11 ส.ค. เวลา 12:30 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

รู้จักซิดนีย์ในอีกมิติของออสเตรเลียผ่าน Ladies in Black หนังยุค 1950

ถ้าซิดนีย์ในความทรงจำของนักท่องเที่ยวคือ โอเปร่า เฮาส์ สะพานฮาร์เบอร์ และบอนไดบีช ภาพยนตร์เรื่อง Ladies in Black จะพาเราไปเห็นซิดนีย์ในอีกมุมหนึ่ง — เมืองในช่วงฤดูร้อนปี 1959 ที่กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับผู้คน
Ladies in Black (2018) กำกับโดย Bruce Beresford ดัดแปลงจากนิยาย The Women in Black ของ Madeleine St John เล่าเรื่องของ ลิซ่า รับบทโดย Angourie Rice เด็กสาวที่กำลังจะจบมัธยมและใฝ่ฝันที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่ด้วยความคิดแบบอนุรักษ์นิยมของครอบครัว เธอต้องหางานทำในช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่ห้างสรรพสินค้าหรู Goode's ซึ่งพนักงานขายหญิงทุกคนสวมชุดเดรสสีดำ อันเป็นที่มาของชื่อเรื่อง
หนังเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในลิสต์ Newly Added บน Netflix ตอนแรกเรากะว่าจะเปิดดูแค่ตัวอย่าง แต่รู้ตัวอีกทีก็ดูจนจบ เป็นหนังที่ดูง่าย อบอุ่น และให้พลังบวก ขณะเดียวกันก็ทำให้เราทั้งทึ่งและชื่นชมกับวิธีที่หนังค่อย ๆ เล่าเรื่องสังคมออสเตรเลียในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ผ่านชีวิตของผู้หญิงธรรมดา ๆ ในห้างแห่งหนึ่ง
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ หนังไม่ได้ทำให้เราเห็นเพียงแฟชั่น การแต่งหน้า ทำผม และบรรยากาศฤดูร้อนของออสเตรเลียในยุค 1950 แต่ยังทำให้เราเห็น “ความเป็นซิดนีย์” ในอีกหลายมิติ — เมืองที่กำลังเปิดรับผู้อพยพจากยุโรป ผู้หญิงที่เริ่มตั้งคำถามกับบทบาทของตัวเอง และเส้นแบ่งทางชนชั้นเริ่มไม่ชัดเจนอีกต่อไป
สถานที่หลายแห่งในเรื่องยังคงมีอยู่จริงในซิดนีย์ปัจจุบัน ทำให้การดูหนังเรื่องนี้เหมือนได้กลับไปมองเมืองที่คุ้นเคยผ่านอีกช่วงเวลาหนึ่ง และชวนให้ตั้งคำถามว่าซิดนีย์ที่ปรากฏบนจอเมื่อปี 1959 เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างในอีกเกือบ 70 ปีต่อมา
ย้อนอดีตสู่ยุคเปลี่ยนผ่านทางสังคมของออสเตรเลีย
ทศวรรษ 1950 เป็นช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในสังคมออสเตรเลีย และ Ladies in Black เล่าเรื่องนี้ผ่านตัวละครที่ดูเหมือนธรรมดาอย่างลิซ่า
การได้เข้ามาทำงานที่ Goode's ทำให้เด็กสาวจากครอบครัวอนุรักษ์นิยมได้พบกับผู้หญิงหลายวัยและหลายภูมิหลัง เธอได้เห็นชีวิตที่แตกต่างจากโลกใบเดิมของตัวเอง และเริ่มตั้งคำถามว่าอนาคตของผู้หญิงคนหนึ่งจำเป็นต้องถูกกำหนดไว้ด้วยบทบาทของภรรยาและแม่เพียงอย่างเดียวหรือไม่
ขณะเดียวกัน การเข้ามาของผู้อพยพจากยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สองก็กำลังทำให้สังคมออสเตรเลียเปลี่ยนแปลงไป ตัวละครอย่างแมกดาและรูดี้จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวละครที่เข้ามาสร้างสีสันให้กับเรื่อง แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ของสังคมที่กำลังเปิดรับผู้คน วัฒนธรรม และวิถีชีวิตใหม่ ๆ
ทั้งหมดนี้ถูกเล่าด้วยโทนที่อบอุ่นและมองโลกในแง่ดี จนทำให้เราเห็นรากเหง้าบางส่วนของออสเตรเลียที่ค่อย ๆ พัฒนาไปสู่สังคมพหุวัฒนธรรมในปัจจุบัน
และสำหรับใครที่ชอบแฟชั่น การแต่งหน้า ทำผม คอสตูมยุค 1950 รวมถึงแสงแดดของฤดูร้อนออสเตรเลีย หนังเรื่องนี้น่าจะถูกใจไม่น้อย
จาก Goode's สู่ห้างเก่าแก่กลาง Sydney CBD
ชีวิตการทำงานของสาว ๆ ในชุดเดรสสีดำ ซึ่งต่างคนต่างมีภูมิหลัง ความลับ และความต้องการของตัวเอง ถูกถ่ายทอดผ่านฉากภายในห้าง Goode's
ฉากเหล่านี้ถ่ายทำที่ David Jones ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่แห่งหนึ่งของออสเตรเลียในย่าน Sydney CBD โดยทีมงานใช้พื้นที่ชั้น 7 ซึ่งยังคงบรรยากาศและสภาพภายในแบบเดิมไว้ในช่วงการถ่ายทำ
มุมเมืองของซิดนีย์ในปัจจุบัน ขอบคุณภาพจากเพจส่งลูกเรียนนอกกับป้าแพท
การได้เห็นสถานที่จริงที่เคยถูกใช้เป็นฉากในหนังทำให้เรื่องราวของลิซ่าดูใกล้ตัวขึ้น จากเด็กสาวในซิดนีย์ปี 1959 กลายเป็นคนคนหนึ่งที่เราอาจเดินผ่านสถานที่เดียวกับเธอได้ในวันนี้
David Jones เองก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การค้าปลีกของซิดนีย์ แม้ว่าปัจจุบันธุรกิจห้างสรรพสินค้าจะต้องเผชิญกับพฤติกรรมการช็อปปิ้งออนไลน์และการปรับโครงสร้างทางธุรกิจ แต่ทำเลใจกลางเมืองก็ยังทำให้ย่านนี้เหมาะที่จะใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินสำรวจ Sydney CBD จากตรงนี้สามารถเดินต่อไปยังสถานที่สำคัญหลายแห่งของเมืองได้ไม่ยาก
เมื่อห้างกลายเป็นพื้นที่ที่เปิดทางให้ผู้หญิงได้ค้นพบโลก
โลกของ Goode's ทำให้เราเห็นมากกว่าการทำงานพิเศษช่วงคริสต์มาส
สำหรับลิซ่า งานนี้เป็นเหมือนประตูบานแรกที่เปิดออกจากบ้านและครอบครัว เธอเติบโตมาในบ้านที่แม่ทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน ขณะที่พ่อเป็นเสาหลักของครอบครัว และความคิดของพ่อก็ยังไม่เห็นด้วยกับความฝันของเธอที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัย
แต่การได้พบกับแมกดา รับบทโดย Julia Ormond หัวหน้าฝ่ายเสื้อผ้าแฟชั่นของ Goode's กลับทำให้โลกของลิซ่ากว้างขึ้น
แมกดาเป็นผู้อพยพจากยุโรปตะวันออก เธอไม่ได้สอนลิซ่าเพียงเรื่องงาน แต่ยังสอนให้เด็กสาวรู้จักมองโลกจากมุมอื่น ขณะที่มิตรภาพกับเพื่อนร่วมงานก็ทำให้ลิซ่าได้เห็นว่าผู้หญิงแต่ละคนต่างมีความฝัน ความต้องการ และข้อจำกัดในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน
ในท้ายที่สุด สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ เปลี่ยนมุมมองของทั้งลิซ่าและครอบครัวของเธอ
ล่องเรือข้ามอ่าวซิดนีย์ตามรอยลิซ่า
Harbour bridge ขอบคุณภาพจากเพจส่งลูกเรียนนอกกับป้าแพท
หนึ่งในฉากที่เราชอบคือฉากที่ลิซ่านั่งเรือไปทานอาหารกลางวันที่บ้านของแมกดา
ฉากที่ลิซ่านั่งเรือไปทานอาหารกลางวันที่บ้านของแมกดาถ่ายทำด้วยภาพบริเวณ Sydney Harbour ใกล้กับ Fort Denison ส่วนบ้านของแมกดาถ่ายทำที่ Nutcote ในย่าน Neutral Bay ภาพรวมจึงให้ความรู้สึกหรูหราแบบยุโรป และสื่อถึงโลกใบใหม่ที่ลิซ่ากำลังค้นพบ
ถ้าอยากลองสวมบทเป็นลิซ่าในวันนี้ เราสามารถนั่งเรือเฟอร์รี่จาก Circular Quay ไปยัง Kirribilli Wharf เช่นเดียวกับเส้นทางที่ปรากฏในหนัง ระหว่างทางจะได้เห็นทั้ง Sydney Opera House และ Sydney Harbour Bridge จากมุมที่แตกต่างจากการยืนมองอยู่บนฝั่ง
จาก CBD สามารถนั่งเรือเฟอร์รี่จาก Circular Quay ไป Kirribilli ได้ โดยใช้เวลาเดินทางเพียงไม่กี่นาที แต่เส้นทางสั้น ๆ นี้กลับเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้เราเห็นว่า ความงามของซิดนีย์ที่มากไปกว่าแลนด์มาร์กที่เราคุ้นเคย
จากเมืองสู่ภูเขา ตามรอย Ladies in Black ที่ Blue Mountains
"Three Sisters" เป็นกลุ่มหินทรายรูปเสาสามยอดอันโด่งดังในเทือกเขาบลูเมาน์เทนส์  ขอบคุณรูปจากเพจส่งลูกเรียนนอกกับป้าแพท
ซิดนีย์ใน Ladies in Black ไม่ได้มีเพียงห้างสรรพสินค้าและเรื่องราวชีวิตในเมือง หนังยังพาเราออกไปสัมผัสธรรมชาติที่ Blue Mountains จุดหมายปลายทางยอดนิยมเพื่อการพักผ่อนของชาวซิดนีย์
ฉากของเฟย์ รับบทโดย Rachael Taylor พนักงานขายสาวสวยที่กำลังมองหารักแท้และผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับผู้ชาย พาเราออกจากความวุ่นวายในเมืองไปสู่บรรยากาศของขุนเขาและอากาศเย็นสบาย
สำหรับคนที่เคยเรียนหรือใช้ชีวิตอยู่ในซิดนีย์ ภาพเหล่านี้อาจทำให้นึกถึงการเดินทางไป Blue Mountains ในวันหยุดได้ไม่ยาก เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นจุดหมายที่ทั้งนักท่องเที่ยวและนักศึกษานิยมไปพักผ่อน
นอกจากเดินทางไปเช้าเย็นกลับได้แล้ว ยังสามารถพักค้างคืนในบ้านพักท่ามกลางธรรมชาติ ซื้ออาหารมาทำเอง จุดเตาผิง และใช้เวลาช้า ๆ อยู่ในหุบเขาได้อีกด้วย
และในเรื่องนี้ Blue Mountains ยังทำหน้าที่มากกว่าฉากสวย ๆ เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ตัวละครได้หลบออกจากกรอบชีวิตเดิม และเปิดโอกาสให้สิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะเฟย์ที่ตัดสินใจไปปาร์ตี้ที่บ้านของแมกดา ผู้ซึ่งแวดล้อมไปด้วยเพื่อนฝูงที่อพยพมาจากยุโรป
จากอคติสู่การเปิดใจ
Blue Mountains ขอบคุณภาพจากเพจส่งลูกเรียนนอกกับป้าแพท
เส้นเรื่องของเฟย์เองก็สะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของเรื่องได้อย่างน่าสนใจ
ในตอนแรก เฟย์มีทัศนคติไม่ค่อยดีนักต่อผู้อพยพชาวยุโรป เช่นเดียวกับพ่อของลิซ่า แต่เมื่อแมกดา เพื่อนร่วมงานชาวสโลวีเนีย เชิญเธอกับลิซ่าไปร่วมงานปาร์ตี้ส่งท้ายปีเก่าที่บ้าน
เฟย์ได้พบกับรูดี้ นักธุรกิจชาวฮังการีที่กำลังมองหาภรรยาชาวออสเตรเลีย
ความสัมพันธ์ระหว่างเฟย์กับรูดี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรักโรแมนติก แต่ยังเป็นอีกหนึ่งเส้นเรื่องที่สะท้อนการเปิดใจระหว่างผู้คนจากต่างวัฒนธรรม
มันทำให้เราเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของสังคมไม่ได้เกิดขึ้นจากนโยบายหรือเหตุการณ์สำคัญเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มจากการที่คนธรรมดาคนหนึ่งได้รู้จักและเข้าใจคนอีกคนหนึ่งมากขึ้น
จาก Sydney ปี 1959 ถึง Sydney วันนี้
เมื่อมองย้อนกลับไปที่ซิดนีย์ในปี 1959 สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเมืองใน Ladies in Black กำลังอยู่ในช่วงที่อัตลักษณ์ของออสเตรเลียค่อย ๆ เปลี่ยนไป การเข้ามาของผู้อพยพจากยุโรปหลังสงครามโลกครั้งที่สองทำให้สังคมออสเตรเลียไม่ได้มีเพียงผู้คนที่มีพื้นเพแบบ Anglo-Australian อีกต่อไป
แมกดาและรูดี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “คนแปลกหน้า” ที่เข้ามาในเรื่อง แต่เป็นตัวแทนของผู้คนกลุ่มใหม่ที่กำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมออสเตรเลีย
ขณะเดียวกัน ลิซ่าและเพื่อนร่วมงานหญิงใน Goode's ก็สะท้อนอีกด้านหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง — โลกที่ผู้หญิงเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ของชีวิตนอกกรอบเดิม
เกือบ 70 ปีต่อมา สิ่งเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Sydney ในปัจจุบันไปแล้ว
เมืองที่เราเดินผ่านในวันนี้มีผู้คนจากหลากหลายเชื้อสาย ภาษา อาหาร และวัฒนธรรมอยู่ร่วมกันบนถนนสายเดียวกัน สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น “Newcomers” ใน Ladies in Black กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำของซิดนีย์ไปแล้ว
และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจกว่าการเป็นหนังย้อนยุคธรรมดา
เพราะ Ladies in Black ไม่ได้เพียงพาเราย้อนกลับไปดูว่า Sydney เคยเป็นอย่างไร แต่ทำให้เราเห็นว่า เมืองหนึ่งเมืองเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับผู้คนได้อย่างไร
เมื่อหนังจบลง เราอาจจะไม่ได้อยากตามรอยเพียงสถานที่ถ่ายทำ แต่อาจจะอยากลองมองซิดนีย์ในวันนี้ด้วยสายตาแบบเดียวกับที่ลิซ่ามองโลกในวันที่เธอก้าวออกจากกรอบเดิมของตัวเอง
ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความรู้สึกว่าโลกใบนี้ยังมีอะไรให้ค้นพบอีกมาก
บางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ Ladies in Black ยังคงเป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกดี แม้เรื่องราวจะเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 70 ปีก่อน
Photo credit: เพจส่งลูกเรียนนอกกับป้าแพท
โฆษณา