จากฟีเจอร์พรีเมียม สู่ดีไซน์ที่ไม่มีใครเอา
ถ้าเราย้อนกลับไปแค่ไม่กี่ปี “หน้าจอขอบโค้ง” คือสัญลักษณ์ของความหรูหราขั้นสุด มันคือฟีเจอร์ไฟต์บังคับที่มือถือเรือธงทุกค่ายต้องมีให้ได้
โดยมีแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung เป็นตัวจุดกระแสนี้ขึ้นมา แต่พอตัดภาพมาในปัจจุบัน เรื่องราวมันกลับตาลปัตรไปหมดเลยทีเดียว
โทรศัพท์รุ่นท็อปสุดของตลาด ไล่มาตั้งแต่ซีรีส์ Galaxy S24 กลับมาใช้หน้าจอที่แบนสนิทร้อยเปอร์เซ็นต์ …
แบรนด์อื่นๆ ในตลาดก็พากันถอยทัพกลับมาทำจอแบนกันหมดแบบไม่ได้นัดหมาย
มันเกิดอะไรขึ้นกับนวัตกรรมที่คนทั่วโลกเคยเชื่อว่านี่คืออนาคต ทำไมนวัตกรรมที่ดูแพงถึงโดนลูกค้าหมางเมิน
วันนี้จะพาไปเจาะลึกเบื้องหลังจุดจบของยุคสมาร์ทโฟนจอโค้งกัน
…
เรื่องราวนี้ต้องพาย้อนเวลากลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 2010 …
ตอนนั้นตลาดสมาร์ทโฟนมีแต่โทรศัพท์รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าหน้าตาแบนๆ คล้ายกันไปซะหมด ทุกแบรนด์ต่างแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
เป้าหมายคือการค้นหานวัตกรรมใหม่ที่จะทำให้แบรนด์ของตัวเองโดดเด่นขึ้นมา เพื่อหนีจากทะเลสมาร์ทโฟนที่หน้าตาซ้ำซากจำเจ
จนกระทั่งในปี 2013 โลกก็ได้รู้จักกับสมาร์ทโฟนรุ่นหนึ่ง แบรนด์ Samsung ได้เปิดตัว Galaxy Round ซึ่งสร้างความฮือฮาไปทั่ว …
มันคือสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่มาพร้อมแผงหน้าจอแบบโค้ง ตัวเครื่องมีลักษณะโค้งเว้าเข้าหากันตรงกลาง มองเผินๆ อาจจะดูแปลกตาไปบ้าง
แม้ยอดขายอาจจะไม่ได้ถล่มทลาย แต่มันก็สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่
มันคือเครื่องพิสูจน์ว่าหน้าจอโทรศัพท์ไม่จำเป็นต้องแบนๆ แข็งๆ อีกต่อไป
เวทมนตร์เบื้องหลังความล้ำนี้คือเทคโนโลยี Flexible OLED ซึ่งอธิบายแบบเข้าใจง่ายสุดๆ มันก็คือแผงหน้าจอที่ถูกสร้างขึ้นมาจากวัสดุพลาสติกชนิดพิเศษ …
แทนที่จะใช้แผ่นกระจกแข็งๆ แบบหน้าจอทีวีสมัยก่อน พอมันเป็นพลาสติก มันเลยดัดให้โค้งงอได้อิสระโดยที่วงจรไฟฟ้าข้างในไม่ขาด
สิ่งนี้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการออกแบบอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
จากนั้นในปี 2014 แบรนด์ Samsung ก็ตอกย้ำความปังอย่างต่อเนื่อง
พวกเขาเปิดตัว Galaxy Note Edge อย่างเป็นทางการ สมาร์ทโฟนรุ่นนี้มาพร้อมกับหน้าจอที่โค้งมนลาดลงไปทางขอบด้านขวาเพียงด้านเดียว …
ขอบที่โค้งลงไปไม่ได้มีไว้แค่โชว์ความสวยเฉยๆ แต่มันทำหน้าที่เป็นแถบเมนูแยกต่างหาก ไว้แสดงการแจ้งเตือนและคีย์ลัด
คนที่ได้สัมผัสในยุคนั้นต่างรู้สึกทึ่งและโดนตกไปตามๆ กัน ความรู้สึกมันเหมือนกำลังถืออุปกรณ์จากหนังไซไฟล้ำยุคอยู่ในมือ
และแล้วยุคทองของ “หน้าจอขอบโค้ง” ก็มาถึงอย่างเต็มรูปแบบในปี 2015 เมื่อ Galaxy S6 Edge ถูกเผยโฉมพร้อมกับจอโค้งมนทั้งสองด้าน …
นี่คือวินาทีประวัติศาสตร์ที่หน้าจอขอบโค้งกลายเป็นตัวชูโรงของวงการ
ภาพที่หน้าจอแสดงผลไหลตกลงไปผสานเข้ากับกรอบโลหะช่างดูงดงามเป็นอย่างมาก
มันช่วยหลอกสายตาให้ดูเหมือนว่าโทรศัพท์เครื่องนี้ไม่มีขอบจอ สร้างประสบการณ์การรับชมภาพที่เต็มอิ่มและสมจริงกว่าที่เคยมีมา
หลังจากนั้นไม่นาน อุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนฝั่ง Android ก็กระโดดมาร่วมวง
กฎเหล็กในตอนนั้นคือถ้าอยากให้โทรศัพท์เรือธงได้รับการยอมรับ …
โทรศัพท์เครื่องนั้นต้องเป็นจอโค้งเท่านั้น ถึงจะดูไฮเอนด์สมราคา
แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Huawei และ Xiaomi ต่างก็ปล่อยของออกมาฟาดฟัน
แบรนด์ OnePlus เองก็ส่ง OnePlus 7 Pro ออกมาโชว์ความสวยงาม ในช่วงเวลานั้น
โทรศัพท์ที่มีหน้าจอแบนราบถูกมองว่าเป็นของล้าสมัย ดูไม่แพง และไม่มีใครอยากควักเงินซื้อ
แบรนด์ Samsung ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการสร้างมาตรฐานใหม่ในยุคนั้นแบบสวยๆ …
พวกเขาทำให้คนทั่วโลกเชื่อว่าสิ่งนี้คือบรรทัดฐานใหม่ของสมาร์ทโฟนแห่งอนาคต แต่กาลเวลามักจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงเสมอ
เมื่อผู้คนนับล้านเริ่มนำอุปกรณ์สุดล้ำเหล่านี้ไปใช้งานในชีวิตประจำวัน ปัญหาก็เริ่มผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
ช่วงเวลาแห่งความตื่นเต้นกับของเล่นชิ้นใหม่เริ่มจืดจางลงไป แทนที่ด้วยเสียงบ่นจากผู้ใช้งานที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นดราม่า …
ปัญหาแรกและเป็นปัญหาที่สร้างความหงุดหงิดขั้นสุด คือการสัมผัสหน้าจอโดยไม่ได้ตั้งใจนั่นเอง
เมื่อหน้าจอโค้งยาวลงไปถึงขอบด้านข้าง การจับถือโทรศัพท์ให้มั่นคงจึงยาก ฝ่ามือของเราจะไปโดนส่วนที่ไวต่อสัมผัสอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ผู้พัฒนาจะพยายามเขียนซอฟต์แวร์ Palm Rejection เพื่อแยกแยะการสัมผัส แต่มันก็ไม่เคยทำงานได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ …
ระบบนี้มันคือการเขียนคำสั่งให้โปรแกรมฉลาดพอที่จะรู้ว่า ตอนนี้เราตั้งใจใช้นิ้วจิ้มหน้าจอ หรือแค่เผลอเอาอุ้งมือไปโดนขอบจอ
แต่ในโลกความจริง ผู้ใช้งานต้องทนปวดหัวกับแอปพลิเคชันที่เปิดขึ้นมาเอง หรือแป้นพิมพ์ที่พิมพ์ข้อความมั่วซั่วส่งไปหาเพื่อน
บางทีโทรศัพท์ก็เผลอโทรออกไปหาเจ้านายโดยไม่ได้ตั้งใจ
สิ่งที่เคยคาดหวังว่าจะเป็นประสบการณ์สุดหรูหรา กลับกลายเป็นความรำคาญใจที่ต้องเผชิญหน้าแทบทุกวัน
ปัญหาที่สองคือเรื่องของแสงสะท้อนที่แยงตา
ในวิดีโอโฆษณา ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะได้รับการจัดแสงในสตูดิโอมาอย่างดี โทรศัพท์หน้าจอโค้งจึงดูสวยงามไร้ที่ติ
แต่เมื่อนำโทรศัพท์เหล่านี้ออกไปใช้งานในโลกความเป็นจริง โดยเฉพาะเวลาเจอแสงแดดจ้าตอนกลางวัน …
กระจกที่โค้งมนบริเวณขอบจะรับแสงสะท้อนจากทุกทิศทาง การอ่านข้อความ ดูรูปภาพ หรือชมวิดีโอกลางแจ้งกลายเป็นเรื่องน่าปวดหัว
เพราะจะมีแถบแสงจ้าสว่างวาบพาดผ่านขอบจออยู่ตลอดเวลา มันแยงตาจนแทบจะมองไม่เห็นรายละเอียดบนหน้าจอเลยทีเดียว
มาถึงปัญหาที่สาม ซึ่งเป็นฟางเส้นสุดท้ายสำหรับใครหลายคน นั่นคือความเปราะบางและค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่แพงหูฉี่ …
สมาร์ทโฟนคืออุปกรณ์พกพา และธรรมชาติของมันคือมีโอกาสหลุดมือสูง
โทรศัพท์จอแบนปกติจะมีกรอบโลหะช่วยรับแรงกระแทกบริเวณขอบ
แต่โทรศัพท์หน้าจอโค้งคือการนำชิ้นส่วนกระจกที่บอบบางที่สุด ไปไว้ในจุดที่รับแรงกระแทกโดยตรงแบบไม่มีอะไรกั้น
พวกมันไม่ได้แค่ดูบอบบาง แต่มันแตกหักง่ายแบบสุดๆ แค่สะกิดก็ร้าวแล้ว และเมื่อมันแตก การนำไปซ่อมก็คือฝันร้ายดีๆ นี่เอง …
เพราะการเปลี่ยนแผงจอ Flexible OLED มีต้นทุนที่สูงมากๆ การทำโทรศัพท์ตกเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงบิลค่าซ่อมราคาแพง
แพงพอๆ กับการเดินไปซื้อมือถือระดับกลางเครื่องใหม่เลย
นอกจากการซ่อมที่แพงแล้ว แค่จะหาวิธีป้องกันเบื้องต้นก็ปวดหัว
การติดฟิล์มกันรอยกลายเป็นเรื่องที่เหนื่อยไม่แพ้กัน ฟิล์มกระจกแบบแบนธรรมดาไม่สามารถนำไปแปะลงบนหน้าจอโค้งได้พอดี …
ผู้บริโภคต้องดิ้นรนไปหาฟิล์มกระจกแบบกาว UV ซึ่งมีขั้นตอนการติดตั้งยุ่งยากและราคาแพงมาก
อธิบายง่ายๆ คือมันเป็นฟิล์มที่ต้องหยอดกาวน้ำใสๆ ลงบนจอก่อน แล้วค่อยวางกระจกทับ จากนั้นต้องเอาไฟฉายแสงยูวีมาอบให้กาวแข็งตัว
ถ้าช่างไม่เก่ง กาวก็อาจจะไหลเข้าลำโพงจนเครื่องพังได้ หรือไม่ก็ต้องยอมทนใช้ฟิล์มพลาสติกบางๆ …
ฟิล์มพวกนี้มักจะเผยอหลุดลอกออกบริเวณขอบจอหลังจากใช้ไปไม่กี่สัปดาห์
ในขณะที่โลกของ Android กำลังต่อสู้กับปัญหาปวดหัวเหล่านี้ มีผู้เล่นรายใหญ่รายหนึ่งที่ยืนกอดอกดูสถานการณ์เงียบๆ
นั่นก็คือแบรนด์ Apple ที่มักจะมีชื่อเสียงในเรื่องการรอดูท่าที พวกเขาเลือกที่จะเฝ้าดูเทรนด์หน้าจอโค้งเติบโตขึ้นอย่างบ้าคลั่ง …
แต่ก็ไม่เคยกระโดดเข้าร่วมกระแสนิยมนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว และในปี 2020 พวกเขาก็ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ
ด้วยการเปิดตัว iPhone 12 อย่างเป็นทางการ รุ่นนี้มาพร้อมกับการปรับดีไซน์ให้หน้าจอแบนราบสนิท
และเปลี่ยนขอบเครื่องให้เป็นรูปทรงกล่องเหลี่ยมตัดตรง ผลที่ออกมาคือผู้บริโภคตอบรับกับดีไซน์นี้อย่างล้นหลาม …
1
การออกแบบที่แบนราบมีความทนทานสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด จับถือได้ถนัดมือโดยไม่ลื่นหลุดง่าย
ยิ่งไปกว่านั้น รูปทรงกล่องยังช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างภายในตัวเครื่อง ทำให้สามารถยัดแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเข้าไปได้สบายๆ
ความสำเร็จอย่างถล่มทลายของ iPhone 12 เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจน ท้ายที่สุดผู้บริโภคให้คุณค่ากับความน่าเชื่อถือและการใช้งาน …
พวกเขาต้องการอุปกรณ์ที่ไว้ใจได้ มากกว่าดีไซน์ที่ดูหวือหวาแต่ใช้งานยาก เมื่อผู้นำตลาดอย่าง Apple ชี้ทิศทาง กระแสลมก็เริ่มเปลี่ยน
ท่าทีของคู่แข่งก็เริ่มสั่นคลอนและต้องหันกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ แม้แต่ค่าย Google ที่เคยพยายามนำหน้าจอโค้งมาใช้กับตระกูล Pixel ในรุ่น 6 และ 7 ก็เริ่มตระหนักได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาเห็นแล้วว่าความนิยมของเทรนด์นี้กำลังจะหมดอายุขัย …
หลังจากลองตลาดอยู่เพียงไม่กี่เจเนอเรชัน Google ก็ตัดสินใจเปลี่ยนทิศทาง พวกเขาแนะนำดีไซน์หน้าจอแบนกลับมาใช้กับรุ่นใหม่ของตัวเอง
เรื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมโดยรวม เมื่อซีรีส์ Samsung Galaxy S22 Ultra เปิดตัวออกมา
องศาความโค้งของหน้าจอก็ถูกลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด พอมาถึงรุ่น S23 Ultra ความโค้งก็ยิ่งน้อยลงไปอีกจนแทบจะสังเกตไม่เห็น …
และท้ายที่สุดฟางเส้นสุดท้ายก็มาถึง เมื่อ S24 Ultra เปิดตัวออกมาพร้อมกับหน้าจอที่แบนราบร้อยเปอร์เซ็นต์
แบรนด์ Samsung ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้บุกเบิกและจุดกระแส ได้ทำการปิดฉากยุคสมัยของหน้าจอโค้งด้วยมือของพวกเขาเอง
แต่คำถามที่ตามมาก็คือ นวัตกรรมมันถึงทางตันแล้วใช่หรือไม่ คำตอบคือไม่เลย เทคโนโลยี Flexible OLED ไม่ได้ตายจากไปไหน …
มันเพียงแค่วิวัฒนาการไปสู่รูปแบบถัดไปที่สมเหตุสมผลยิ่งขึ้น นั่นก็คือสมาร์ทโฟนจอพับได้ หรือที่เรียกกันว่า Foldable Phone
แทนที่จะนำหน้าจอโค้งงอไปไว้ที่ขอบเครื่องเพียงเพื่อความสวยงาม บริษัทเทคโนโลยีได้นำเทคโนโลยีนี้มาพับหน้าจอทั้งแผ่นเข้าหากัน
เพื่อขยายพื้นที่การใช้งานให้ใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่า อุปกรณ์อย่างซีรีส์ Galaxy Z Fold ได้สร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมา …
มันเป็นการผสมผสานความสะดวกสบายในการพกพาแบบสมาร์ทโฟน เข้ากับประสิทธิภาพการทำงานบนหน้าจอขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกเทียบเท่ากับการใช้งานแท็บเล็ตไซส์มินิ
ข้อมูลจากนักวิเคราะห์ตลาดระบุว่าตลาดของกลุ่มนี้กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ในปี 2023 มียอดจัดส่งทั่วโลกสูงถึงประมาณ 16 ถึง 18 ล้านเครื่อง มีการคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดของอุปกรณ์กลุ่มนี้จะพุ่งสูงขึ้น …
อาจจะไปถึงระดับที่มากกว่าหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 แม้ว่าในปัจจุบัน Samsung จะยังคงครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับหนึ่ง
แต่การแข่งขันก็ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่มีใครยอมใคร แบรนด์อย่าง Huawei และ Motorola ก็เร่งพัฒนานวัตกรรมของตัวเอง หรือแม้กระทั่ง Apple เองก็เริ่มมีข่าวหลุดออกมาว่าจะเปิดตัวมือถือจอพับได้เช่นเดียวกัน
พวกเขาหวังจะมาชิงพื้นที่ในเค้กก้อนใหม่ที่หอมหวานนี้ให้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังคงมีคำถามสำคัญที่ท้าทายอนาคตอยู่ดี …
สมาร์ทโฟนจอพับได้จะประสบชะตากรรมเดียวกับหน้าจอโค้งในอดีตหรือไม่ เพราะในขณะนี้ พวกมันก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคที่สาหัสไม่แพ้กัน
กลไกบานพับเป็นชิ้นส่วนที่ซับซ้อนและมีโอกาสชำรุดเสียหายได้ง่าย หน้าจอแสดงผลแบบยืดหยุ่นยังคงมีรอยพับที่มองเห็นและสัมผัสได้
พื้นผิวของหน้าจอก็มีความอ่อนนุ่มและเกิดรอยขีดข่วนได้ง่ายกว่ากระจกแบบดั้งเดิม
และที่สำคัญที่สุดคือค่าซ่อมหน้าจอพับที่พัง มันมีราคาสูงลิ่ว …
บางครั้งอาจจะแพงถึงครึ่งหนึ่งของราคาเครื่องใหม่เลยทีเดียว ซึ่งในตอนนี้กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มแรกยินดีที่จะมองข้ามข้อบกพร่องเหล่านี้
พวกเขาพร้อมจะจ่ายเพื่อแลกกับการครอบครองเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด เหมือนกับที่เคยยอมรับปัญหาของหน้าจอโค้งในยุคแรกเริ่ม
แต่หากต้องการจะก้าวไปสู่อุปกรณ์กระแสหลักที่ทุกคนใช้ในชีวิตประจำวัน พวกเขาก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าฟังก์ชันที่เพิ่มขึ้นมา มันคุ้มค่าจริงๆ …
ต้องคุ้มพอที่จะชดเชยกับความเปราะบางและราคาที่ต้องจ่ายไป
ซึ่งก็ต้องบอกว่า ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีการแข่งขันกันอย่างบ้าคลั่ง มันเป็นเรื่องง่ายมากที่บริษัทต่างๆ จะหลงระเริง พยายามออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ดูล้ำยุคและสะกดทุกสายตาเพื่อเอาชนะคู่แข่ง
แต่เมื่อถึงจุดสิ้นสุด สมาร์ทโฟนก็คือ “เครื่องมือ” ชิ้นหนึ่งในชีวิต …
มันคือสิ่งที่เราต้องหยิบจับและใช้งานเป็นเวลาหลายชั่วโมงในทุกวัน หากการตัดสินใจด้านการออกแบบสร้างความยุ่งยากในการใช้ชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสจอโดยไม่ได้ตั้งใจ แสงสะท้อนที่แยงตา หรือความหวาดระแวงว่าหน้าจอจะแตกเพียงแค่ทำหลุดมือ
ท้ายที่สุดผู้บริโภคก็จะค่อยๆ ปฏิเสธมันไปเองโดยอัตโนมัติ การกลับมาผงาดอีกครั้งของหน้าจอแบบแบนราบ คือหลักฐานชิ้นสำคัญ …
มันยืนยันว่าฟังก์ชันการใช้งานจะต้องเป็นฝ่ายชนะรูปแบบที่สวยงามเสมอ ผู้คนต้องการอุปกรณ์ที่เข้ามาช่วยทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้น
ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่มความซับซ้อนและสร้างภาระให้กับกระเป๋าสตางค์
อนาคตของอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความล้ำหน้าแบบในหนังไซไฟ
แต่มันขึ้นอยู่กับว่าอุปกรณ์นั้นจะผสานเข้ากับโลกความเป็นจริงได้อย่างไร ในขณะที่เรากำลังเฝ้ามองการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ๆ …
หรือนวัตกรรมล้ำยุคอะไรก็ตามที่จะตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ บททดสอบขั้นสูงสุดก็จะยังคงเป็นคำถามเบสิกคำถามเดิมเสมอ
นวัตกรรมนี้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้จริงๆ หรือเป็นแค่ความสวยงามที่ตามมาด้วยความปวดหัวกันแน่
References : [theverge, androidauthority, gsmarena, blognone, droidsans]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/the-end-of-curved-screen-phones/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ความรู้รอบตัว
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
บันทึก
7
1
7
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย