8 ส.ค. เวลา 13:59 • ดนตรี เพลง

Lemme Revisit: Blur — 13 (1999)

จากบัลลังก์บริตป๊อบ สู่ดินแดนแห่งเสียงนอยส์ ไซคีเดเลีย และความอ้างว้างที่พร่ามัวจนกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่งดงามและดิบเถื่อนที่สุดของวง
แนวเพลง: Alternative Rock, Art Rock, Experimental Rock, Neo-Psychedelia, Noise Rock, Space Rock Revival, Trip Hop, Post-Rock
ข่าวการจากไปของโปรดิวเซอร์ชาวอังกฤษเจ้าของรางวัลแกรมมี่ William Orbit ในวัย 69 ปี ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้เขียนไม่น้อย เนื่องจากเขาเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์คนโปรดผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Ray of Light ผลงานมาสเตอร์พีซระดับ Perfect 10 ของ Madonna เมื่อปี 1998 ที่เราเพิ่งจะเขียนบทความ Lemme Revisit ไปก่อนหน้านี้
โดยอัลบั้มดังกล่าวยังถือเป็นใบเบิกทางชิ้นสำคัญของผู้เขียนไปสู่การค้นพบแนวดนตรีจากใต้ดินอย่างเทคโนและทริปฮอป นับเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มเหนือกาลเวลาที่หยิบขึ้นมาฟังเมื่อไหร่ก็รู้สึกว่ามันยังคงล้ำสมัยและสดใหม่อย่างไม่เสื่อมคลาย
ถัดจากนั้นเพียงปีเดียว Orbit ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเจียระไน 13 สตูดิโออัลบั้มลำดับที่หกของ Blur ที่เราขอหยิบขึ้นมาเขียนถึงเพื่อเป็นการทริบิวต์แก่ Orbit ในวันนี้ นี่คือผลงานระดับขึ้นหิ้งที่เขาได้กระชากวงลงจากบัลลังก์บริตป๊อบ เข้าสู่ดินแดนสายทดลองอันมืดมน ชวนหลอน และงดงามที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรีเลยก็ว่าได้
อัลบั้ม 13 ก่อตัวขึ้นท่ามกลางบรรยากาศความสัมพันธ์อันร้าวรานถึงขีดสุดภายในวง ช่วงปี 1998 นักร้องนำ Damon Albarn ต้องเผชิญกับความแตกสลายจากการปิดฉากความรัก 8 ปีกับ Justine Frischmann นักร้องนำวง Elastica ขณะที่ Graham Coxon มือกีตาร์ของวง กำลังจมดิ่งกับสภาวะพิษสุราเรื้อรังและความอึดอัดต่อสถานะวงกระแสหลัก การปลดโปรดิวเซอร์คู่บุญ Stephen Street แล้วดึง Orbit เข้ามาแทน จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนคนคุมอัด แต่คือการเปิดประตูรับบรรยากาศใหม่เข้ามารองรับมวลอารมณ์อันปั่นป่วนที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
กระบวนการบันทึกเสียงในลอนดอนและเรคยาวิกเต็มไปด้วยความตึงเครียด สมาชิกต่างขาดซ้อม เมามาย และรังสีความขัดแย้งครอบคลุมไปทั่วห้องอัด ทว่า Orbit กลับเลือกที่จะไม่ชะล้างความโกลาหลนั้นทิ้ง แต่ปล่อยให้วง “ปลดแอก” จากพันธนาการของฮุกเพลงป๊อบเดิมๆ
เขาเปิดโอกาสให้วิสัยทัศน์สายพังก์อันก้าวร้าวของ Coxon ชนเข้ากับความอยากทดลองอันลึกซึ้งของ Albarn แล้วหยอดซาวด์สังเคราะห์ บรรยากาศแอมเบียนต์ และนอยส์บิดเบี้ยวสไตล์สเปซร็อกเข้าไปแทนที่ ผลลัพธ์ที่ได้คือผลงานที่ตรงกับชื่อวง “Blur” มากที่สุด เพราะมันทั้งพร่ามัว สับสน และสลายทุกลูกคลื่นบริตป๊อบดั้งเดิมจนหมดสิ้น
ในเชิงโครงสร้างดนตรี 13 ไม่ใช่อัลบั้มที่เน้นการเขียนท่อนฮุก 3 นาทีเพื่อเปิดบนคลื่นวิทยุ แต่เป็นการทำงานในลักษณะแจมเซสชั่น ที่ปล่อยให้ไอเดียทางดนตรีไต่ระดับอย่างช้าๆ มีการสร้างลูป การวนซ้ำ และการขยายบรรยากาศจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ การสลัดสูตรสำเร็จป๊อบทิ้งแล้วหันมาเน้นมิติของ “บรรยากาศ” ทำให้ตัวอัลบั้มมีสภาวะตัดขาดจากโลกภายนอก โอบอุ้มความอ้างว้างและความปั่นป่วนไว้ในพื้นที่ส่วนตัวอย่างสมบูรณ์แบบ
อัลบั้มเปิดด้วย “Tender” บทเพลงกลิ่นอายกอสเปลความยาวร่วม 8 นาทีที่ได้คณะนักร้องประสานเสียงกอสเปลร่วมสมัยชื่อดัง London Community Gospel Choir มาร่วมสร้างความยิ่งใหญ่ Albarn เปลือยความเจ็บปวดจากใจที่สลายด้วยเนื้อหาเรียบง่ายทว่ากระแทกอารมณ์ มันกลายเป็นบทเพลงบำบัดแผลใจอันทรงพลังที่แม้แต่ Frischmann เองยังต้องเสียน้ำตาเมื่อได้ฟังครั้งแรก ผสานกับเสียงกีตาร์อันนุ่มนวลของ Coxon ที่ร่วมร้องในท่อนคอรัสได้อย่างน่าจดจำ
ถัดมาใน “Bugman” วงกระชากอารมณ์ผู้ฟังเข้าสู่เสียงสังเคราะห์แบบอินดัสเทรียลร็อกอันดุดัน ด้วยไลน์กีตาร์บดขยี้ไร้ปรานีและเสียงเอฟเฟกต์สะท้อนที่สับสนวุ่นวาย มันคือการถ่ายทอดสภาวะความจิตตกและความระแวงในสังคมยุคใหม่ได้อย่างก้าวร้าว ก่อนจะถูกตัดสลับอารมณ์ทันทีด้วย “Coffee & TV” งานเพลงที่ Coxon รับหน้าที่ร้องนำ สะท้อนการเยียวยาชีวิตจากอาการติดเหล้าด้วยกาแฟและหน้าจอทีวี แม้ภาคดนตรีจะมีความเป็นแจงเกิลป๊อบสดใสใกล้เคียงซาวด์เดิม แต่กลับซ่อนความอ้างว้างและการแยกตัวออกจากสังคมไว้อย่างคมกริบ
อารมณ์ดนตรีเริ่มดิ่งลึกและหยาบกร้านขึ้นใน “Swamp Song” งานเพลงสไตล์การาจพังก์ที่ Albarn ตะโกนก้องด้วยความสิ้นหวัง สะท้อนภาพมรสุมชีวิตและการจมดิ่งในสิ่งเสพติดอย่างไม่ซ่อนเร้น ก่อนจะเข้าสู่ “1992” บทเพลงที่ถูกนำมาจากเดโมเก่าช่วงปี 1992 เสียงกีตาร์โหยหวนของ Coxon ผสานเอฟเฟกต์สะท้อนสไตล์สูญญากาศและเสียงสังเคราะห์รอบทิศทาง สร้างบรรยากาศล่องลอยราวกับกำลังเล่นดนตรีอยู่บนดาวเคราะห์ที่ไร้ผู้คน
ถัดจากความเดือดพล่านสไตล์พังก์ความยาวสั้นกระทัดรัดใน “B.L.U.R.E.M.I.” ที่พูดถึงการจิกกัดวงการดนตรีป๊อบ อัลบั้มก็ส่งต่อไปยัง “Battle” มหากาพย์ความยาวกว่า 7 นาทีที่ถือเป็นจุดศูนย์กลางทางอารมณ์ของอัลบั้ม เพลงนี้ใช้ไลน์เบสบดขยี้ของ Alex James และลูปกลองขัดจังหวะของ Dave Rowntree ผสานเสียงซินธ์อวกาศเพื่อถ่ายทอดความโกรธ ความสับสน และความตรอมตรมหลังการเลิกลา ออกมาเป็นงานเอ็กเพอร์ริเมนทัลร็อกที่ยิ่งใหญ่และหลอกหลอน
ครึ่งหลังของอัลบั้มยิ่งผสานการทดลองทางซาวด์และอารมณ์อย่างเข้มข้น เริ่มจาก “Mellow Song” งานเพลงอคูสติกโฟล์กผสมแอมเบียนต์ที่เปิดด้วยความสงบสลัว ให้ Albarn ครวญเพลงถึงดวงจันทร์ ก่อนจะระเบิดออกด้วยพายุกลองและกีตาร์ฟัซซ์ช่วงท้ายอย่างเหนือชั้น เป็นดั่งการจำลองสภาวะอารมณ์ที่แปรปรวนอย่างฉับพลัน
จากนั้นจึงต่อด้วย “Trailerpark” เพลงที่ได้รับอิทธิพลอย่างชัดเจนจากโปรเจกต์ Gorillaz ที่ Albarn กำลังพัฒนาอยู่ร่วมกับ Jamie Hewlett บีตแบบทริปฮอปสโลว์เทมโปผสมซินธ์และกีตาร์กวนประสาท สร้างบรรยากาศแห่งความเสื่อมโทรมและความบอบช้ำจากไลฟ์สไตล์เสพติดสารเคมีที่เป็นชนวนสำคัญในการล่มสลายของความสัมพันธ์
“Caramel” คือหนึ่งในจุดพีคทางศิลปะของอัลบั้ม มันคือเพลงความยาว 7 นาทีที่เปรียบเสมือนการจมดิ่งในความเหงาและเฮโรอีน (ซึ่งคำว่า Caramel เป็นสแลงใช้เรียกเฮโรอีนแบบสูบ) Albarn ขับร้องความแตกสลายผ่านโครงสร้างเพลงสไตล์ไซคีเดเลียและโพสต์ร็อก ที่ซึ่งงานโปรดักชั่นของ Orbit ดึงให้เสียงกีตาร์เลิกทำหน้าที่เป็นกีตาร์ แต่กลายเป็นชั้นบรรยากาศอันลอยละล่องที่ซ้อนทับกันอย่างหนาแน่น สะท้อนภาพวงร็อกในวัยเติบโตที่ไม่สนใจการทำเพลงฮิตติดชาร์ตอีกต่อไป
ความพร่ามัวและความอัจฉริยะในงานกีตาร์ของ Coxon ฉายแสงชัดที่สุดใน “Trimm Trabb” เพลงที่เริ่มต้นด้วยความเงียบสงบสไตล์อคูสติก ก่อนจะถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกีตาร์แผดพร่าอันบิดเบี้ยวที่ไร้เค้าโครงกีตาร์แบบเดิมๆ แม้เนื้อหาจะตั้งต้นจากการวิพากษ์วิจารณ์บริโภคนิยมยุคใหม่ แต่มวลอารมณ์ความผิดหวังในความสัมพันธ์ก็ยังคงตามหลอกหลอน ผ่านเสียงรำพึงของ Albarn ว่า “I sleep alone” และ “That’s just the way it is” กลายเป็นความสอดประสานอันเข้มข้นระหว่างความโกลาหลทางดนตรีและความสงบทางอารมณ์ได้อย่างประหลาด
ก่อนปิดฉาก อัลบั้มส่ง “No Distance Left to Run” บทเพลงบอกลาความสัมพันธ์ที่เจ็บปวดและซื่อสัตย์ที่สุดของ Albarn เสียงกีตาร์โปร่งนุ่มนวลและน้ำเสียงหมดแรงที่เอื้อนเอ่ยว่า “It’s over, I knew it would end…” ถ่ายทอดการยอมรับความจริงอันน่าใจหายอย่างไร้เกราะป้องกัน เป็นหนึ่งในเพลงเลิกลาที่บาดลึกที่สุดในประวัติศาสตร์วง ก่อนจะทิ้งท้ายด้วย “Optigan 1” แทร็กบรรเลงที่ใช้เครื่องดนตรีออปติแกนยุคเก่า สร้างบรรยากาศกล่องเพลงโบราณที่ค่อยๆ จางหายไปในความเงียบ
แม้ในวันที่ออกวางจำหน่าย 13 จะสร้างความเหวอให้แก่แฟนเพลงยุคบริตป๊อบจนได้รับกระแสตอบรับที่ก้ำกึ่ง แต่หากมองจากปัจจุบัน ผลงานชุดนี้คือหมุดหมายสูงสุดในการฉีดก๊าซแห่งความสร้างสรรค์เข้าสู่วิถีทางของวงร็อก มันข้ามผ่านข้อจำกัดทางแนวดนตรีเดิมๆ ไปสู่สภาวะความสมบูรณ์แบบทางอารมณ์ที่จับต้องได้ยาก และกลายเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซที่สง่างามที่สุดของ Blur อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
13 ไม่ใช่อัลบั้มที่สร้างขึ้นมาเพื่อการฟังผ่านๆ หรือการเลือกเปิดแค่บางแทร็ก แต่มันคือภาพบันทึกอารมณ์ ที่ต้องฟังตั้งแต่ต้นจนจบ งานโปรดักชั่นอันชาญฉลาดของ William Orbit ร่วมกับความจริงใจและไร้การเสแสร้งของสมาชิกวง ได้เปลี่ยนบาดแผลจากการแตกสลายให้กลายเป็นงานศิลปะเหนือกาลเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการวางจำหน่ายในปี 1999 ท่ามกลางความวิตกกังวลต่อปรากฏการณ์ Y2K อัลบั้มนี้จึงเปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญในการบอกลาและปิดฉากทศวรรษ 1990s ของ Blur อย่างเป็นทางการ เพื่อส่งทอดผู้ฟังจากซากปรักหักพังแห่งยุคบริตป๊อบเข้าสู่สหัสวรรษใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ และสมควรได้รับคะแนนระดับขึ้นหิ้งไปอย่างไม่มีข้อสงสัย
คะแนน: 9.7/10
แทร็กไฮไลต์: Tender, Bugman, Coffee & TV, Battle, Trailerpark, Caramel และ No Distance Left to Run
RIP William Orbit (1956 — 2026)
โฆษณา