10 ส.ค. เวลา 05:45 • สุขภาพ

ตรวจสุขภาพเจอ “ค่าตับสูง” ต้องทำอย่างไร? รู้สาเหตุ ป้องกันโรคตับก่อนสาย

ค่าตับสูงเป็นสัญญาณว่าตับอาจมีการอักเสบหรือบาดเจ็บจากหลายสาเหตุ เช่น ไขมันพอกตับ แอลกอฮอล์ ไวรัสตับอักเสบ หรือยา ควรตรวจหาสาเหตุและรักษาเร็ว เพื่อลดเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับ
ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษ สร้างโปรตีน ผลิตน้ำดี และควบคุมการเผาผลาญสารอาหารต่าง ๆ ภายในร่างกาย หากผลตรวจสุขภาพพบว่า ค่าตับสูง อาจบ่งบอกการอักเสบของตับ หรือได้รับความเสียหายจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น โรคตับคั่งไขมัน การดื่มแอลกอฮอล์ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือผลข้างเคียงจากยาและสมุนไพรบางชนิด แม้ว่าค่าตับสูงจะไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคตับร้ายแรงเสมอไป แต่การตรวจหาสาเหตุและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยป้องกันการเกิดพังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับในอนาคตได้
ค่าตับสูง
ค่าตับ (Liver Function Tests; LFTs) คือ การตรวจเลือดเพื่อประเมินสุขภาพของตับ ทั้งการอักเสบ การทำงานของตับ และความเสียหายของเซลล์ตับ โดยค่าที่ตรวจ ได้แก่
  • AST (Aspartate Aminotransferase)
  • ALT (Alanine Aminotransferase)
  • Alkaline Phosphatase (ALP)
  • Gamma – Glutamyl Transferase (GGT)
  • Bilirubin
  • Albumin
  • Prothrombin Time (PT/INR)
ในจำนวนนี้ AST และ ALT เป็นเอนไซม์ที่ใช้บ่งชี้การอักเสบหรือการบาดเจ็บของเซลล์ตับได้ดีที่สุด ส่วนค่าปกติอาจแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละห้องปฏิบัติการ
ภาวะค่าตับสูง คือ การที่ระดับเอนไซม์ตับ โดยเฉพาะ ALT และ AST สูงกว่าค่าปกติ ซึ่งสะท้อนว่ามีการบาดเจ็บหรือการอักเสบของเซลล์ตับ อย่างไรก็ตามค่าตับที่สูงไม่ได้บอกความรุนแรงของโรคเสมอไป จำเป็นต้องประเมินร่วมกับอาการ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
สาเหตุที่ทำให้ค่าตับสูง
สาเหตุของค่าตับสูงมีมากมาย โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
  • โรคตับคั่งไขมันที่สัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตาบอลิก (MASLD) ซึ่งพบมากในผู้ที่มีโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะเมตาบอลิกซินโดรม
  • โรคตับจากแอลกอฮอล์จากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากหรือดื่มต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีซึ่งอาจทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ
  • ยา สมุนไพร และอาหารเสริมบางชนิดที่อาจทำให้เกิดตับอักเสบจากยา
  • โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง โรคของท่อน้ำดี และโรคทางพันธุกรรมบางชนิดซึ่งพบได้น้อยกว่า แต่เป็นสาเหตุสำคัญที่ควรได้รับการวินิจฉัย
ใครบ้างที่เสี่ยงมีค่าตับสูง
ผู้ที่มีปัจจัยต่อไปนี้มีโอกาสเกิดค่าตับสูงมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • ผู้ป่วยเบาหวานหรือไขมันในเลือดสูง
  • ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • ผู้ที่เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี
  • ผู้ที่ใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมบางชนิดเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคตับ
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เช่น ใช้เข็มร่วมกันหรือสัมผัสเลือดโดยไม่มีการป้องกัน
ค่าตับสูงมีอาการหรือไม่
ในระยะแรกผู้ที่มีค่าตับสูงส่วนใหญ่มักไม่มีอาการและมักตรวจพบจากการตรวจสุขภาพประจำปี หากตับอักเสบหรือโรครุนแรงขึ้นอาจมีอาการ เช่น
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดหรือแน่นบริเวณชายโครงขวา
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
  • คันตามผิวหนัง
  • ค่าตับสูงอันตรายหรือไม่
ค่าตับสูงเป็นเพียงสัญญาณเตือนว่าตับอาจกำลังมีความผิดปกติ ไม่ใช่โรคโดยตรง หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา อาจนำไปสู่โรคตับเรื้อรังและภาวะแทรกซ้อน เช่น
  • โรคตับคั่งไขมัน
  • ตับอักเสบเรื้อรัง
  • พังผืดในตับ
  • ตับแข็ง
  • ตับวาย
  • มะเร็งตับ
วิธีลดค่าตับและดูแลตับ
การลดค่าตับควรเริ่มจากการค้นหาและรักษาสาเหตุของค่าตับสูง ไม่ใช่เพียงรับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์บำรุงตับเพียงอย่างเดียว การดูแลตนเองที่ช่วยให้ค่าตับดีขึ้น ได้แก่
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
  • รับประทานอาหารที่สมดุล เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา และโปรตีนไขมันต่ำ
  • ลดอาหารหวาน เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง และอาหารแปรรูป
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย150 นาทีต่อสัปดาห์
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมโดยไม่จำเป็น
  • พักผ่อนให้เพียงพอและควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง
  • เข้ารับการตรวจติดตามตามคำแนะนำของแพทย์
อาหารช่วยดูแลสุขภาพตับ
ปัจจุบันยังไม่มีอาหารชนิดใดที่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถรักษาโรคตับหรือทำให้ค่าตับกลับสู่ปกติได้ โดยเฉพาะการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสมดุลเป็นวิธีที่มีหลักฐานทางการแพทย์สนับสนุนมากที่สุด ได้แก่
  • อาหารที่ควรรับประทาน ผักและผลไม้หลากหลายชนิด ธัญพืชไม่ขัดสี ปลาและเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ถั่วและเมล็ดพืช น้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสม
  • อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ของทอดและอาหารไขมันสูง อาหารแปรรูปและฟาสต์ฟูด เครื่องดื่มและขนมที่มีน้ำตาลสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่อาจปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) เช่น ถั่วลิสง ธัญพืช หรือเครื่องเทศที่เก็บรักษาไม่เหมาะสม เนื่องจากสารดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ
หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่สาเหตุอย่างเหมาะสม เช่น ควบคุมน้ำหนัก งดแอลกอฮอล์ รักษาไวรัสตับอักเสบ หรือหยุดยาที่เป็นสาเหตุ ค่าตับสามารถกลับมาเป็นปกติได้ในผู้ป่วยจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การที่ค่าตับกลับมาเป็นปกติ ไม่ได้หมายความว่าโรคตับหายขาดเสมอไป ผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีหรือโรคตับคั่งไขมัน อาจยังคงมีโรคตับเรื้อรัง แม้ว่าค่าตับจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ดังนั้นจึงควรติดตามการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง
เมื่อไรถึงเวลาต้องพบแพทย์
หากตรวจพบค่าตับสูงควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ โดยเฉพาะในกรณีที่ค่าตับสูงต่อเนื่อง หรือมีอาการร่วม เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด ปวดท้องรุนแรง มีไข้ร่วมกับตัวเหลือง ซึม สับสน หรืออาเจียนเป็นเลือด ในผู้ป่วยที่มีค่า AST หรือ ALT สูงมากกว่า 10 เท่าของค่าปกติ ควรได้รับการประเมินโดยแพทย์อย่างเร่งด่วนเนื่องจากอาจเป็นภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน
การป้องกันค่าตับสูง
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • งดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ใช้ยา สมุนไพร และอาหารเสริมอย่างระมัดระวัง
  • ควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบีในผู้ที่มีข้อบ่งชี้
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดหรือการใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีโรคตับเรื้อรัง
การตรวจพบค่าตับสูงไม่ใช่เรื่องที่ควรตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรมองข้าม การค้นหาสาเหตุและได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยป้องกันการดำเนินของโรคและลดความเสี่ยงของตับแข็งและมะเร็งตับในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/health/care/7970
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา