10 ส.ค. เวลา 19:43 • ดนตรี เพลง

Lemme Revisit: Phoebe Bridgers — Punisher (2020)

จากเสียงกระซิบอันโดดเดี่ยวสู่เสียงกรีดร้องก่อนโลกดับสูญ ผ่านบทเดินทางที่แปรเปลี่ยนบาดแผลส่วนตัวให้กลายเป็นมหากาพย์แห่งความรู้สึกของคนทั้งเจเนอเรชั่น
แนวเพลง: Singer-Songwriter, Indie Folk, Indie Rock, Chamber Folk, Dream Pop
เนื่องในโอกาสที่ศิลปินอินดี้สาวขวัญใจมหาชน Phoebe Bridgers กำลังจะกลับมาพร้อมกับ Lost Weekend สตูดิโออัลบั้มเดี่ยวลำดับที่สามของเธอในวันศุกร์นี้ (14 สิงหาคม) ถึงเวลาแล้วที่เราจะย้อนกลับไปสำรวจ Punisher ผลงานชุดที่สองที่ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้เขียนอย่างชัดแจ้ง มันคือภาพบันทึกอารมณ์จากค่ำคืนที่ทั้งโลกเผชิญกับสภาวะล็อกดาวน์จากวิกฤตการณ์โควิด-19 ตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตรายวันที่เพิ่มขึ้นสร้างมวลอารมณ์อันหดหู่ ความวิตกกังวล และการถวิลหาอิสระนอกห้องเช่าเล็กๆ
และในช่วงเวลาอันประจวบเหมาะนั้นเอง การรับฟังผลงานชิ้นนี้แบบไม่เปิดรับข้อมูลล่วงหน้าใดๆ ได้กลายเป็นประสบการณ์ทางดนตรีที่เปิดเปลือยความเจ็บปวด สภาวะความสัมพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ และการเดินทางผ่านความสับสนทางอารมณ์ได้อย่างบาดลึกที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปีเลยทีเดียว
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ปี 2020 ขณะที่โลกกำลังตกอยู่ในสภาวะงงงวย Bridgers เลือกที่จะไม่เลื่อนการวางจำหน่ายเพื่อรอให้สถานการณ์กลับคืนสู่ความปกติ แต่เธอเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมันตรงๆ ด้วยการปล่อย Punisher ก่อนกำหนดหนึ่งวัน พร้อมเรียกร้องให้แฟนเพลงร่วมสนับสนุนองค์กรเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมทางสังคม
สภาวะการปลีกวิเวกและการถูกยกเลิกทัวร์คอนเสิร์ตทำให้เธอต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “การทลายตัวตน” (Ego Death) แล้วปล่อยให้บรรยากาศอันเงียบสงบของบทเพลงเหล่านี้ทำหน้าที่ปลอบประโลมจิตใจผู้ฟังที่ต้องกักตัวอยู่ลำพังราวกับว่าเธอเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่เข้าใจเราอย่างทะลุปรุโปร่ง
อัลบั้มเปิดฉากด้วยอินโทรสั้นๆ อย่าง “DVD Menu” ที่บรรยากาศแอมเบียนต์หนาแน่นสไตล์ Grouper เปรียบเสมือนดนตรีประกอบยามเราค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าสู่บ้านผีสิง เสียงไวโอลินบรรเลงท่วงทำนองที่ถอดแบบมาจากส่วนสุดท้ายของเพลงปิดอัลบั้มอย่าง “I Know the End” และหากนำมาเล่นย้อนกลับ ก็จะได้ยินเสียงสังเคราะห์บิดเบี้ยวจาก “You Missed My Heart” งานเพลงจากอัลบั้มเปิดตัวของเธอ
Bridgers ใช้แทร็กนี้วางรากฐานของบรรยากาศ “ความหลอนที่เรียบง่าย” สะท้อนผ่านชุดโครงกระดูกบนปกอัลบั้ม และกลายเป็นสัญญะเตือนผู้ฟังว่าเธอกำลังจะเปิดประตูเชื่อมโยงอดีต เข้าสู่เฉดสีทางอารมณ์บทใหม่ตลอดทั้ง 10 บทเพลงถัดจากนี้
บรรยากาศดังกล่าวนำพาเข้าสู่ “Garden Song” ซิงเกิ้ลแรกที่พาผู้ฟังล่องลอยไปกับภาพฝัน surrealist ผสมผสานเสียงกีตาร์เนื้อหนาพร่ามัวและเสียงร้องประสานคีย์ต่ำของ Jeroen “Beertje” Vrijhoef เพลงนี้บอกเล่าช่วงเวลาแห่งการตื่นรู้เมื่อเราเริ่มตระหนักถึงโลกและบาดแผลในจิตใจตนเองอย่างแจ่มชัด เธอเนรมิตจินตนาการถึงการฝังร่างชายเหยียดเชื้อชาติไว้ใต้แปลงดอกไม้ สะท้อนให้เห็นถึงลายเซ็นในการแต่งเพลงที่สั่นคลอนความเป็นจริง เปลี่ยนความทรงจำบาดแผลให้กลายเป็นดอกไม้ที่ผลิบานเพื่อนิยามตัวตนในวัยผู้ใหญ่ได้อย่างงดงาม
ท่ามกลางมวลอารมณ์อันดิ่งลึก เสน่ห์สำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคืออารมณ์ขันแบบตลกร้ายของ Bridgers ที่เข้ามาช่วยเบรกไม่ให้ความเจ็บปวดและการเผชิญสภาวะไร้ตัวตนดิ่งลงสู่ความฟูมฟายเกินจริง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “Kyoto” เพลงอินดี้ร็อกจังหวะอัปเทมโปที่พยายามเอาชนะพิษร้ายในอดีตและกอบกู้ดวงใจกลับคืนมา
ผ่านการเล่าความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับผู้เป็นพ่อ เธอร้อยเรียงเนื้อเพลงที่จิกกัดชีวิตจริงได้อย่างคมคายด้วยบรรยากาศประชดประชัน อารมณ์ขันอันถูกจังหวะนี้เองทำหน้าที่เป็นสมอเรือ คอยยึดเหนี่ยวความสับสนและความตลกร้ายในจิตใจให้กลับมาอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
ในมิติของงานโปรดักชั่น อากาศและสภาพแวดล้อมถูกหลอมรวมเข้ากับเนื้อเพลงและโลกทัศน์ทางดนตรีอย่างแยกไม่ออก Bridgers ใช้เทคนิคการบันทึกเสียงคู่ (Double-tracked vocals) อันเป็นเอกลักษณ์เช่นเดียวกับ Elliott Smith ศิลปินต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจหลักในไตเติ้ลแทร็ก “Punisher” ผสานเข้ากับเสียงลม เสียงนอยส์สังเคราะห์ และเสียงพูดคุยแผ่วเบาในพื้นหลัง ทำให้แต่ละแทร็กเปรียบเสมือนประตูมิติที่พาผู้ฟังเดินทางไปบนถนนสายแคลิฟอร์เนีย ร้านขายยา และย่านที่อยู่อาศัยในแถบชานเมืองได้อย่างมีชีวิตชีวา
เมื่อเข้าสู่ครึ่งแรกของอัลบั้ม เพลงอย่าง “Halloween” เล่าถึงการสูญเสียตัวตนในความสัมพันธ์ที่กำลังล่มสลายแต่ยังคงยื้อยุดไว้จนกว่าจะผ่านพ้นช่วงวันหยุด โดยได้ Conor Oberst มาร่วมร้องประสาน
ขณะที่ “Chinese Satellite” ถ่ายทอดการวิเคราะห์ความวิตกกังวลอันแยบคายผ่านท่วงทำนองเครื่องสายอันไพเราะ ถัดมาใน “Moon Song” เธอแต่งเพลงถึงคนรักที่เกลียดชังตัวเอง พร้อมสอดแทรกประโยคจดจำที่พูดถึงบทเพลง “Tears in Heaven” ของ Eric Clapton ได้อย่างสะเทือนอารมณ์ ก่อนจะส่งต่อไปยัง “Savior Complex” เพลงจังหวะวอลตซ์ในสไตล์บาโรกอินดี้ป๊อบที่เธอแต่งทำนองขึ้นจากความฝัน
ความสัมพันธ์อันเปราะบางและการละทิ้งตัวเองเพื่อเยียวยาผู้อื่นยังคงถูกสำรวจอย่างต่อเนื่องใน “ICU” บทเพลงอินดี้ร็อกจังหวะตรงไปตรงมาที่บันทึกช่วงเวลาการเลิกลากับ Marshall Vore มือกลองและเพื่อนร่วมงานคนสำคัญ
ก่อนที่อารมณ์จะคลี่คลายเข้าสู่ “Graceland Too” งานเพลงกลิ่นอายบลูกราสส์ที่เขียนขึ้นระหว่างการเดินทางไปแนชวิลล์ เพลงนี้ได้เพื่อนสมาชิกจากวง boygenius อย่าง Julien Baker และ Lucy Dacus มาร่วมร้องประสานเสียงสามส่วน ถ่ายทอดเรื่องราวการเคียงข้างเพื่อนที่กำลังเผชิญกับความเจ็บปวดทางจิตใจ จนกลายเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่งดงามที่สุดของอัลบั้ม
จุดพีคสูงสุดของผลงานชุดนี้ปรากฏในแทร็กปิดอัลบั้มอย่าง “I Know the End” ที่เริ่มต้นด้วยท่วงทำนองอคูสติกโฟล์กอันเหน็ดเหนื่อย Bridgers รวบรวมสิ่งที่อยู่ในลิสต์ความต้องการของเธอ ทั้งความอยากกรีดร้อง การสร้างเพลงแนวเมทัล และการเล่าถึงการขับรถขึ้นเหนือไปทางแคลิฟอร์เนียเหนือท่ามกลางสภาวะเหมือนอยู่ในดินแดนชำระบาป เธอนึกภาพเสมอว่าหากวันสิ้นโลกมาถึง เธอจะขับรถหนีไปบนเส้นทางสายนี้ เพลงสลับอารมณ์หักมุมคล้ายโครงสร้างแบบ “Welcome to the Black Parade” ของ My Chemical Romance
ก่อนจะค่อยๆ ไต่ระดับความดังและความซับซ้อน ถ่ายทอดภาพการขับรถผ่านป้ายริมทางหลวงที่เขียนว่า “จุดจบอยู่ใกล้แค่เอื้อม” Bridgers ปลุกเรียกให้ผู้ฟังยอมรับความตายและเผชิญหน้ากับความปั่นป่วนของชีวิต เสียงร้องประสานจากแขกรับเชิญมากมายเริ่มโหมกระหน่ำขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งระเบิดออกเป็นพายุเสียงแตรและเสียงกรีดร้องอันโกลาหล มันคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์และการปลดปล่อยอารมณ์คลั่งไคล้ระดับวันสิ้นโลกที่ปิดฉากอัลบั้มได้อย่างสมบูรณ์แบบและน่าเกรงขาม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Punisher ได้พิสูจน์ตัวเองอย่างปราศจากข้อสงสัยว่านี่คือผลงานระดับโมเดิร์นคลาสสิกที่ร้อยเรียงมหากาพย์แห่งความเจ็บปวด ตลกร้าย และสภาวะอ้างว้างเข้าไว้ด้วยกันอย่างเหนือชั้น ทุกบทเพลงไม่ใช่เพียงแค่ภาพบันทึกบาดแผลส่วนตัวของ Phoebe Bridgers เท่านั้น
แต่มันคือเสียงสะท้อนตัวตนและแรงกระเพื่อมทางอารมณ์ที่เยียวยาผู้ฟังทั้งเจเนอเรชั่นอย่างลึกซึ้ง ความพิถีพิถันในงานโปรดักชั่นและภาษาการแต่งเพลงอันเฉียบคมได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการเพลงอินดี้ และปูทางให้เธอกลายเป็นหนึ่งในศิลปินที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุคสมัย
หากมีเวทมนตร์สักข้อที่ลบความทรงจำได้ เราคงยอมแลกทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้กลับไปสัมผัสประสบการณ์ฟัง Punisher เป็นครั้งแรกอีกครั้ง ย้อนกลับไปในคืนที่เสียงกระซิบอันโผงผางทว่าอ่อนโยนของเธอค่อยๆ กัดกร่อนความเงียบและช่วยโอบรับเศษเสี้ยวตัวตนที่แตกสลายของเราไว้
และในเมื่อวันศุกร์นี้อัลบั้มใหม่ Lost Weekend กำลังจะถูกปล่อยออกมา การย้อนกลับมาฟัง Punisher ในเวลานี้จึงไม่ใช่แค่การโหยหาอดีต แต่มันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่ปลุกเร้าความตื่นเต้นให้โหมกระพือขึ้นอีกครั้ง เตรียมพร้อมรับฟังบทใหม่ในชีวิตของเธอว่า คราวนี้เธอจะพาเราก้าวผ่านซอกมุมไหนของความรู้สึก และสร้างประวัติศาสตร์ทางดนตรีหน้าใหม่อะไรให้เราได้จดจำกันอีก
คะแนน: 9.5/10
แทร็กไฮไลต์: Garden Song, Kyoto, Punisher, Halloween, Chinese Satellite, Moon Song, Savior Complex และ I Know the End
โฆษณา