Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เรื่องเล่าเมาเมาแมน
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 11:00 • ข่าวรอบโลก
ทำไมใครๆก็กลัวญี่ปุ่น ?
หลังญี่ปุ่นเปลี่ยนนโยบายด้านความมั่นคง
ด้วยการเสริมเขี้ยวเล็บ ปรับกฎหมายจุกจิกให้นัอยลง
จีนกับเกาหลีเหนือ โวยแหลก ดูจะเป็นเดือดเป็นร้อนมาก
กับเรื่องนี้ และลามไปถึงรัสเซียด้วยในตอนนี้
ซึ่งถ้าด้วยขนาดกำลังรบจริงๆ ญี่ปุ่นนาทีนี้
ก็ไม่น่าจะเป็นภัยคุกคามกับจีนและรัสเซียนัก
หรือแม้แต่กับเกาหลีเหนือ ซึ่งแม้วัดกำลังรบปกติ
จะด้อยกว่าญี่ปุ่น แต่ยังไงพวกเขาก็มีของหนักที่ปรามญี่ปุ่นได้
จีน อ้างปมประวัติศาสตร์ ปลุกผีจักรวรรดิญี่ปุ่นมาอ้าง
และพยายามบอกโลกแบบนั้น ทั้งที่มันเปลี่ยนไปแล้ว
ญี่ปุ่นไม่ได้มีแนวโน้มไปถึงขั้นนั้นได้ เพราะเป็นประชาธิปไตย
ประชาชนคงไม่ยอมให้ผลาญงบ ในขณะที่เศรษฐกิจแย่แน่ๆ
แต่ปัจจุบัน จีนยังคงทำสงครามข่าวสารเรื่องนี้ไม่หยุด
และมากที่สุดต่อคู่ขัดแย้งใดๆ หรือมากกว่าสหรัฐอีก
เรียกว่าสื่อจีนด่าเรื่องนี้แทบจะทุกสามวัน ต่อให้ทางญี่ปุ่น
อยู่เฉยๆก็ตาม
…ด้วยแสนยานุภาพจีนตอนนี้ มันไม่ควรกังวลขนาดนั้น….
…แล้วมันเพราะอะไรล่ะ???….
เพราะญี่ปุ่นอยากดึงสหรัฐมาเพิ่ม งั้นเหรอ ?
หลายคนคิดตรงนั้น แต่ถ้ามองสาระจริงๆ
จะพบว่ามันไม่ใช่แบบนั้นนัก
ที่จริงแล้ว การดำเนินการของญี่ปุ่น มีแนวโน้มเพื่อเสริมตัวเอง
แล้วค่อยๆกันสหรัฐออกไปมากกว่าเสียด้วยซ้ำไป
จริงอยู่ ญี่ปุ่น สหรัฐ คือพันธมิตรที่เหนียวแน่นในทุกทาง
ซึ่งมันก็คงจะเป็นอย่างนั้นไปอีกนาน โดยเฉพาะถ้าจีนและ
เกาหลีเหนือยังมาทรงนี้
แต่ถ้าเรามองที่วิธีการของญี่ปุ่น เราจะพบว่า
นี่คือการทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น และพึ่งสหรัฐน้อยลง
ลองดูเรื่องวิธีจัดหาอาวุธก็ได้
ญี่ปุ่นมีความพยายามอย่างมาก ในการพัฒนาอาวุธตัวเอง
และทำสำเร็จไปแล้วหลายรายการ ทั้งรถถัง เรือรบ เรือดำน้ำ
หรือกระทั่งขีปนาวุธพิสัยกลาง
ตอนนี้จะว่าไป ญี่ปุ่นขาดเพียงเครื่องบินรบ
ที่เป็นแพลตฟอร์มของตัวเองจริงๆเท่านั้น
แต่ก็ใกล้มากแล้ว จากการร่วมพัฒนากับอังกฤษ และอิตาลี
สำหรับเครื่องบินรบยุคที่ 5.5 หรือ 6 โน่นเลย
ญี่ปุ่นมีศักยภาพพอจะทำเองทุกอย่าง
ยันบอลิสติก หรือไฮเปอร์โซนิคมิไซล์ได้แน่นอนอยู่แล้ว
เรื่องนี้ไม่มีข้อสงสัยสำหรับพวกเขา
แต่ปัจจุบันพวกเขาใช้วิธีลัด เพื่อความประหยัด ไม่ต้องวิจัยเอง
เลยใช้การซื้อแปลนสหรัฐมาสร้างและดัดแปลงเอง ให้เป็น
โมเดลของตัวเอง ในรหัส J แล้วที่ดังมากๆคือ F-15 J
ที่ว่ากันว่ามันดีกว่าของสหรัฐและอิสราเอล(รหัส I) ซะอีก
แม้จะยังไม่เคยรบจริงก็ตาม
การพัฒนาอาวุธของญี่ปุ่น อ้างอิงแพลตฟอร์มนาโต้
ซึ่งก็ไม่ได้มีแต่สหรัฐ ญี่ปุ่นใช้ของทางยุโรปเยอะมากเช่นกัน
แล้วที่น่าสังเกต คือ ในการวิจัยพัฒนาร่วม
ญี่ปุ่นเลือกฝั่งยุโรปมากกว่าที่จะเป็นสหรัฐแบบที่ผ่านมา
ดังนั้น การจะบอกว่าการเพิ่มศักยภาพกองทัพของญี่ปุ่น
จะเป็นการดึงอเมริกามาทำให้แข็งแกร่งขึ้นจึงไม่ใช่เลย
การใช้แพลตฟอร์มนาโต้ของญี่ปุ่น ก็ไม่ใช่สิ่งที่บอกได้
ว่าจะเพิ่มการซื้อของจากสหรัฐมากขึ้น หรือพึ่งอาวุธสหรัฐ
มากขึ้นกว่าเดิมในทุกรายการ
แต่ที่ญี่ปุ่นเลือกแพลตฟอร์มนี้ เพราะมันดีกว่าสร้างแพลตฟอร์ม
ที่เป็นเอกเทศขึ้นมาในหลายด้าน
หนึ่ง หาอะไหล่ซัพพอร์ตได้ง่าย มีคนใช้เยอะ ไม่ต้องเสียเงิน
วิจัยส่วนเสริมต่างๆ เช่น วิจัยแค่เครื่องบิน แล้วหาจรวด
ที่ใช้แพลตฟอร์มร่วมได้หลากหลาย แบบนี้เป็นต้น
มันประหยัด และง่ายกว่ามาก
สอง ในทางกลับกัน ญี่ปุ่นก็สามารถขายของตัวเอง
ให้กับประเทศอื่นในแพลตฟอร์มนาโต้ได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
ซึ่งมันจะเป็นผลดีกับอุตสาหกรรมอาวุธของพวกเขา
ให้เติบโตได้ง่าย และเป็นโมเดลเดียวกับที่เกาหลีใต้ใช้
แล้วประสบความสำเร็จ ขายไปได้ทั่วโลก
…เมื่อการเสริมเขี้ยวเล็บของญี่ปุ่น ไม่มีส่วนกับสหรัฐนัก
…ดังนั้น ความกังวลเรื่องสหรัฐ จึงไม่ใช่สิ่งที่จีนกังวลแน่ๆ…
และญี่ปุ่น ถึงจะเทคโนโลยีสูงแค่ไหน ก็ยังใช้เวลาอีกมาก
กว่าจะขึ้นมาทาบชั้นจีนได้ ในแง่กำลังรบหลัก
…แล้วแบบนั้น อะไรคือเหตุผลที่จีนคิดมากล่ะ ?….
แบบจริงจังทางทฤษฎีทางการทหาร คือ ชัยภูมิ
ในสายตาคนทั่วไป จะมองกำลังรบอย่างเดียวเป็นหลัก
ซึ่งแน่นอน ว่าจีนเหนือกว่าญี่ปุ่นเยอะมากในปัจจุบัน
ถึงญี่ปุ่นปัจจุบัน จะไม่ใช่หมูให้เชือดง่ายๆ
และหากรบกันจริงๆ จีนมีราคาต้องจ่ายอย่างหนัก
กว่าจะได้ชัยชนะมาก็ตาม
แต่นั่น คือสายตาของคนทั่วไป
ทีไม่ได้มองสิ่งที่เรียกว่า พลังของชัยภูมิ
ซึ่งมีพลังอย่างมาก โดยเฉพาะหากเป็นการรบแบบตั้งรับ
หรือตรึงไว้ซึ่งดุลอำนาจทางยุทธศาสตร์
บนบก เราเห็นพลังของชัยภูมิบ่อย เช่น ชัยชนะของโซเวียต
เหนือทัพนาซี หรือยุคปัจจุบันก็คือ ชัยชนะของตาลีบัน
ในอัฟกานิสถาน และยูเครนที่สามารถยันรัสเซียได้
แต่ในทะเล เราไม่ได้เห็นกันนัก จนเกิดกรณีของอิหร่าน
ที่สามารถควบคุมช่องแคบได้ และสหรัฐก็ไม่กล้าทำอะไรนัก
สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเช่นกัน หากจีนจะรบกับญี่ปุ่น
อิหร่านมีช่องแคบที่ควบคุมน่านน้ำได้
ส่วนญี่ปุ่น มีหมู่เกาะ ที่จะควบคุมน่านน้ำได้
แทบจะไม่ต่างจากอิหร่านเลย และอาจเหนือกว่าด้วยซ้ำ
ด้วยเทคโนโลยีของพวกเขาเอง และลักษณะของพื้นที่
…พลังของชัยภูมินี่แหละที่จีนกลัวมาก….
…และมันทำให้ญี่ปุ่นชดเชยความเสียเปรียบด้านกำลังรบได้
หมายความว่า แม้จะเป็นกำลังรบญี่ปุ่นในปัจจุบันก็ตาม
จีนเองก็ไม่ใช่จะได้เปรียบนัก เมื่อทัพญี่ปุ่นรวมพลังกับชัยภูมิ
หากต้องรบแบบตั้งรับ…
…และแน่นอน ต่อให้ไม่รบกัน ญี่ปุ่นก็คุมเชิงจีนได้จากตรงนี้….
เกาะของญี่ปุ่น ฝูงเรือรบ ที่ไม่มีวันจม!!!
นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด ที่ทำให้จีนกังวลมากกับญี่ปุ่น
และใครก็ตาม ที่อยากจะรุกรานญี่ปุ่น
จีนอาจมีเรือรบเยอะที่สุดในโลกก็จริง
(ว่าตามจำนวน แต่รวมระวางจะน้อยกว่าสหรัฐมาก
ซึ่งหมายถึงเรื่อเล็กๆของจีนเยอะกว่า)
แต่นั่นเทียบไม่ได้เลยกับเกาะนับรัอยของญี่ปุ่น
ที่มีผลทางยุทธศาสตร์ในพื้นที่แห่งนี้
เทคโนโลยีปัจจุบัน ญี่ปุ่นจะสร้างขีปนาวุธที่พิสัยสัก
1,000 กิโลเมตร ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย หรือกระทั่งโดรน
ที่มีพิสัยไกลมากๆ และควบคุมด้วย AI
ญี่ปุ่นสามารถวางทั้งขีปนาวุธและโดรน ระบบตรวจจับต่างๆ
โยงเป็นเครือข่ายตามเกาะต่างๆได้อย่างง่ายดาย
และนั่นจะทำให้ยากมาก ที่เรือรบจีน จะแหกด่านผ่านไป
ของพวกนี้ ซุ่มง่าย โดยเฉพาะโดรน ที่ใช้พื้นที่ไม่มาก
เงียบเชียบ มันอันตรายมากกับศัตรูของพวกเขา
เมื่อไม่รู้ว่าต้องโจมตีตรงไหน ในขณะที่เรือรบฝ่ายบุก
ต้องเปิดเผยพิกัดตัวเองแทบจะตลอดเวลา
นั่นคือแค่บนเกาะนะ
ใต้น้ำก็ยิ่งหนัก เพราะแถบหมู่เกาะทางใต้ของญี่ปุ่น
มีลักษณะพื้นท้องทะเลที่สลับซับซ้อนเอามากๆ
การซุ่มเรือดำน้ำไว้ในกรณีรบตั้งรับ มันจะลำบากมาก
สำหรับฝ่ายบุก ที่จะรอดไปได้อย่างปลอดภัย
และเรือดำน้ำของทางญี่ปุ่นก็ชำนาญพื้นที่กว่า
แถมฝึกมาเฉพาะกับการรบใต้น้ำลักษณะนี้
จีนกับญี่ปุ่น ถ้ารบกัน มันจะหมายถึงยุทธนาวี
ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
มันอาจจริง ที่จีนมีขีปนาวุธมากมาย ที่จะเล่นงานญี่ปุ่นได้
โดยไม่ต้องเอาเรือเข้าไป
แต่เราก็เห็นแล้ว จากในยูเครนและอิหร่าน
ว่าลำพังขีปนาวุธ สาดเข้าไปมากแค่ไหน
มันก็ยังไม่อาจชี้ขาดผลของสงครามได้อยู่ดี
นิวเคลียร์ก็ไม่ใช่จะใช้กันได้ง่ายๆ
การเข้าพื้นที่ ดูจะเป็นสิ่งจำเป็นต้อง หากอยากได้
ผลลัพธ์ของสงครามที่ต้องการ เรือ จึงยังมีความจำเป็นมาก
เพื่อเปิดทางให้นาวิกโยธินเข้าพื้นที่ได้
ดังนั้น เกาะของญี่ปุ่น ซึ่งโอบรับด้วยแนวโขดหินใต้น้ำ
ที่สลับซับซ้อนของญี่ปุ่น จึงน่ากลัวมาก สำหรับผู้รุกราน…
ที่สำคัญ คือเกาะเหล่านี้ ทำให้ญี่ปุ่นมีแท่นยิง
ที่โจมตีได้ครอบคลุมฝั่งตะวันออกของจีน
ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญได้เกือบทั้งหมด
มันจึงไม่ใช่ว่าญี่ปุ่นจะโดนล่อเป้าฝ่ายเดียว
ถ้าจะเล่นสงครามขีปนาวุธกัน อย่างที่หลายคนเข้าใจ
น่ากลัวที่สุด คือ นิวเคลียร์พร้อมเสริฟของญี่ปุ่น !
สิ่งที่คู่อริของญี่ปุ่นกังวล และมีเหตุผลมากๆอีกอย่าง
ก็คือศักยภาพทางนิวเคลียร์ หากญี่ปุ่นต้องการมี
นักวิเคราะห์ทุกสำนักทั่วโลกเห็นเหมือนกันว่า
ญี่ปุ่นสามารถมีหัวรบนิวเคลียร์ได้ภายในหกเดือนเท่านั้น !
และมีวัตถุดิบพอจะทำได้หลายร้อยหัวรบอีกต่างหาก
หกเดือน เป็นเวลาที่สั้นมากสำหรับสงคราม
และการวางยุทธศาสตร์ใดๆ รวมถึงเรื่องดุลอำนาจ
ในภูมิภาคเอชียตะวันออกเฉียงเหนือในระยะยาว
และที่น่ากลัวกว่านั้น หากญี่ปุ่นทำจริงๆ
มันจะทำให้พวกเขาเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ใหม่
มหาอำนาจนิวเคลียร์ใหม่ น่ากลัวกว่าเจ้าเก่าเสมอ
แม้ว่าจะยังมีจำนวนไม่มากเท่าก็ตาม
ทำไม ?
เหตุผลของเรื่องนี้ง่ายๆที่สุด คือ เรื่องของประสิทธิภาพ
เพราะในขณะที่มหาอำนาจนิวเคลียร์เก่าที่น่ากลัว
ด้วยจำนวนแบบรัสเซีย จีน หรือกระทั่งสหรัฐ
ยังต้องมีภาระการจัดการกับหัวรบรุ่นเก่า
ที่สะสมมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น เพื่อใช้บลัฟจำนวนกัน
แต่มหาอำนาจนิวเคลียร์ใหม่ กลับไม่มีภาระแบบนั้น
และนิวเคลียร์รุ่นใหม่ๆ ก็มีอานุภาพสูงกว่ารุ่นเก่าหลายเท่า
หมายความว่า 10 หัวรบแบบดั้งเดิม
อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าเพียงหัวเดียวของรุ่นใหม่
และในกรณีรุ่นเก่า มักมีขนาดใหญ่ นำพาด้วย
ขีปนาวุธขนาดใหญ่ ที่อาจสกัดได้ง่าย
แต่กับรุ่นใหม่ มีขนาดเล็กกว่ามาก นำพาได้หลายรูปแบบ
และมีประสิทธิภาพสูงมาก ในการหลบหลีกเรดาร์
ดังนั้น มหาอำนาจนิวเคลียร์ใหม่ จึงน่ากลัว
ตั้งแต่ยังมีจำนวนไม่มากนักในไซโล
ซึ่งนี่ก็คือเหตุผลที่สหรัฐและอิสราเอลกังวลกับอิหร่านเช่นกัน
เปรียบเทียบง่ายๆ
ด้วยศักยภาพของญี่ปุ่นซึ่งมีได้อย่างรวดเร็วด้วยจำนวน
ที่มากพอสมควร ขั้นต้น ไม่ต้องเยอะหรอก 10-20 หัวก็พอ
มันจะสร้างความน่าสะพรึงให้จีน ยิ่งกว่าทางอินเดีย
ที่มีจำนวนมากกว่าได้ เพราะความใหม่และประสิทธิภาพ
ทั้งในแง่พลังทำลาย และการนำพา
ในกรณีญี่ปุ่น มันก็ถูกนั่นแหละ ที่ชาติที่มีปัญหากัน
จึงกังวลมากเป็นพิเศษ
เพราะนอกจากความสามารถในการสร้างอย่างรวดเร็วแล้ว
ญี่ปุ่นยังมีระบบนำพา ที่พร้อมใช้งานอยู่แล้วอีกต่างหาก
เช่น โทมาฮอวก์ , จรวดพิสัยกลางที่พัฒนาเองสำเร็จแล้ว
หรือจรวดอากศสู่พื้นที่จะไปกับเครื่องบินได้
แล้วยังจะมีไฮเปอร์โซนิคที่กำลังเข็นออกมาอีก
มันมีเหตุผลที่ดีจริงๆนั่นแหละ ที่อริรอบๆญี่ปุ่น
จะกังวล และพากันโวยวายในตอนนี้ …
ที่สำคัญ จีนและรัสเซีย ยังไม่พร้อมที่จะขัดขวางด้วยกำลัง
สมมุติว่าญี่ปุ่นบอกว่า โอเค ฉันจะมีนิวเคลียร์ล่ะนะ
แล้วสหรัฐหรือคนญี่ปุ่นเองไม่ต่อต้าน
จีนจะอยู่ในสภาวะทำอะไรไม่ได้ทันที
นอกจากประท้วง หรือมาตรการทางเศรษฐกิจ
เหตุผลง่ายๆ คือจีนนั้นยังไม่มีขีดความสามารถ
พอที่จะขัดขวางด้วยกำลังได้
เพราะทันทีที่ถ้าจีนเริ่มโจมตีญี่ปุ่น สหรัฐย่อมจะปิดตาย
ระบบเศรษฐกิจและกำลังบำรุงของจีนที่ผ่านทะเลจีนใต้ทันที
ซึ่งจีนจะแก้ไขไม่ได้เลย โดยเฉพาะเรื่องน้ำมันที่จะไม่พอใช้
และสินค้าที่จะมาสร้างรายได้หล่อเลี้ยงประเทศ
ตัวแปรสำคัญ คือมะละกา ที่จีนยังต้องใช้เวลาอีกมาก
เพื่อจะมีอำนาจต่อรองด้วยกำลังพอกับสหรัฐในบริเวณนี้
ซึ่งมันไม่ใช่ภายในห้าหรือสิบปี แต่จะมากกว่านั้น
แต่อย่างที่บอก ญี่ปุ่นมีนิวเคลียร์ได้ในหกเดือนเท่านั้น
…เพราะงั้น จีนไม่โวยวายสิแปลก…
ส่วนรัสเซียนั้น แม้ปูตินจะแสดงท่าทีก้าวร้าวกรณีหมู่เกาะคูริล
แต่พวกเขาเองก็ไม่ใช่ว่าพร้อมเล่นกับญี่ปุ่นในตอนนี้
เพราะยังติดพันสงครามกับยูเครน แถมต้องตรึงกับพวก
ยุโรปเอาไว้แบบทิ้งไม่ได้
ปัจจุบัน สำหรับรัสเซียแล้ว ญี่ปุ่นแข็งแกร่งเกินไปสำหรับ
พวกเขา เมื่อไม่สามารถเปิดศึกสองทวีปได้
และญี่ปุ่นก็มีเป้าอยู่แล้ว ว่าจะโจมตีอะไรของรัสเซียได้
หากมีปัญหาจริงๆ ซึ่งนั่นก็คือ แท่นขุดเจาะน้ำมัน และโรงกลั่น
ทางฝั่งเอชียของรัสเซียนั่นเอง
…ซึ่งไอ้แท่นพวกนี้ พ้นจากมือยูเครน จึงเป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจ
ที่เหลืออยู่ ซึ่งสำคัญกับรัสเซียตอนนี้อย่างมาก พวกเขาคงไม่อยากเสี่ยงโดนเพิ่มแน่ๆ…
…การแสดงท่าทีของปูตินนั้น เป็นการเล่นสงครามจิตวิทยา
มากกว่าที่จะบอกว่ารัสเซียกล้าเสี่ยง…
ส่วนเกาหลีเหนือ หากลูกพี่ไม่เอา พวกเขาย่อมไม่หาเรื่อง
เพราะหากไม่นับนิวเคลียร์แล้ว พวกเขายังเป็นรองญี่ปุ่นมาก
…ถ้าดูสถานการณ์โลกตอนนี้จริงๆ มันก็เอื้อให้ญี่ปุ่นตอนนี้
ติดเขี้ยวเล็บแบบโหดๆมากขึ้นจริงๆนั่นแหละ…
เพราะจะรอจนจีนแข็งกว่านี้ หรือรัสเซียหมดภาระทางยุโรป
แบบนั้นพวกเขาก็จะแย่เสียเอง…
…ญี่ปุ่นไม่ทำตอนนี้ จะไปทำตอนไหนล่ะ…
เรื่องนี้จะว่าไปก็น่าเห็นใจทั้งจีนและญี่ปุ่นล่ะ
ไม่นับรัสเซียนะ รายนั้นสะเหร่อมาเอง
ส่วนเกาหลีเหนือ คงโทษใครไม่ได้
เพราะไอ้นี่แหละตัวแกว่งหาเรื่องหลักกับญี่ปุ่น
จีนน่าเห็นใจ เพราะปัจจุบันพวกเขาก็อยู่ในสถานะ
ที่เหมือนถูกปิดล้อมทางทะเลกลายๆอยู่แล้ว
หากญี่ปุ่นเสริมเขี้ยวเล็บจริงๆ ก็จะยิ่งแย่กว่านี้
ส่วนญี่ปุ่นเอง มันก็คงไปว่าพวกเขาไม่ได้เหมือนกัน
เพราะรอบบ้านก็ขยันแหย่ โดยเฉพาะจากเกาหลีเหนือ
ที่เหมือนรับงานจากพี่ใหญ่ในขั้ว ให้คอยตรึงญี่ปุ่น
เกาหลีเหนือทดสอบจรวดทีไร ก็มักไปตกในทะเลญี่ปุ่นทุกที
ทุกฝ่ายมีเหตุผล
แต่ญี่ปุ่นเองก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ปัองกันตัวเอง
ซึ่งถ้ามองมุมกลับ การที่ญี่ปุ่นแข็งแกร่งขึ้น
มันอาจเป็นเรื่องดีก็ได้ ในแง่ความมั่นคงของทั้งภูมิภาค
คือ ถ้าต่างฝ่ายต่างแข็ง แม้จะไม่ลงรอยกัน
แต่หลักประกันสันติภาพมันก็ยังมี เพราะต่างฝ่าย
ก็ต้องคิดหนักมากๆ ก่อนจะทำอะไรลงไป
หากญี่ปุ่นทำจริงๆ มันจะกลายเป็นเหมือนสงครามเย็น
สำหรับภูมิภาคเอเชียทั้งหมด โดยมีจีนเป็นคู่คานหลัก
และคล้ายทฤษฎีโลกหลายขั้วที่หลายฝ่ายอยากได้
(แต่พวกนี้มักไม่เห็นด้วยกรณีญี่ปุ่น 555)
พวกเขาคงไม่รบกันจริงๆหรอก ถ้ามันไม่สุดจริงๆ
มันก็น่าจะดีกว่า มีพี่เบิ้มอยู่ชาติเดียวแล้วป่วนไปทั่วน่ะนะ…
หลายปีที่ผ่านมาหลังรัสเซียบุกยูเครน
เราพูดกันถึงมาก กับระเบียบโลกใหม่ โลกหลายขั้ว
แต่น้อยครั้งมาก ที่จะรวมญี่ปุ่นเข้าไปในสมการ
โดยอย่างมากก็มองเป็นเพียงพวกของสหรัฐที่แข็งแกร่ง
ไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะลุกขึ้นมาเล่นเองแบบนี้
เมื่อญี่ปุ่นลุกมาเล่น ทุกอย่างมันเลยเปลี่ยนไปหมด
เพราะศักยภาพของพวกเขา มันมากเกินไปในทุกด้าน
คงไปโทษใครไม่ได้ เมื่อคุณไปแหย่เสือหลับแบบนั้น
ปัจจุบัน คนญี่ปุ่นเองก็มองรอบบ้านเป็นภัยคุกคาม
และดูจะไม่ค้านรัฐบาลสายเหยี่ยวนัก หากจะต้องเติมเขี้ยวเล็บ
หรือกระทั่งระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นมาจริงๆ
ยิ่งล่าสุดปูตินไปแหย่ที่คูริล ยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง
ญี่ปุ่นยิ่งเร่งตัวเองมากขึ้น ชาวบ้านก็ค้านน้อยลง
หาเรื่อง มันก็ได้เรื่องนั่นแหละ….
…มันจะอยู่กันดีๆบ้างไม่ได้หรือไง….
จริงๆมันน่าเศร้าสำหรับชาวเอเชียนะผมว่า
กุญแจสู่การมีอำนาจเหนือตะวันตก มันอยู่แค่เอื้อมจริงๆ
…แค่จีนกับญี่ปุ่นคุยกันมากขึ้น มันก็จบแล้ว…
…แต่ดันกัดกันเอง แล้วก็โวยวายว่าฝรั่งรังแก…
…มันน่าเศร้าไหมล่ะนั่น….
…แต่ก็นี่แหละ คนเอเชีย ที่ไม่คิดยอมรับใคร นอกจากตัวเอง…
…ก็กัดกันต่อไป ตามหลังพวกหัวทองมันอยู่งี้แหละ…
จีน
ญี่ปุ่น
ความคิดเห็น
1 บันทึก
5
4
1
5
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย