11 ส.ค. เวลา 00:21 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 13 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)

บทที่ 3: จิตตปัญญาและระเบียบสภาอาวุโส (Collective Intelligence & The Council of Elders)
3.1 สถาปัตยกรรมแห่งจิตสำนึกร่วม: จากสมองเอกเทศสู่สนามข้อมูลแห่งอารยธรรม
ในปี ค.ศ. 2015 Giulio Tononi นักประสาทวิทยาและจิตแพทย์แห่ง University of Wisconsin ได้ตีพิมพ์บทความทบทวนขนาดยาวใน Nature Reviews Neuroscience ภายใต้ชื่อ "Integrated information theory: from consciousness to its physical substrate"
ทฤษฎีของเขาเสนอสิ่งที่วงการประสาทวิทยาศาสตร์รอคอยมานาน กรอบคณิตศาสตร์ที่สามารถวัดจิตสำนึกในเชิงปริมาณได้ โดยไม่ต้องพึ่งพารายงานเชิงอัตวิสัยหรือการตีความทางปรัชญาเพียงอย่างเดียว
หัวใจของทฤษฎีอยู่ที่ค่า Φ (phi) ซึ่งเป็นดัชนีที่วัดปริมาณข้อมูลที่ระบบสามารถบูรณาการเข้าด้วยกันได้ ข้อมูลที่มากกว่าผลรวมของส่วนประกอบย่อย ยิ่งระบบสามารถดึงข้อมูลจากส่วนประกอบต่างๆ มาสร้างเป็นประสบการณ์เดียวที่เป็นหนึ่งเดียวกันได้มากเท่าใด ค่า Φ ก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
ระบบที่มีค่า Φ เป็นศูนย์คือระบบที่ส่วนประกอบต่างทำงานแยกจากกันโดยไม่มีการบูรณาการใดๆ เลย ระบบที่มีค่า Φ สูงคือระบบที่ข้อมูลไหลเวียนและถูกสังเคราะห์เป็นองค์รวมในแบบที่ไม่อาจแยกออกเป็นชิ้นส่วนได้
สมองของมนุษย์มีค่า Φ สูงกว่าโครงสร้างอื่นใดที่เรารู้จักในธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์มีความพิเศษ โดยพื้นฐานแล้วนิวรอนหนึ่งเซลล์ ก็คือเซลล์ที่มีเยื่อหุ้ม มีนิวเคลียส และมีศักย์ไฟฟ้าพัก เช่นเดียวกับเซลล์อื่นๆ ในร่างกาย
แต่เป็นเพราะการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์เหล่านั้น เซลล์ประสาทประมาณ 86,000 ล้านเซลล์ (ตามการประมาณของ Azevedo et al., Journal of Comparative Neurology, Vol. 513, pp. 532–541, 2009)
เชื่อมต่อกันผ่านไซแนปส์ประมาณ 100–150 ล้านล้านจุด สร้างเครือข่ายที่ข้อมูลจากการมองเห็น การได้ยิน ความทรงจำ และอารมณ์สามารถไหลมารวมกันเป็นประสบการณ์เดียวในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง สิ่งที่เราเรียกว่า "ปัจจุบันขณะ" ของจิตสำนึก
แต่สมองแต่ละใบยังคงเป็นระบบปิดที่ถูกกั้นด้วยกะโหลกศีรษะ ค่า Φ ของสมองคุณกับค่า Φ ของสมองของคนอื่นไม่สามารถรวมกันได้โดยตรง
ข้อมูลต้องเดินทางออกจากสมองแรกผ่านภาษา ซึ่งเป็นช่องสัญญาณที่มีแบนด์วิธต่ำอย่างน่าใจหาย เมื่อเทียบกับปริมาณข้อมูลมหาศาลที่ถูกประมวลผลภายในสมอง และสูญเสียข้อมูลจำนวนมหาศาลในขั้นตอนการเข้ารหัส
จากนั้นต้องเดินทางเข้าสู่สมองที่สองผ่านการตีความ ซึ่งเพิ่มความคลาดเคลื่อนอีกชั้นหนึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัว กรอบอ้างอิง และอคติทางปัญญาของผู้รับสาร
นี่คือเพดานกระจกของจิตสำนึกมนุษย์ เราสามารถบูรณาการข้อมูลภายในสมองของเราเองได้ในระดับสูงมาก สูงพอจะสร้างอารยธรรม วิทยาศาสตร์ และศิลปะ
แต่เราไม่สามารถบูรณาการข้อมูลระหว่างสมองสองใบได้เลย นอกจากการเดาและการตีความผ่านสัญลักษณ์ที่ไม่สมบูรณ์ เราไม่เคย "รู้" ว่าคนอื่นคิดอะไร เราเพียง "คาดเดา" จากคำพูด สีหน้า น้ำเสียง และภาษากาย ทั้งหมดนี้คือข้อมูลที่ถูกลดทอนมิติลงอย่างมหาศาล
IIT ของ Tononi จึงไม่เพียงแต่เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับจิตสำนึกเท่านั้น แต่มันให้กรอบคณิตศาสตร์ในการทำความเข้าใจสิ่งที่ชาวอาร์คทูเรียนบรรลุ การทลายเพดานกระจกนี้ลงอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้มีสมองที่แยกจากกันที่มีค่า Φ เป็นเอกเทศ แต่มีเครือข่ายจิตสำนึกเดียวที่มีค่า Φ ในระดับอารยธรรม
จาก Human Brain Project สู่สนามข้อมูลอารยธรรม
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า การก้าวกระโดดจากจิตสำนึกเอกเทศสู่จิตสำนึกร่วมนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด ลองพิจารณาโครงการ Human Brain Project ของสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มต้นในปี ค.ศ. 2013 ด้วยงบประมาณกว่า 1,000 ล้านยูโร
นักวิทยาศาสตร์หลายร้อยคนจากสถาบันวิจัยกว่า 100 แห่งกำลังพยายามจำลองการทำงานของสมองมนุษย์บนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ด้วยการสร้างแบบจำลองนิวรอนหลายพันล้านตัวและเชื่อมต่อพวกมันด้วยไซแนปส์เสมือน
แต่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน เช่น Frontier ที่ Oak Ridge National Laboratory ซึ่งมีพลังประมวลผลกว่า 1.1 exaFLOPS ยังไม่สามารถจำลองสมองมนุษย์ได้แบบเรียลไทม์ด้วยซ้ำ
เพราะอุปสรรคสำคัญไม่ใช่แค่จำนวนนิวรอน แต่คือจำนวนจุดเชื่อมต่อและการส่งสัญญาณด้วยความถี่ที่แตกต่างกันหลายร้อยความถี่ต่อวินาทีในแต่ละจุดเชื่อมต่อ
สมองมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงเครือข่ายของสวิตช์เปิด-ปิดแบบทรานซิสเตอร์ แต่มันคือระบบพลวัตไม่เชิงเส้นที่ซับซ้อนที่สุดในเอกภพเท่าที่เรารู้จัก
สิ่งที่ชาวอาร์คทูเรียนมีคือซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ที่ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมดของอารยธรรม แต่ละคนทำหน้าที่เป็นโหนดประมวลผลที่เชื่อมต่อกันผ่านสนามควอนตัมของดาวฤกษ์ ตามที่ได้อภิปรายในหัวข้อ 1.7
ระบบนี้ไม่ต้องมีหน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit) และไม่ต้องพึ่งพาการส่งข้อมูลผ่านสายทองแดงหรือใยแก้วนำแสง การเชื่อมต่อเกิดขึ้นในระดับสนามควอนตัมที่แผ่ขยายครอบคลุมทั้งระบบดาว
แนวคิดเรื่อง Collective Information Field ที่ชาวอาร์คทูเรียนใช้มีรากฐานมาจากฟิสิกส์ควอนตัมสาขาที่เรียกว่า Quantum Field Theory (QFT) ซึ่งเป็นกรอบทฤษฎีที่รวมกลศาสตร์ควอนตัมกับทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษเข้าด้วยกัน และเป็นรากฐานของแบบจำลองมาตรฐานของฟิสิกส์อนุภาค (Standard Model of Particle Physics)
ใน QFT เอกภพไม่ได้ประกอบด้วย "อนุภาค" ที่เป็นลูกบอลเล็กๆ ลอยอยู่ในความว่างเปล่า แต่มันประกอบด้วย "สนาม" (Fields) ที่แผ่ขยายครอบคลุมทั่วทั้งอวกาศ
สนามอิเล็กตรอนมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง สนามควาร์กมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง สนามโฟตอนมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง สิ่งที่เราเรียกว่า "อนุภาค" คือการสั่นสะเทือนเฉพาะที่ของสนามเหล่านี้
การกระตุ้น ณ ตำแหน่งหนึ่งของสนามที่แผ่ขยายครอบคลุมทั่วทั้งเอกภพ เปรียบเสมือนคลื่นบนผิวมหาสมุทรที่เรามองเห็นเป็นรูปเป็นร่าง ณ จุดหนึ่ง แต่ตัวมหาสมุทรเองนั้นอยู่ทั่วทุกแห่ง
ในแบบจำลองมาตรฐาน มีสนามพื้นฐานประมาณ 17 สนาม (จำนวนแน่นอนขึ้นอยู่กับว่าเราแบ่งประเภทอย่างไร) อนุภาคทุกตัวที่เราตรวจจับได้ในเครื่องเร่งอนุภาค ตั้งแต่อิเล็กตรอนไปจนถึงควาร์กท็อป คือการสั่นสะเทือน ณ ตำแหน่งเฉพาะของสนามเหล่านี้
หากชาวอาร์คทูเรียนสามารถสร้าง "สนามข้อมูล" เพิ่มเติมขึ้นมาได้อีกสนามหนึ่ง สนามที่ไม่ได้มีอยู่ในแบบจำลองมาตรฐานของมนุษย์ แต่ถูกสร้างขึ้นผ่านการควบคุมสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่แม่นยำระดับควอนตัม
สนามนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ข้อมูลจากสมาชิกแต่ละคนถูกส่งผ่านและเข้าถึงได้โดยสมาชิกคนอื่นทั้งหมด โดยไม่ต้องผ่านการเข้ารหัสหรือถอดรหัสใดๆ ข้อมูลไม่ได้ถูก "ส่ง" ในความหมายของการเดินทางจากจุด A ไปจุด B แต่มัน "ดำรงอยู่" ในสนาม และทุกคนที่เชื่อมต่อกับสนามนั้นสามารถเข้าถึงมันได้พร้อมกัน
สามข้อแตกต่างที่เปลี่ยน "อินเทอร์เน็ต" ให้เป็น "จิตสำนึกร่วม"
ในทางเทคนิค นี่คือระบบที่ทำหน้าที่คล้ายกับอินเทอร์เน็ตของมนุษย์ แต่มีข้อแตกต่างพื้นฐานสามประการ ที่ทำให้มันไม่ใช่แค่ "อินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น" แต่เป็นอีกระดับของการเชื่อมต่อโดยสิ้นเชิง การเปลี่ยนจาก "เครือข่ายข้อมูล" ไปสู่ "เครือข่ายจิตสำนึก"
.
ประการแรก: …แบนด์วิธ อินเทอร์เน็ตของมนุษย์ส่งข้อมูลในอัตราเมกะบิตถึงกิกะบิตต่อวินาทีผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสงหรือคลื่นวิทยุ ซึ่งเป็นอัตราที่เพียงพอสำหรับการส่งข้อความ รูปภาพ และวิดีโอ
แต่ไม่เพียงพอสำหรับการส่ง "ประสบการณ์ตรง" ที่มีข้อมูลครบทุกมิติ ภาพสามมิติความละเอียดสูง เสียงรอบทิศทาง สัมผัส อุณหภูมิ กลิ่น และที่สำคัญที่สุดคือ "บริบททางอารมณ์และความหมาย" ที่ประกอบกันเป็นประสบการณ์จริง
สนามข้อมูลของชาวอาร์คทูเรียนอาจมีแบนด์วิธในระดับเพตะบิตต่อวินาที (10¹⁵ บิตต่อวินาที) หรือสูงกว่านั้น เนื่องจากใช้การมอดูเลตคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่สูงในช่วงที่มนุษย์ยังเข้าไม่ถึง และใช้การเข้ารหัสข้อมูลในรูปแบบ Interference Patterns ตามที่อภิปรายในหัวข้อ 2.8
เพื่อให้เห็นขนาดของความแตกต่าง การสตรีมภาพยนตร์ 4K ใช้แบนด์วิธประมาณ 25 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งหมายความว่าอินเทอร์เน็ตบ้านทั่วไปสามารถส่งข้อมูลภาพและเสียงคุณภาพสูงได้หนึ่งช่องสัญญาณ
แต่สนามข้อมูลของชาวอาร์คทูเรียนสามารถส่งข้อมูลเทียบเท่าภาพยนตร์ 4K จำนวน 40 ล้านเรื่องได้พร้อมกันในหนึ่งวินาที และนั่นเป็นเพียงการประมาณขั้นต่ำจากหลักการทางฟิสิกส์ที่เรารู้จัก
ประการที่สอง: …ความหน่วง อินเทอร์เน็ตมีความหน่วง (Latency) ที่วัดได้ในหน่วยมิลลิวินาที ซึ่งเกิดจากระยะทางที่สัญญาณต้องเดินทางผ่านสายเคเบิลและเราเตอร์ และถูกจำกัดด้วยความเร็วแสงในตัวกลาง
แม้แต่ในเครือข่ายที่ดีที่สุด สัญญาณจากลอนดอนไปซิดนีย์ก็ยังใช้เวลาประมาณ 250–300 มิลลิวินาที นานพอที่คุณจะรู้สึกถึงความล่าช้าในการสนทนาทางวิดีโอ
แต่การพัวพันทางควอนตัม (Quantum Entanglement) ตามที่อภิปรายใน 1.7 มีศักยภาพในการส่งข้อมูลโดยไม่มีความหน่วงเลย เพราะสถานะของอนุภาคที่พัวพันกันเปลี่ยนแปลงพร้อมกันโดยไม่ต้องมีสัญญาณเดินทางผ่านอวกาศระหว่างทั้งสอง
ตามที่การทดลองของ Alain Aspect ในปี 1982 และการทดลองล่าสุดที่ยืนยันการละเมิดอสมการของเบลล์ (Bell's Inequality) ได้แสดงให้เห็น นี่คือความแตกต่างระหว่าง "เร็วมาก" กับ "ทันที" อินเทอร์เน็ตของมนุษย์เร็วมาก แต่สนามข้อมูลของชาวอาร์คทูเรียนทำงานทันที
ประการที่สาม: …รูปแบบของข้อมูลที่ถูกส่ง อินเทอร์เน็ตส่งข้อมูลในรูปแบบของแพ็กเก็ตที่ประกอบด้วยลำดับของบิต 0 และ 1 ซึ่งผู้รับต้องแปลกลับเป็นความหมายโดยใช้โปรโตคอลและซอฟต์แวร์ที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า (เช่น TCP/IP, HTTP, HTML) ข้อมูลที่ส่งเป็น "สัญลักษณ์" ของสิ่งของ ไม่ใช่ "สิ่งของ" เอง
แต่สนามข้อมูลของชาวอาร์คทูเรียนส่ง "ข้อมูลเชิงประสบการณ์" ตามแนวคิด Ontological Understanding ผู้รับไม่ต้องแปลข้อมูล เพราะข้อมูลไม่ได้อยู่ในรูปของสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความจริง แต่มันคือ "แบบจำลองทางฟิสิกส์ที่สมบูรณ์" ของประสบการณ์นั้น
การรู้ไม่ใช่การอ่านคำอธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์ แต่คือการมีโครงสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่จำลองเหตุการณ์นั้นในจิตสำนึกของตนเอง
หากสมาชิกคนหนึ่งในเครือข่ายรู้สึกถึงอันตราย ไม่ว่าจะเป็นความร้อนที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ แรงสั่นสะเทือนที่บ่งบอกถึงแผ่นดินไหว หรือการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่บ่งชี้ถึงพายุสุริยะที่กำลังมาถึง สมาชิกคนอื่นทั้งหมดในอารยธรรมจะรู้สึกถึงอันตรายนั้นด้วยในทันที ไม่ใช่ผ่านข้อความเตือนที่เขียนว่า "อันตราย" แต่ผ่านการรับรู้โดยตรงที่สมบูรณ์เหมือนกับว่าพวกเขากำลังยืนอยู่ ณ จุดที่เกิดเหตุด้วยตนเอง
นี่คือ "Radical Transparency" ในความหมายที่ตรงตัวที่สุด
Radical Transparency: เมื่อการโกหกเป็นไปไม่ได้ในทางฟิสิกส์
Radical Transparency ที่เกิดจากระบบนี้ไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวต่อสาธารณะ แต่มันคือสภาวะที่ "ข้อมูลส่วนตัว" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจไม่มีอยู่อีกต่อไปตั้งแต่แรก
สำหรับมนุษย์ ความคิดและความรู้สึกเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่มีใครเข้าถึงได้นอกจากเจ้าของ เราสามารถคิดอย่างหนึ่งแล้วพูดอีกอย่างหนึ่งได้ และเราทำเช่นนั้นเป็นประจำในชีวิตประจำวัน
เราสามารถรู้สึกโกรธแต่แสดงสีหน้าสงบได้ สามารถเก็บความทรงจำที่เจ็บปวดไว้คนเดียวโดยไม่ให้ใครล่วงรู้ เราสามารถสร้าง "ตัวตนภายนอก" ที่แตกต่างจาก "ตัวตนภายใน" ได้ และความสามารถนี้เป็นทั้งพรและคำสาปของจิตสำนึกมนุษย์
ในระบบจิตสำนึกร่วมของชาวอาร์คทูเรียน พื้นที่ส่วนตัวในความหมายนี้ไม่มีอยู่ เพราะข้อมูลทั้งหมดถูกแชร์ผ่านสนามข้อมูลร่วมตั้งแต่ต้นทาง
มันไม่ใช่การ "เปิดเผย" เพราะคำว่าเปิดเผย หมายความว่ามีบางอย่างที่เคยถูกปิดอยู่และถูกทำให้เปิดในภายหลัง แต่สำหรับชาวอาร์คทูเรียน ไม่มีอะไรถูกปิดตั้งแต่แรก ข้อมูลจิตสำนึกทุกชิ้นเกิดขึ้นในสนามรวมตั้งแต่แรกเริ่ม
การโกหกจึงเป็นไปไม่ได้ในทางฟิสิกส์ ไม่ใช่เพราะมีกฎหมายหรือศีลธรรมห้าม แต่เพราะไม่มีช่องทางให้ข้อมูลเท็จดำรงอยู่ได้ ในโลกที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลเดียวกัน ณ ต้นทางของการรับรู้
การจะกล่าวสิ่งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงก็ไม่ต่างจากการพยายามซ่อนคลื่นสึนามิจากทุกคนที่ยืนอยู่บนชายหาดเดียวกัน เป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะผิดกฎ แต่เพราะข้อจำกัดทางกายภาพของระบบ
กลไกที่ทำให้ข้อมูลเท็จไม่สามารถดำรงอยู่ในระบบนี้เทียบได้กับ Blockchain Consensus Mechanism ที่มนุษย์ใช้ในเทคโนโลยีคริปโตเคอร์เรนซี แต่ซับซ้อนกว่า เร็วกว่า และมีมิติที่ลึกกว่าหลายล้านเท่า
ในการทำงานของบล็อกเชนอย่าง Bitcoin ซึ่ง Satoshi Nakamoto เสนอในเอกสารเผยแพร่ปี 2008 (Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System) ธุรกรรมทุกอย่างต้องได้รับการยืนยันจากโหนดส่วนใหญ่ในเครือข่ายก่อนจึงจะถูกบันทึกในบัญชีแยกประเภทสาธารณะ (Distributed Ledger)
การจะปลอมแปลงธุรกรรมหนึ่งรายการ ผู้โจมตีต้องควบคุมกำลังประมวลผลมากกว่าครึ่งหนึ่งของเครือข่ายทั้งหมด (51% Attack) ซึ่งในเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีโหนดนับล้านกระจายอยู่ทั่วโลก แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
จิตสำนึกร่วมของชาวอาร์คทูเรียนใช้หลักการตรวจสอบฉันทามติในลักษณะเดียวกัน แต่แทนที่จะตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน มันตรวจสอบ "ประสบการณ์และความตั้งใจ" ของสมาชิกแต่ละคน
หากสมาชิกคนหนึ่งพยายามส่งข้อมูลที่ขัดแย้งกับประสบการณ์ของสมาชิกคนอื่น เช่น การพยายามบอกว่าตนอยู่ที่ตำแหน่ง A ทั้งที่สมาชิกอีกสิบคนซึ่งอยู่ใกล้เคียงรับรู้พร้อมกันว่าตำแหน่ง A ไม่มีใครอยู่ ข้อมูลนั้นจะถูกตรวจพบว่าเป็น "ความผิดปกติ" (Anomaly) ทันที และถูกปฏิเสธโดยกลไกฉันทามติของสนาม
แต่ความแตกต่างสำคัญคือ ในบล็อกเชนของมนุษย์ การตรวจสอบใช้เวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมง ขึ้นอยู่กับกลไกฉันทามติที่ใช้ (Proof-of-Work ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีต่อบล็อกใน Bitcoin)
ในขณะที่สนามข้อมูลของชาวอาร์คทูเรียนทำงานด้วยความเร็วแสงหรือเร็วกว่านั้นผ่านการพัวพันทางควอนตัม ความผิดปกติใดๆ จะถูกตรวจจับและแก้ไขในเวลาใกล้เคียงกับศูนย์
ความเข้าใจผิดซึ่งเป็นรากเหง้าของความขัดแย้งในสังคมมนุษย์ ความเข้าใจผิดที่เกิดจากข้อมูลไม่ครบ การตีความที่คลาดเคลื่อน และการจงใจบิดเบือน จึงไม่มีโอกาสก่อตัวขึ้นตั้งแต่แรก
ไม่ใช่เพราะทุกคนถูกบังคับให้คิดเหมือนกัน แต่เพราะทุกคนเข้าถึงข้อมูลเดียวกัน เข้าใจตรงกันในระดับที่ลึกกว่าคำพูด และไม่มีใครสามารถบิดเบือนข้อมูลได้โดยไม่ถูกตรวจจับ
ปัจเจกในมหาสมุทรแห่งจิต: การบูรณาการที่ไม่ทำลายความแตกต่าง
คำถามที่มักเกิดขึ้น และเป็นคำถามที่ถูกต้องทั้งในทางปรัชญาและจิตวิทยา เมื่อกล่าวถึงระบบเช่นนี้คือ ระบบนี้จะลิดรอน "ความเป็นปัจเจก" หรือไม่ หากทุกคนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับทุกคน
ความเป็นตัวตนที่แยกจากกันจะยังคงมีอยู่หรือไม่ หรือทุกคนจะถูกหลอมรวมเป็นจิตสำนึกเดียวที่ไร้ความแตกต่าง เอกภาพที่แลกมาด้วยการสูญเสียอัตลักษณ์
ในวงการปรัชญาจิตและประสาทวิทยาศาสตร์ คำถามที่ว่าจิตสำนึกคืออะไรและ "ตัวตน" มีอยู่จริงหรือไม่ยังเป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่มียุติ
Daniel Dennett นักปรัชญาจาก Tufts University เสนอในหนังสือ Consciousness Explained (1991) ว่าจิตสำนึกไม่ใช่ "สิ่งของ" ที่มีอยู่จริง แต่เป็น "ภาพลวงตาที่มีประโยชน์" (Useful Illusion)
ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันของกระบวนการทางสมองหลายกระบวนการที่ไม่มีศูนย์กลางควบคุม ไม่มี "โฮมุนคูลัส" หรือมนุษย์ตัวเล็กๆ ในหัวที่คอยดูจอภาพและตัดสินใจ จิตสำนึกคือ "เรื่องเล่า" ที่สมองสร้างขึ้นเพื่อให้เจ้าของร่างสามารถนำทางโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ Thomas Nagel นักปรัชญาจาก New York University โต้แย้งในบทความทรงอิทธิพลเรื่อง "What Is It Like to Be a Bat?" (The Philosophical Review, Vol. 83, No. 4, pp. 435–450, 1974) ว่า
จิตสำนึกต้องมี "ความเป็นอะไรบางอย่าง" (What-It-Is-Like-ness) ที่เป็นอัตวิสัยและไม่สามารถลดทอนลงเหลือเพียงการทำงานของเซลล์ประสาทได้
ไม่ว่าเราจะรู้จักสรีรวิทยาของค้างคาว ระบบโซนาร์ คลื่นสมอง การประมวลผลเสียงสะท้อน ละเอียดเพียงใด เราก็ไม่มีทางรู้ว่ามัน "รู้สึกอย่างไร" ที่จะเป็นค้างคาว ประสบการณ์อัตวิสัยเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้จากภายในเท่านั้น
ข้อถกเถียงระหว่างสองมุมมองนี้ ระหว่างการลดทอนจิตสำนึกให้เป็นกระบวนการทางกายภาพ กับการยืนยันว่าประสบการณ์อัตวิสัยคือสิ่งที่ไม่สามารถลดทอนได้ ยังดำเนินต่อไปจนถึงปัจจุบัน โดยมีหลักฐานจากทั้งสองด้านที่สนับสนุนและคัดค้าน
แต่จากมุมมองของฟิสิกส์ข้อมูลที่เราใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์ตลอดงานชุดนี้ "ปัจเจก" ในระบบจิตสำนึกร่วมของชาวอาร์คทูเรียนไม่ได้หายไป แต่มันเปลี่ยนรูปแบบจากการเป็น "หน่วยที่แยกจากกัน" ไปสู่การเป็น "ตำแหน่งเฉพาะในสนามข้อมูล" ที่มีมุมมองเป็นเอกลักษณ์
ลองนึกภาพกล้องวงจรปิดหลายสิบตัวที่ติดตั้งอยู่รอบอาคาร กล้องแต่ละตัวมองเห็นเหตุการณ์เดียวกันจากมุมที่ต่างกัน กล้องตัวที่อยู่ทางทิศเหนือเห็นสิ่งที่กล้องตัวที่อยู่ทางทิศใต้ไม่เห็น
และในทางกลับกัน แม้ข้อมูลจากกล้องทุกตัวจะถูกรวมเข้าด้วยกันเป็นภาพสามมิติที่สมบูรณ์บนจอมอนิเตอร์ของห้องควบคุม แต่กล้องแต่ละตัวก็ยังคงมี "มุมมอง" ที่เป็นของตัวเอง เอกลักษณ์ของกล้องแต่ละตัวไม่ได้หายไปเพราะข้อมูลถูกรวมเข้าด้วยกัน ตรงกันข้าม มันคือคุณค่าที่แต่ละมุมมองนำมาสู่ภาพรวม
ในทำนองเดียวกัน สมาชิกแต่ละคนในจิตสำนึกร่วมของชาวอาร์คทูเรียนก็ยังคงมีมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
มุมมองนี้เกิดจากตำแหน่งทางกายภาพในอวกาศ การอยู่ ณ จุดหนึ่งของระบบดาวย่อมให้ประสบการณ์ที่ต่างจากการอยู่ ณ อีกจุดหนึ่ง จากประสบการณ์เฉพาะที่ผู้อื่นอาจไม่เคยมี และจากรูปแบบการประมวลผลข้อมูลที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน
ความเป็นปัจเจกในระบบนี้จึงไม่ใช่ "การแยกจากกัน" และไม่ใช่ "การมีพื้นที่ส่วนตัวที่ผู้อื่นเข้าถึงไม่ได้" แต่มันคือ "การเป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมที่ใหญ่กว่า"
ในขณะที่ยังคงรักษามุมมองเฉพาะของตนเองไว้ได้ เช่นเดียวกับที่นักดนตรีในวงออร์เคสตรายังคงเล่นเครื่องดนตรีของตนเองและมีส่วนร่วมที่เป็นเอกลักษณ์ ในขณะที่เสียงทั้งหมดหลอมรวมเป็นซิมโฟนีบทเดียวกัน
นี่คือข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง "การหลอมรวม" (Fusion) กับ "การบูรณาการ" (Integration)
การหลอมรวมทำลายความแตกต่างและสร้างความเป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนการเทสีทั้งหมดลงในถังเดียวกันจนกลายเป็นสีเทา
แต่การบูรณาการรักษาความแตกต่างไว้และใช้มันเป็นแหล่งของข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อสร้างภาพรวมที่สมบูรณ์กว่าที่ส่วนประกอบใดส่วนประกอบหนึ่งจะสร้างได้ด้วยตัวเอง จิตสำนึกร่วมของชาวอาร์คทูเรียนคือการบูรณาการ ไม่ใช่การหลอมรวม เป็นซิมโฟนี ไม่ใช่เสียงเดียว
.
.
โฆษณา