8 ส.ค. เวลา 02:09 • ธุรกิจ

เกิดอะไรขึ้นกับ Perplexity? จาก AI ดาวรุ่ง สู่บริษัทที่หายไปจากหน้าสื่อ

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยผ่านยุคที่โทรศัพท์มือถือแข่งกันดุเดือด อย่างยุคของ Nokia หรือ Motorola ที่รุ่งเรืองสุดขีดก่อนจะค่อยๆ หายไป…
ต้องบอกว่าตอนนี้ในวงการ AI ก็มีสตาร์ตอัปตัวท็อปที่กำลังเผชิญหน้ากับจังหวะชีวิตคล้ายๆ กัน
และบริษัทนั้นก็คือ Perplexity สตาร์ตอัปดาวรุ่งที่เคยฮอตปรอทแตกเมื่อช่วงต้นปี 2024…
ตอนนั้นสื่อทุกสำนักต่างอวยให้บริษัทนี้เทียบชั้นกับยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI และ Anthropic แบบสูสีมาก
ถ้ากางตัวเลขดูจะตกใจเลยนะครับ เพราะในเดือนมกราคมปี 2024 บริษัทนี้มีมูลค่าแค่ 500 ล้านดอลลาร์
แต่พอเวลาผ่านไปแค่สองปี ในเดือนมกราคม 2026 มูลค่าบริษัทพุ่งทะยานไปแตะ 21 พันล้านดอลลาร์…
เติบโตตั้งสี่สิบกว่าเท่า รายได้ก็กระโดดจาก 35 ล้านดอลลาร์ เป็น 450 ล้านดอลลาร์ ต่อปี…
คือถ้าเป็นธุรกิจทั่วไป ตัวเลขระดับนี้ต้องขึ้นหน้าหนึ่งทุกสื่อ ต้องมีคนทำคอนเทนต์วิเคราะห์กันให้พรึบพรับไปหมด…
แต่ความแปลกคือ ทำไมช่วงนี้เราแทบไม่เห็นชื่อ Perplexity บนหน้าฟีดข่าวเทคโนโลยีเลย
หายเงียบกริบจนนึกว่าปิดบริษัทหนีไปแล้ว ทั้งที่รายได้ยังพุ่งสูงปรี๊ดทะลุเพดานอยู่เลยด้วยซ้ำ
เรื่องนี้มันมีอินไซต์ที่น่าสนใจมาก ต้องย้อนกลับไปดูจุดขายตอนเริ่มต้นของเขาก่อน
โมเดลธุรกิจตอนแรกของเขาคือการตั้งเป้าเป็น “Google search” ที่ฉลาดกว่าและดีกว่าเดิม
ใครทันยุคก่อนคงจำได้ เวลาเราหาข้อมูลทีนึง ต้องมานั่งเปิดทีละเว็บ อ่านเอง สรุปเอง ซึ่งมันเป็นเรื่องที่โคตรเหนื่อย
แต่เจ้านี้เขาใช้ AI ประมวลผลแล้วตอบเราตรงๆ แถมแปะลิงก์อ้างอิงให้ด้วยว่าเอาข้อมูลมาจากไหน
มันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนยุคนี้ที่ขี้เกียจอ่านอะไรยาวๆ ยอดผู้ใช้งานก็เลยพุ่งแซงหน้าคู่แข่งแทบทุกตัวในตลาด
แต่… ความพีคมันอยู่ตรงกลไกเบื้องหลังการทำงานนี่แหละครับ ที่ทำให้ชะตาชีวิตของบริษัทเริ่มแกว่ง
ความลับที่หลายคนไม่รู้คือ Perplexity ไม่ได้เป็นเจ้าของสมองกลที่คอยตอบคำถามพวกนั้นเลย
ลองนึกภาพอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ที่แบรนด์ไม่ต้องผลิตแบตเตอรี่เอง ไม่ต้องสนว่าจะเป็นแบบ NMC หรือ LFP
หรือวงการเซมิคอนดักเตอร์ที่ออกแบบชิปอย่างเดียวแบบ ARM โดยไม่ต้องมีโรงงานผลิตของตัวเอง
บริษัทนี้ก็คล้ายๆ กัน เขาไม่ได้เผาเงินมหาศาลไปกับการเทรนโมเดลภาษาของตัวเอง
แต่เขาสร้างระบบที่เรียกว่า “model council” ขึ้นมาเป็นตัวจัดการจราจรอยู่เบื้องหลัง
หน้าที่ของมันคือรับคำถามจากเรา แล้วเลือกว่าจะโยนไปให้โมเดลของค่ายไหนตอบดีที่สุด
พอได้คำตอบมา ก็เอามาปรุงรสใหม่ เรียบเรียงให้สวยงาม แล้วเสิร์ฟถึงมือเรา
พูดภาษาบ้านๆ คือเขาเป็นแค่นายหน้า หรือคนกลางที่คอยประสานงานให้โมเดลค่ายอื่นนั่นเอง
ช่วงแรกกลยุทธ์นี้โคตรเวิร์ก ลงทุนน้อยแต่ได้ผลลัพธ์ระดับเทพ
แต่วันดีคืนดี บรรดาเจ้าของโมเดลตัวจริงอย่าง Frontier Labs เริ่มหันมาทำแอปของตัวเองบ้าง เพราะการใส่ฟีเจอร์ค้นหาเว็บเข้าไปในโมเดล มันทำง่ายนิดเดียว
แถมพวกบริษัทที่สร้างโมเดลพื้นฐาน เขามีแต้มต่อเรื่องพื้นที่สื่ออยู่แล้ว
เวลาเขาเปิดตัวโมเดลใหม่ทีนึง ข่าวก็ดังพลุแตก คนแห่ไปมุงดูกันเต็มโซเชียล
แต่บริษัทที่เป็นแค่นายหน้าอย่าง Perplexity ไม่มีของเล่นใหม่แบบนี้ไปโชว์ใครเขา
นวัตกรรมที่เขาทำได้ก็มีแค่การปรับหน้าตาแอปให้ใช้ง่ายขึ้น ซึ่งมันไม่ว้าวพอจะเรียกแขกได้
รอยร้าวนี้เริ่มบานปลายในช่วงปี 2025 ถึง 2026 ที่วงการนี้แข่งกันเดือดจัด
ค่ายฝั่งอเมริกาอย่าง Anthropic และ OpenAI ก็ขยันปล่อยของกันไม่พัก
ส่วนค่ายจีนอย่าง DeepSeek หรือ Moonshot ก็เปิดตัวโมเดลแบบ openweight ออกมาทุบราคาตลาด
ภาพรวมตอนนั้นมันเหมือนสงครามเย็นยุคใหม่ เป็นการสู้กันด้วยชิปประมวลผลและเทคโนโลยีระดับชาติ
สื่อทุกสำนักก็เทความสนใจไปที่สงครามนี้ ไปโฟกัสว่าใครคิดเลขเก่งกว่า ใครเขียนโค้ดเทพกว่า
ในขณะที่ Perplexity ทำได้แค่ออกมาบอกเบาๆ ว่าระบบค้นหาของเราดีขึ้นนิดนึงแล้วนะ
ซึ่งเอาจริงปฏิกิริยาคนฟังคือ แล้วไงใครแคร์ โดนกลบมิดจมหายไปในกระแสข่าวทันที
แต่ระดับทีมผู้บริหาร เขี้ยวลากดินอยู่แล้ว เขารู้ตัวล่วงหน้าว่าเกมนี้สู้ตรงๆ ไม่ชนะแน่
แทนที่จะเอาหัวไปชนกำแพง พวกเขาเลือกที่จะมุดลงใต้ดิน แล้วซุ่มพัฒนาอาวุธลับสองตัว
ตัวแรกมีชื่อว่า Comet มันคือเบราว์เซอร์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนวิธีคิดในการท่องเว็บไปเลย
จากเดิมที่เราต้องพิมพ์ชื่อเว็บเพื่อเข้าไปถาม AI เขาเปลี่ยนให้มันแฝงตัวอยู่ทุกที่ที่เราไป
มันจะครอบทับเป็นเลเยอร์บางๆ คอยสรุปเว็บยาวๆ หรือช่วยทำงานซับซ้อนให้เราแบบอัตโนมัติ
แถมยังฉลาดพอที่จะไปจับมือแบ่งรายได้กับสื่อใหญ่ระดับโลกอย่าง CNN และ Washington Post อีกต่างหาก
ลบภาพจำที่หาว่าเป็นปรสิตดูดทราฟฟิกเว็บคนอื่นทิ้งไปเลย กลายเป็นพันธมิตรที่ทุกคนอยากคบหา
ส่วนอาวุธลับอีกตัวชื่อ Computer อันนี้ทำมาเจาะตลาดมนุษย์ออฟฟิศโดยเฉพาะ
1
จุดพีกคือในเดือนมิถุนายน 2026 เขาเอาเจ้านี่ไปฝังรวมไว้ในระบบของ Microsoft ซะเลย
แปลว่ามันจะไปสิงอยู่ใน Word, Excel, PowerPoint ยัน Teams ที่คนใช้กันทั่วโลก
นี่แหละที่เรียกว่าการตลาดแบบเหนือชั้น ไม่ต้องไปง้อให้คนโหลดแอปใหม่ให้ยุ่งยาก
พาตัวเองไปอยู่ในที่ที่คนเขาทำงานกันอยู่แล้ว เนียนๆ กลืนไปกับชีวิตประจำวันซะเลย
การขยับตัวครั้งนี้ มันคือการประกาศชัดเจนว่า พวกเขาไม่ขอแข่งสร้างโมเดลอัจฉริยะกับเหล่า Frontier Labs แล้ว…
แต่จะไปแข่งกับ Google หรือ Microsoft ในสนามของการสร้างส่วนติดต่อผู้ใช้งานแทน…
ไม่ว่าในอนาคตโมเดลของค่ายไหนจะฉลาดที่สุด ระบบของเขาก็พร้อมจะเป็นสะพานเชื่อมให้เสมอ
มันคือการเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่กับสิ่งที่เป็นหัวใจหลักของบริษัทอย่างแท้จริง
ลองวิเคราะห์ดูนะครับ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โมเดลแต่ละค่ายแข่งกันอัปเกรดความฉลาดแบบก้าวกระโดด
ความฉลาดที่ห่างชั้นกันนี่แหละ ทำให้คนแห่ไปใช้แต่ตัวท็อปๆ ใครไม่มีของดีในมือก็ดับ
แต่วัฏจักรเทคโนโลยีมันมีจุดอิ่มตัวเสมอ พอถึงจุดนึงความเก่งของแต่ละค่ายจะเริ่มไล่เลี่ยกัน
เส้นกราฟมันจะเริ่มวิ่งเข้าหากันจนคนใช้งานทั่วไปแทบจะแยกไม่ออกว่าใครเก่งกว่าใคร
เมื่อความใกล้เคียงกันหรือสิ่งที่เรียกว่า “parity” เกิดขึ้น เกมมันจะพลิกทันที
มูลค่าของธุรกิจจะไม่ได้อยู่ที่ใครมีโมเดลเทพสุด แต่อยู่ที่ใครสามารถโยนงานไปให้โมเดลที่เหมาะที่สุดได้ต่างหาก
ซึ่งนั่นคือโครงสร้างที่ Perplexity อุตส่าห์ก้มหน้าก้มตาสร้างมารอไว้นานแล้ว
ความเจ๋งคือการที่เขาไม่ผูกมัดตัวเองกับค่ายไหนเลย หรือที่เรียกว่า “agnostic” สไตล์
โมเดลค่ายไหนดับ เขาก็ไม่เจ็บตัว โมเดลค่ายไหนปัง เขาก็รอรับทรัพย์สบายๆ
เรื่องราวทั้งหมดนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงความตลกร้ายของอุตสาหกรรมเทคยุคปัจจุบัน
บริษัทที่สร้างโมเดลตัวแม่ ได้รับแสงสีและพื้นที่สื่อไปเต็มๆ เพราะมันเอาไปเขียนข่าวเรียกแขกง่าย
ส่วนบริษัทระดับแอปพลิเคชันที่สร้างของมาแก้ปัญหาให้คนจริงๆ กลับโดนเมินเพราะมันดูไม่หวือหวา
ทั้งที่รายได้ของบริษัทเหล่านี้โตเอาโตเอา แซงหน้าพวกหน้าฉากไปไกลลิบ
ตลาดมักจะมองข้ามเพชรในตมแบบนี้เสมอ เพียงเพราะสตอรี่มันไม่ตรงกับจริตคนเสพข่าว
ท้ายที่สุด บทสรุปของสงครามครั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าพวกโมเดลยักษ์ใหญ่จะทิ้งห่างกันไปได้อีกแค่ไหน
ถ้าวันนึงสมองกลพวกนี้มันเก่งเท่ากันหมดเมื่อไหร่ จุดอ่อนที่ไม่มีโมเดลเป็นของตัวเองจะกลายเป็นจุดแข็งทันที
ถึงตอนนี้สิ่งที่เรารู้แน่ๆ คือ Perplexity สบายดีมาก รายได้ปัง เงินถุงเงินถังสุดๆ
ช่องทางหากินก็โคตรมั่นคง ทั้งเบราว์เซอร์ตัวเองและระบบซอฟต์แวร์ของฝั่ง Microsoft
สิ่งที่หายไปมีแค่พื้นที่สื่อ ซึ่งเอาเข้าจริงเขาอาจจะไม่ได้ง้อสื่อพวกนั้นแล้วก็ได้
เพราะพฤติกรรมมนุษย์เรากำลังเปลี่ยนไป เราแค่อยากได้คำตอบที่ถูกต้อง โดยไม่สนหรอกว่าหลังบ้านจะทำงานยังไง
ถ้าพฤติกรรมนี้กลายเป็นเรื่องปกติของสังคม บริษัทนี้ก็ลอยตัว ไม่ต้องเหนื่อยปั้นข่าวสร้างกระแส
แค่นั่งจิบกาแฟรอให้อุตสาหกรรมทั้งระบบ พัฒนาเดินตามรอยที่พวกเขาปูทางเอาไว้ก็พอ
ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก สำหรับการทำธุรกิจยุคนี้ที่บางครั้งการถอยมารับบทคนกลาง
1
อาจจะเป็นทางรอดที่ยั่งยืนกว่าการไปวิ่งแข่งในสงครามที่ใช้เงินทุนเป็นอาวุธหลักก็เป็นได้…
1
References : [techcrunch,theverge,bloomberg,wired,forbes]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา