Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
9 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ
จากทีวีสู่ EV การเกิดใหม่ของ Panasonic ยักษ์ใหญ่ที่เกือบเหลือแค่ชื่อ
ย้อนเวลากลับไปช่วงกลางปี 2012 มีผู้ชายคนนึงชื่อ Kazuhiro Tsuga
เขาเพิ่งโดนดันขึ้นมารับตำแหน่งประธานคนใหม่ของ Panasonic หมาดๆ
บรรยากาศคืนนั้นบนโต๊ะประชุมใหญ่ของเขาเต็มไปด้วยกองเอกสารวางสุมกันเป็นภูเขา
มันคือรายงานผลประกอบการจาก 88 แผนกธุรกิจที่บริษัทมีอยู่ตอนนั้น
แต่ยิ่งเขาเปิดอ่านเอกสารพวกนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกขนลุก…
เพราะสิ่งที่เห็นมันไม่ใช่กำไรสวยหรูแต่มันคือตัวเลขสีแดงเถือกเต็มหน้ากระดาษไปหมด
ปีที่เพิ่งผ่านพ้นไป Panasonic ขาดทุนย่อยยับ ตัวเลขกลมๆ คือ 772,000 ล้านเยน หรือคิดเป็นเงินไทยตอนนั้นก็ราวๆ สามแสนล้านบาท
นี่คือสถิติการขาดทุนที่วินาศสันตะโรที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการอิเล็กทรอนิกส์ญี่ปุ่น แซงหน้าคู่แข่งเพื่อนร่วมชาติอย่าง Sony หรือ Sharp แบบไม่เห็นฝุ่น
เขาถึงกับต้องเอามือกุมขมับแล้วบ่นพึมพำว่า นี่มันหายนะระดับชาติชัดๆ…
คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ ยักษ์ใหญ่เบอร์ต้นๆ ของโลกมาถึงจุดนี้ได้ไง
…
เพื่อให้เก็ทเรื่องนี้ เราต้องนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปทำความรู้จักกับต้นตอปัญหากันหน่อย
มันมีผีตัวนึงที่สิงอยู่ในบริษัทนี้มานาน ผีตัวนี้ชื่อว่า “ความสำเร็จในอดีต”
Panasonic ก่อตั้งขึ้นตอนปี 1918 โดยเทพเจ้าแห่งวงการธุรกิจ Konosuke Matsushita
แก่นแท้ที่ทำให้แบรนด์นี้ยิ่งใหญ่ทะลุฟ้าคือปรัชญาที่เรียกว่า Tap Water Philosophy
แนวคิดนี้โคตรเรียบง่ายแต่ทรงพลังสุดๆ ในยุคนั้น
นั่นก็คือการผลิตสินค้าดีๆ ออกมาให้เยอะเหมือนน้ำประปา เพื่อกดราคาให้ถูกที่สุด
จนใครๆ ก็สามารถเจียดเงินซื้อมาใช้ได้แบบไม่ลำบากกระเป๋า
ซึ่งมันก็เวิร์คมากๆ ในศตวรรษที่ 20 ยุคที่เครื่องใช้ไฟฟ้ายังเป็นของหายาก
แต่ก็นั่นแหละ โลกธุรกิจมันโหดร้ายเสมอ สูตรสำเร็จเมื่อวานคือยาพิษในวันนี้…
พอโลกเราก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล อินเทอร์เน็ต และสมาร์ตโฟนบูมสุดขีด
ปรัชญาน้ำประปาก็เริ่มบูด เริ่มใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ปั๊มของถูกออกมาขายได้ จีนก็ทำได้ เกาหลีก็ทำได้ แถมยังทำได้ถูกกว่าและเร็วกว่าหลายขุมเสียด้วย
สภาพของ Panasonic ตอนนั้นเหมือนคนป่วยตัวบวมน้ำ เคลื่อนไหวช้าอืดอาด
ดันมีสินค้าในมือเยอะเกินไป มีตั้ง 88 แผนกธุรกิจ
คิดดูนะครับพวกเขาทำตั้งแต่ทีวี เครื่องปิ้งขนมปัง ยันแผงวงจรไฟฟ้าที่ซับซ้อน
แต่ละแผนกก็ทำงานแยกกันเหมือนคนละบริษัท ไม่คุย ไม่แชร์ข้อมูลกันเลย
พอถึงช่วงปี 2000 โลกเริ่มเปลี่ยนผ่านจากทีวีจอแก้วหลังตุงๆ ไปเป็นทีวีจอแบน
บริษัทก็ยังมั่นใจว่าเทคโนโลยีจอ Plasma ของตัวเองเจ๋งสุดอยู่…
เอาจริงมันก็ภาพสวยกว่าคู่แข่งอย่าง LCD ดำสนิทกว่า สมูทกว่า
พวกวิศวกรก็เลยอวยเทคโนโลยีนี้กันสุดพลัง แทบจะเอาขึ้นหิ้งบูชา
แต่ดันตกม้าตายตรงที่ลืมมองความจริงข้อสำคัญไปสนิทใจ
ผู้บริโภคทั่วไปไม่ได้มีสายตาที่จะแยกแยะความต่างของเม็ดสีได้ขนาดนั้น
คนแค่ต้องการทีวีที่บางเฉียบ น้ำหนักเบา ไม่ร้อนเป็นเตาอบ และที่สำคัญคือต้องถูก
ซึ่งจอ LCD ของค่ายเกาหลีอย่าง Samsung หรือ LG มันตอบโจทย์นี้ได้มากกว่าเยอะ
แทนที่จะรีบเปลี่ยนเกม Panasonic กลับดันทุรังทุ่มเงินสร้างโรงงานพลาสมาแห่งใหม่
พยายามหลอกตัวเองว่าเดี๋ยวลูกค้าก็ตาสว่างหันมาซื้อของดีเองแหละ
แต่วันนั้นไม่เคยมาถึง ตลาดทีวีพลาสมาวูบหนัก ยิ่งทำยิ่งเจ็บตัว กลายเป็นหลุมดำขนาดยักษ์ที่สูบเงินบริษัทจนแทบจะหมดหน้าตัก…
ตัดภาพกลับมาที่ประธานใหม่อย่าง Kazuhiro Tsuga ในคืนที่ต้องรับเผือกร้อน
ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนนอกที่ไหน เขาทำงานที่นี่มาตั้งแต่ปี 1979
แต่เขาไม่ได้โตมาสายบริหารจ๋าๆ แบบผู้บริหารทั่วไป
เขาเติบโตมาจากสายวิจัยและพัฒนาโดยตรง แถมเคยไปเรียนที่อเมริกาด้วย
ทำให้มีวิธีคิดนอกกรอบ ไม่สนธรรมเนียมเก่าแก่ที่คร่ำครึ
ในงานประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรก เขาเดินขึ้นเวทีแล้วปาระเบิดลงกลางวง
เขาพูดใส่ไมค์ว่า ในโลกของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คอนซูเมอร์ “เราคือผู้แพ้”
แต่เขารู้ดีว่าถ้ายังหลอกตัวเองอยู่ บริษัทก็เตรียมตัวลงโลงได้เลย…
แล้วปฏิบัติการผ่าตัดองค์กรก็เริ่มต้นขึ้น โดยเขาเริ่มจากการเชือดแผนกที่ใหญ่สุดทิ้ง นั่นคือทีวีพลาสมาลูกรัก
ลองนึกภาพแรงต้านดูนะครับ วิศวกรตัวท็อปพากันหัวฟัดหัวเหวี่ยงคัดค้านสุดตัว
แต่เขาก็เมิน สั่งเบรกการลงทุนทุกอย่าง แล้วปิดฉากมันถาวรในปี 2014
แค่นั้นยังไม่สะใจ แกหันไปมองสำนักงานใหญ่แล้วเจอความจริงที่น่าปวดหัว
มีพนักงานนั่งตากแอร์อยู่ตั้ง 7,000 คน ที่ไม่ได้ผลิตหรือขายของเลย มีหน้าที่แค่ออกกฎ นั่งจับผิด ทำเอกสารให้มันวุ่นวายเล่นๆ
เขาเลยสั่งลดคนจากเจ็ดพันให้เหลือแค่ 130 คนถ้วน
เขาไม่ได้ไล่ออกแบบเลือดเย็น แต่สั่งย้ายลงไปลุยหน้างาน ไปอยู่โรงงาน ไปช่วยกันทำมาหากิน ไม่ใช่นั่งเสวยสุขเป็นคุณชายอยู่บนตึกหรู
พร้อมกับหั่นแผนกธุรกิจจาก 88 เหลือแค่ 37 แผนก เพื่อให้องค์กรเบาหวิว
แน่นอนว่าพนักงานเกลียดขี้หน้าเขาเข้าไส้ สหภาพแรงงานก็ประท้วงยับ
แต่เขาก็กัดฟันทน เพราะรู้ว่าถ้าไม่เจ็บวันนี้ พรุ่งนี้ก็จะไม่มีบริษัทให้โวยวายแล้ว
พอห้ามเลือดสำเร็จ โจทย์ต่อไปคือจะหาเงินจากไหนในเมื่อตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ามันตัน
เขาเลยตัดสินใจหักพวงมาลัย ประกาศลุยตลาดลูกค้าองค์กร หรือ B2B แบบเต็มตัว
และนี่คือก้าวที่บ้าบิ่นที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้…
ปี 2014 เขาบินไปอเมริกาเพื่อจับมือกับชายที่บ้าพลังที่สุดอย่าง Elon Musk
ตอนนั้น Tesla ยังเป็นแค่แบรนด์รถ EV เล็กๆ ที่คนมองว่าเป็นของเล่นคนรวย แถมยังขาดทุนยับเยินไม่แพ้กัน
แต่เขากลับมองเห็นขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ ยอมเปย์เงินก้อนโตกว่า 1,600 ล้านดอลลาร์ เพื่อร่วมสร้างโรงงาน Giga Factory
คนในวงการก็ด่าว่าบ้า เอาเงินก้อนสุดท้ายไปละลายแม่น้ำกับรถยนต์ที่สถานการณ์ยังลูกผีลูกคน
แต่เขาอ่านเกมขาดว่าแบตเตอรี่คือหัวใจของอุตสาหกรรมรถ EV ในอนาคต
และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด Tesla โตระเบิดจนมูลค่าพุ่งทะลุฟ้า
Panasonic ก็เลยเกาะจรวดพุ่งตามไปด้วย กลายเป็นเบอร์ต้นๆ ของวงการแบตเตอรี่…
แต่คนฉลาดระดับนี้ ย่อมรู้ดีว่าพึ่งพาลูกค้าเจ้าเดียวมันเสี่ยงเกินไป
ปี 2020 เลยไปดีลกับพี่ใหญ่อย่าง Toyota ตั้งบริษัทร่วมทุนซะเลย
เอาสุดยอดแบตเตอรี่ของตัวเอง ไปรวมกับพลังการผลิตของพี่โต เพื่อเตรียมกวาดตลาดรถ EV ในฝั่งเอเชียให้เรียบ
ตอนนี้ภาพจำของบริษัทที่ขายถ่านไฟฉายหรือทีวี มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว
กลายเป็นกระดูกสันหลังที่ค้ำวงการรถยนต์ไฟฟ้าโลกเอาไว้
แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ พวกเขารู้ว่าถ้าขายแค่ฮาร์ดแวร์ วันนึงกำไรมันก็จะบางลง
ของที่ทำเงินได้ยาวนานและยั่งยืนกว่าคือฝั่งของ “ซอฟต์แวร์”
ปี 2021 เลยทุ่มเงินสองแสนกว่าล้านบาท ซื้อกิจการ Blue Yonder …
บริษัทนี้คือผู้นำด้าน AI และระบบจัดการซัพพลายเชนระดับโลก คอยคำนวณให้พวกแบรนด์ยักษ์ใหญ่ว่าต้องส่งของไปไหนตอนไหนถึงจะประหยัดสุด
ดีลนี้เลยเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เปลี่ยนให้พวกเขาเป็นผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจร
สรุปแล้วมหากาพย์เรื่องนี้ให้อะไรเราบ้าง
แม้ว่าวันนี้ Kazuhiro Tsuga จะลงจากเก้าอี้ไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้มันเป็นสิ่งล้ำค่ามากๆ
จากบริษัทที่เลือดอาบใกล้ตาย วันนี้กลับมายืนหยัดทำกำไรได้แบบสวยๆ
คุณภาพของกำไรมันเน้นๆ เนื้อๆ กว่าสมัยยุครุ่งเรืองซะอีก
แบรนด์นี้อาจจะไม่ได้ตั้งโชว์เด่นๆ ในห้างให้เราเดินไปซื้อแล้ว
แต่พวกเขาฝังตัวเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกยุคใหม่ไปเรียบร้อย…
เรื่องนี้สอนให้รู้เลยว่าความสำเร็จในอดีตมันช่วยอะไรเราไม่ได้ในอนาคต
ถ้าไม่รู้จักปรับตัว สิ่งที่เคยทำให้เราปังก็อาจจะพังเราได้เหมือนกัน
ถ้าประธานคนนั้นไม่กล้าทุบหม้อข้าวตัวเอง ไม่กล้าฆ่าธุรกิจลูกรัก
วันนี้เราคงได้แต่ยืนไว้อาลัยให้กับชื่อของบริษัทนี้ไปแล้วก็เป็นได้…
References : [reuters, bloomberg, forbes, wsj, nikkei]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/the-rebirth-of-panasonic-2/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
เทคโนโลยี
ธุรกิจ
ญี่ปุ่น
1 บันทึก
5
1
5
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย