8 ส.ค. เวลา 06:23 • ครอบครัว & เด็ก
ปะต้าไม่อยากปฏิเสธความรู้สึก
ในกระทู้นั้นทั้งหมดเพราะความรู้สึกว่า “ถูกมองข้าม ถูกละเลย หรือไม่มีใครเข้าใจ”เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงและในทางจิตวิทยา
ประสบการณ์ตั้งแต่วัยเด็กย่อม
มีส่วนหล่อหลอมวิธีที่เรามองตนเองและผู้อื่น
หากมองให้ลึกลงไปกว่านั้น
สิ่งที่เราเป็นในวันนี้ไม่ได้เกิด
จากบาดแผลหรือการเลี้ยงดู
เพียงอย่างเดียวดอก
หากยังเกิดจากการกล่อมเกลา(Socialization)และ
ส่งต่อของครอบครัวจากรุ่น
หนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งทั้งความเชื่อ ธรรมเนียมวิธีคิดค่านิยมและ
วิธีการแสดงความรักซึ่งแต่ละครอบครัวแต่ละสังคมก็มีบริบทแตกต่างกันไปครับสิ่งที่พ่อแม่
ส่งต่อมาบางอย่างอาจเป็นทั้ง
มรดกอันงดงามและบางอย่างก็อาจเป็นกรอบความคิดที่เราไม่จำเป็นต้องแบกต่อไปตลอดชีวิต
ปะจ้าคิดนะครับ!
หากวันนี้เรารู้สึกว่า“ไม่มีใคร
เห็นคุณค่าเรา”อาจไม่จำเป็น
ต้องถามเพียงว่าใครทำให้เรา
เป็นแบบนี้แต่อาจลองถามตัวเองอีกคำถามว่า
“จากสิ่งที่ได้รับมาเราจะสร้างตัวเราเองขึ้นมาใหม่อย่างไร?”
เพราะอดีตอาจอธิบายเราได้
แต่ไม่ควรมีอำนาจอิทธิพลถึง
ขั้นที่จะกำหนดอนาคตของเรา
ความรู้สึกจึงไม่จำเป็นต้องถูกผลักไสเพียงแต่เราสามารถจะค่อยๆเปลี่ยนจากความน้อยใจ
ให้เป็นความเข้าใจจาก
ความรู้สึกด้อยค่าตนให้เป็นแรงค้นหาศักยภาพและจากการรอ
ให้คนอื่นมองเห็นคุณค่าให้กลายเป็นสร้างคุณค่าด้วยตัวเราเอง
บางทีการเติบโตที่แท้จริงไม่ใช่การลืมว่าเราเคยเจ็บแต่คือการมองย้อนกลับไปแล้วพูดกับตัวเองอย่างอ่อนโยนว่า
“สิ่งที่ฉันได้รับมาอาจไม่ใช่ทั้งหมดที่ฉันเลือก
แต่สิ่งที่ฉันจะสร้างต่อจากนี้เป็นสิทธิ์ของฉันเอง”
อย่ารีบตัดสินตัวเองจากสายตาของคนอื่นเลยครับคนที่เคยมองไม่เห็นเราไม่ได้แปลว่าเราไม่มีคุณค่าบางครั้งเพียงแต่เรายังไม่ได้ค้นพบว่าคุณค่าของเรานั้นควรนำไปสร้างอะไรให้กับชีวิตและ
คนรอบข้าง
และเมื่อวันหนึ่งเราสามารถ
ยืนได้ด้วยคุณค่าที่เราสร้าง
ขึ้นเองเราอาจไม่ต้องการคำ
ยืนยันจากใครมากเท่าเดิม
อีกต่อไป
เป็นกำลังใจ
เป็นกำลังให้ครับ
โฆษณา