3 ส.ค. เวลา 10:15 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องยื่นมือมาช่วย “อุ้มค่าเงินเยน”?

หากพูดถึงตลาดการเงินระดับโลก การที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasury) หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะก้าวเข้ามาช่วยแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงินของประเทศอื่น ถือเป็น “ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก”
​เพราะปกติแล้ว สหรัฐฯ มักปล่อยให้วิกฤตค่าเงินเป็นเรื่องที่ประเทศนั้นๆ ต้องจัดการเอง แต่ทำไมเมื่อเป็น “เงินเยน” (JPY) สหรัฐฯ ถึงยอมออกมาร่วมวงแทรกแซงกับญี่ปุ่น?
​คำตอบสั้นๆ คือ มันไม่ใช่แค่เรื่องมิตรภาพ แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงระดับโลกที่อาจสะเทือนกลับมาทำร้ายสหรัฐฯ เอง
​1. จุดชนวนโดมิโน: ระเบิดเวลาที่ชื่อว่า "Yen Carry Trade"
​หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เงินเยนปั่นป่วน จนสหรัฐฯ นั่งไม่ติด คือเรื่อง Yen Carry Trade
​Yen Carry Trade คืออะไร?
มันคือกลยุทธ์ของนักลงทุนทั่วโลกที่ "กู้เงินเยน" (เพราะดอกเบี้ยญี่ปุ่นต่ำติดดินมานาน) แล้วเอาเงินนั้นไปเปลี่ยนเป็นดอลลาร์ เพื่อไป "ลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐฯ" ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น หุ้นเทคโนโลยี หรือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
​เมื่อเกิด "Unwind" แล้วเกิดอะไรขึ้น?
​เมื่อเงินเยนเริ่มผันผวนอย่างรุนแรง หรือมีสัญญาณว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นดอกเบี้ย/เข้าแทรกแซง นักลงทุนเหล่านี้จะเกิดอาการ panic และรีบ Unwind (ถอนโพซิชัน) พร้อมๆ กัน:
​ขายสินทรัพย์สหรัฐฯ (ขายหุ้น, ขายพันธบัตร) เพื่อดึงเงินกลับ
​กว้านซื้อเงินเยนคืน เพื่อเอาไปชำระหนี้ที่กู้มา
​ผลกระทบต่อสหรัฐฯ: เมื่อเกิดการ Unwind อย่างรวดเร็ว ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะร่วงหนักทันทีเนื่องจากแรงเทขายพร้อมกัน และทำให้ตลาดการเงินโลกขาดสภาพคล่อง สหรัฐฯ จึงต้องร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อบริหารจัดการให้การปรับตัวของค่าเงินเป็นไปอย่าง "ค่อยเป็นค่อยไป" ไม่ให้เกิดการ Unwind แบบเฉียบพลันจนตลาดพัง
บทความที่เกี่ยวข้อง ทำความเข้าใจ Yen Carry Trade และ Unwind Yen Carry Trade แบบง่ายที่สุด
​2. ป้องกันไม่ให้ญี่ปุ่นเทขาย "พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ"
​ญี่ปุ่นเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ (ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มากที่สุดในโลก)
  • หากญี่ปุ่นต้องเข้าพยุงเงินเยนเพียงลำพัง ญี่ปุ่นจะต้องหาเงินดอลลาร์มหาศาลมาใช้ช้อนซื้อเงินเยน
  • วิธีเดียวที่ทำได้เร็วที่สุด คือการ เทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasuries) ที่ถือไว้ออกมา
  • ​ผลเสียตกที่สหรัฐฯ เต็มๆ: เมื่อพันธบัตรถูกเทขายในปริมาณมหาศาล อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ของสหรัฐฯ จะพุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งแปลว่า รัฐบาลสหรัฐฯ และประชาชนอเมริกันจะมีต้นทุนการกู้ยืม ดอกเบี้ยบ้าน และดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่แพงขึ้นตามไปด้วย
​​การที่สหรัฐฯ ร่วมมือแทรกแซง จึงเป็นการช่วยตัดปัญหา ไม่ให้ญี่ปุ่นต้องนำพันธบัตรของตนออกมาระบายขายในตลาด
​3. สยบความผันผวนลามสู่ระดับโลก (Global Spillover)
​ตลาดการเงินญี่ปุ่นมีขนาดใหญ่และเชื่อมโยงกับโลกสูงมาก หากปล่อยให้เงินเยนดิ่งเหวไร้ทิศทาง ความผันผวนจะล้นทะลัก (Spillover Effect) ไปยังตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
​การที่สหรัฐฯ ออกมาประกาศร่วมมือกับญี่ปุ่น มีผลเชิงจิตวิทยาที่ทรงพลังมาก (Announcement Effect) ซึ่งช่วยส่งสัญญาณเตือนไปยังนักเก็งกำไรทั่วโลกให้หยุดทุบค่าเงินเยน ได้ดีกว่าให้ญี่ปุ่นรับมือเพียงลำพัง
​4. ปกป้องผู้ผลิตและลดความเสียเปรียบทางการค้า
​เงินเยนที่อ่อนค่ารุนแรงเกินไป ทำให้สินค้าส่งออกของญี่ปุ่นมีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับสินค้าสหรัฐฯ
​แม้สหรัฐฯ จะชอบช็อปของถูก แต่ในเชิงโครงสร้าง การที่ค่าเงินของประเทศคู่ค้าอ่อนค่าผิดปกติ จะทำให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ เสียเปรียบในการแข่งขัน การดันให้เงินเยนกลับเข้าสู่ระดับที่เหมาะสม จึงช่วยสร้างสมดุลทางการค้าให้ฝั่งสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน
​สรุป: การผนึกกำลังแบบ Win-Win
​การที่สหรัฐฯ ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยค่าเงินเยน ไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือแบบฟรีๆ แต่เป็นเกมการเงินเชิงยุทธศาสตร์:
​ญี่ปุ่น ได้: ชะลอการอ่อนค่าของเงินเยน สยบสายเก็งกำไร และลดภาวะเงินเฟ้อในประเทศ
​สหรัฐฯ ได้: ป้องกันตลาดหุ้นร่วงจาก Yen Carry Trade Unwind, ปกป้องตลาดพันธบัตรตัวเอง และรักษาเสถียรภาพระบบการเงินโลก
อ่านบนเว็บ
โฆษณา