Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
รายการ ต้นรู้ โลกรู้ BY : Anurak News
•
ติดตาม
5 ส.ค. เวลา 10:24 • การเมือง
สหรัฐฯ จับมือซาอุดิอาระเบีย พัฒนานิวเคลียร์ โลกกังวลมหาอำนาจใหม่
รายงาน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือทางนิวเคลียร์ระดับประวัติศาสตร์ร่วมกับประเทศซาอุดีอาระเบีย ข้อตกลงฉบับนี้อาจเปิดทางให้ซาอุดีอาระเบียสามารถดำเนินกระบวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์ทางพลเรือนได้ โดยไม่ต้องยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขการตรวจสอบระดับเข้มงวด หรือที่เรียกกันในวงการการเมืองโลก ว่า "เกณฑ์มาตรฐานทองคำ" จากองค์กรกำกับดูแลระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ ได้แถลงยืนยันการลงนามในข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นวหรัฐฯ ก่อนจะส่งเรื่องต่อเข้าสู่กระบวนการทบทวนของสภาคองเกรสตามกฎหมายที่กำหนดไว้
ข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์พลเรือนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนและเป็นที่จับตามองมากที่สุดในตะวันออกกลาง
ส่องรายละเอียดข้อตกลง "มาตรา 123" ระยะยาว 30 ปี
ความตกลงฉบับนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "ข้อตกลงมาตรา 123" (123 Agreement) มีกรอบความร่วมมือยาวนานถึง 30 ปี โดยมีเป้าหมายหลักในการดึงบริษัทเอกชนสัญชาติอเมริกันเข้ามาสนับสนุนเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ การสร้างเตาปฏิกรณ์ การจัดส่งเชื้อเพลิง ตลอดจนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบีย
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขในสัญญาได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ซาอุดีอาระเบียจะถูกห้ามไม่ให้พัฒนาเทคโนโลยีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมด้วยตนเอง หรือจัดซื้อเทคโนโลยีดังกล่าวจากประเทศอื่นเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปี
นอกจากนี้ ก่อนที่กระบวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจริงจะเริ่มขึ้น คณะทำงานร่วมระหว่างสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียจะต้องศึกษาและประเมินก่อนว่า มีความจำเป็นและคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์หรือไม่ โดยฝั่งสหรัฐฯ จะเป็นผู้รับหน้าที่ก่อสร้างโรงงานดังกล่าวด้วยตนเอง และจะไม่มีการถ่ายโอนเทคโนโลยีขั้นสูงที่ให้แก่ซาอุดีอาระเบียโดยตรง
เปลี่ยนเกณฑ์ตรวจสอบ IAEA
จุดที่ทำให้ข้อตกลงนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนัก คือการที่ซาอุดีอาระเบียไม่จำเป็นต้องลงนามใน "พิธีสารเพิ่มเติม" กับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งเป็นเกณฑ์การตรวจสอบที่เข้มงวดระดับมาตรฐานทองคำ เหมือนกับที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เคยลงนามร่วมกับสหรัฐฯ เมื่อปี 2552
เหตุผลสำคัญเนื่องจากซาอุดีอาระเบียแสดงความกังวลและคัดค้านมาโดยตลอดว่า ข้อตกลงที่เข้มงวดเกินไปอาจเปิดช่องให้คณะผู้ตรวจสอบต่างชาติสามารถเดินทางเข้าตรวจค้นพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนสูง เช่น พระราชวังหลวง หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอย่างเมืองเมกกะ
ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมปรับเปลี่ยนไปใช้ "ข้อตกลงความคุ้มกันทวิภาคี" แทน ซึ่งเป็นรูปแบบข้อตกลง 2 ฝ่ายที่มีเงื่อนไขคล้ายกัน แต่ตัดข้อกำหนดบางส่วนที่ซาอุดีอาระเบียไม่ยอมรับออกไป อย่างไรก็ตาม รายละเอียดข้อตกลงนี้ยังคงต้องรอการอนุมัติรับรองจากคณะผู้บริหารของ IAEA ในขั้นตอนถัดไป
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล และคานอำนาจจีน-รัสเซีย
ฝั่งผู้สนับสนุนข้อตกลงระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมนิวเคลียร์สหรัฐฯ โดยกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ ประเมินว่านี่คือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่จะคงอยู่ยาวนานหลายทศวรรษ ช่วยสร้างงานที่มีรายได้สูงให้กับชาวอเมริกัน และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
สถานที่ในการใช้พัฒนาพลังงานนิวเคลียร์
ยิ่งไปกว่านั้น ในเชิงยุทธศาสตร์การเมืองโลก ข้อตกลงนี้จะช่วยผูกมัดให้ซาอุดีอาระเบียต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและอุปกรณ์จากสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรไปอีกนาน ซึ่งช่วยให้วอชิงตันยังคงมีอิทธิพลในการกำกับดูแลเรื่องความปลอดภัยและการไม่แพร่ขยายอาวุธของซาอุฯ ต่อไป เพราะหากสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะทำข้อตกลงนี้ ซาอุดีอาระเบียก็อาจหันไปจับมือกับประเทศคู่แข่งอย่างรัสเซียหรือจีนแทน จะเปิดโอกาสให้ 2 ชาติเข้ามาขยายอิทธิพลเหนือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของซาอุดีอาระเบียในระยะยาว
ชนวนผวาศึกสะสมอาวุธนิวเคลียร์ และแรงต้านในสภาคองเกรส
แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะพยายามเน้นย้ำเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ข้อตกลงนี้กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั้งสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทั่วโลก เนื่องจากศักยภาพในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจถูกพัฒนานำไปสู่การสร้างวัตถุดิบทำอาวุธนิวเคลียร์ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เคยประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า หากประเทศคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคอย่างอิหร่านสามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ ซาอุดีอาระเบียก็พร้อมจะจัดหาและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาครอบครองด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ชาติอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น อิสราเอล รวมถึงอิหร่าน ต่างกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวนี้อย่างใกล้ชิด
ขณะที่ สว.เอ็ด มาร์กีย์ จากพรรคเดโมแครต ได้ออกมาประณามข้อตกลงนี้ทันทีว่า เป็นการเปิดทางให้เกิดการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์และอาจจุดชนวนการแข่งขันสะสมอาวุธในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์ที่เตือนว่า การผ่อนปรนเกณฑ์ให้ซาอุดีอาระเบีย อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ทำให้ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตุรกี และ อียิปต์ เรียกร้องสิทธิในการครอบครองเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในลักษณะเดียวกันในอนาคต
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ ข้อตกลงทั้งหมดจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการทบทวนของสภาคองเกรสสหรัฐฯ โดยบรรดาสมาชิกรัฐสภาจะมีโอกาสลงมติเพื่อยับยั้งข้อตกลงดังกล่าว หากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีมติคัดค้านร่วมกันในท้ายที่สุด
เปิดทาง "มหาอำนาจนิวเคลียร์ใหม่
ลนี้คืออะไร มีเงื่อนไขอย่างไร
ข้อตกลงนี้คือ ‘ความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์พลเรือน’ (Civilian Nuclear Cooperation) มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและซาอุดีอาระเบีย โดยจะอนุญาตให้เปิดทางให้ซาอุดีอาระเบียสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียม (Uranium Enrichment) และจัดการกากนิวเคลียร์ได้เองบนแผ่นดินของตน ซึ่งทั้งสองกระบวนการนี้เป็นช่องทางที่อาจนำไปสู่การสร้างอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคตได้
ดีลนี้ ‘ไม่ได้บังคับ’ ใช้มาตรฐานการตรวจสอบขั้นสูงสุด (Additional Protocol) ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ทำให้หน่วยงานของสหประชาชาติ ‘มีข้อจำกัด’ ในการเข้าไปตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัยว่าอาจเป็นโรงงานนิวเคลียร์ลับ
แม้ในตอนแรกข้อตกลงนี้ดูเหมือนจะเป็นไปตามความต้องการของซาอุดีอาระเบียแทบทั้งหมด แต่ในเวลาต่อมาได้เกิดความสับสนและมีข้อแม้เพิ่มเติมที่ทำให้ดีลทำท่าจะพังทลายลง โดยหลังจากที่ข้อตกลงถูกประกาศออกไปโดย ‘ไม่มีเงื่อนไขด้านการทูต’ ทำให้สื่ออย่าง Fox News และ Wall Street Journal ได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ทำให้ทรัมป์ต้องประกาศ ‘เงื่อนไขใหม่’ ในนาทีสุดท้ายผ่านโซเชียลมีเดียว่า ข้อตกลงนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อซาอุดีอาระเบียเข้าร่วม ‘Abraham Accords’ หรือยอมรับและสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลเท่านั้น และหากไม่ทำตาม “ดีลนี้ถือเป็นอันยกเลิก”
ทางด้าน เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS) มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงยืนกรานมาตลอดว่า ซาอุฯ จะ ‘ไม่ยอมรับ’ ความสัมพันธ์กับอิสราเอล หากไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนในการสถาปนา ‘รัฐปาเลสไตน์’ ที่เป็นอิสระ
แม้กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ จะระบุว่า ดีลนี้อนุญาตให้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้ แต่ทรัมป์กลับโพสต์ข้อความที่ขัดแย้งกันว่า “จะไม่มีการเสริมสมรรถนะวัสดุใดๆ ทั้งสิ้น” ซึ่งสร้างความสับสนเป็นอย่างมาก โดยข้อตกลงนี้ยังต้องผ่านการทบทวนจากสภาคองเกรสเป็นเวลา 90 วัน และต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ในส่วนของการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอีก 2 ปี
เรียบเรียงโดยอาจารย์ต้นสัก สนิทนาม
#ซาอุดิอารเบีย #สหรัฐอเมริกา #นิวเคลียร์ #โดนัล #ทรัมป์ #การเมือง #อิสลาม
การเมือง
สหรัฐ
ซาอุดีอารเบีย
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย