•
7 ส.ค. เวลา 02:42 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 1 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)

บทที่ 1: มาตุภูมิและรากเหง้า (The Star of Arcturus)
1.1 สถาปัตยกรรมแห่งดวงดาว: การวิเคราะห์ระบบอาร์คทูรัส
เมื่อนักดาราศาสตร์สมัครเล่น หันกล้องโทรทรรศน์ไปยังกลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ (Boötes) ในคืนฟ้าใสของฤดูใบไม้ผลิ จุดสว่างสีส้มแดงที่ปรากฏในเลนส์คืออาร์คทูรัส ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในซีกฟ้าเหนือ และเป็นดาวที่สว่างที่สุดอันดับสี่ของท้องฟ้ายามค่ำคืนทั้งหมด รองจากซิริอัส คาโนปัส และอัลฟาเซนทอรี
สิ่งที่ตาเปล่าไม่สามารถบอกเราได้ และแม้แต่กล้องโทรทรรศน์สมัครเล่นก็ไม่สามารถเปิดเผย คือธรรมชาติที่แท้จริงของดาวดวงนี้
ในทางดาราศาสตร์ฟิสิกส์ อาร์คทูรัส (Alpha Boötis) ถูกจัดอยู่ในประเภทสเปกตรัม K1.5 III ตามระบบการจัดประเภทของ MorganKeenan
ตัวอักษร K บอกเราว่าอุณหภูมิพื้นผิวของมันอยู่ที่ประมาณ 4,300 เคลวิน เย็นกว่าดวงอาทิตย์ของเราซึ่งมีอุณหภูมิพื้นผิว 5,778 เคลวิน นี่คือสาเหตุที่มันเปล่งแสงสีส้ม แทนที่จะเป็นสีเหลืองหรือขาว
แต่เลขโรมัน III ต่างหากที่บอกเล่าเรื่องราวที่สำคัญกว่า
ในระบบ MorganKeenan เลขโรมันระบุชั้นความสว่าง (luminosity class) ของดาวฤกษ์ I คือดาวยักษ์ใหญ่ยิ่ง (supergiant) III คือดาวยักษ์ (giant) และ V คือดาวแถบลำดับหลัก (main sequence) อย่างดวงอาทิตย์ของเรา
การที่อาร์คทูรัสเป็นดาวประเภท III หมายความว่ามันได้ออกจากแถบลำดับหลักแล้ว มันได้เผาผลาญไฮโดรเจนในแกนกลางจนหมดสิ้น และขณะนี้กำลังหลอมไฮโดรเจนในเปลือกรอบแกนกลางที่เป็นฮีเลียม
นี่คือจุดเปลี่ยนในชีวิตของดาวฤกษ์ทุกดวง
เมื่อดาวฤกษ์หมดไฮโดรเจนในแกนกลาง แกนกลางจะยุบตัวภายใต้แรงโน้มถ่วงของตัวเอง อุณหภูมิและความดันที่เพิ่มขึ้นจากการยุบตัวจะจุดปฏิกิริยาฟิวชันในเปลือกไฮโดรเจนที่อยู่รอบแกนกลาง
พลังงานจากเปลือกฟิวชันนี้จะดันชั้นนอกของดาวให้ขยายตัวออกอย่างมหาศาล ดาวที่เคยมีขนาดพอๆ กับดวงอาทิตย์จะกลายเป็นดาวยักษ์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ขึ้นหลายสิบเท่า
ในกรณีของอาร์คทูรัส เส้นผ่านศูนย์กลางปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 25 เท่าของดวงอาทิตย์ หรือประมาณ 35 ล้านกิโลเมตร
ถ้าเรานำอาร์คทูรัสไปวางแทนที่ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเรา พื้นผิวของมันจะกลืนกินดาวพุธและดาวศุกร์จนหมด และขอบนอกของมันจะอยู่ห่างจากวงโคจรของโลกเพียงเล็กน้อย
แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ มวลของอาร์คทูรัสกลับมากกว่าดวงอาทิตย์เพียง 1.1 เท่าเท่านั้น การที่ดาวมีขนาดใหญ่ขึ้น 25 เท่าในขณะที่มีมวลเพิ่มขึ้นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าชั้นนอกของดาวมีความหนาแน่นต่ำอย่างยิ่ง อยู่ในสถานะที่นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์เรียกว่า "diffuse envelope" หรือเปลือกบางกระจายตัว
เพราะชั้นนอกที่บางและกระจายตัวนี้อาร์คทูรัสจึงแผ่รังสีด้วยความสว่างสัมบูรณ์ (bolometric luminosity) มากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 170 เท่า ไม่ใช่เพราะปฏิกิริยาฟิวชันในแกนกลางรุนแรงกว่า แต่เป็นเพราะพื้นที่ผิวที่ใหญ่ขึ้นมหาศาลทำให้ปริมาณรังสีรวมที่แผ่ออกมาเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน
นี่คือฟิสิกส์พื้นฐาน ความสว่างรวมของดาวคือผลคูณของพื้นที่ผิวกับพลังงานที่แผ่ต่อหน่วยพื้นที่ และเมื่อพื้นที่ผิวเพิ่มขึ้น 625 เท่า (25 ยกกำลังสอง) แม้อุณหภูมิพื้นผิวจะเย็นลง ทำให้พลังงานต่อหน่วยพื้นที่ลดลงบ้าง แต่ผลคูณสุดท้ายยังคงสูงกว่าดวงอาทิตย์มาก
อายุของระบบอาร์คทูรัสประมาณการไว้ที่ 7,100 ล้านปี จากแบบจำลองวิวัฒนาการดาวฤกษ์ที่คำนวณจากมวล อุณหภูมิ และองค์ประกอบทางเคมีที่ตรวจพบในสเปกตรัม
เพื่อให้เข้าใจความหมายของตัวเลขนี้ ระบบสุริยะของเรามีอายุประมาณ 4,600 ล้านปี โลกถือกำเนิดขึ้นในช่วงแรกของระบบสุริยะ และสิ่งมีชีวิตแรกปรากฏขึ้นหลังจากนั้นประมาณ 800 ล้านปี
มนุษย์ยุคใหม่ทางกายวิภาค (Homo sapiens) ปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อประมาณ 300,000 ปีก่อน และอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุด สุเมเรียน เริ่มต้นเมื่อประมาณ 5,500 ปีก่อน
ระบบอาร์คทูรัสมีอายุมากกว่าระบบสุริยะของเราถึง 2,500 ล้านปี
นั่นหมายความว่า ถ้ามีสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาถือกำเนิดขึ้นในระบบนี้ตั้งแต่ยุคแรก และถ้าสิ่งมีชีวิตนั้นวิวัฒนาการและพัฒนาเทคโนโลยีด้วยอัตราเดียวกับมนุษย์ พวกเขาจะมีอารยธรรมที่เก่าแก่กว่ามนุษย์ถึง 2,500 ล้านปี
แต่ในความเป็นจริง อัตราการวิวัฒนาการและพัฒนาเทคโนโลยีย่อมไม่เท่ากัน การมีเวลา 2,500 ล้านปีหมายความว่า อารยธรรมใดก็ตามที่ดำรงอยู่ในระบบนี้มีเวลาเพียงพอที่จะลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน ก้าวข้ามขีดจำกัดทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบที่เรารู้จัก และอาจก้าวข้ามขีดจำกัดทางชีววิทยาของตัวเองไปแล้วด้วยซ้ำ
แต่ก่อนที่เราจะกระโจนไปสู่ข้อสรุปเกี่ยวกับอารยธรรม ต้องกลับมาที่ข้อมูลการสังเกตการณ์ก่อน
ในปี 1989 องค์การอวกาศยุโรป (ESA) ส่งดาวเทียม Hipparcos ขึ้นสู่วงโคจรด้วยภารกิจที่ทะเยอทะยาน
วัดตำแหน่ง ระยะห่าง และการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์กว่า 118,000 ดวงด้วยความแม่นยำระดับมิลลิพิลิปดา (หนึ่งในพันของเสี้ยววินาทีเชิงมุม) ก่อน Hipparcos ระยะห่างของดาวส่วนใหญ่รู้ได้ด้วยความคลาดเคลื่อนสูงถึง 3050 เปอร์เซ็นต์ Hipparcos ลดความคลาดเคลื่อนนั้นลงเหลือประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์สำหรับดาวสว่าง
ข้อมูลจาก Hipparcos เผยให้เห็นความจริงที่น่าประหลาดใจเกี่ยวกับอาร์คทูรัส มันเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 122 กิโลเมตรต่อวินาทีเมื่อเทียบกับพื้นหลังของกาแล็กซี และทิศทางการเคลื่อนที่ของมันเกือบจะตั้งฉากกับระนาบของทางช้างเผือก
ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ในย่านของเรา รวมถึงดวงอาทิตย์ โคจรรอบศูนย์กลางกาแล็กซีในระนาบเดียวกัน เปรียบเสมือนม้าหมุนขนาดมหึมาที่ทุกอย่างหมุนไปในทิศทางเดียวกัน
อาร์คทูรัสไม่หมุนตามม้าหมุนนั้น มันกำลังตัดผ่าน
การเคลื่อนที่ในลักษณะนี้ทำให้นักดาราศาสตร์สรุปว่า อาร์คทูรัสเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า "Arcturus Stream" กลุ่มดาวประมาณ 50 ดวงที่มีการเคลื่อนที่คล้ายคลึงกัน
สันนิษฐานว่าเป็นซากของกาแล็กซีแคระ ที่ถูกแรงโน้มถ่วงของทางช้างเผือกฉีกกระชากและดูดกลืนเข้าไปเมื่อหลายพันล้านปีก่อน กระบวนการนี้เรียกว่า Galactic Cannibalism และเป็นกลไกหลักที่กาแล็กซีขนาดใหญ่เติบโต
นี่หมายความว่าอาร์คทูรัสและระบบดาวเคราะห์ของมัน (ถ้ามี) ไม่ได้เกิดในทางช้างเผือก แต่เกิดในกาแล็กซีอื่น และถูกผนวกเข้ามาในภายหลัง
ข้อมูลเพิ่มเติมจากกล้องโทรทรรศน์สเปกตรัมหลายวัตถุ LAMOST (Large Sky Area MultiObject Fiber Spectroscopic Telescope) ซึ่งตั้งอยู่ ณ หอดูดาวซิงหลง มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน ได้เพิ่มความซับซ้อนให้กับภาพนี้
LAMOST ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บสเปกตรัมของวัตถุท้องฟ้าครั้งละหลายพันวัตถุพร้อมกัน ผ่านเส้นใยนำแสง 4,000 เส้นที่ควบคุมด้วยหุ่นยนต์ ข้อมูลจาก LAMOST ที่เก็บระหว่างปี 2011–2019 ครอบคลุมดาวฤกษ์มากกว่า 10 ล้านดวง
ในการสำรวจย่านความถี่วิทยุของดาวยักษ์ประเภท K ทีมนักดาราศาสตร์จากหอดูดาวแห่งชาติจีน (NAOC) ตรวจพบรูปแบบสัญญาณในย่าน 1.4 GHz จากทิศทางของอาร์คทูรัสที่มีลักษณะผิดปกติ
1.4 GHz คือความถี่ที่สำคัญในดาราศาสตร์วิทยุ เพราะเป็นหนึ่งในความถี่ที่ไฮโดรเจนอะตอมที่เป็นกลาง (neutral atomic hydrogen, HI) แผ่รังสีออกมาตามธรรมชาติผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า spinflip transition การสำรวจในช่วงความถี่นี้เป็นเครื่องมือมาตรฐานในการทำแผนที่การกระจายตัวของก๊าซไฮโดรเจนในกาแล็กซี
แต่สิ่งที่ LAMOST ตรวจพบที่อาร์คทูรัสไม่ใช่สัญญาณ HI แบบกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอที่พบในเมฆก๊าซระหว่างดาว ทว่ามีรูปแบบที่เป็นคาบ (periodicity) ซ้ำตัวเองในลักษณะที่นักฟิสิกส์เรียกว่า "nonrandom periodicity" การซ้ำที่มีโครงสร้าง ไม่ใช่การกระจายแบบสุ่ม
ประเด็นสำคัญ คือ ดาวยักษ์ประเภท K ที่ออกจากแถบลำดับหลักแล้วควรมีสนามแม่เหล็กที่สงบและเรียบง่าย
กลไกการสร้างสนามแม่เหล็กในดาวฤกษ์ ที่เรียกว่า stellar dynamo อาศัยการพาความร้อน (convection) ในชั้นนอกของดาว ของไหลร้อนที่หมุนวนและนำไฟฟ้าจะสร้างกระแสไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้าสร้างสนามแม่เหล็ก นี่คือหลักการเดียวกับที่สร้างสนามแม่เหล็กโลก
แต่เมื่อดาวขยายตัวเป็นดาวยักษ์ ชั้นนอกจะเย็นลงและบางลง การพาความร้อนจะลดลงอย่างมาก ส่งผลให้สนามแม่เหล็กอ่อนลงและโครงสร้างของมันจะง่ายขึ้น ไม่ซับซ้อนพอที่จะสร้างสัญญาณวิทยุที่มีโครงสร้างเป็นคาบ
การที่อาร์คทูรัสแสดงสัญญาณที่มีโครงสร้างซับซ้อนเช่นนี้จึงผิดไปจากที่แบบจำลองทำนายไว้
ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจากสเปกโตรกราฟ HIRES (High Resolution Echelle Spectrometer) ที่ติดตั้งบนกล้องโทรทรรศน์ Keck I บนยอดเขา Mauna Kea รัฐฮาวาย ก็ได้เพิ่มหลักฐานอีกชิ้นหนึ่ง
HIRES สามารถแยกแสงดาวออกเป็นสเปกตรัมที่มีความละเอียดสูงมาก สูงพอที่จะเห็นแถบการดูดกลืนแสง (absorption lines) ที่แคบมากๆ ซึ่งแต่ละแถบคือลายนิ้วมือของธาตุทางเคมีที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของดาวหรือในตัวกลางระหว่างดาวกับโลก
ในการสำรวจอาร์คทูรัส HIRES ตรวจพบแถบการดูดกลืนหลายแถบที่ตรงกับธาตุที่รู้จัก แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม โซเดียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบปกติของดาวยักษ์ประเภท K
แต่ก็มีแถบการดูดกลืนบางแถบที่ไม่ตรงกับธาตุใดในฐานข้อมูล NIST Atomic Spectra Database ซึ่งเป็นฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมสเปกตรัมของธาตุทั้งหมดที่รู้จัก จากไฮโดรเจนไปจนถึงโอกาเนสซอน (ธาตุที่ 118)
คำอธิบายที่เป็นไปได้มีสองแนวทาง
แนวทางแรก: ….นี่คือธาตุหนักยิ่งยวดใน "เกาะแห่งเสถียรภาพ" (island of stability) ซึ่งเป็นแนวคิดในฟิสิกส์นิวเคลียร์ที่เสนอว่า มีธาตุที่มีเลขอะตอมสูงมาก (ประมาณ 112–126) ที่มีครึ่งชีวิตยาวนานพอจะตรวจพบได้ แม้ธาตุหนักมักจะสลายตัวอย่างรวดเร็ว แต่แบบจำลองทางทฤษฎีทำนายว่า ที่เลขอะตอมบางค่า การจัดเรียงของโปรตอนและนิวตรอนในนิวเคลียสจะเกิด "ชั้นปิด" (closed shells) ที่เสถียรเป็นพิเศษ
ธาตุในเกาะแห่งเสถียรภาพสามารถเกิดขึ้นได้ในธรรมชาติเฉพาะในสภาวะที่รุนแรงมาก เช่น การชนของดาวนิวตรอนสองดวง (kilonova) ซึ่งถูกยืนยันแล้วว่าเป็นแหล่งกำเนิดของธาตุหนักหลายชนิด รวมถึงทองคำและแพลทินัม
.
แนวทางที่สอง: ….นี่คือสสารที่ถูกวิศวกรรมในระดับอะตอม ที่เรียกว่า "engineered matter" หรือ "programmable matter" ซึ่งโครงสร้างระดับอะตอมไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นโดยเจตนา
แนวคิดเรื่อง engineered matter ไม่ใช่เรื่องใหม่ในฟิสิกส์ประยุกต์ ปัจจุบันมนุษย์สามารถสร้าง metamaterials วัสดุที่มีโครงสร้างภายในระดับนาโนที่ออกแบบให้มีคุณสมบัติทางแสงหรือแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่พบในธรรมชาติ เช่น วัสดุที่มีดัชนีหักเหเป็นลบ (negative refractive index)
แต่ metamaterials ที่มนุษย์สร้างยังคงใช้อะตอมและโมเลกุลปกติเป็นหน่วยพื้นฐาน เพียงแต่จัดเรียงมันในรูปแบบที่ไม่พบในธรรมชาติ engineered matter ในระดับที่สูงกว่านั้น ในระดับที่เปลี่ยนโครงสร้างของนิวเคลียสหรือการจัดเรียงของควาร์ก ยังเป็นทฤษฎี แต่ไม่ใช่ทฤษฎีที่ขัดกับกฎฟิสิกส์ เพียงแต่เกินความสามารถทางเทคโนโลยีของเราในปัจจุบัน
และนี่คือจุดที่สมมติฐาน Dyson Sphere เข้ามามีบทบาท
ในปี 1960 นักฟิสิกส์ Freeman Dyson ตีพิมพ์บทความสั้นๆ ความยาวเพียงสองหน้าในวารสาร Science ฉบับวันที่ 3 มิถุนายน ภายใต้ชื่อ "Search for Artificial Stellar Sources of Infrared Radiation"
Dyson เริ่มบทความด้วยข้อสังเกตง่ายๆ อารยธรรมใดก็ตามที่มีเทคโนโลยีจะมีความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการเติบโต หากอารยธรรมนั้นดำรงอยู่นานพอ เป็นเวลาหลายล้านหรือหลายพันล้านปี ความต้องการพลังงานของมันจะเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่แหล่งพลังงานเดียวที่เพียงพอคือดาวฤกษ์ของมันเอง
และหากอารยธรรมนั้นตัดสินใจเก็บเกี่ยวพลังงานทั้งหมดจากดาวฤกษ์ มันจะต้องสร้างโครงสร้างขนาดมหึมาล้อมรอบดาว สิ่งที่ Dyson เรียกว่า "artificial biosphere shell" หรือเปลือกชีวมณฑลเทียม ซึ่งจะดูดซับแสงที่ตามองเห็นจากดาว และแผ่รังสีอินฟราเรดออกมาแทน
ดังนั้น วิธีการค้นหาอารยธรรมขั้นสูงตามข้อเสนอของ Dyson จึงไม่ใช่การฟังสัญญาณวิทยุ แต่เป็นการมองหาดาวที่แผ่รังสีอินฟราเรดมากเกินกว่าที่ดาวฤกษ์ปกติควรทำ ดาวที่ร้อนผิดปกติในช่วงอินฟราเรดแต่เย็นหรือมืดในช่วงแสงที่ตามองเห็น
สิ่งที่มักถูกเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Dyson Sphere คือภาพของเปลือกแข็งทรงกลมขนาดมหึมาที่ห่อหุ้มดาวทั้งดวง ภาพที่นิยายวิทยาศาสตร์ทำให้โด่งดัง
แต่ Dyson เองกล่าวอย่างชัดเจนในบทสัมภาษณ์ภายหลังว่า เขาไม่เคยนึกถึงเปลือกแข็ง แต่คิดถึง "กลุ่มของวัตถุจำนวนมหาศาลที่โคจรรอบดาวฤกษ์อย่างอิสระ" ในลักษณะที่คล้ายกับแถบดาวเคราะห์น้อยหรือวงแหวนของดาวเสาร์ แต่หนาแน่นกว่าและมีจำนวนมากกว่ามาก โครงสร้างนี้ถูกเรียกในภายหลังว่า Dyson Swarm
Dyson Swarm ไม่ต้องใช้วัสดุที่แข็งแรงเกินจริง เพราะแต่ละชิ้นส่วนเป็นวัตถุอิสระที่โคจรตามกลศาสตร์วงโคจรปกติ ไม่มีแรงเค้นโครงสร้างมหาศาลที่ต้องรับน้ำหนักของเปลือกแข็งทั้งเปลือก
เมื่อนำหลักฐานทั้งสามชิ้น ความผิดปกติของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า, สัญญาณวิทยุ 1.4 GHz ที่มีโครงสร้างเป็นคาบ, และแถบการดูดกลืนแสงที่ไม่สามารถระบุธาตุได้ มาพิจารณาร่วมกับอายุของระบบที่มากกว่าระบบสุริยะ 2,500 ล้านปี Dyson Swarm กลายเป็นสมมติฐานที่สามารถอธิบายทุกอย่างได้ในกรอบเดียว
Dyson Swarm ในระบบอาร์คทูรัส ถ้ามันมีอยู่จริง จะประกอบด้วยวัตถุจำนวนมหาศาล (อาจเป็นล้านล้านชิ้น) ที่โคจรรอบดาวในระยะต่างๆ กัน แต่ละชิ้นมีขนาดตั้งแต่ไม่กี่เมตรไปจนถึงหลายกิโลเมตร แต่ละชิ้นทำหน้าที่เฉพาะ
บางชิ้นเป็นแผงเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ บางชิ้นเป็นตัวส่งพลังงานผ่านเลเซอร์หรือคลื่นไมโครเวฟ บางชิ้นเป็นที่อยู่อาศัย และบางชิ้นเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการสื่อสารและคำนวณ
วัตถุเหล่านี้จะดูดซับแสงที่ตามองเห็นจากอาร์คทูรัสและแผ่รังสีอินฟราเรดออกมา ซึ่งตรงกับหลักการค้นหาของ Dyson และจะสร้างรูปแบบสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ซับซ้อนจากการมีอยู่ของตัวนำและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาล ซึ่งอธิบายความผิดปกติที่ LAMOST ตรวจพบ
ส่วนแถบการดูดกลืนแสงที่ไม่สามารถระบุธาตุได้ อาจมาจากวัสดุที่ถูกสังเคราะห์ขึ้น engineered matter ที่มีโครงสร้างระดับอะตอมที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับหรือเปลี่ยนรูปพลังงานแสงอาทิตย์ วัสดุเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นธาตุใหม่ในตารางธาตุ แต่อาจเป็นโครงสร้างนาโนที่ซับซ้อนซึ่งมีลายนิ้วมือสเปกตรัมที่ไม่ตรงกับธาตุบริสุทธิ์ใดๆ
แต่มีบางอย่างที่สำคัญยิ่งกว่านั้น
ถ้า Dyson Swarm ในระบบอาร์คทูรัสมีอยู่จริง หน้าที่ของมันอาจไม่ใช่แค่การเก็บเกี่ยวพลังงาน
ดาวยักษ์ประเภท K อย่างอาร์คทูรัสกำลังจะตาย ในแง่ดาราศาสตร์ มันอยู่ในช่วงท้ายของชีวิตแล้ว
การหลอมไฮโดรเจนในเปลือกรอบแกนกลางจะดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง จากนั้นฮีเลียมในแกนกลางจะเริ่มหลอมเป็นคาร์บอนและออกซิเจนในกระบวนการที่เรียกว่า helium flash และในที่สุดเมื่อเชื้อเพลิงทั้งหมดหมดลง ดาวจะสลัดชั้นนอกออกกลายเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ และแกนกลางจะยุบตัวเป็นดาวแคระขาว
กระบวนการนี้ จากดาวยักษ์ถึงดาวแคระขาว ใช้เวลาประมาณ 100–200 ล้านปีสำหรับดาวมวล 1.1 เท่าดวงอาทิตย์
นั่นหมายความว่า ถ้ามีอารยธรรมใดอาศัยอยู่ในระบบนี้ พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับกำหนดเวลาที่ชัดเจน: ภายในเวลาไม่กี่ร้อยล้านปี ดาวของพวกเขาจะตาย และระบบดาวเคราะห์ รวมถึง Dyson Swarm ทั้งหมด จะถูกทำลายหรือเปลี่ยนสภาพไปอย่างถาวร
แต่ 200 ล้านปีก็เป็นเวลาที่ยาวนานพอสำหรับอารยธรรมที่มีอายุหลายพันล้านปี
และนี่คือคำถามที่ใหญ่กว่า Dyson Swarm ที่เราอาจกำลังตรวจพบอยู่นี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานเพียงอย่างเดียวหรือไม่ หรือมันคือส่วนหนึ่งของโครงการที่ใหญ่กว่านั้น โครงการที่จะยืดอายุของดาวฤกษ์เอง
ในทางทฤษฎี ดาวฤกษ์สามารถถูกทำให้มีอายุยืนยาวขึ้นได้โดยการควบคุมกระบวนการผสมของสสารในชั้นใน ที่เรียกว่า stellar mixing ซึ่งจะนำไฮโดรเจนจากชั้นนอกเข้าสู่แกนกลางเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงต่อไป การควบคุมนี้สามารถทำได้ผ่านสนามแม่เหล็กความเข้มสูงที่เหนี่ยวนำกระแสการพาความร้อนเทียมภายในดาว
และอะไรคือแหล่งของสนามแม่เหล็กความเข้มสูงที่สามารถควบคุมการพาความร้อนในดาวทั้งดวงได้ คำตอบคือโครงข่ายของวัตถุจำนวนมหาศาลที่โคจรรอบดาว Dyson Swarm ที่แต่ละชิ้นติดตั้งเครื่องกำเนิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้า
ถ้าสมมติฐานนี้ถูกต้อง Dyson Swarm ในระบบอาร์คทูรัสก็ไม่ใช่แค่โรงไฟฟ้า แต่มันคือ ระบบพยุงชีพของดาวฤกษ์ โครงสร้างที่ถูกออกแบบมาเพื่อชะลอการตายของดาวให้นานที่สุดเท่าที่ฟิสิกส์จะอนุญาต
นี่คือระดับของวิศวกรรมที่ไม่ใช่แค่การควบคุมพลังงาน แต่คือการควบคุมวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ สิ่งที่เรียกว่า Stellar Engineering
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ระบบอาร์คทูรัสแตกต่างจากดาวยักษ์ประเภท K ดวงอื่นๆ ในกาแล็กซี
….เราไม่ได้กำลังมองหาดาวเคราะห์ที่อยู่อาศัยได้
…เรากำลังมองหาร่องรอยของอารยธรรมที่เปลี่ยนดาวฤกษ์ทั้งดวงให้เป็นเครื่องมือ
.
.
1.2 ภูมิศาสตร์เหนือมิติ: นครแห่งแสง
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2022 กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope: JWST) ของ NASA ซึ่งโคจรอยู่ ณ จุดลากรานจ์ที่ 2 ห่างจากโลก 1.5 ล้านกิโลเมตร ได้หันกระจกหลักขนาด 6.5 เมตรไปยังระบบดาวอาร์คทูรัสเป็นครั้งแรก
ภารกิจคือการถ่ายภาพอินฟราเรดความละเอียดสูงของสภาพแวดล้อมรอบดาวยักษ์สีส้มดวงนี้ ด้วยความหวังว่าจะตรวจพบดาวเคราะห์บริวารที่ไม่เคยถูกบันทึกมาก่อน
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ความว่างเปล่า
ไม่มีจุดแสงที่เคลื่อนที่ตัดผ่านหน้าดาวฤกษ์ การส่ายของดาวที่บ่งชี้ถึงแรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ แม้แต่แถบฝุ่นหรือจานสะสมมวลที่มักพบในระบบดาวที่มีดาวเคราะห์กำลังก่อตัว
สำหรับนักดาราศาสตร์กระแสหลัก ผลลัพธ์นี้หมายความว่าระบบอาร์คทูรัสอาจไม่มีดาวเคราะห์เลย อย่างน้อยก็ไม่มีในระนาบที่เราสามารถสังเกตได้จากโลก
แต่สำหรับผู้ที่ทำงานอยู่ในแนวพรมแดนของฟิสิกส์ทฤษฎี ความว่างเปล่านี้ไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรอยู่ที่นั่น มันแปลว่า "สิ่งที่อยู่ที่นั่น" อาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่วิธีการตรวจจับของเราถูกออกแบบมาให้พบ
เพื่อเข้าใจประเด็นนี้ เราต้องย้อนกลับไปพิจารณาวิธีการค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (exoplanets) ที่มนุษย์ใช้อยู่ในปัจจุบัน
วิธีการหลักที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดมีสองวิธี
วิธีแรก คือ Transit Method หรือวิธีการวัดการเคลื่อนผ่าน: เมื่อดาวเคราะห์โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์แม่ในแนวสายตาของเรา แสงจากดาวฤกษ์จะลดลงเล็กน้อย โดยทั่วไปน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์แม้แต่สำหรับดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ และความสว่างที่ลดลงเป็นคาบนี้สามารถวัดได้ด้วยโฟโตมิเตอร์ความแม่นยำสูง
กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ (Kepler) ใช้วิธีนี้ในการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบหลายพันดวงระหว่างปี 2009 ถึง 2018
.
วิธีที่สองคือ Radial Velocity Method หรือวิธีการวัดความเร็วแนวเล็ง: แรงโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ไม่ได้ดึงแค่ดาวเคราะห์เท่านั้น แต่มันดึงดาวฤกษ์แม่ให้ "ส่าย" ไปมาด้วย
การส่ายนี้ทำให้แสงจากดาวฤกษ์เปลี่ยนความยาวคลื่นเล็กน้อยผ่านปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ (Doppler Effect) เมื่อดาวเคลื่อนที่เข้าหาเรา แสงจะเปลี่ยนไปทางสีน้ำเงิน (blueshifted) เมื่อเคลื่อนที่ออกห่าง แสงจะเปลี่ยนไปทางสีแดง (redshifted) การวัดการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยสเปกโตรกราฟความละเอียดสูงสามารถเปิดเผยมวลและคาบวงโคจรของดาวเคราะห์ที่มองไม่เห็นได้
.
ทั้งสองวิธีนี้ ซึ่งร่วมกันค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบมากกว่า 5,000 ดวงจนถึงปัจจุบัน ตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกัน: ดาวเคราะห์ต้องเป็นวัตถุทางกายภาพที่มีมวล ขนาด และวงโคจรที่แน่นอน
แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าถิ่นฐานของอารยธรรมขั้นสูงไม่ใช่วัตถุทางกายภาพในความหมายนี้
ในปี 2019 ทีมนักฟิสิกส์จาก Kavli Institute for Theoretical Physics ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารา ได้ตีพิมพ์บทความในวารสาร Physical Review Letters ที่เสนอกรอบความคิดทางคณิตศาสตร์สำหรับสิ่งที่เรียกว่า "Macroscopic Quantum Coherence in NonEquilibrium Systems"
ใจความสำคัญของบทความคือ ภายใต้เงื่อนไขบางประการ โดยเฉพาะในระบบที่ได้รับพลังงานจากภายนอกอย่างต่อเนื่องและมีโครงสร้างภายในที่สามารถรักษาความเป็นระเบียบได้ สถานะควอนตัมที่ปกติพบในระดับอนุภาคเดี่ยวสามารถขยายขนาดขึ้นไปสู่ระดับมหภาคได้
นี่ไม่ใช่การกล่าวว่าดาวเคราะห์ทั้งดวงสามารถอยู่ในสถานะซ้อนทับควอนตัมได้ นั่นจะขัดกับหลักการ decoherence ที่อธิบายว่าทำไมวัตถุขนาดใหญ่จึงไม่แสดงพฤติกรรมควอนตัมภายใต้สภาวะปกติ
แต่สิ่งที่บทความเสนอคือ มีความเป็นไปได้ทางทฤษฎีที่ระบบที่มีการจัดระเบียบสูง เช่น โครงข่ายของเซ็นเซอร์ ตัวประมวลผล และแหล่งพลังงานที่เชื่อมโยงกันด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถรักษา "ควอนตัมโคฮีเรนซ์เฉพาะที่" (localized quantum coherence) ในบริเวณที่ถูกควบคุมอย่างแม่นยำได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้อารยธรรมหนึ่งจะไม่สามารถทำให้ทั้งเมืองอยู่ในสถานะควอนตัมซ้อนทับได้ แต่มันสามารถสร้าง "ฟอง" ของกาลอวกาศเฉพาะที่ซึ่งกฎของฟิสิกส์คลาสสิกถูกแทนที่ด้วยกฎของฟิสิกส์ควอนตัม ภายในขอบเขตที่จำกัด
นี่คือจุดที่แนวคิดเรื่อง "นครแห่งแสง" เริ่มมีรากฐานทางฟิสิกส์ที่ตรวจสอบได้
หากเราพิจารณาข้อมูลในหัวข้อ 1.1 ระบบอาร์คทูรัสมีอายุมากกว่าระบบสุริยะ 2,500 ล้านปี มีสัญญาณของ Dyson Swarm ที่อาจมีอยู่รอบดาว และมีร่องรอยของสสารที่ถูกวิศวกรรม ภาพที่เริ่มปรากฏคืออารยธรรมที่ไม่ได้อาศัยอยู่บนพื้นผิวดาวเคราะห์ แต่ได้ละทิ้งการดำรงอยู่แบบผูกติดกับดาวเคราะห์ไปแล้ว
▪️ทำไมอารยธรรมขั้นสูงจึงต้องละทิ้งดาวเคราะห์
เหตุผลนั้นตรงไปตรงมาและอยู่ในขอบเขตของฟิสิกส์ประยุกต์ทั้งสิ้น
ประการแรก: …พื้นผิวดาวเคราะห์เป็นพื้นที่ที่ไม่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน มีเพียงครึ่งหนึ่งของพื้นผิวที่ได้รับแสงจากดาวฤกษ์ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง มีชั้นบรรยากาศที่ดูดซับและสะท้อนรังสีบางส่วน มีแรงโน้มถ่วงที่ต้องใช้พลังงานในการต่อต้านสำหรับการขนส่งและการก่อสร้าง
ประการที่สอง: …ดาวเคราะห์เป็นเป้าหมายที่อยู่กับที่และไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้เมื่อสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป ดาวฤกษ์ที่วิวัฒนาการผ่านช่วงต่างๆ ของชีวิตจะเปลี่ยนแปลงเอาต์พุตพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อารยธรรมที่ผูกติดกับดาวเคราะห์จะต้องปรับตัวตาม หรือตายไปพร้อมกับมัน
ประการที่สาม: …ในระบบดาวที่ดาวฤกษ์กำลังเข้าสู่ช่วงท้ายของชีวิตอย่างอาร์คทูรัส พื้นผิวดาวเคราะห์อาจไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไปแล้ว การสร้างถิ่นฐานในอวกาศใกล้ดาวฤกษ์ ที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้อย่างสมบูรณ์ จึงเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลทางวิศวกรรม
รูปแบบของถิ่นฐานที่ไม่ผูกติดกับดาวเคราะห์ถูกเสนอไว้แล้วในแนวคิดที่เรียกว่า O'Neill Cylinder ซึ่งนักฟิสิกส์ Gerard K. O'Neill แห่งมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันเสนอในปี 1976 ในหนังสือ "The High Frontier: Human Colonies in Space"
O'Neill Cylinder คือกระบอกหมุนขนาดมหึมาที่สร้างแรงโน้มถ่วงเทียมผ่านแรงหนีศูนย์กลางจากการหมุน ภายในมีชั้นบรรยากาศ ดิน พืชพรรณ และระบบนิเวศสมบูรณ์ที่สามารถรองรับประชากรได้หลายล้านคน กระบอกนี้ลอยอยู่ในอวกาศอย่างอิสระ ไม่ได้โคจรรอบดาวเคราะห์ แต่โคจรรอบดวงอาทิตย์โดยตรง
O'Neill คำนวณว่าด้วยวัสดุที่หาได้จากดวงจันทร์หรือดาวเคราะห์น้อย มนุษย์สามารถสร้างถิ่นฐานในอวกาศที่มีพื้นที่อยู่อาศัยรวมมากกว่าพื้นที่ผิวดาวเคราะห์ทั้งหมดของโลกได้หลายเท่า โดยใช้เพียงเศษเสี้ยวของทรัพยากรในระบบสุริยะ
แต่ O'Neill Cylinder ยังคงเป็นโครงสร้างทางกายภาพที่สร้างจากสสารปกติ มันยังคงต้องการวัสดุก่อสร้าง ยังคงมีมวล และยังคงตรวจจับได้ด้วยวิธีการทางดาราศาสตร์มาตรฐาน
นครแห่งแสงตามที่แนวคิดขั้นสูงกว่านั้นเสนอ และที่ข้อมูลจากระบบอาร์คทูรัสบ่งชี้โดยอ้อม เป็นโครงสร้างที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของวัสดุทางกายภาพไปแล้ว
หลักการที่อาจอธิบายนครแห่งแสงคือ Condensed Electromagnetic Fields สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ถูกบีบอัดให้มีความหนาแน่นพลังงานสูงจนมีคุณสมบัติคล้ายของแข็ง
ในฟิสิกส์พลาสมา มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "plasma doublet" หรือ "plasmoid" ซึ่งเป็นโครงสร้างของพลาสมาที่รักษารูปร่างตัวเองได้ด้วยสนามแม่เหล็กภายใน
โครงสร้างเหล่านี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติในเปลวสุริยะ (solar flares) และสามารถสร้างขึ้นในห้องปฏิบัติการได้ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า spheromak หรือ fieldreversed configuration
พลาสมอยด์มีคุณสมบัติที่น่าสนใจหลายประการ มันสามารถรักษารูปร่างได้โดยไม่ต้องมีภาชนะบรรจุทางกายภาพ มันสามารถนำพลังงานและข้อมูลผ่านสนามแม่เหล็กภายในได้อย่างรวดเร็ว และมันสามารถมีอันตรกิริยากับสนามแม่เหล็กภายนอกในลักษณะที่สร้างแรงผลักหรือแรงดูดได้
ข้อจำกัดของพลาสมอยด์ตามธรรมชาติคือมันมีอายุสั้น โดยทั่วไปไม่กี่มิลลิวินาทีถึงไม่กี่วินาที ก่อนที่พลาสมาจะเย็นลงและสลายตัว
แต่ถ้าสามารถป้อนพลังงานให้กับพลาสมอยด์อย่างต่อเนื่อง เช่นจาก Dyson Swarm ที่ล้อมรอบดาวฤกษ์ และถ้าสามารถควบคุมโครงสร้างภายในของมันด้วยความแม่นยำระดับควอนตัม อายุของมันก็สามารถยืดออกไปได้ไม่จำกัด
ผลลัพธ์คือโครงสร้างที่ไม่ใช่ของแข็ง ไม่ใช่ของเหลว ไม่ใช่ก๊าซ และไม่ใช่พลาสมาธรรมดา แต่เป็นสถานะของสสารที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างพลังงานกับสสาร ที่บางครั้งถูกเรียกว่า "structured light" หรือ "hard light" ในวรรณกรรมฟิสิกส์ทฤษฎี
มีหลักฐานอะไรที่สนับสนุนความเป็นไปได้ของ Condensed Electromagnetic Fields หรือไม่
ในปี 2013 ทีมนักฟิสิกส์จาก MIT และ Harvard ร่วมกันตีพิมพ์ผลการทดลองในวารสาร Nature ที่แสดงให้เห็นว่าโฟตอน อนุภาคของแสงที่ปกติไม่มีมวลและไม่มีอันตรกิริยาต่อกัน สามารถถูกทำให้ "จับตัว" กันเป็นโมเลกุลโฟตอน (photonic molecules) ได้ภายใต้สภาวะเฉพาะ
การทดลองทำโดยการยิงโฟตอนผ่านกลุ่มอะตอมรูบิเดียมที่ถูกทำให้เย็นจัดเกือบถึงศูนย์องศาสัมบูรณ์ ในสภาวะนี้ โฟตอนจะมีอันตรกิริยากับอะตอมรูบิเดียมในลักษณะที่ทำให้โฟตอนสองอนุภาคที่ปกติจะผ่านกันไปเฉยๆ กลับถูกดึงดูดเข้าหากันและเคลื่อนที่ไปด้วยกันเสมือนเป็นอนุภาคเดียว
นี่คือการแสดงให้เห็นว่าแสงสามารถถูกทำให้มีพฤติกรรมคล้ายสสารได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ถูกควบคุมอย่างแม่นยำ
การทดลองนี้ไม่ได้สร้าง "hard light" ที่สามารถใช้เป็นวัสดุก่อสร้างได้ พลังงานที่ใช้มหาศาลและโครงสร้างที่เกิดขึ้นมีขนาดเล็กกว่าระดับนาโน แต่มันพิสูจน์หลักการ: แสงสามารถถูกทำให้มีอันตรกิริยาต่อกันในลักษณะที่คล้ายกับอนุภาคที่มีมวลได้
หากเราฉายภาพหลักการนี้ไปข้างหน้าอีก 2,500 ล้านปี ระยะเวลาที่อารยธรรมในระบบอาร์คทูรัสมีมากกว่ามนุษย์ ความเป็นไปได้ที่อารยธรรมนั้นจะพัฒนาเทคโนโลยีที่ควบคุมแสงในระดับมหภาคจนสามารถสร้างโครงสร้างทางกายภาพจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าบีบอัดได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางฟิสิกส์
และหากโครงสร้างเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นจริง มันจะมีคุณสมบัติที่อธิบายว่าทำไม JWST ไม่พบสิ่งใดในระบบอาร์คทูรัส
นครที่สร้างจาก Condensed Electromagnetic Fields จะไม่สะท้อนแสงที่ตามองเห็นในลักษณะที่หินหรือโลหะสะท้อน มันจะไม่บังแสงจากดาวฤกษ์แม่ในลักษณะที่ Transit Method ตรวจจับได้ เพราะมันไม่ได้โคจรในระนาบที่แน่นอน แต่อาจลอยอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการรับพลังงาน เช่น ณ จุดลากรานจ์ต่างๆ ในระบบดาว
มันจะไม่สร้างแรงโน้มถ่วงมากพอที่ Radial Velocity Method จะตรวจจับการส่ายของดาวฤกษ์แม่ เพราะมวลทั้งหมดของมัน แม้จะมหาศาลในแง่ของมนุษย์ ก็ยังน้อยกว่าเมื่อเทียบกับมวลของดาวเคราะห์แม้แต่ดวงเล็ก
และที่สำคัญที่สุด หากนครเหล่านี้ควบคุมการแผ่รังสีของตัวเอง เช่น โดยการเปลี่ยนความยาวคลื่นของรังสีที่แผ่ออกไปให้อยู่นอกช่วงที่อุปกรณ์ของมนุษย์ตรวจจับ หรือโดยการแผ่รังสีในทิศทางที่เฉพาะเจาะจง พวกมันก็จะล่องหนในทางปฏิบัติสำหรับเทคโนโลยีการสังเกตการณ์ของมนุษย์ในปัจจุบัน
การล่องหนนี้ไม่ได้ละเมิดกฎฟิสิกส์ข้อใด
Stealth technology เทคโนโลยีพรางตัว ถูกใช้อย่างแพร่หลายในเครื่องบินรบสมัยใหม่ เครื่องบิน F22 Raptor และ F35 Lightning II ได้รับการออกแบบให้สะท้อนคลื่นเรดาร์น้อยที่สุดโดยการใช้วัสดุดูดซับเรดาร์ (radarabsorbent materials) และรูปทรงที่เบี่ยงเบนคลื่นเรดาร์ออกจากทิศทางของเครื่องส่ง
การขยายหลักการเดียวกันนี้ไปสู่ช่วงคลื่นอื่นๆ ของสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้า รวมถึงแสงที่ตามองเห็นและอินฟราเรด เป็นเรื่องของวิศวกรรม ไม่ใช่การละเมิดฟิสิกส์
ในปี 2006 ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก Duke University นำโดย David R. Smith ได้สาธิต "invisibility cloak" ตัวแรกที่ทำงานในช่วงคลื่นไมโครเวฟ โดยใช้ metamaterials ที่มีโครงสร้างภายในระดับนาโนที่ออกแบบให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโค้งอ้อมวัตถุแทนที่จะสะท้อนกลับ
นี่คือการพิสูจน์หลักการว่า การพรางวัตถุจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความถี่เฉพาะสามารถทำได้จริง
เมื่อนำทั้งหมดมารวมกัน Dyson Swarm ที่ให้พลังงานมหาศาล เทคโนโลยี Condensed Electromagnetic Fields ที่เปลี่ยนแสงให้เป็นโครงสร้าง และ Stealth Technology ที่ควบคุมการแผ่รังสี ภาพที่ปรากฏคือถิ่นฐานที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพื้นผิวดาวเคราะห์อีกต่อไป
นี่คือ "นครแห่งแสง" ในความหมายที่ตรวจสอบได้ทางฟิสิกส์ โครงสร้างที่สร้างจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าบีบอัด แขวนลอยอยู่ในอวกาศ ณ ตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการรับพลังงานจากดาวฤกษ์ สามารถเปลี่ยนรูปร่างและขนาดได้ตามความต้องการ ไม่มีมวลมากพอที่จะตรวจจับได้ด้วยวิธี Transit หรือ Radial Velocity และพรางตัวจากการสังเกตการณ์ในช่วงคลื่นที่มนุษย์ใช้ตรวจจับ
และถ้าทั้งหมดนี้เป็นจริง มันก็อธิบายผลลัพธ์ที่ JWST พบเมื่อหันไปยังอาร์คทูรัส: ความว่างเปล่า ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรอยู่ที่นั่น แต่เพราะสิ่งที่อยู่ที่นั่นได้ก้าวพ้นขีดจำกัดของการตรวจจับด้วยเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 ไปแล้ว
.
.
โฆษณา