Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 12:07 • ธุรกิจ
หรือจะเป็น Oracle? โดมิโน่ตัวแรกของฟองสบู่ AI จากเสือนอนกิน สู่ลูกหนี้แสนล้าน
ลองหลับตาจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าหากเราต้องทำงานกับบริษัทที่ขึ้นชื่อว่าเขี้ยวลากดินสุดๆ มันจะน่าปวดหัวขนาดไหน…
คนในวงการไอทีเขาชอบล้อกันขำๆ แอบปนน้ำตาตกใน ว่าทำงานกับองค์กรนี้มันฟีลเหมือนถูกโจรจับเป็นตัวประกันไม่มีผิด
แต่เอาเข้าจริงถ้าเราเป็นตัวประกัน ท้ายที่สุดก็ยังมีตำรวจหรือนักเจรจามาช่วยต่อรองขอปล่อยตัวออกมาได้
แต่ถ้าบริษัทไหนหลวมตัวเข้าไปใช้ระบบของเจ้านี้แล้ว การจะดึงตัวเองออกมามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
บริษัทที่ผมกำลังพูดถึงก็คือ Oracle ยักษ์ใหญ่แห่งวงการซอฟต์แวร์นั่นเอง
องค์กรนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นบริษัทที่มีคนเหม็นขี้หน้ามากที่สุดในอุตสาหกรรมเลยก็ว่าได้…
แต่ถึงคนจะเกลียดหรือสาปส่งแค่ไหน ตัวเลขรายได้มันก็ฟ้องความจริงอีกแง่มุมหนึ่งอยู่ดี…
เพราะกว่า 95% ของบริษัทชั้นนำในทำเนียบ Fortune 500 ล้วนต้องยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้พวกเขาทั้งนั้น
ไม่มีผู้บริหารคนไหนพูดถึงประสบการณ์การใช้งานระบบนี้ด้วยความรักหรือความผูกพันเลยแม้แต่น้อย
จนหลายคนแอบแซวแรงว่านี่มันคือสำนักงานทนายความที่สวมรอยมาทำธุรกิจเทคโนโลยีชัดๆ
ที่คนเขาบ่นกันก็เพราะบริษัทนี้เอะอะก็ส่งทีมมาตรวจสอบลิขสิทธิ์และพร้อมจะฟ้องร้องเรียกค่าปรับมหาศาลอยู่ตลอดเวลา
แต่เราก็ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่าโปรดักต์ของเขามันเจ๋งและเสถียรจริง
โดยเฉพาะระบบ Database ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งระดับเทพ…
องค์กรระดับโลกถึงยอมถูกมัดมือชกและทนใช้บริการต่อไปเรื่อยๆ แบบไม่มีทางเลือก
…
ย้อนกลับไปสมัยก่อน ตอนที่อินเทอร์เน็ตยังไม่ได้เร็วแบบทุกวันนี้ การเก็บข้อมูลลูกค้าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก
ตอนนั้น Oracle คือพระเอกขี่ม้าขาวที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการจัดการข้อมูลระดับมโหฬาร
ใครๆ ก็ต้องใช้ระบบของเขา เรียกว่าผูกขาดตลาดจนกอบโกยกำไรเป็นกอบเป็นกำ…
โมเดลธุรกิจของพวกเขาในอดีตคือความฝันอันสูงสุดของนักลงทุนทุกคนบนโลกใบนี้
ลองคิดดูว่าเราจ้างวิศวกรมาเขียนโค้ดซอฟต์แวร์แค่ครั้งเดียว แต่สามารถขายสิทธิ์การใช้งานได้เป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง
ต้นทุนส่วนเพิ่มในการผลิตแทบจะกลายเป็นศูนย์ มันคือธุรกิจที่สร้างอัตรากำไรขั้นต้นได้สูงถึง 70%
ยุค 1990 จนถึงต้นยุค 2000 บริษัทนี้คือมหาอำนาจที่ไม่มีใครกล้าหือ
พวกเขาสร้างกำแพง “Vendor Lock-in” ที่หนาเตอะจนลูกค้าเปลี่ยนใจไปใช้เจ้าอื่นได้ยากมาก
เพราะข้อมูลสำคัญของบริษัทฝังรากลึกอยู่ในระบบของพวกเขาไปหมดแล้ว
เครื่องจักรผลิตเงินสดนี้ทำงานอย่างขยันขันแข็ง สร้างกระแสเงินสดเข้ากระเป๋าบริษัทอย่างมหาศาล
แต่วันเวลาที่หอมหวานมักอยู่ไม่นาน โลกเทคโนโลยีมันหมุนเร็วกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด
พอกระแส Cloud พัดเข้ามา โลกก็เปลี่ยนจากการซื้อซอฟต์แวร์ไปติดตั้งเอง เป็นการเช่าใช้ผ่านอินเทอร์เน็ตแทน
และในสงครามยกแรกนี้ อดีตแชมป์เปี้ยนอย่าง Oracle พ่ายแพ้อย่างหมดรูป
พวกเขาโดนผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Amazon Microsoft และ Google แซงหน้าไปแบบไม่เห็นฝุ่น
สัดส่วนตลาดคลาวด์ของพวกเขากลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับผู้คุมกฎทั้งสามราย
แม้บริษัทจะยังคงมีกำไรมหาศาล ยังคงเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ใครก็รู้จัก
แต่มูลค่าและความสำคัญในสายตาคนสายเทคกลับลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย
ผู้คนเริ่มมองว่าบริษัทนี้กำลังจะกลายเป็นไดโนเสาร์แห่งวงการเทคโนโลยี
1
สถานการณ์นี้สร้างความอึดอัดใจและกดดันผู้บริหารระดับสูงอย่างหนัก
ความเย่อหยิ่งที่มีมาตลอดหลายสิบปีถูกท้าทายจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
จนกระทั่งวันหนึ่งกระแส AI ระบาดไปทั่วโลกเหมือนไฟลามทุ่ง
Generative AI กลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่บริษัททุกแห่งต้องมีไว้ครอบครอง
และการจะรันโมเดลภาษาขนาดใหญ่แบบนี้ได้ จำเป็นต้องใช้พลังการประมวลผลมหาศาล
นี่คือโอกาสทองที่ผู้แพ้ในศึกคลาวด์มองเห็นช่องทางทวงคืนความยิ่งใหญ่
แทนที่จะไปนั่งหลังขดหลังแข็งแย่งชิงลูกค้ารายย่อยนับล้านคนแบบเดิม
สู้มุ่งเป้าไปที่ลูกค้ารายใหญ่สุดที่มีงบประมาณแบบไม่อั้นเพียงไม่กี่รายเลยจะดีกว่า
นั่นทำให้พวกเขาหันไปหา OpenAI ผู้สร้างสุดยอดแชตบอตที่โลกกำลังบ้าคลั่ง
ผู้สร้างแชตบอตเจ้านี้คือผู้ซื้อพลังการประมวลผลรายใหญ่ที่สุดของโลกในขณะนี้
การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้นแบบทุบโต๊ะเปรี้ยง…
พวกเขาตั้งเป้าว่าต้องเอาชนะดีลนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
มันคือส่วนผสมที่ดุดันระหว่างความโลภที่อยากกลับมาเป็นเบอร์หนึ่ง และความกลัวตกขบวน
แต่กลยุทธ์ที่พวกเขาเลือกใช้ กลับกลายเป็นการเดิมพันที่บ้าระห่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา
จากอดีตที่เคยทำธุรกิจขายซอฟต์แวร์ฟันกำไรเน้นๆ แทบไม่ต้องลงทุนหนัก
จู่ๆ บริษัทก็ผันตัวมาทำธุรกิจที่เหมือนกับผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ซะงั้น
พวกเขาเปลี่ยนสถานะจากเครื่องจักรผลิตเงินสด กลายเป็นบริษัทที่ต้องแบกหนี้สินก้อนมหึมาแทน
ตัวเลขหนี้พุ่งทะยานไปกว่า 150 พันล้านดอลลาร์
เพื่อนำเงินไปกว้านซื้อชิปประมวลผลตัวท็อปจากค่าย Nvidia มาตุนไว้
สร้างโกดัง Data Center ติดแอร์ขนาดมโหฬารเพื่อรองรับเซิร์ฟเวอร์นับหมื่นตัว
แล้วปล่อยเช่าพื้นที่และพลังการประมวลผลเหล่านั้นให้กับลูกค้ารายใหญ่อย่าง OpenAI
โมเดลธุรกิจผู้ให้เช่าศูนย์ข้อมูลนี้ เป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาก
แถมยังต้องใช้เงินลงทุนก้อนโตจ่ายออกไปก่อนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้เสร็จ ถึงจะเริ่มเก็บเกี่ยวค่าเช่าได้
ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา หนี้สินของบริษัทซอฟต์แวร์เจ้านี้ ถูกจัดให้อยู่ในระดับที่น่าลงทุนมาโดยตลอด
แต่จากการเดิมพันหมดหน้าตักในศูนย์ข้อมูล AI ครั้งนี้ ทำให้ความน่าเชื่อถือสั่นคลอน
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้หั่นเรตติ้งหนี้ของบริษัทลงมาอย่างน่าตกใจ
ลงมาเหลือเพียงแค่หนึ่งระดับเหนือระดับขยะเท่านั้นเอง
1
ลองนึกภาพตามดูว่าผู้บริหารระดับสูงที่ต้องแบกรับหนี้หลักแสนล้านดอลลาร์จะเครียดขนาดไหน
แถมยังเอาอนาคตของบริษัทไปผูกติดไว้กับลูกค้ารายเดียวที่ตั้งแต่เปิดบริษัทมายังไม่เคยทำกำไรได้เลยสักปี
ความน่าสนใจมันอยู่ตรงจุดเชื่อมโยงทางการเงินที่ซับซ้อนและน่าหวาดเสียวนี้แหละครับ
หากเราไปกางงบดุลของฝั่งลูกค้ารายใหญ่อย่าง OpenAI ดู
บริษัทที่ประกาศกร้าวว่าจะทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์เพื่อสร้างระบบประมวลผลระดับเทพ
เราคงคิดว่าจะต้องเห็นหนี้สินก้อนโตอยู่ในงบการเงินแน่ๆ
แต่เปล่าเลย ตามข้อมูลตอนเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ พวกเขามีเงินสดตุนอยู่เพียบ
ตัวเลขพุ่งไปถึง 73 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งดูเหมือนจะเยอะมหาศาล
แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับภาระผูกพันในการซื้อชิป ซื้อพลังงาน และเช่าศูนย์ข้อมูลที่เซ็นสัญญาล่วงหน้าเอาไว้
ภาระมหาศาลเหล่านี้ซ่อนอยู่นอกงบดุลแบบแนบเนียนสุดๆ
ประเด็นคือบริษัทสตาร์ทอัปแห่งนี้มีเงินสดตุนไว้เพียบ แต่แทบไม่มีหนี้สินเลย
เอ๊ะ แล้วใครกันที่เป็นคนกู้เงินมาลงทุนสร้างทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกความจริง
คำตอบก็คืออดีตยักษ์ใหญ่ซอฟต์แวร์จอมเก๋าอย่าง Oracle นั่นเอง
นี่คือรูปแบบการจัดหาเงินทุนแบบหมุนเวียนที่แปลกประหลาดและเสี่ยงตายมาก
ภาระผูกพันในการใช้งานเป็นของสตาร์ทอัปล้วนๆ
แต่หนี้สินและความเสี่ยงทางการเงินทั้งหมดตกเป็นของคนสร้างโกดังแต่เพียงผู้เดียว
ผู้บริหารเอาผลกำไรและความมั่นคงตลอด 30 ปีไปค้ำประกันเงินกู้ก้อนยักษ์
เพื่อสร้างโกดังเก็บชิปให้กับบริษัทที่ผลาญเงินเก่งที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดในสมการแห่งความตายนี้คือเรื่องของเวลา
หนี้ที่ไปกู้มาเป็นหนี้ระยะยาวที่ต้องทยอยผ่อนจ่ายไปอีกหลายปี
แต่ทรัพย์สินที่อยู่ข้างในศูนย์ข้อมูลอย่างชิป GPU กลับมีอายุสั้นกุด
เทคโนโลยีชิปพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทุกปี ของพวกนี้เสื่อมมูลค่าอย่างรวดเร็ว
ไม่มีใครบนโลกนี้กล้าการันตีได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าเทคโนโลยีที่เราตื่นเต้นและแย่งกันใช้งานอยู่ในวันนี้ จะยังคงเป็นรูปแบบที่ผู้บริโภคต้องการในอีก 5 ปีข้างหน้า…
หากสถาปัตยกรรมของโมเดลเปลี่ยนไป ศูนย์ข้อมูลราคาแสนล้านอาจกลายเป็นแค่โกดังร้างที่ไม่มีใครเหลียวแล
นี่คือการเดิมพันด้วยเงินของคนอื่นที่บ้าระห่ำที่สุดในทศวรรษนี้…
หากวิสัยทัศน์นี้ไม่สามารถแปลงกลับมาเป็นกระแสเงินสดได้ในเร็ววัน
บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่แห่งนี้อาจกลายเป็นโดมิโนตัวแรกที่ล้มครืนลงมา
ล้มพังทลายลงกลางวงปาร์ตี้เทคโนโลยีที่ทุกคนกำลังเต้นแร้งเต้นกาอย่างสนุกสนาน
เพียงแค่ช่วงเวลาปีครึ่ง บริษัทได้เปลี่ยนผ่านตัวเองแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
จากกอริลลายักษ์ใหญ่แห่งวงการซอฟต์แวร์ที่นอนนับเงินสดชิลๆ
กลายมาเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ระบบเงินกู้ยืมขั้นสุด โดยมีผู้เช่าเพียงแค่ห้องเดียว
ทุกอย่างที่ทำนั้นถูกต้องตามกฎหมาย มีการเปิดเผยข้อมูลชัดเจนทุกบรรทัด
แต่มันสมเหตุสมผลจริงหรือกับการเอาอนาคตองค์กรไปแขวนไว้บนเส้นด้าย
หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าบริษัทแห่งนี้ได้กลายเป็นเหยื่อสังเวยรายแรกของไข้ AI ไปแล้วใช่หรือไม่
บางทีในมุมมองของผู้บริหารระดับสูงเมื่อ 2 ปีก่อน
พวกเขาอาจมองเห็นอนาคตที่คนอื่นมองไม่เห็น จึงกล้าตัดสินใจเดินหมากที่ยิ่งใหญ่
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็อาจเป็นไปได้ว่าความกลัวที่จะถูกลืม กลัวที่จะกลายเป็นบริษัทตกยุค
ทำให้พวกเขายอมเทกระเป๋าวางเดิมพันทุกอย่างที่มีเพื่อคว้าของเล่นชิ้นใหม่ที่ดูเปล่งประกายที่สุดเอาไว้ก่อน
จนถึงตอนนี้ อนาคตยังคงคลุมเครือ ไม่มีใครให้คำตอบที่แน่ชัดได้
แต่หากมองในแง่ร้ายที่สุด หากวันหนึ่งความต้องการใช้งานระบบอัจฉริยะเริ่มชะลอตัว
หรือเศรษฐกิจโลกเกิดวิกฤตจนทำให้สตาร์ทอัปดาวรุ่งไม่สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดตามที่คาดหวังไว้
ผู้สร้าง Data Center อาจต้องเผชิญกับวิกฤตสภาพคล่องอย่างรุนแรง
แต่หากโดมิโนตัวที่ใหญ่ระดับแสนล้านดอลลาร์ล้มลง มันจะไม่มีทางเป็นโดมิโนตัวสุดท้ายอย่างแน่นอน…
วิกฤตการณ์ “ฟองสบู่” ที่เกิดจากการกู้ยืมเงินแบบงูกินหางเช่นนี้…
ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์ มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
และมั่นใจได้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดในเรื่องราวทั้งหมดนี้ ไม่ใช่การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ตัดสินใจก้าวพลาด
แต่เป็นการที่ระบบการเงินระดับโลกปล่อยให้ความสุ่มเสี่ยงมหาศาลขนาดนี้…
ก่อตัวขึ้นมาเงียบๆ ภายใต้จมูกของพวกเราทุกคนจนใหญ่โตทะลุฟ้า
เติบโตมาไกลถึงขนาดนี้ได้อย่างไร โดยที่แทบไม่มีใครลุกขึ้นมาสั่นระฆังเตือนภัยเลยแม้แต่คนเดียว
เรื่องราวทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งในโลกธุรกิจ…
ไม่ว่าบริษัทจะเคยยิ่งใหญ่และมีอำนาจล้นฟ้าครอบงำตลาดมากเพียงใด
เมื่อถูกความกลัวความพ่ายแพ้และความโลภเข้าครอบงำจิตใจ
ก็อาจตัดสินใจทำสิ่งที่พาองค์กรเดินหน้าสู่ปากเหวได้อย่างง่ายดาย
อนาคตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลังจากนี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดี
ว่าการเดิมพันด้วยเงินแสนล้านครั้งนี้คือวิสัยทัศน์ของอัจฉริยะที่มาก่อนกาล…
หรือเป็นเพียงภาพลวงตาราคาแพงของ “ฟองสบู่” ที่รอวันแตกกระจายพังทลายลงมา…
References : [bloomberg,cnbc,theinformation,forbes,techcrunch]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/or-could-it-be-oracle/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
เทคโนโลยี
การลงทุน
ธุรกิจ
บันทึก
7
1
7
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย