11 ส.ค. เวลา 02:09 • ธุรกิจ

จีนจะแจก AI ฟรีไปทำไม? Open Weight vs Closed Model เจาะลึกแผนโค่นบัลลังก์เทคตะวันตก

ช่วงนี้วงการเทคโนโลยีโลกเดือดสุดๆ เลยทีเดียว ที่จู่ๆ ก็มีข่าวดังกระหึ่มเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “Open Weight” จากฝั่งจีน
เปิดตัวมาแบบปังมากๆ ทำเอาฝั่งอเมริกาถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะมันเข้ามาเขย่าบัลลังก์เจ้าพ่อเทคโนโลยีแบบเต็มๆ
ซึ่งใครที่ติดตามสงครามเทคโนโลยีมาตลอด คงทราบกันดีนะครับว่าอเมริกาพยายามสกัดดาวรุ่งจีนในทุกวิถีทาง
แต่… ครั้งนี้จีนมาเหนือเมฆมาก โมเดล AI ของจีนดันทำคะแนนทดสอบได้โหดเทียบเท่าของอเมริกา
แถมต้นทุนยังถูกกว่ากันแบบคนละเรื่อง งานนี้ทำเอาวงการสั่นสะเทือนไปตามๆ กันเลยทีเดียว
1
ซีอีโอของ Nvidia อย่าง Jensen Huang ถึงกับอดใจไม่ไหว ต้องออกมาโพสต์โซเชียลส่วนตัวเป็นครั้งแรก…
เฮียแกประกาศกร้าวเลยว่าโมเดลแบบเปิดนี่แหละคืออนาคตของจริง และอเมริกาต้องรีบคว้าเอาไว้ถ้าไม่อยากตกรถ
แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ฝั่งผู้สร้าง AI ระดับเทพอย่าง OpenAI และ Anthropic กลับโวยวายหนักมาก
พวกเขารีบส่งสัญญาณเตือนภัยไปถึงทำเนียบขาวเลยว่า ของถูกและดีจากจีนกำลังจะกลายเป็นภัยคุกคามระดับชาติ
ถึงขั้นขู่ว่ามันอาจจะนำพาโลกใบนี้ไปสู่อนาคตที่มืดมนหรือ “Dystopian” ได้เลยทีเดียว
สถานการณ์ในรัฐบาลอเมริกาตอนนี้ก็ปั่นป่วนสุดๆ นักการเมืองเสียงแตกเป็นสองฝั่งแบบชัดเจน
1
ฝั่งนึงบอกว่าต้องแบนให้ยับ ส่วนอีกฝั่งก็ลังเลว่าจะเปิดรับหรือแค่ควบคุมดี …
ดราม่ายังไม่จบแค่นั้น หุ้นของ ASML ยักษ์ใหญ่ผลิตเครื่องจักรทำชิปจากเนเธอร์แลนด์ก็ร่วงระเนระนาด
เหตุผลก็เพราะมีข่าวหลุดว่าบริษัทจีนเริ่มผลิตเครื่องพิมพ์ลายวงจรระดับนาโนได้เองแล้ว ซึ่งทำเอาช็อกกันไปทั้งวงการ
ใครที่วิเคราะห์เรื่องสงครามชิป ระหว่างมหาอำนาจมาตลอด จะรู้เลยว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ
อเมริกาเคยคิดว่าตัวเองมีกำแพงป้องกันที่แข็งแกร่ง แต่วันนี้กำแพงนั้นกำลังโดนทุบพังทลายลงมา
เหมือนเคสของแบรนด์มือถือในตำนานอย่าง Nokia หรือ Motorola ที่เคยยิ่งใหญ่คับฟ้าในอดีต
แต่พอประมาทและปรับตัวไม่ทันเทคโนโลยีใหม่ ก็ต้องล่มสลายและหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
อเมริกากำลังกลัวว่าตัวเองจะซ้ำรอยประวัติศาสตร์เหล่านั้น จึงต้องงัดทุกวิถีทางมาสกัดกั้นจีนเอาไว้…
คำถามคือทำไมจีนถึงใจป้ำ ยอมเอาเทคโนโลยีระดับโลกที่ลงทุนไปมหาศาลมาแจกฟรี มันมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่
จีนกลายเป็นพ่อพระตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกากำลังกลัวอะไรกันแน่
ก่อนอื่นต้องเคลียร์ความเข้าใจกันนิดนึง หลายคนชอบจำสับสนระหว่างคำว่า “Open Source” กับ “Open Weight”
ซึ่งบอกเลยนะครับว่าสองคำนี้มันคนละเรื่องกันเลย เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ ลองจินตนาการถึงร้านเบเกอรีร้านโปรด
สมมติว่าร้านนี้ทำขนมอบขาย คุณเดินเข้าไปซื้อสโคนชิ้นนึงกลับบ้าน คุณกินมันได้อย่างเดียว
คุณไม่สามารถเสกให้มันเพิ่มจำนวนได้ และไม่มีทางอบใหม่ให้รสชาติเหมือนเดิมเป๊ะ เพราะคุณไม่มีสูตรลับของร้าน
สิ่งเดียวที่คุณได้คือความอร่อยจากการกินขนมที่ทำเสร็จแล้ว นี่แหละคือคอนเซปต์ของ “Closed Model” หรือโมเดลแบบปิด…
บริษัทเทคใหญ่ๆ จะเอาเทคโนโลยีไปซ่อนไว้หลังระบบหลังบ้าน แล้วเก็บเงินคุณตามปริมาณการใช้งาน
ที่ต้องทำแบบนี้เพราะค่าสร้างมันแพง ระดับร้อยล้านดอลลาร์ เขาเลยต้องขายเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อถอนทุนคืน
ทีนี้ลองนึกภาพใหม่ เดินไปร้านเดิมแต่วันนี้เขาขายเบเกิลแบบให้คุณเอาไปแต่งหน้าเองได้
จะใส่แซลมอน ทาแยม หรือกินกับไข่ดาวก็ตามใจชอบ เขาไม่ได้แจกสูตรทำแป้งเบเกิล แต่เขาขายอิสระในการปรับแต่ง
นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า “Open Weight” ในโลกของ AI ค่าน้ำหนักพวกนี้เปรียบเหมือนสมองของระบบ…
บริษัทอย่าง Meta หรือ DeepSeek เลือกที่จะปล่อยก้อนสมองนี้ให้ทุกคนดาวน์โหลดไปใช้ได้แบบฟรีๆ
คุณจะเอาไปใช้งานบนคอมพิวเตอร์ตัวเอง หรือเอาไปต่อยอดทำแอปพลิเคชันขายก็ไม่มีใครว่า
ส่วน Open Source มันก็เหมือนเชฟเดินมาแจกสูตรลับทั้งหมดของร้านให้คุณนั่นแหละ
แจกหมดทั้งวิธีนวดแป้ง อุณหภูมิเตาอบ ไปจนถึงแหล่งซื้อวัตถุดิบ ซึ่งในวงการนี้ของแบบนี้หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
เพราะการจะทำแบบนั้นได้ ต้องเปิดเผยข้อมูลทุกตัวอักษรที่ใช้สอนระบบ ซึ่งมันแทบจะไม่มีใครยอมทำกัน…
สรุปก็คือ ที่ข่าวลงโครมๆ ว่าจีนแจกเทคโนโลยีฟรี มันคือการแจกสมอง ไม่ใช่แจกสูตรทั้งหมด
เรื่องนี้ไม่ได้กระทบตาสีตาสาทั่วไปเลย ถ้าคุณแค่ใช้มันพิมพ์งานหรือแต่งรูป ชีวิตคุณก็ปกติเหมือนเดิม
แต่คนที่ตาโตคือบรรดาองค์กรธุรกิจใหญ่ๆ อย่างโรงพยาบาลหรือธนาคาร ที่หวงข้อมูลความลับยิ่งกว่าไข่ในหิน
1
พวกเขาสามารถเอาสมองของจีนมาตั้งรันในออฟฟิศตัวเองได้เลย ข้อมูลไม่รั่วไหลไปหาเซิร์ฟเวอร์ฝรั่งแน่นอน
กลุ่มสตาร์ทอัพก็ยิ้มกริ่ม เพราะไม่ต้องจ่ายค่าเช่ารายเดือนแพงๆ ทำให้มีกำไรเหลือไปทำอย่างอื่นอีกเพียบ…
แต่คนที่รวยเงียบๆ และรวยเละเทะที่สุดจากเรื่องนี้ คือพวกผู้ให้บริการคลาวด์และบริษัทผลิตชิป
ไม่ว่าโลกนี้จะใช้เทคโนโลยีแบบปิดหรือแบบเปิด สุดท้ายมันก็ต้องกินไฟและใช้ชิปประมวลผลอยู่ดี
นี่คือเหตุผลว่าทำไมซีอีโอของ Nvidia ถึงเชียร์ของจีนสุดตัว เพราะยิ่งมีคนใช้เยอะ เฮียแกก็ยิ่งขายของได้
มันคล้ายกับตอนที่เราวิเคราะห์สงครามรถยนต์ไฟฟ้า ที่จีนดันแบตเตอรี่ทางเลือกจนครองตลาดโลกได้
ตอนนั้นค่ายรถตะวันตกก็มองข้ามจีน สุดท้ายก็โดนตีตลาดแตกพ่ายไปตามๆ กัน
ใครเป็นคนขายพลั่วในยุคตื่นทอง คนนั้นแหละคือผู้ชนะที่แท้จริง และนักผลิตชิปก็กำลังรับบทนั้นอยู่…
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าจีนแจกสมองให้ฟรีๆ แล้วเขาจะเอาอะไรกิน
ลองเปรียบเทียบเป็นเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ การแจกเมล็ดพันธุ์ฟรีไม่ได้แปลว่าคุณจะได้กินลูกมะเขือเทศ
คุณต้องมีที่ดิน มีโรงเรือน มีปุ๋ย และต้องมีคนคอยรดน้ำพรวนดินทุกวัน ถึงจะได้ผลผลิต
การรันระบบระดับโลกก็เหมือนกัน คุณต้องมีฟาร์มเซิร์ฟเวอร์ขนาดมหึมา มีชิปเป็นหมื่นๆ ตัว และจ่ายค่าไฟแพงหูฉี่
จีนแจกเมล็ดพันธุ์ให้ฟรี แต่เขาทำเงินจากการให้เช่าพื้นที่ฟาร์มของเขาที่บริหารจัดการได้โคตรดีและโคตรถูก…
ของพวกนี้มันเป็นต้นทุนจมไปแล้วตั้งแต่ตอนที่สอนระบบเสร็จ การเอามาแจกฟรีจึงไม่เข้าเนื้อเลยสักนิด
สิ่งที่พวกเขาเอามาขายคือขีดความสามารถในระดับอุตสาหกรรม ที่สามารถตอบคำถามล้านครั้งได้ในพริบตา
เกมนี้มันไปวัดกันที่ว่า ใครจะสามารถผลิตคำตอบออกมาได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุดต่างหาก
ถ้าไปดูฝั่งอเมริกา ระบบเขาสร้างมาแบบอลังการงานสร้าง เวลามีคนถามคำถามง่ายๆ อย่างหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับเท่าไหร่
ระบบมันจะเรียกพนักงานทุกคนในองค์กร ตั้งแต่ยามหน้าประตูยันผู้จัดการ ให้มาช่วยกันคิดคำตอบ…
วิธีนี้เรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบ “Dense” ซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ใช้อยู่ มันกินไฟและเปลืองทรัพยากรสุดๆ
แต่จีนมาอีกเวย์นึง พวกเขาใส่เราเตอร์อัจฉริยะเข้าไปคอยคัดกรองคำถามก่อนเลยเป็นอันดับแรก
พอมีคนถามปุ๊บ เราเตอร์จะส่งสายไปหาผู้เชี่ยวชาญแค่สองคนที่รู้เรื่องนี้ ปล่อยให้พนักงานที่เหลือนั่งตบยุงไป
1
วิธีนี้เรียกว่า “Mixture of Experts” มันช่วยประหยัดค่าไฟและต้นทุนไปได้มหาศาลแบบไม่น่าเชื่อ
ต้นทุนการสร้างรุ่นใหม่ของจีนเลยตกอยู่แค่ไม่กี่ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ของอเมริกาปาเข้าไปเหยียบร้อยล้าน…
พอต้นทุนถูก จีนก็กล้าดัมพ์ราคาลงมาแข่ง ฝั่งอเมริกาเห็นราคาแล้วถึงกับเหงื่อตก
สมมติรันงานเท่ากัน ของจีนคิดแค่หลักสิบดอลลาร์ ของอเมริกาอาจจะฟาดไปเกือบพันดอลลาร์ ส่วนต่างมันโหดมาก
แล้วทำไมฝั่งอเมริกาไม่ทำตามจีนไปเลย คำตอบคือ พวกเขากลัวความไม่แน่นอน
สถาปัตยกรรมแบบของจีนมันอาจจะให้คำตอบที่เพี้ยนไปบ้างในบางครั้ง ซึ่งแบรนด์อเมริกาเขายอมรับไม่ได้
เขาขายความปลอดภัยและความเป๊ะ เขาก็เลยยอมแบกต้นทุนที่แพงกว่าเพื่อรักษามาตรฐานเอาไว้…
ส่วนบางบริษัทก็พยายามจะจับปลาสองมือ เอาทั้งราคาถูกและชัวร์ ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะรุ่งหรือร่วง
ท้ายที่สุดแล้ว ทำไมจีนถึงมองว่าการเปิดแจกเทคโนโลยีคือทางรอดที่ดีที่สุด
พวกเราย่อมรู้ดีว่ากำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกธุรกิจ ไม่ใช่ความลับ แต่มันคือขีดความสามารถในการแข่งขัน
ต่อให้คู่แข่งขโมยสูตรลับของจีนไปได้ แต่ถ้าเขาไม่มีปัญญาทำฟาร์มเซิร์ฟเวอร์ให้ถูกเท่าจีน สูตรนั้นก็ไร้ค่า
นี่คือสิ่งที่อเมริกากำลังปวดหัว เพราะความลับในโลกเทคโนโลยีมันไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป…
บริษัทในซิลิคอนแวลลีย์เองก็รู้ดีว่า โอกาสที่ข้อมูลจะหลุดหรือโดนขโมยมันมีอยู่ทุกวินาที
แถมยังมีวิชาพิลึกที่เรียกว่า “Distillation” ที่คู่แข่งสามารถมาสูบความรู้จากระบบไปดื้อๆ ได้อีก
เมื่อป้องกันไม่ได้ สู้หันมาสร้างโรงงานที่ต้นทุนต่ำที่สุดและมีประสิทธิภาพที่สุดดีกว่า
เกมนี้มันพลิกไปแล้ว การออกมาโวยวายของอเมริกาเรื่องภัยความมั่นคง มันอาจจะมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่านั้น
เพราะอำนาจในการตั้งราคา คือหัวใจหลักของธุรกิจฝั่งตะวันตก ถ้าโดนทุบราคาพังหมด ธุรกิจเขาก็พินาศทันที…
1
ดังนั้นเวลาที่เราเห็นคนออกมาเตือนเรื่องโลกอนาคตอันมืดมน อย่าเพิ่งไปอินตามทั้งหมด
1
ต้องมองให้ออกว่าภายใต้หน้ากากของความหวังดี มันมีผลประโยชน์ระดับหมื่นล้านและเกมการเมืองซ่อนอยู่
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสายเทคเท่านั้น แต่มันคือสงครามแย่งชิงความเป็นผู้นำที่จะเปลี่ยนอนาคตโลกไปตลอดกาล
ใครจะอยู่ใครจะไปในสมรภูมินี้ คงต้องจับตาดูกันแบบห้ามกะพริบตาเลยทีเดียว…
References : [reuters, bloomberg, techcrunch, wired, theverge]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา