Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 12:00 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
Elon Musk หลอกเราหรือเปล่า? อาณานิคมบนดาวอังคาร วิสัยทัศน์ หรือ แค่เรื่องเพ้อฝัน
ช่วงนี้กระแสอวกาศมันมาแรงมาก เปิดฟีดไปทางไหนก็เจอแต่มหาเศรษฐีซิลิคอนแวลลีย์ออกมาขายฝันล้ำๆ เต็มไปหมด…
ภาพจำที่ตัวพ่อแห่งวงการเทคโนโลยีสื่อสารออกมา มักจะเป็นภาพมนุษย์นับล้านไปสร้างอารยธรรมใหม่บนดาวอังคาร
แถมยังมี AI สุดล้ำคอยเสิร์ฟน้ำเสิร์ฟท่าดูแลเราทุกอย่างประหนึ่งเป็นพระเจ้า
วิสัยทัศน์พวกนี้ถูกขายซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยมหาเศรษฐีเบอร์ต้นๆ ไม่ว่าจะเป็น Elon Musk หรือ Jeff Bezos หรือแม้แต่ Eric Schmidt
หลายคนฟังแล้วก็อินจัด รู้สึกว่านี่แหละคือทางรอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างแท้จริง…
แต่ความจริงที่ถูกซุกไว้ใต้พรมก็คือ วิสัยทัศน์ที่ดูยิ่งใหญ่พวกนี้อาจไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์เลยซักนิด
มันเป็นแค่ "Pseudoscience" หรือวิทยาศาสตร์เทียมที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกตาคนทั้งโลกต่างหาก…
ซึ่งหากเราย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของความหลงใหลเรื่องอวกาศ มันเริ่มมาจากวัยเด็กของเหล่าซีอีโอสายเทคทั้งหลายเลย
คนพวกนี้เติบโตมากับการเสพนิยาย Sci-Fi ดู Star Trek ดู Star Wars จนอินจัด
พวกเขามองว่านิยายพวกนี้คือแผนที่นำทางสู่โลกอนาคต ทั้งที่ความจริงนิยายก็คือนิยายแต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิงล้วนๆ
มันไม่ได้มีหน้าที่ทำนายอนาคต เหมือนกับที่นิยายฆาตกรรมไม่ได้มีไว้สอนตำรวจสืบคดีนั่นแหละ…
แต่ความอินในวัยเด็กนี่แหละที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี รอวันปะทุขึ้นมาตอนที่พวกเขามีอำนาจและเงินตรา
อย่างกรณีของ Jeff Bezos หลายคนอาจจะคิดว่าเขาเป็นหนอนหนังสือ ถึงได้ก่อตั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon ขึ้นมา
แต่เบื้องหลังมันไม่ได้สวยหรูขนาดนั้น Jeff Bezos ไม่ได้อินหรือมีความรักอะไรในหนังสือเป็นพิเศษเลยซักนิด
เขาแค่มองเห็นช่องโหว่ทางธุรกิจ เพราะหนังสือเป็นสินค้าที่ไม่เน่าเสีย เก็บในโกดังได้นานเป็นปีๆ…
แถมยังส่งทางไปรษณีย์ได้ง่ายด้วยเรตราคาพิเศษ และคืนสินค้าที่ขายไม่ออกเพื่อรับเงินคืนได้เต็มจำนวนอีกต่างหาก
เป้าหมายที่แท้จริงของการตั้ง Amazon คือการสร้างเครื่องปั๊มเงินสดขนาดมหึมา
เพื่อเอาความมั่งคั่งมหาศาลนั้นไปสานต่อความฝันในวัยเด็ก นั่นก็คือการก่อตั้งบริษัทอวกาศ Blue Origin ในปี 2000
ตัดภาพมาที่ Elon Musk ก็ไม่ได้ต่างกันเลย ทันทีที่เขาฟันกำไรก้อนโตจากสตาร์ทอัปที่กลายมาเป็น PayPal
เขาไม่ได้เอาเงินไปเปย์ซื้อเกาะส่วนตัว หรือนอนจิบไวน์ชิลๆ ริมหาด
แต่เขาเอาทุนก้อนนั้นไปทุ่มตั้งบริษัท SpaceX ทันที เพราะความหมกมุ่นเรื่องดาวอังคารมันฝังอยู่ในหัวมาตลอด…
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บริษัทอวกาศพวกนี้ผงาดขึ้นมาได้ คือช่วงยุคประธานาธิบดี George W. Bush
ตอนนั้นรัฐบาลเริ่มไฟเขียวให้เอกชนเข้ามาร่วมแจมกับโปรเจกต์ของภาครัฐมากขึ้น
ยิ่งพอเกิดเหตุสลดกระสวยอวกาศ Columbia ระเบิด รัฐบาลก็ยิ่งตื่นตัวว่าเทคโนโลยีที่มีมันเก่าเกินไปแล้ว
บริษัทเอกชนพวกนี้เลยสบช่อง กระโดดเข้ามาเสนอหน้าว่าสามารถส่งของขึ้นอวกาศได้ในราคาที่ถูกกว่า NASA…
เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้ทำยากอะไร เพราะ NASA มักจะถูกเตะตัดขาด้วยงบประมาณและการเมืองที่เชื่องช้า
กลายเป็นว่าบริษัทที่เคลมตัวเองว่าเป็นผู้นำนวัตกรรมกอบกู้เผ่าพันธุ์มนุษย์ กลับโตมาได้ด้วยเงินภาษีของประชาชนเต็มๆ…
พอเข้าสู่ยุค 2010s กระแสอพยพไปดาวอังคารก็พุ่งสูงขึ้นจนฉุดไม่อยู่
Elon Musk เล่นใหญ่ใส่เสื้อ Occupy Mars ออกสื่อ ยานสำรวจดาวอังคารกลายเป็นไวรัลทั่วโลกอินเทอร์เน็ต
ผู้คนเริ่มเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการไปดวงจันทร์มาเป็นดาวอังคารอย่างบ้าคลั่ง
มหาเศรษฐีพวกนี้ใช้การตลาดที่แยบยล พวกเขาไม่ได้แค่ขายตั๋วทัวร์อวกาศ…
แต่ตั้งใจขายภาพลักษณ์ตัวเองในฐานะศาสดาผู้ใจบุญ ที่จะนำพามนุษย์ไปสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา
ปั่นหัวคนทั่วไปให้รู้สึกว่า การไปอวกาศกำลังจะกลายเป็นเรื่องจับต้องได้สำหรับคอนซูเมอร์อย่างเราๆ
แต่พอเอากฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์มากางดู ภาพฝันสุดอลังการพวกนี้ก็แตกสลายไม่มีชิ้นดี
คราวนี้ลองมาไล่ดูความโหดร้ายของการไปดาวอังคารกันทีละสเตปกันดีกว่านะครับ เริ่มจากตอนออกเดินทางเลย
การจะยิงจรวดไปดาวอังคารไม่ใช่ว่านึกอยากจะไปตอนไหนก็กดปุ่มปล่อยได้เลย
เราต้องรอจังหวะที่วงโคจรของโลกและดาวอังคารมาอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุด
ซึ่งช่วงเวลาในการเดินทางนี้จะเปิดรับแค่ทุกๆ 15 ถึง 18 เดือนเท่านั้น…
มันต่างจากการไปดวงจันทร์แบบหน้ามือเป็นหลังเท้า เพราะดวงจันทร์เราจะบินไปตอนไหนก็ได้
แถมการไปดวงจันทร์ใช้เวลาแค่สามวัน แต่ไปดาวอังคารต้องใช้เวลานานถึง 6 ถึง 9 เดือน
ลองจินตนาการถึงการถูกจับยัดในแคปซูลแคบๆ ลอยเคว้งอยู่กลางอวกาศที่มืดสนิทเป็นปีดูสิครับ
ร่างกายคนเราไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทนรับสภาพเวทนาแบบนั้นได้เลยซักนิด…
การลอยอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักนานขนาดนั้น จะทำให้มวลกล้ามเนื้อและกระดูกฝ่อลงอย่างน่ากลัว
นักบินจะต้องถูกบังคับให้ออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่งทุกวันในพื้นที่เท่าแมวดิ้นตาย
เพื่อรักษาสภาพร่างกายให้พอมีแรงเดินได้ตอนไปถึงดาวที่แรงโน้มถ่วงต่างออกไป
แต่นั่นยังเป็นแค่เรื่องจิ๊บๆ เมื่อเทียบกับการต้องฝ่าดงรังสีมรณะ…
อยู่บนโลกเรายังมีชั้นบรรยากาศหนาๆ และสนามแม่เหล็กคอยกางบาเรียกันรังสีจากดวงอาทิตย์ให้
แต่ระหว่างทางไปดาวอังคาร เกราะป้องกันพวกนั้นคือศูนย์
มนุษย์จะต้องโดนอาบรังสีปริมาณมหาศาลอย่างเลี่ยงไม่ได้เลยจริงๆ
สมมติว่าเกิดปาฏิหาริย์ เราดวงแข็งรอดชีวิตไปถึงพื้นผิวดาวอังคารได้
นรกขุมที่สองก็มารอรับไม้ต่อทันที เพราะบนนั้นแทบจะไม่มีชั้นบรรยากาศอะไรเลย
ปริมาณอากาศมีน้อยกว่าโลกไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ แถมยังไม่มีออกซิเจนให้หายใจอีกต่างหาก
ถ้าเผลอถอดหมวกอวกาศเดินเล่น น้ำลายในปากจะเดือดปุดๆ ระเหยกลายเป็นไอในขณะที่กำลังขาดใจตาย…
ทางเดียวที่จะรอดตายจากรังสีและสภาพอากาศสุดขั้ว คือต้องมุดดินลงไปใช้ชีวิตอยู่ในอุโมงค์ ทำตัวให้เหมือนว่ากลายร่างเป็นตัวตุ่น
แต่ความพังยังไม่จบแค่นั้น ความจริงคือดินบนดาวอังคารมันเต็มไปด้วยสารพิษขั้นรุนแรง
นักวิทยาศาสตร์พบว่าพื้นผิวดาวอังคารเต็มไปด้วยสารประกอบที่เรียกว่า Perchlorates…
มันคือสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนและทำลายระบบไทรอยด์ของมนุษย์แบบย่อยยับ
ฝุ่นพวกนี้มีอนุภาคที่เล็กละเอียดสุดๆ มันพร้อมจะเกาะติดชุดอวกาศและทะลวงเข้ามาในอุโมงค์ของเรา
ปะปนไปในน้ำดื่ม อาหาร และเข้าไปสะสมในร่างกายจนตายผ่อนส่งในที่สุด
นี่ยังไม่ต้องพูดถึงการขนส่งเครื่องจักรกลหนักข้ามจักรวาลไปสร้างอาณานิคมเลย มันเป็นไปไม่ได้เลยในทางวิศวกรรม…
Elon Musk เคยพ่นวาทกรรมไว้ว่าอยากส่งคนเป็นล้านไปตั้งรกรากบนดาวอังคาร
เพื่อสร้างอารยธรรมที่พึ่งพาตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เผื่อวันไหนโลกแตกจะได้มีเผ่าพันธุ์สำรอง
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การจะสร้างระบบเศรษฐกิจระดับไฮเทคโดยไม่ง้อเสบียงจากโลก
อาจจะต้องใช้ประชากรมากถึง 500 ล้านคนเป็นอย่างต่ำ…
แล้วคำถามที่ยังไม่มีใครกล้าฟันธงคือ เราจะสืบพันธุ์กันยังไงในที่ที่แรงโน้มถ่วงต่ำขนาดนั้น
เด็กที่เกิดมาบนดาวที่มีแรงโน้มถ่วงแค่หนึ่งในสามของโลก จะมีกระดูกและอวัยวะที่สมบูรณ์ได้ยังไง
แค่คิดว่าจะต้องเอาเด็กทารกไปเลี้ยงในเครื่องหมุนเหวี่ยงปรับแรงดันตลอดเวลา มันก็ไม่ใช่โลกยูโทเปียที่วาดฝันไว้แล้ว มันคือนรกบนดินชัดๆ…
เพื่อกลบเกลื่อนปัญหาพวกนี้ บรรดาศาสดาไอทีก็มักจะงัดไพ่ตายอย่างการทำ Terraforming มาขายฝันต่อ
บอกว่าจะปรับสภาพดาวเคราะห์ให้เหมือนโลก ด้วยการละลายน้ำแข็งที่ขั้วดาวอังคารเพื่อสร้างชั้นบรรยากาศ
แต่นักฟิสิกส์เอาเครื่องคิดเลขมากดดูแล้วก็ส่ายหัว เพราะสสารที่ขั้วน้ำแข็งมันมีไม่พอสร้างบรรยากาศเลยสักนิด
วิธีเดียวที่จะทำได้คือต้องไปลากดาวหางมาพุ่งชนดาวอังคารเพื่อเอาน้ำและสสารมาเติม…
ซึ่งเอาจริงๆ เทคโนโลยีแบบนั้นมนุษย์คงไม่มีปัญญาทำได้ไปอีกหลายร้อยปี
หรือเผลอๆ อาจจะไม่มีวันทำได้เลยตลอดกาลด้วยซ้ำ
พอความจริงทางวิทยาศาสตร์มันฟาดหน้าแรงขนาดนี้ คำถามคือทำไมคนรอดับท็อปถึงยังดันทุรังขายฝันอยู่
คำตอบมันสั้นและเรียบง่ายมาก มันคือกลไกในการรักษาอำนาจและผลประโยชน์นั่นแหละครับ
การสร้างสตอรี่ว่าตัวเองคืออัศวินขี่ม้าขาวผู้จะมากอบกู้เผ่าพันธุ์
มันช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมจากการละเมิดกฎหมายแรงงานในโรงงานของตัวเองได้ดีเยี่ยม
แถมยังใช้เป็นข้ออ้างสุดคลาสสิกที่ว่า เราต้องรีบทำทุกอย่างให้เสร็จก่อนโลกจะพินาศ
นอกจากเรื่องย้ายดาวแล้ว สตอรี่เรื่อง AI ก็ถูกเอามาปั่นหัวพวกเราด้วยเหมือนกัน…
มีการพ่นคำโตๆ ว่า AI ขั้นเทพจะเข้ามาแก้ปัญหาทุกอย่างให้เรา แม้แต่วิกฤตโลกร้อน
ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ปัญหาโลกร้อนมันแก้ได้ด้วยนโยบายและการเมือง
เรามีเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ราคาถูกพร้อมใช้งานอยู่เต็มไปหมด
สิ่งที่ขาดคือจิตสำนึกและความร่วมมือในการเลิกสูบเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างบ้าคลั่งต่างหาก…
แต่ความย้อนแย้งที่สุดก็คือ การแข่งขันเพื่อสร้าง AI ให้ฉลาดทะลุโลก
กลับต้องแลกมาด้วยการผลาญพลังงานมหาศาลและทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนักหน่วง
อย่างโปรเจกต์ศูนย์ข้อมูล Colossus ของ Elon Musk ก็สูบพลังงานและปล่อยมลพิษในระดับที่น่ากลัวมาก
อดีตซีอีโออย่าง Eric Schmidt เคยหลุดปากพูดอะไรที่ชวนอึ้งออกมาด้วยซ้ำ…
เขาบอกประมาณว่า ยังไงเราก็ลดโลกร้อนไม่ทันตามเป้าหมายอยู่แล้ว
งั้นวิธีที่ดีที่สุดคือเร่งเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลให้หนักขึ้นไปอีก เพื่อพัฒนา AI ให้เก่งไวๆ
1
แล้วเดี๋ยวค่อยให้ AI คิดหาวิธีแก้ปัญหาโลกร้อนให้เราอีกที
1
มันคือการหาความชอบธรรมให้กับการทำลายล้างธรรมชาติเพื่อปั๊มผลกำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง…
1
ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการบริโภคแบบฟาสต์แฟชั่นที่ซื้อปุ๊บทิ้งปั๊บ
การส่งพัสดุด่วนข้ามคืนที่ทิ้ง carbon footprints ไว้มหาศาล
หรือการผุดศูนย์ข้อมูล AI ที่สูบทั้งน้ำทั้งไฟฟ้าจนชาวบ้านแทบไม่เหลือใช้
สุดท้ายแล้ว ความจริงที่เจ็บปวดแต่เราทุกคนต้องยอมรับคือ เราไม่มี "Planet B" ให้หนีไปไหน…
โลกใบสีน้ำเงินนี้คือบ้านเรือนเพียงหลังเดียวที่เรามีและจะมีตลอดไป
เราวิวัฒนาการและปรับตัวมาเป็นล้านๆ ปีเพื่อที่จะหายใจและมีชีวิตรอดภายใต้แรงโน้มถ่วงนี้
การพยายามตะเกียกตะกายหนีไปตายเอาดาบหน้าบนดาวเคราะห์ที่หนาวจัด แห้งแล้ง และเต็มไปด้วยฝุ่นพิษ มันไม่ใช่ทางออกของมนุษยชาติเลยซักนิดเดียว…
ปัญหาของเราไม่ได้เกิดจากอุกกาบาตขนาดเท่าภูเขาพุ่งชนโลก
แต่ปัญหาที่แท้จริงมันเกิดจากความโลภที่ไม่มีจุดสิ้นสุดของมหาเศรษฐีต่างหาก
1
แทนที่จะเอาเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ไปละลายกับการขุดรูอยู่บนดาวอังคารเพื่อคนหยิบมือเดียว
สู้เอาทรัพยากรและมันสมองระดับหัวกะทิพวกนั้นมาแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ดีกว่าหรอ…
1
มาช่วยกันพัฒนาพลังงานสะอาดและฟื้นฟูระบบนิเวศบนโลกใบนี้อย่างจริงจัง
เราสามารถเปลี่ยนโลกที่บอบช้ำจนแทบพังทลายใบนี้ ให้กลับมาเป็นสวรรค์ได้อีกครั้งแน่นอน
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของมนุษย์ไม่ได้อยู่ท่ามกลางดวงดาวอันหนาวเหน็บที่ไหนไกล
แต่มันอยู่ที่สองเท้าของเราที่เหยียบลงบนผืนดินของโลกใบนี้ต่างหาก…
1
References : [nasa,spacex,startalk,scientificamerican,theatlantic,space]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/colonies-on-mars-is-real/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
เทคโนโลยี
การลงทุน
ธุรกิจ
2 บันทึก
9
3
2
9
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย