เมื่อวาน เวลา 12:00 • ธุรกิจ

Apple คือผู้ชนะในสงคราม AI? เกมแทงสวนอุตสาหกรรม ปล่อยให้คนอื่นเผาเงิน แล้วตัวเองรอกินรวบ

ต้องบอกว่าโลกเราตอนนี้กำลังบ้าคลั่งกับเทคโนโลยี AI แบบสุดขีด…
ทุกคนแทบจะเทหมดหน้าตักเพื่อเป็นผู้นำในตลาดนี้
ย้อนกลับไปตอนปี 2023 ตอนที่ ChatGPT โผล่มาทำเอาวงการสั่นสะเทือน
บริษัทเทคโนโลยีระดับท็อปต่างก็ถูกบีบให้ออกมาโชว์ของ
ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตัวเองจะเอาตัวรอดในยุคที่ AI กำลังจะครองเมืองได้ยังไง
เวลาผ่านไปแค่สามปี พวกบิ๊กเนมเทเงินรวมกันไปเกือบหนึ่งล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ…
แต่ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ กลับมีค่ายนึงที่เงียบกริบจนผิดสังเกต
ค่ายนั้นก็คือ “Apple”
ตอนที่คนอื่นกำลังเข็นแชตบอตตัวท็อปออกมาโชว์ บริษัทยักษ์ใหญ่รายนี้กลับนั่งนิ่งเฉยอยู่เป็นปี
กว่าจะยอมขยับตัวลงมาเล่นในสมรภูมินี้ก็ปาเข้าไปกลางปี 2024 ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาบอกเลยว่าพังพินาศ…
พวกเขาเปิดตัว Apple Intelligence ด้วยความคาดหวังที่สูงมากๆ
แต่ฟีเจอร์เด่นที่เคยโม้ไว้กลับทำไม่ได้จริงในตอนแรก ผู้ช่วยส่วนตัวอย่าง Siri ก็ยังคงคุยไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม
สิ่งที่ได้มามีแค่อีโมจิแปลกตา เครื่องมือแต่งรูปนิดหน่อย แล้วก็ตัวช่วยพิมพ์ที่ทำงานช้าจนน่าหงุดหงิด
เบื้องหลังก็ไปยืมจมูกแชตบอตค่ายอื่นหายใจแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์
งานนี้เรียกได้ว่าโดนสวดยับแถมโดนฟ้องข้อหาโฆษณาเกินจริงเข้าไปอีก…
มองเผินๆ เหมือนแบรนด์ผลไม้กำลังจะหมดความขลัง
ถ้าไปดูหุ้นแก๊ง Mag 7 ทุกตัววิ่งฉิวแซงหน้าไปหมด
Amazon Google Meta และ Microsoft เตรียมเปย์เงินเจ็ดแสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้
แต่ Apple กลับใช้เงินลงทุนแค่สามเปอร์เซ็นต์ของรายได้เท่านั้น
พวกเขาแอบงกหรือเปล่า หรือว่ามีแผนลับอะไรซ่อนอยู่?
ซึ่งยิ่งเราขุดลึกลงไป ยิ่งเห็นว่าเกมนี้มันมีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น…
แทนที่พวกเขาจะตกรถขบวนใหญ่ กลับกลายเป็นว่ากำลังดักกินรวบอยู่เงียบๆ
มาลองแกะรอยกันว่าทำไมแนวทางนี้ถึงน่าสนใจแบบสุดๆ
ก่อนอื่นต้องเริ่มต้นที่คำถามเบสิกว่า ทำไมค่ายอื่นถึงต้องเปย์หนักขนาดนั้น
คำตอบสั้นๆ คือพวกเขาต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับยักษ์
1
เทคโนโลยีตัวท็อปพวกนี้เป็น AI แบบครอบจักรวาล
การจะฝึกมันให้ฉลาดต้องใช้ชิปประมวลผลมหาศาลและไฟอีกเพียบ…
อย่าง OpenAI เขาไม่ได้ขายมือถือหรือคอมพิวเตอร์ให้พวกเรา
วิธีเดียวที่จะให้บริการคนหลักพันล้านได้คือต้องทำผ่านคลาวด์
นั่นบังคับให้เขาต้องทุ่มสร้างเซิร์ฟเวอร์ขนาดมหึมา
พวกเขาก็เลยตกที่นั่งเดียวกันคือต้องทุ่มเงินสร้างศูนย์ข้อมูล
ต้นทุนพวกนี้มันบานปลายเร็วมาก ทั้งค่าก่อสร้าง ค่าไฟ และค่าชิป ซึ่งมันแพงโคตรๆ…
สงครามตอนนี้เลยกลายเป็นเกมเผาเงินสด ใครสายป่านยาวกว่าคนนั้นรอด
พอไม่มีแชตบอตครอบจักรวาล คนเลยเหมาเอาว่า Apple ตามไม่ทัน
แต่จริงๆ แล้วเขากำลังซุ่มทำในสเกลที่ต่างออกไป
แนวทางนี้สวนทางกับชาวบ้านอย่างสิ้นเชิง
ในขณะที่ค่ายอื่นกำลังแข่งกันสร้างระบบที่เก่งที่สุดในโลก
เป้าหมายของ Apple ไม่ใช่การทำโมเดลที่ฉลาดล้ำทะลุจักรวาล…
ธุรกิจหลักของเขาคือการทำของให้คนทั่วไปใช้แล้วรู้สึกว้าว
ผู้ใช้ทั่วไปไม่ได้อยากได้ความฉลาดที่แต่งกลอนหรือคำนวณฟิสิกส์ควอนตัมได้
เราแค่ต้องการฟีเจอร์ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นในแต่ละวัน เช่น ลบคนกวนใจออกจากรูปภาพ หรือสรุปแชตยาวๆ ให้สั้นลง
นี่คือสิ่งที่คนใช้ Mac และ iPhone ต้องการจริงๆ
Apple เลยเลิกสนใจ AI ระบบยักษ์ตัวเดียวที่ทำได้ทุกสิ่ง แล้วหันมาซอยย่อยเป็นโมเดลเล็กๆ ที่เก่งเฉพาะทางแทน
บวกกับชิปในมือถือและคอมของพวกเขายุคนี้มันแรงทะลุปรอท
แปลว่าทุกอย่างสามารถประมวลผลจบได้ในเครื่องเลย ไม่ต้องส่งข้อมูลวิ่งไปมาบนอินเทอร์เน็ตให้เสียเวลา
ซึ่งนี่แหละที่วงการเรียกว่าการประมวลผลบนอุปกรณ์ (on-device AI)
แทนที่จะเก็บค่าใช้งาน เขาก็ฝังมันมาให้ใช้ฟรีๆ เพื่อทำให้สินค้าเดิมมันดูพรีเมียมและน่าสอยมากขึ้น
แน่นอนว่ายังไง Apple ก็ต้องมีผู้ช่วยฉลาดๆ ไว้สู้กับคนอื่น
แต่พวกเขาเลือกที่จะเดิมพันสวนกระแสโลก
เขาเชื่อว่าไอ้ระบบยักษ์ที่ค่ายอื่นยอมเผาเงินแสนล้านสร้างขึ้นมา
วันนึงมันจะกลายเป็นแค่ “สินค้าโภคภัณฑ์” ทั่วไป
ลองนึกภาพประวัติศาสตร์เก่าๆ ดูก็ได้ครับ…
จำตอนที่ Steve Jobs เปิดตัวไอโฟนรุ่นแรกกันได้มั๊ย
ตอนนั้นชิ้นส่วนหลายอย่างก็ซื้อมาจากซัพพลายเออร์ข้างนอก
เซนเซอร์กล้องถ่ายรูปยุคนี้ก็เหมือนกัน มันสำคัญมากแต่ก็ไม่ได้ผลิตเอง เลือกซื้อจาก Sony แทน
ถ้าวันไหนคู่ค้าขายแพงเว่อร์ ก็แค่เปลี่ยนไปซื้อจากค่ายอื่น
พวกเขากำลังมองเทคโนโลยี AI ด้วยมุมมองเดียวกัน…
Apple เชื่อว่าเดี๋ยวก็มีคนทำของเก่งๆ ออกมาแข่งกันเต็มตลาด ประสิทธิภาพก็จะไล่เลี่ยกันจนแทบไม่ต่าง
แล้วจะเอาเงินไปละลายแม่น้ำสร้างเองทำไม สู้กำเงินสดไปรอช็อปปิงเทคโนโลยีคนอื่นในราคาถูกดีกว่า
แถมยังได้เลือกของที่ดีที่สุดในตลาดตอนนั้นด้วย
ผู้ชนะอาจไม่ใช่คนที่สร้างเทคโนโลยีเก่งที่สุด…
แต่คือคนที่มีแพลตฟอร์มปล่อยของให้ผู้ใช้ได้เยอะที่สุดต่างหาก
และนั่นคือเหตุผลที่ตอนปลายปี 2025 มีข่าวหลุดออกมาว่ามีการควักกระเป๋าจ่ายเงินให้ Google เพื่อเอาระบบอัจฉริยะมาฝังไว้
ปล่อยให้เพื่อนร่วมวงการเผาเงินเทรนระบบไป ส่วนตัวเองจ่ายแค่ค่าผ่านทาง แล้วเอาระบบไปทำเงินต่อแบบเนียนๆ
ไม้ตายสำคัญที่ทำให้แผนนี้เวิร์กคือสิ่งที่พวกเขาถนัดมาตลอด นั่นคือการควบคุมแบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่หัวจรดหาง
ย้อนกลับไปยุค Steve Jobs เขาพูดย้ำเสมอถึงปรัชญาความสมบูรณ์แบบ
อุปกรณ์ต้องทำงานสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว
แนวคิดนี้ส่งต่อมาจนเกิดการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ นั่นคือการเลิกพึ่งพาชิปจากคนอื่นแล้วหันมาทำเอง
จนกลายมาเป็นชิปตระกูล A-series และ M-series ในปัจจุบัน…
ปัจจุบันพวกเขาถือไพ่ระดับเทพไว้ในมือแบบครบวงจร
สร้างฮาร์ดแวร์เอง ควบคุมระบบปฏิบัติการเอง และออกแบบชิปเอง
การผูกขาดเทคโนโลยีแบบนี้แทบไม่มีใครทำได้
เวลาพูดถึงโครงสร้างพื้นฐาน คนมักนึกถึงโกดังเซิร์ฟเวอร์ขนาดมหึมา
แต่สำหรับ Apple โครงสร้างพวกนั้นมันนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋ากางเกงเราเรียบร้อยแล้ว
แค่เอาเวลาไปอัปเกรดชิปตัวเองให้แรงขึ้นก็พอ…
พอชิปแรงขึ้น แบตก็ทนขึ้น ใช้งานได้ลื่นไหลขึ้น แถมยังตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยที่สาวกแคร์กันสุดๆ
เพราะข้อมูลไม่ต้องลอยไปประมวลผลที่ไหนไกลเลย
ในยุคที่ใครๆ ก็กลัวโดนล้วงข้อมูลส่วนตัว การทำทุกอย่างจบในเครื่องมันตอบโจทย์และซื้อใจคนได้มหาศาล
ถ้ามองทะลุเกมนี้ คู่แข่งที่แท้จริงไม่ใช่คนทำแชตบอต…
แต่เป็นบริษัทผลิตชิปอย่าง Nvidia ต่างหาก
อุตสาหกรรมชิปจะรวยเละถ้าโลกนี้ต้องการคลาวด์เยอะๆ
ส่วนฝั่งผลไม้จะชนะก็ต่อเมื่อระบบมันเบาจนยัดลงมือถือได้สบายๆ
ในมุมการเงิน แผนนี้ทำให้บริษัทแข็งแกร่งจนน่ากลัว
ค่ายอื่นต้องแบกต้นทุนมหาศาล ทั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ ค่าตัววิศวกรสุดแพง
แต่ Apple แทบไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเลย…
กำไรขั้นต้นก็ยังคงพุ่งทะยาน กระแสเงินสดก็ไหลมาเทมา
แล้วเงินกองโตพวกนี้เอาไปทำอะไรต่อ?
คำตอบคือเอาไปกว้านซื้อหุ้นตัวเองออกจากตลาด
สิบปีที่ผ่านมาเขาทำแบบนี้ไปมหาศาล เป็นเครื่องจักรปั่นมูลค่าหุ้นที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์
อย่างปี 2025 คู่แข่งเผาเงินแสนล้านไปกับโครงสร้างพื้นฐาน…
แต่พวกเขาใช้เงินลงทุนไปแค่หยิบมือเดียวเมื่อเทียบกัน
ผลคือเขามีเงินเหลือไปซื้อหุ้นคืนแบบทุบสถิติโลก
เมื่อของในตลาดน้อยลง ของที่อยู่ในมือเราก็มีค่ามากขึ้น
โมเดลธุรกิจนี้แหละที่ปั่นมูลค่าบริษัทให้โตเอาๆ
แต่… โลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
กลยุทธ์สุดล้ำนี้ก็ซ่อนระเบิดเวลาเอาไว้เหมือนกัน…
ข้อแรกคือถ้าวันนึงระบบมันซับซ้อนจนเครื่องเล็กๆ รับไม่ไหว บริษัทจะไม่สามารถยัดฟีเจอร์ล้ำๆ ใส่มือถือได้เลย
อำนาจก็จะกลับไปอยู่ในมือคนที่มีเซิร์ฟเวอร์ยักษ์อยู่ดี
ข้อสองคือถ้าเขามองทิศทางตลาดพลาดไป
Apple เดาว่าระบบพวกนี้จะกลายเป็นของโหลที่หาซื้อได้ง่ายๆ
แต่ถ้าเทคโนโลยีขั้นเทพถูกผูกขาดอยู่กับแค่ไม่กี่บริษัท…
แบรนด์ผลไม้จะกลายเป็นลูกไก่ในกำมือคนอื่นทันที
สำหรับแบรนด์ที่ชอบควบคุมทุกอย่างเบ็ดเสร็จ การพึ่งพาคนอื่นคือฝันร้าย
ถ้าสุดยอดเทคโนโลยีของทศวรรษหน้าตกไปอยู่ในมือคนอื่น พวกเขาอาจจะโดนทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น
เกมนี้มีสมมติฐานเป็นเดิมพัน
ถ้าทายผิด บริษัทที่ยอมเจ็บตัวเผาเงินแสนล้านในวันนี้ อาจจะทิ้งห่างจนไม่มีวันวิ่งตามทัน
แถมบริษัทยังเจอความท้าทายเรื่องคนอีกต่างหาก
ผู้นำคนปัจจุบันอย่าง Tim Cook จะลงจากเก้าอี้เร็วๆ นี้
John Ternus ผู้นำคนใหม่ ก็จะเข้ามารับเผือกร้อนนำทัพฝ่าพายุเทคโนโลยีครั้งนี้
อนาคตของพวกเขายังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
จะปังหรือพังก็ต้องลุ้นกันยาวๆ…
แต่ถ้าแผนชิ่งหนีการลงทุนหนักๆ แล้วหันมาซื้อหุ้นคืนมันเวิร์ก
มันคงเป็นเครื่องยืนยันว่ากลยุทธ์ช้าแต่มั่นคง ก็สามารถพลิกเกมและเก็บกินชัยชนะแบบสวยๆ ได้เหมือนกัน
ปล่อยให้คนอื่นเลือดตาแทบกระเด็นไป ส่วนตัวเองนั่งรอนับเงินเงียบๆ
ซึ่งเรื่องนี้อาจจะสอนให้พวกเรารู้ว่า บางทีคนชนะอาจไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุดเสมอไป…
References : [cnbc, bloomberg, wsj, reuters, forbes]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา