11 ส.ค. เวลา 00:46 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 14 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)

3.2 กลไกการสื่อสารผ่านความถี่ร่วม: จากทฤษฎีสารสนเทศสู่การส่งผ่านประสบการณ์ตรง
ในปี ค.ศ. 1948 Claude Shannon วิศวกรไฟฟ้าและนักคณิตศาสตร์จาก Bell Telephone Laboratories ได้ตีพิมพ์บทความขนาดยาวใน Bell System Technical Journal ภายใต้ชื่อ "A Mathematical Theory of Communication"
บทความนี้ไม่ได้พูดถึงโทรศัพท์หรือวิทยุโดยตรง แม้จะถูกเขียนขึ้นในห้องปฏิบัติการของบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น แต่มันพูดถึงสิ่งที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ "ข้อมูล" (Information) ในฐานะปริมาณทางคณิตศาสตร์ที่สามารถวัดได้ในหน่วยบิต ส่งผ่านได้ผ่านช่องสัญญาณ และสูญเสียไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อมีสัญญาณรบกวน
แบบจำลองของแชนนอนแบ่งการสื่อสารออกเป็นห้าองค์ประกอบ ที่เชื่อมต่อกันเป็นสายโซ่
-แหล่งข้อมูล (Information Source) …สร้างข้อความ
-ตัวเข้ารหัส (Transmitter) …แปลงข้อความเป็นสัญญาณที่ส่งผ่านตัวกลางได้
-ช่องสัญญาณ (Channel) …คือ ตัวกลางที่สัญญาณเดินทางผ่าน สายทองแดง อากาศ คลื่นวิทยุ ใยแก้ว
-ตัวถอดรหัส (Receiver) …แปลงสัญญาณกลับเป็นข้อความ
-ปลายทาง (Destination) …คือ ผู้รับสาร
ปัญหาที่แชนนอนสนใจและใช้เวลาทั้งชีวิตพยายามแก้ไขคือ ช่องสัญญาณทุกช่องมี "ความจุ" จำกัด มีขีดจำกัดสูงสุดของอัตราข้อมูลที่สามารถส่งผ่านได้โดยปราศจากความผิดพลาด และมี "สัญญาณรบกวน" ที่ทำให้สัญญาณที่รับแตกต่างจากสัญญาณที่ส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขีดจำกัดนี้คือเหตุผลว่าทำไมการสื่อสารจึงไม่มีวันสมบูรณ์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด ตราบใดที่เรายังใช้แบบจำลองของแชนนอนเป็นกรอบในการสื่อสาร
สิ่งที่แชนนอนไม่ได้พูดถึงในบทความปี 1948 ของเขา และอาจไม่ได้สนใจด้วยซ้ำเพราะภารกิจของเขาคือวิศวกรรมโทรคมนาคม ไม่ใช่จิตวิทยาหรือภาษาศาสตร์ แต่กลายเป็นปัญหาที่ชัดเจนขึ้นทุกวันในการสื่อสารระหว่างมนุษย์ คือ การเข้ารหัสและถอดรหัสด้วยภาษาธรรมชาติเพิ่มความคลาดเคลื่อนอีกชั้นหนึ่งที่เหนือกว่าสัญญาณรบกวนทางฟิสิกส์ใดๆ
เมื่อคุณมีความคิดหนึ่งในหัว สมมติว่าเป็นความทรงจำเกี่ยวกับพระอาทิตย์ตกที่ชายหาดเมื่อหลายปีก่อน คุณต้องแปลความคิดนั้นเป็นคำพูด ความคิดเป็นภาพหลายมิติที่ประกอบด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่ (ตำแหน่งของดวงอาทิตย์บนขอบฟ้า สีที่ไล่ระดับจากส้มเป็นม่วง)
อารมณ์ (ความสงบ ความสุข หรือความเศร้าที่แฝงอยู่ในความทรงจำ) ตรรกะ (เหตุการณ์ที่นำไปสู่การอยู่ที่ชายหาดนั้น) และการเชื่อมโยงกับความทรงจำอื่นๆ (กลิ่นของทะเลที่เชื่อมโยงกับวัยเด็ก)
แต่ภาษาคือลำดับของคำที่เรียงกันเป็นเส้นตรงหนึ่งมิติ คำหนึ่งต่อจากอีกคำหนึ่ง จากซ้ายไปขวา จากอดีตไปปัจจุบัน การแปลจากหลายมิติเป็นหนึ่งมิติเป็นการบีบอัดข้อมูลที่สูญเสียรายละเอียดมหาศาล เปรียบเสมือนการนำรูปปั้นสามมิติมาทุบให้แบนเป็นเงาสองมิติบนผนังถ้ำ
เมื่อคำพูดเดินทางผ่านอากาศเป็นคลื่นเสียง มันถูกรบกวนด้วยเสียงพื้นหลัง ระยะทางที่ทำให้แอมพลิจูดลดลง
การสะท้อนจากพื้นผิวห้องที่ทำให้เกิดเอคโค่ และการดูดซับความถี่บางย่านโดยวัสดุในห้อง เมื่อไปถึงหูผู้ฟัง คลื่นเสียงถูกแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าเคมีในโคเคลียของหูชั้นใน ส่งผ่านเส้นประสาทสมองคู่ที่ 8 ไปยังก้านสมองส่วนการได้ยิน (Auditory Brainstem) และถูกแปลกลับเป็นความหมายในคอร์เทกซ์การได้ยินปฐมภูมิและเขตภาษาของสมอง
ทุกขั้นตอนมีการสูญเสียข้อมูล แม้แต่ในการสนทนาที่ตรงไปตรงมาที่สุดระหว่างคนสองคนที่พูดภาษาเดียวกัน มีเจตนาดีต่อกัน และอยู่ในห้องเงียบที่ไม่มีเสียงรบกวน
ข้อมูลที่สูญเสียหรือบิดเบือนระหว่างทางจากจิตหนึ่งไปยังอีกจิตหนึ่งอาจสูงถึง 30 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ นี่คือ "ช่องว่างแห่งการสื่อสาร" (Communication Gap) ที่เป็นรากเหง้าของความขัดแย้งนับไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ชาวอาร์คทูเรียนได้ขจัดขั้นตอนทั้งหมดนี้ออกไป
▪️จาก Quantum Teleportation สู่ Zero-Latency Communication
Zero-Latency Communication ที่พวกเขาใช้ทำงานบนหลักการเดียวกันกับ Quantum Teleportation ที่มนุษย์กำลังพัฒนาในห้องปฏิบัติการ แต่ถูกยกระดับจากระดับอนุภาคเดี่ยวไปสู่ระดับจิตสำนึกทั้งดวง
ในปี ค.ศ. 2017 ทีมนักฟิสิกส์จาก University of Science and Technology of China นำโดย Jian-Wei Pan ประสบความสำเร็จในการทดลองที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ภายใต้ชื่อ "Ground-to-satellite quantum teleportation"
พวกเขาส่งข้อมูลควอนตัม สถานะโพลาไรเซชันของโฟตอน จากสถานีภาคพื้นดินในทิเบตที่ระดับความสูงกว่า 4,000 เมตร ไปยังดาวเทียม Micius ที่โคจรเหนือพื้นโลกในระยะทางกว่า 1,200 กิโลเมตร
โดยใช้โฟตอนคู่ที่อยู่ในสถานะพัวพันทางควอนตัม (Entangled Photon Pairs) ที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นโลกและแยกออกจากกัน
หลักการทำงานของ Quantum Teleportation ไม่ใช่การเคลื่อนย้ายสสาร แต่คือการถ่ายโอน "ข้อมูลควอนตัม" หรือสถานะที่สมบูรณ์ของอนุภาคหนึ่งไปยังอีกอนุภาคหนึ่งที่อยู่ห่างไกล โดยใช้การพัวพันเป็นช่องทางและใช้ช่องสัญญาณคลาสสิกในการส่งผลการวัดประกอบ
เมื่อโฟตอนสองตัวอยู่ในสถานะพัวพัน การวัดสถานะของโฟตอนตัวหนึ่งร่วมกับโฟตอนที่ต้องการเทเลพอร์ต จะทำให้สถานะควอนตัมของโฟตอนต้นทาง "ปรากฏ" ขึ้นบนโฟตอนปลายทางทันที โดยที่ตัวโฟตอนต้นทางเองไม่ได้เดินทางไปไหน มีเพียงข้อมูลควอนตัมที่ถูกถ่ายโอน
ไอน์สไตน์เคยเรียกปรากฏการณ์พัวพันทางควอนตัมว่า "spooky action at a distance" ในจดหมายถึง Max Born ในปี 1947 และปฏิเสธที่จะเชื่อว่ามันเป็นไปได้ เพราะมันขัดกับหลักการท้องถิ่น (Locality) ที่เป็นรากฐานของทฤษฎีสัมพัทธภาพ
แต่การทดลองของ Alain Aspect ในปี 1982 และการทดลองของ Pan และทีมในปี 2017 รวมถึงการทดลองล่าสุดที่ปิดช่องโหว่ทั้งหมดในอสมการของเบลล์โดยทีมจาก Delft University of Technology ในปี 2015 ได้ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าปรากฏการณ์นี้มีจริง ธรรมชาติไม่ใช่ท้องถิ่นในระดับควอนตัม
สิ่งที่ชาวอาร์คทูเรียนทำคือการขยายหลักการนี้จากโฟตอนคู่ในห้องปฏิบัติการไปสู่สมาชิกทั้งหมดของอารยธรรม พวกเขาใช้สนามพลังงานของดาวฤกษ์อาร์คทูรัสเป็น "ตัวกลางพัวพัน" (Entanglement Medium) แทนที่จะใช้โฟตอนสองตัวที่ถูกสร้างขึ้นในห้องปฏิบัติการและส่งผ่านสายเคเบิลใยแก้ว
พวกเขาใช้สนามควอนตัมที่ครอบคลุมทั้งระบบดาวเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการสื่อสาร สนามที่สมาชิกทุกคน "จุ่ม" จิตสำนึกของตนลงไปตั้งแต่เกิด
ในระบบนี้ ข้อมูลไม่ได้เดินทางจากจุด A ไปจุด B ผ่านตัวกลางใดๆ ในความหมายของแบบจำลองแชนนอน ไม่มี "ช่องสัญญาณ" เพราะไม่มีระยะทางให้สัญญาณต้องเดินทางผ่าน
แต่สถานะของสมาชิกคนหนึ่งในเครือข่ายกับสถานะของสมาชิกคนอื่นทั้งหมด "พัวพัน" กันในระดับพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงในจุดหนึ่งจึงสะท้อนไปยังทุกจุดในเครือข่ายพร้อมกัน โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางและไม่มีการสูญเสียข้อมูลระหว่างทาง
▪️เมื่อข้อมูลไม่ใช่สัญลักษณ์อีกต่อไป: การส่งผ่านประสบการณ์ตรง
ข้อมูลที่ถูกส่งผ่านระบบนี้ไม่ได้อยู่ในรูปของ "สัญลักษณ์" ที่ต้องแปลตามแนวคิด Ontological Understanding หากแต่เป็น "ประสบการณ์โดยตรง" ในรูปแบบของข้อมูลเชิงเรขาคณิตและคลื่นความถี่ที่บรรจุบริบททางอารมณ์และตรรกะไว้ในภาพเดียว
การที่ข้อมูลถูกบรรยายว่าอยู่ในรูปของ "ข้อมูลเชิงเรขาคณิตและคลื่นความถี่ที่บรรจุบริบททางอารมณ์และตรรกะไว้ในภาพเดียว" มีรากฐานมาจากฟิสิกส์ของ Holographic Encoding ที่เราได้สำรวจในหัวข้อ 2.8 อย่างแม่นยำ
ระบบความทรงจำของชาวอาร์คทูเรียน Energy Field Matrix เก็บข้อมูลในรูปของ Interference Patterns ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในเครือข่าย Photonic Crystal ที่กระจายทั่วกายแสงของพวกเขา
ข้อมูลไม่ได้ถูกเก็บเป็น "ไฟล์" ที่แยกจากกันเหมือนในฮาร์ดดิสก์ของคอมพิวเตอร์ แต่ถูกเก็บเป็นรูปแบบคลื่นที่ซ้อนทับกันในตัวกลางเดียวกัน โดยแต่ละรูปแบบสามารถถูกเรียกคืนได้ด้วย "รหัสอ้างอิง" เฉพาะ
การสื่อสารใช้หลักการเดียวกันทุกประการ เมื่อสมาชิกคนหนึ่งต้องการแชร์ประสบการณ์กับสมาชิกคนอื่นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ความรู้สึกถึงอันตราย หรือความงามของพระอาทิตย์ตกเหนือขอบฟ้าของดาวเคราะห์
พวกเขาไม่ได้สร้าง "ข้อความ" แต่สร้าง Interference Pattern ในสนามข้อมูลร่วมที่สอดคล้องกับประสบการณ์นั้น สมาชิกคนอื่นทั้งหมดจะรับรู้ Interference Pattern นี้ผ่านการเชื่อมต่อควอนตัมในสนาม เหมือนกับว่าพวกเขากำลังประสบกับสิ่งนั้นด้วยตนเอง
นี่คือความแตกต่างระหว่าง "การบอกว่าไฟร้อน" กับ "การให้ผู้อื่นรู้สึกร้อนด้วยตนเอง"
การสื่อสารของมนุษย์เป็นแบบแรกเสมอ และไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้ตราบใดที่เรายังถูกจำกัดด้วยแบบจำลองของแชนนอน
เราใช้คำพูด ตัวอักษร หรือรูปภาพเพื่อ "อธิบาย" ประสบการณ์ของเราให้ผู้อื่นฟัง แต่เราไม่สามารถส่งต่อประสบการณ์นั้นโดยตรงได้ ไม่มีใครรู้ว่าความเจ็บปวดของคุณรู้สึกอย่างไร
แพทย์ถามคุณว่า "ปวดระดับไหน จาก 1 ถึง 10" เพราะพวกเขาไม่สามารถรู้สึกถึงความเจ็บปวดนั้นด้วยตนเองได้โดยตรง ไม่มีใครรู้ว่าสีแดงที่คุณเห็นเหมือนกับสีแดงที่พวกเขาเห็นหรือไม่ นี่คือปัญหา Qualia ที่เราอภิปรายในหัวข้อ 2.6
การสื่อสารของชาวอาร์คทูเรียนเป็นแบบที่สอง เมื่อสมาชิกคนหนึ่งรู้สึกถึงอันตราย สมาชิกคนอื่นทั้งหมดจะรู้สึกถึงอันตรายนั้นด้วย ไม่ใช่ในฐานะ "ข้อมูลที่ได้รับแจ้ง" แต่ในฐานะ "ประสบการณ์ที่รู้สึกได้"
ข้อมูลที่ถูกส่งมีบริบททั้งหมดของประสบการณ์ต้นทาง อารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น (ความกลัว ความเร่งด่วน หรือความสงสัย) ตรรกะที่นำไปสู่ข้อสรุป (การสังเกตเห็นรูปแบบที่ผิดปกติ การวิเคราะห์สาเหตุ)
ความรู้สึกทางกายภาพที่แนบมากับการรับรู้ (แรงสั่นสะเทือน อุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ความดันที่เพิ่มขึ้น) และการเชื่อมโยงกับประสบการณ์อื่นที่เกี่ยวข้อง (เหตุการณ์คล้ายกันที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อนในอีกซีกหนึ่งของระบบดาว)
▪️เมื่ออารยธรรมประมวลผลเหมือนสมอง: จากปัจเจกสู่การตอบสนองร่วม
เพื่อให้เห็นภาพที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นว่าการสื่อสารระดับนี้เปลี่ยนธรรมชาติของการตัดสินใจร่วมอย่างไร ลองนึกถึงการที่สมองของคุณเองประมวลผลอันตราย
เมื่อนิ้วของคุณสัมผัสกับพื้นผิวที่ร้อนจัด เช่น เตาไฟที่คุณเผลอไปโดนโดยไม่ตั้งใจ ตัวรับความร้อนและความเจ็บปวดที่ปลายนิ้ว (Thermoreceptors และ Nociceptors) ส่งสัญญาณไฟฟ้าเคมีไปยังไขสันหลังและสมอง ภายในเวลาไม่ถึง 100 มิลลิวินาที
สมองส่วนธาลามัส (Thalamus) รับสัญญาณและส่งต่อไปยังคอร์เทกซ์รับความรู้สึกปฐมภูมิ (Primary Somatosensory Cortex) ซึ่งแปลสัญญาณเป็นประสบการณ์ของ "ความร้อนที่รุนแรงและเจ็บปวด" และคอร์เทกซ์สั่งการ (Motor Cortex) ซึ่งส่งคำสั่งผ่านไขสันหลังไปยังกล้ามเนื้อแขนให้ดึงมือกลับโดยรีเฟล็กซ์
กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่ "คุณ" ตัวตนที่มีจิตสำนึกและความรู้สึกเป็นเอกเทศ ไม่ต้องคิดหรือตัดสินใจ ไม่มีขั้นตอนที่สมองซีกซ้ายพูดกับสมองซีกขวาว่า "ฉันคิดว่าเราควรยกมือขึ้นนะ" ไม่มีการโหวตระหว่างเซลล์ประสาทนับล้านว่าแขนควรเคลื่อนที่ไปในทิศทางใด ไม่มีการอภิปราย ไม่มีความเห็นต่าง
ข้อมูลไหลจากจุดที่รับรู้ (ปลายนิ้ว) ไปยังจุดที่ประมวลผล (สมอง) และจุดที่ลงมือทำ (กล้ามเนื้อแขน) โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านการเข้ารหัสเป็นภาษา ไม่ต้องผ่านการตีความ และไม่ต้องผ่านการตัดสินใจแบบประชาธิปไตย
จิตสำนึกร่วมของชาวอาร์คทูเรียนทำงานในลักษณะเดียวกัน แต่ขยายจากภายในกะโหลกศีรษะหนึ่งใบไปสู่สมาชิกทั้งหมดของอารยธรรม
เมื่อสมาชิกคนหนึ่งรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นพายุสุริยะที่กำลังก่อตัวบนดาวฤกษ์แม่ การเปลี่ยนแปลงของวงโคจรดาวเคราะห์น้อยที่อาจเป็นภัยคุกคาม หรือการค้นพบทรัพยากรใหม่ในแถบดาวเคราะห์น้อย
ข้อมูลนั้นจะถูกประมวลผลร่วมกันโดยสมาชิกทั้งหมด และการตอบสนองจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ โดยไม่ต้องมีใคร "ตัดสินใจ" หรือ "ออกคำสั่ง" เพราะทุกคนคือทั้งผู้รับรู้และผู้ตัดสินใจในคราวเดียวกัน
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการตัดสินใจเชิงสังคมของชาวอาร์คทูเรียนจึง "ไม่ใช่การโหวตคะแนนเสียง แต่เป็นการประมวลผลข้อมูลร่วม"
ในการปกครองของมนุษย์ เราออกแบบระบบการลงคะแนน ประชาธิปไตยทางตรง ประชาธิปไตยผ่านตัวแทน ระบบรัฐสภา เพราะเรายอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า เราไม่รู้ว่าคำตอบที่ถูกต้องสำหรับปัญหาที่ซับซ้อนคืออะไร และแต่ละคนก็มีข้อมูลเพียงบางส่วนที่แตกต่างกัน
การโหวตเป็นวิธีประนีประนอมกับความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล เป็นการยอมรับว่าเราไม่สามารถรู้ความจริงทั้งหมดได้ จึงต้องถามว่าคนส่วนใหญ่คิดอย่างไร ซึ่งเป็นคำถามที่แตกต่างจาก "อะไรคือคำตอบที่ถูกต้อง" โดยสิ้นเชิง
ในระบบจิตสำนึกร่วมของชาวอาร์คทูเรียน ทุกคนมีข้อมูลชุดเดียวกันที่สมบูรณ์ ข้อมูลที่ไม่ได้ถูกลดทอนด้วยการเข้ารหัสภาษาและการถอดรหัส ไม่มีการตีความที่แตกต่างเพราะข้อมูลไม่ได้ถูกส่งผ่านสัญลักษณ์ที่ต้องแปล และไม่มีแรงจูงใจส่วนตัวที่ขัดแย้งกับส่วนรวม
เพราะในระบบที่ประสบการณ์ของทุกคนถูกแชร์โดยตรง "ส่วนรวม" ไม่ใช่สิ่งที่แยกจาก "ตนเอง" อีกต่อไป ความเจ็บปวดของอีกคนคือความเจ็บปวดของคุณ ความสำเร็จของอีกคนคือความสำเร็จของคุณ
ในสภาวะเช่นนี้ คำตอบที่ถูกต้องสำหรับปัญหาใดๆ จะปรากฏขึ้นโดยธรรมชาติ Emergence ของสัจจะจากข้อมูลที่สมบูรณ์ เหมือนกับที่สมองของคุณรู้ว่าต้องยกมือหนีเมื่อสัมผัสของร้อน โดยไม่ต้องผ่านการอภิปรายหรือการลงคะแนนระหว่างสมองส่วนต่างๆ การตัดสินใจไม่ใช่ "การเลือก" ระหว่างตัวเลือกหลายตัว แต่คือ "การรู้" ว่าคำตอบคืออะไรจากข้อมูลที่สมบูรณ์ทั้งหมด
▪️จาก Quantum Internet สู่จิตสำนึกหลอมรวม: ระยะห่างระหว่างเรากับพวกเขา
การเปรียบเทียบกับเทคโนโลยี Quantum Internet ที่มนุษย์กำลังพัฒนาช่วยให้เห็นภาพของระยะห่างระหว่างเรากับพวกเขาได้ชัดเจนขึ้น
โครงการ Quantum Internet Alliance ในยุโรปและโครงการที่นำโดย University of Science and Technology of China กำลังพยายามสร้างเครือข่ายที่ใช้การพัวพันทางควอนตัมในการส่งข้อมูลที่ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์
ข้อมูลที่ส่งผ่านเครือข่ายควอนตัมไม่สามารถถูกดักฟังได้โดยไม่ถูกตรวจจับ เพราะการวัดสถานะควอนตัมจะทำลายสถานะนั้น (Quantum No-Cloning Theorem) นี่คือการปฏิวัติความปลอดภัยของการสื่อสารในศตวรรษที่ 21
แต่ Quantum Internet ที่มนุษย์กำลังสร้าง ไม่ว่าจะก้าวหน้าเพียงใด ยังคงใช้แบบจำลองการสื่อสารของแชนนอนอยู่ ข้อมูลยังคงต้องถูกเข้ารหัสที่ต้นทางและถอดรหัสที่ปลายทาง ยังคงต้องเดินทางผ่านตัวกลาง (แม้จะเป็นโฟตอนในสายเคเบิลใยแก้วหรือผ่านอวกาศระหว่างดาวเทียม)
และยังคงถูกจำกัดด้วยความเร็วแสง เราเตอร์ควอนตัมยังต้อง "ส่งต่อ" ข้อมูลจากโหนดหนึ่งไปยังอีกโหนดหนึ่ง
สิ่งที่ชาวอาร์คทูเรียนมีไม่ใช่แค่ "อินเทอร์เน็ตที่ใช้ควอนตัม" แต่เป็น "การหลอมรวมของจิตสำนึกที่ใช้ควอนตัม" มันไม่ใช่การเชื่อมต่อระหว่างเครื่องมือสื่อสาร ไม่ใช่สมาร์ทโฟนที่พัฒนาไปอีกขั้น แต่มันคือการเชื่อมต่อระหว่างจิตสำนึกโดยตรง โดยไม่มีอุปกรณ์ใดๆ คั่นกลาง
การสื่อสารของชาวอาร์คทูเรียนจึงไม่ใช่ "เทคโนโลยี" ในความหมายที่มนุษย์ใช้คำนี้
เทคโนโลยีคือเครื่องมือภายนอกที่เราใช้เพื่อขยายขีดความสามารถของร่างกายและจิตใจ เราใช้โทรศัพท์เพื่อพูดกับคนที่อยู่ไกล ใช้กล้องโทรทรรศน์เพื่อเห็นกาแล็กซีที่แสงเดินทางมาหลายพันล้านปี ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ได้อยู่ในสมองของเรา เทคโนโลยีคืออวัยวะเทียมที่เราสวมใส่และถอดออกได้ตามต้องการ
แต่สำหรับชาวอาร์คทูเรียน การเชื่อมต่อระหว่างจิตสำนึกไม่ใช่เครื่องมือภายนอกที่เปิดปิดได้ตามต้องการ ไม่ใช่โทรศัพท์ที่คุณหยิบขึ้นมาเมื่อต้องการโทรหาใครและวางลงเมื่อเสร็จ มันคือสภาวะพื้นฐานของการดำรงอยู่ของพวกเขา เช่นเดียวกับที่การเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทเป็นสภาวะพื้นฐานของการดำรงอยู่ของสมองมนุษย์
คุณไม่สามารถ "ปิด" การเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทของคุณได้โดยไม่หมดสติไป และในทำนองเดียวกัน ชาวอาร์คทูเรียนก็ไม่สามารถ "ออกจากระบบ" จิตสำนึกร่วมได้โดยไม่สูญเสียสิ่งที่ทำให้นิยามการดำรงอยู่ของพวกเขาสมบูรณ์
พวกเขาไม่ได้ "ใช้" จิตสำนึกร่วม
พวกเขา "เป็น" จิตสำนึกร่วม
.
.
3.3 นัยสำคัญทางวิวัฒนาการ: พลังจากความเอกภาพ
ในปี ค.ศ. 1999 Howard Bloom นักเขียนวิทยาศาสตร์และผู้ก่อตั้ง International Paleopsychology Project ได้ตีพิมพ์หนังสือ Global Brain: The Evolution of Mass Mind from the Big Bang to the 21st Century (John Wiley & Sons, 1999)
ซึ่งเสนอวิทยานิพนธ์ที่ท้าทายกรอบคิดแบบดั้งเดิมเกี่ยวกับวิวัฒนาการ แนวคิดที่ว่าวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการคัดเลือกยีนหรือการอยู่รอดของปัจเจกบุคคลเท่านั้น แต่มันคือเรื่องของ "การประมวลผลข้อมูลร่วมกัน" (Collective Information Processing) ในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
บลูมติดตามเส้นทางของการประมวลผลข้อมูลบนโลกตั้งแต่บิกแบงมาจนถึงอินเทอร์เน็ต และพบรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ของชีวิต
รูปแบบที่การรวมตัวของหน่วยย่อยๆ ให้กลายเป็นระบบที่ซับซ้อนขึ้นและมีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลสูงขึ้นตามลำดับ แต่ละขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้มาแทนที่ขั้นตอนก่อนหน้า แต่มัน "ห่อหุ้ม" ขั้นตอนก่อนหน้าไว้ภายในตัวเอง
จุดเริ่มต้นคือเซลล์เดี่ยว โพรแคริโอตยุคแรกที่ตอบสนองต่อสารเคมีในสิ่งแวดล้อมด้วยกลไกง่ายๆ เช่น การเคลื่อนที่เข้าหาความเข้มข้นของอาหาร (Chemotaxis) หรือการหนีจากสารพิษ
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่มีระบบประสาท ไม่มีสมอง ไม่มีแม้แต่นิวเคลียส แต่พวกมันมี "ข้อมูล" ในรูปแบบของเกรเดียนต์ทางเคมีที่พวกมันสามารถอ่านและตอบสนองได้
จากนั้นเซลล์เหล่านี้รวมตัวกันเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ยูแคริโอตที่พัฒนาการแบ่งหน้าที่เฉพาะทาง (Cellular Differentiation) และมีระบบประสาทเป็นตัวประสานการทำงานระหว่างเซลล์ที่อยู่ห่างไกลกันภายในร่างกายเดียวกัน
ระบบประสาทคือ "อินเทอร์เน็ต" แรกของโลก เครือข่ายที่เชื่อมต่อหน่วยประมวลผลย่อยเข้าด้วยกันให้ทำงานเป็นหนึ่งเดียว
ก้าวต่อมาคือสัตว์สังคมที่พัฒนาพฤติกรรมฝูง (Swarm Behavior) มดแต่ละตัวมีพฤติกรรมง่ายๆ เดินตามรอยฟีโรโมน หยิบอาหาร กลับรัง แต่เมื่อรวมกันเป็นอาณานิคมนับล้านตัว พวกมันแสดงพฤติกรรมที่ซับซ้อนราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตตัวเดียว
การสร้างสะพานที่มีชีวิตด้วยร่างกายของมดงาน การทำฟาร์มเพาะเชื้อรา การจัดระบบวรรณะที่ซับซ้อน ผึ้งสื่อสารตำแหน่งของแหล่งอาหารผ่านการเต้นรำ (Waggle Dance) ที่เข้ารหัสระยะทางและทิศทางในรูปแบบของมุมและระยะเวลาการสั่นสะเทือน ปลาในฝูงเคลื่อนที่พร้อมกันราวกับถูกควบคุมด้วยจิตเดียว เปลี่ยนทิศทางในเสี้ยววินาทีโดยไม่มีผู้นำสั่งการ
จากนั้นมาสู่มนุษย์ สปีชีส์ที่พัฒนา "ภาษา" เป็นเครื่องมือในการประมวลผลข้อมูลร่วมกัน
ภาษาคือก้าวกระโดดทางวิวัฒนาการที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่การเกิดขึ้นของดีเอ็นเอ เพราะมันช่วยให้ประสบการณ์ของคนหนึ่ง สิ่งที่เรียนรู้มาทั้งชีวิต ความผิดพลาดที่เคยทำ บทเรียนที่ได้รับ ถ่ายทอดไปยังอีกคนหนึ่งได้โดยไม่ต้องรอให้การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมเกิดขึ้น
ความรู้ไม่ได้ตายไปพร้อมกับผู้ค้นพบอีกต่อไป แต่มันถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นและสะสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ นี่คือการเกิดขึ้นของ "ความทรงจำร่วม" (Collective Memory) ที่ไม่ต้องพึ่งพาดีเอ็นเอ
ขั้นตอนล่าสุดในสายตาของบลูมคือโลกาภิวัตน์ที่เชื่อมโยงมนุษย์ประมาณ 5,000 ล้านคนเข้าด้วยกันผ่านอินเทอร์เน็ต สร้างสิ่งที่เขาเรียกว่า "สมองโลก" หรือ Global Brain ซึ่งเป็นโครงข่ายประมวลผลข้อมูลที่มีมนุษย์ทุกคนเป็นหน่วยย่อย (Nodes) และสายเคเบิลใยแก้วเป็นแอกซอน
บลูมเสนอว่าแต่ละขั้นตอนของวิวัฒนาการ จากเซลล์เดี่ยว สู่หลายเซลล์ สู่สังคมสัตว์ สู่ภาษามนุษย์ สู่อินเทอร์เน็ต คือการเพิ่มความสามารถในการประมวลผลข้อมูลร่วมกัน (Collective Information Processing Capacity) และขั้นตอนต่อไปตามตรรกะนี้อาจเป็นการเกิดขึ้นของ Global Brain ที่สมบูรณ์ จุดที่มนุษย์ทุกคนเชื่อมต่อกันด้วยแบนด์วิธที่สูงพอจะทำให้ "ความคิด" ของมนุษยชาติทั้งหมดทำงานเป็นระบบเดียว
▪️ข้อโต้แย้งจากวิวัฒนาการ: มีทิศทางจริงหรือ
แนวคิด Global Brain ของบลูมถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักชีววิทยาวิวัฒนาการกระแสหลัก อาทิ Stephen Jay Gould นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดผู้ล่วงลับไปแล้ว และ Richard Dawkins นักชีววิทยาวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด
ข้อวิจารณ์หลัก และเป็นข้อวิจารณ์ที่ถูกต้องตามหลักการของทฤษฎีวิวัฒนาการ คือ วิวัฒนาการโดยการคัดเลือกตามธรรมชาติ ไม่มี "ทิศทาง" หรือ "เป้าหมาย"
มันเป็นกระบวนการที่เกิดจากการกลายพันธุ์แบบสุ่ม ตามด้วยการคัดเลือกโดยสภาพแวดล้อมเฉพาะหน้า ไม่มีกลไกใดในวิวัฒนาการที่จะ "มุ่งหน้า" ไปสู่ความซับซ้อนที่สูงขึ้นหรือความสามารถในการประมวลผลข้อมูลที่มากขึ้น
Gould เคยเขียนในหนังสือ Full House: The Spread of Excellence from Plato to Darwin (1996) ว่า
แนวโน้มที่สิ่งมีชีวิตดูเหมือนจะซับซ้อนขึ้นตามกาลเวลา จากแบคทีเรียสู่ไดโนเสาร์ สู่มนุษย์ เป็นเพียงผลทางสถิติ ของความจริงที่ว่าชีวิตเริ่มต้นจากจุดที่เรียบง่ายที่สุด จึงมีทางไปได้ทางเดียวคือซับซ้อนขึ้น เปรียบเสมือนคนเมาที่เดินเซอยู่บนทางเท้าที่มีกำแพงอยู่ด้านหนึ่ง เขาอาจเซไปทางไหนก็ได้ ซ้าย ขวา หน้า หลัง แต่เขาจะไม่มีทางเซทะลุกำแพงไปได้
ดังนั้นในระยะยาว เขาจะดูเหมือน "มุ่งหน้า" ออกจากกำแพง ทั้งที่จริงแล้วเขาไม่ได้มุ่งหน้าไปทางไหนเลย วิวัฒนาการของความซับซ้อนตามแนวคิดของ Gould จึงไม่ใช่กระแสน้ำที่ไหลขึ้นสู่ยอดเขา แต่คือคลื่นสุ่มที่ซัดไปมาโดยมี "กำแพงขั้นต่ำ" (Left Wall of Minimal Complexity) เป็นตัวกำหนดทิศทางปรากฏ
Dawkins เองแม้จะเป็นผู้เสนอแนวคิด "มีม" (Meme) และการวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมที่คล้ายกับสิ่งที่บลูมพูดถึงในบางแง่มุม แต่ก็ปฏิเสธแนวคิดที่ว่าวิวัฒนาการทางชีววิทยามี "เป้าหมาย" สูงสุดใดๆ
ในหนังสือ The Blind Watchmaker (1986) เขาย้ำว่าการคัดเลือกตามธรรมชาติคือ "นาฬิกาตาบอด" มันสร้างความซับซ้อนที่น่าทึ่งได้โดยไม่ต้องมีผู้ออกแบบและไม่มีแผนการล่วงหน้า
ข้อถกเถียงนี้ยังไม่มียุติ และหลักฐานจากทั้งสองฝ่าย จากฟอสซิลที่แสดงการเพิ่มขึ้นของความซับซ้อนสูงสุดตามกาลเวลาของบรรพชีวินวิทยา ไปจนถึงแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่แสดงว่าการสุ่มเดิน สามารถสร้างแนวโน้มปรากฏของความซับซ้อนได้ ยังคงถูกถกเถียงในวารสารวิชาการเช่น Nature, Science และ Proceedings of the National Academy of Sciences จนถึงปัจจุบัน
แต่ไม่ว่าวิวัฒนาการทางชีววิทยาจะมีทิศทางหรือไม่ ไม่ว่า Global Brain จะเป็น "เป้าหมาย" ของวิวัฒนาการหรือเป็นเพียงหนึ่งในความเป็นไปได้นับไม่ถ้วน
ข้อมูลที่เรามีจากระบบอาร์คทูรัสชี้ให้เห็นว่า มีอารยธรรมอย่างน้อยหนึ่งแห่งที่บรรลุถึงขั้นจิตสำนึกร่วมที่สมบูรณ์แล้ว ไม่ว่าจะด้วยวิวัฒนาการตามธรรมชาติ ด้วยการออกแบบโดยเจตนา หรือด้วยการผสมผสานของทั้งสอง
▪️สองมิติที่วัดระยะห่าง: แบนด์วิธและความลึกของข้อมูล
ความแตกต่างระหว่าง Global Brain ของมนุษย์ที่กำลังก่อตัวในปัจจุบัน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อสมอง 8,000 ล้านใบผ่านสัญลักษณ์ กับจิตสำนึกร่วมของชาวอาร์คทูเรียนสามารถวัดได้ในเชิงปริมาณผ่านสองมิติ
••มิติแรกคือแบนด์วิธของการเชื่อมต่อ
อินเทอร์เน็ตของมนุษย์ในปี ค.ศ. 2025 เชื่อมต่อผู้คนประมาณ 5,300 ล้านคนผ่านการเชื่อมต่อที่มีความเร็วเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 100 เมกะบิตต่อวินาทีสำหรับการเชื่อมต่อแบบประจำที่ (Fixed Broadband)
และประมาณ 40 เมกะบิตต่อวินาทีสำหรับการเชื่อมต่อผ่านมือถือ (Mobile Broadband) ตามรายงานของ International Telecommunication Union (ITU)
ที่ความเร็ว 100 เมกะบิตต่อวินาที การส่งข้อความตัวอักษรใช้เวลาเสี้ยววินาที ข้อความหนึ่งหน้ากระดาษมีข้อมูลประมาณ 2-3 กิโลไบต์ หรือ 0.016-0.024 เมกะบิต
การส่งภาพถ่ายความละเอียดสูงใช้เวลาไม่กี่วินาที ภาพถ่าย 12 ล้านพิกเซลมีข้อมูลประมาณ 36 เมกะไบต์ หรือ 288 เมกะบิต การสตรีมวิดีโอคุณภาพ 4K ใช้แบนด์วิธประมาณ 25 เมกะบิตต่อวินาที เกือบทั้งหมดของการเชื่อมต่อบ้านทั่วไป
แต่ข้อมูลเหล่านี้คือ "สัญลักษณ์" ที่ผ่านการลดทอนจากประสบการณ์จริงมาแล้วหลายชั้น ภาพถ่ายภรรยาและลูกของคุณที่คุณเห็นบนหน้าจอโทรศัพท์ประกอบด้วยพิกเซลประมาณ 2 ล้านจุด
แต่ละจุดมีข้อมูลสี 24 บิต (8 บิตต่อแม่สี RGB) รวมเป็นข้อมูลประมาณ 48 เมกะบิต นั่นคือปริมาณข้อมูลทั้งหมดที่คุณได้รับจากภาพนั้น กรอบสี่เหลี่ยมแบนๆ ที่ถูกจำกัดด้วยความละเอียดของกล้องและหน้าจอ
แต่เมื่อคุณยืนอยู่ต่อหน้าภรรยาและลูกจริงๆ ในห้องนั่งเล่นที่มีแสงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่าง ข้อมูลที่สมองคุณรับรู้ในหนึ่งวินาทีประกอบด้วยแสงที่ตกกระทบเรตินาจากวัตถุทั้งสามมิติ (ที่มีความละเอียดเทียบเท่าหลายร้อยล้านพิกเซลต่อตา)
การเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนไปในทุกเสี้ยววินาที (ที่ความถี่ประมาณ 60-120 เฟรมต่อวินาทีสำหรับการรับรู้ของมนุษย์) เสียงที่มาจากหลายทิศทาง (ระบบการได้ยินแบบสเตอริโอที่แยกแยะตำแหน่งได้)
กลิ่นที่ลอยมาในอากาศ (โมเลกุลระเหยที่จับกับ olfactory receptors นับล้าน) อุณหภูมิของผิวหนังที่สัมผัสกัน (ข้อมูลจาก thermoreceptors) และสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกจากร่างกายของพวกเขา
ปริมาณข้อมูลทั้งหมดที่สมองคุณประมวลผลในหนึ่งวินาทีของการเผชิญหน้านั้น ประมาณการโดยนักประสาทวิทยาศาสตร์ไว้ที่ประมาณ 10 ล้านบิตต่อวินาที (10 เมกะบิตต่อวินาที)
ตามการประมาณของ Manfred Zimmermann ในบทความ "Neurophysiology of Sensory Systems" (Fundamentals of Sensory Physiology, Springer, 1986)
นั่นคือเฉพาะข้อมูลที่สมองคุณ รับรู้ เท่านั้น ข้อมูลที่ผ่านการกรองโดยระบบประสาทสัมผัสแล้ว หากต้องการส่ง "ประสบการณ์ตรง" ทั้งหมดที่คุณมีในหนึ่งวินาทีไปยังอีกคนหนึ่ง รวมถึงข้อมูลจากทุกประสาทสัมผัส ทุกบริบททางอารมณ์ (ที่ถูกเข้ารหัสในระบบลิมบิก) และทุกความทรงจำที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์นั้น แบนด์วิธที่ต้องใช้จะสูงกว่า 10 เมกะบิตต่อวินาทีหลายอันดับขนาด
สนามข้อมูลของชาวอาร์คทูเรียนตามที่อภิปรายในหัวข้อ 3.1 มีแบนด์วิธที่อาจสูงถึงระดับเพตะบิตต่อวินาที (10¹⁵ บิตต่อวินาที) ซึ่งมากพอที่จะส่ง "ประสบการณ์ดิบ" ที่ไม่ได้ผ่านการลดทอนเลยแม้แต่น้อย ไม่ใช่แค่ข้อมูลจากประสาทสัมผัสทั้งห้า แต่รวมถึงบริบททางอารมณ์ ความทรงจำที่เชื่อมโยง และ "ความหมาย" ทั้งหมดของประสบการณ์นั้น
••มิติที่สองคือความลึกของข้อมูลที่ถูกแลกเปลี่ยน
มนุษย์แลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านสัญลักษณ์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นคำพูด ตัวอักษร ตัวเลข หรืออิโมจิ สัญลักษณ์เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น "ดัชนี" หรือ "ตัวชี้" ที่ชี้ไปยังประสบการณ์จริงในความทรงจำของผู้รับ แต่ตัวสัญลักษณ์เองไม่ได้บรรจุประสบการณ์นั้นไว้ เช่นเดียวกับที่ป้ายชื่อถนนไม่ได้บรรจุถนนทั้งสายไว้ในตัวมัน
เมื่อคุณบอกใครสักคนว่า "ผมเสียใจ" คุณกำลังใช้คำสองคำ สองสัญลักษณ์ทางภาษา เป็นดัชนีชี้ไปยังประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ซับซ้อนซึ่งคุณกำลังรู้สึก
คำว่า "เสียใจ" ไม่ได้บรรจุความหนักหน่วงในอก น้ำตาที่คลอเบ้า หรือความคิดวนเวียนที่มาพร้อมกับความเสียใจ มันเป็นเพียงฉลากที่คุณแปะไว้บนประสบการณ์นั้น ฉลากที่ถูกหล่อหลอมโดยวัฒนธรรม ภาษา และประสบการณ์ส่วนตัว
ผู้ฟังจะเข้าใจคำว่า "เสียใจ" ได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าเขาเคยมีประสบการณ์คล้ายกันหรือไม่ และประสบการณ์ของเขาคล้ายกับของคุณมากน้อยเพียงใด ตัวแปรที่คุณไม่สามารถควบคุมได้เลย
ในระบบจิตสำนึกร่วมของชาวอาร์คทูเรียน ข้อมูลที่ถูกส่งไม่ใช่ "ฉลาก" แต่คือ "ประสบการณ์" เอง ตามแนวคิด Ontological Understanding ที่อภิปรายในหัวข้อ 2.6
ผู้รับไม่ได้ยินคำว่า "เสียใจ" แล้วพยายามนึกถึงประสบการณ์ของตนเองที่ตรงกับคำนั้น กระบวนการที่เต็มไปด้วยความคลาดเคลื่อน แต่ผู้รับ "รู้สึก" ถึงความเสียใจที่ผู้ส่งกำลังรู้สึก ด้วยน้ำหนักในอก น้ำตา และความคิดวนเวียนทั้งหมดที่มาพร้อมกับมัน
นี่คือความแตกต่างระหว่าง "การบอกว่าไฟร้อน" กับ "การให้ผู้อื่นรู้สึกร้อนด้วยตนเอง" และนี่คือช่องว่างระหว่างการสื่อสารของมนุษย์กับการสื่อสารของชาวอาร์คทูเรียน
▪️กำแพงสองชั้นที่ขวางกั้นมนุษย์
"กำแพงทางชีวภาพ" ที่ขวางกั้นมนุษย์จากการบรรลุถึงจิตสำนึกร่วมมีสองชั้น
ชั้นแรก คือ…ข้อจำกัดของระบบประสาท ตามที่อภิปรายในหัวข้อ 2.4 เซลล์ประสาทของมนุษย์ส่งสัญญาณด้วยความเร็วประมาณ 0.5 ถึง 120 เมตรต่อวินาที ขึ้นอยู่กับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของแอกซอนและว่ามีปลอกไมอีลินหุ้มหรือไม่
ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30 เมตรต่อวินาทีสำหรับเส้นประสาทที่ไม่มีไมอีลิน และประมาณ 80-120 เมตรต่อวินาทีสำหรับเส้นประสาทที่มีไมอีลินหนา
เทียบกับความเร็วของสัญญาณไฟฟ้าในสายทองแดงซึ่งอยู่ที่ประมาณ 200,000,000 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วแสงในสุญญากาศ สัญญาณในสมองมนุษย์ช้ากว่าสัญญาณในสายทองแดงประมาณ 6 ล้านเท่า
และเทียบกับความเร็วของแสงในสุญญากาศที่ 299,792,458 เมตรต่อวินาที สัญญาณในสมองมนุษย์ช้ากว่าประมาณ 10 ล้านเท่า นี่คือเพดานทางฟิสิกส์ของระบบประสาทชีวภาพ
ชั้นที่สอง คือ…ข้อจำกัดของอินเทอร์เฟซระหว่างสมองกับสมอง มนุษย์ต้องแปลงความคิดเป็นภาษา กระบวนการที่นักภาษาศาสตร์เชิงประชาน (Cognitive Linguists) เช่น Steven Pinker แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประมาณว่าสูญเสียข้อมูลไปประมาณ 40-60 เปอร์เซ็นต์จากความคิดต้นทาง ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของสิ่งที่ต้องการสื่อ (Pinker, The Language Instinct, 1994)
ความคิดที่เป็นภาพสามมิติ อารมณ์ และตรรกะ ถูกบีบอัดเป็นลำดับคำหนึ่งมิติ กระบวนการที่มีการสูญเสียข้อมูลโดยเนื้อแท้
จากนั้นภาษาต้องถูกแปลงเป็นคลื่นเสียงผ่านการทำงานร่วมกันของกล่องเสียง ลิ้น และริมฝีปาก อวัยวะที่วิวัฒนาการมาเพื่อการกินและการหายใจ ถูกดัดแปลงมาใช้ในการสื่อสาร คลื่นเสียงเดินทางผ่านอากาศและถูกลดทอนด้วยเสียงรบกวนรอบข้าง (Ambient Noise) การดูดซับความถี่โดยวัสดุในห้อง (Acoustic Absorption) และระยะห่าง (Inverse Square Law)
เมื่อคลื่นเสียงไปถึงหูของผู้ฟัง มันถูกแปลงกลับเป็นสัญญาณประสาทผ่านเซลล์ขนในโคเคลีย และส่งไปยังสมองส่วนการได้ยิน จากนั้นสมองต้องถอดรหัสภาษาเป็นความคิด กระบวนการที่สูญเสียข้อมูลเพิ่มเติมอีกชั้นหนึ่ง เพราะผู้ฟังไม่มีทางรู้บริบททั้งหมดที่ผู้พูดมีในใจตอนที่พูด
นักจิตวิทยาประชานประมาณว่า ในการสนทนาที่ซับซ้อน เช่น การอธิบายแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ใหม่ หรือการแสดงความรู้สึกที่ลึกซึ้ง
ข้อมูลที่ผู้ฟังเข้าใจตรงกับที่ผู้พูดตั้งใจอาจต่ำถึง 30 เปอร์เซ็นต์ (Clark & Brennan, "Grounding in Communication", Perspectives on Socially Shared Cognition, APA, 1991) อีก 70 เปอร์เซ็นต์คือข้อมูลที่สูญหายหรือบิดเบือนระหว่างทาง
ชาวอาร์คทูเรียนก้าวข้ามกำแพงทั้งสองชั้นด้วยกายแสง (Light-body) ตามที่อภิปรายในบทที่ 2 ข้อมูลเดินทางในเครือข่าย Photonic Crystal ของพวกเขาด้วยความเร็วแสง เร็วขึ้น 10 ล้านเท่า
และการสื่อสารไม่ต้องผ่านการแปลงเป็นสัญลักษณ์ใดๆ เพราะข้อมูลถูกส่งผ่านสนามควอนตัมที่เชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกันโดยตรง ประสบการณ์ต้นทางทั้งหมด รวมถึงบริบททางอารมณ์ ความทรงจำที่เชื่อมโยง และ "ความหมาย" ถูกส่งไปถึงผู้รับโดยไม่มีการสูญเสีย
▪️นัยสำคัญทางเศรษฐกิจของเอกภาพ: ทรัพยากรที่ถูกปลดปล่อย
การที่อารยธรรมสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านความขัดแย้งจนเกือบเป็นศูนย์ เพราะความเข้าใจผิดและการบิดเบือนข้อมูลไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในระบบจิตสำนึกร่วม มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจและทรัพยากรมหาศาล
สถาบันวิจัยสันติภาพสากลสตอกโฮล์ม (Stockholm International Peace Research Institute – SIPRI) รายงานในปี ค.ศ. 2023 ว่าค่าใช้จ่ายทางการทหารของโลกอยู่ที่ประมาณ 2.24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2.2 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (Global GDP)
เงินจำนวนนี้ถูกใช้ไปกับการผลิตอาวุธ การบำรุงรักษากองทัพ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหาร และเงินเดือนบุคลากรทางทหารหลายสิบล้านคนทั่วโลก
แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
รายงานของ Institute for Economics and Peace (IEP) ใน Global Peace Index 2022 ประมาณการว่า ต้นทุนทางเศรษฐกิจรวมของความรุนแรงและความขัดแย้งทั่วโลก ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายทางทหาร ค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงภายใน (ตำรวจ กระบวนการยุติธรรม เรือนจำ)
ความสูญเสียจากอาชญากรรมรุนแรง (ชีวิต ทรัพย์สิน ค่ารักษาพยาบาล) และค่าใช้จ่ายทางอ้อม (การสูญเสียผลิตภาพจากผู้ลี้ภัยและผู้บาดเจ็บ ผลกระทบทางจิตวิทยาต่อประชากร การสูญเสียการลงทุนจากต่างประเทศในพื้นที่ขัดแย้ง) อยู่ที่ประมาณ 14.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10.9 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก
นี่คือทรัพยากรจำนวนมหาศาล เทียบเท่ากับขนาดเศรษฐกิจของจีนและสหรัฐอเมริการวมกัน ที่มนุษยชาติใช้ไปกับการปกป้องตัวเองจากมนุษย์ด้วยกัน ทุกปี ปีแล้วปีเล่า
ในระบบจิตสำนึกร่วมของชาวอาร์คทูเรียน ที่ซึ่ง Radical Transparency ทำให้การโกหก การบิดเบือน และการซ่อนเร้นเจตนาเป็นไปไม่ได้ในทางฟิสิกส์ ทรัพยากรทั้งหมดนี้จะถูกปลดปล่อยไปสู่การสร้างสรรค์ การเรียนรู้ และการขยายตัวสู่อวกาศ
ลองคิดถึงสิ่งที่มนุษยชาติสามารถทำได้หากเรามีเงินเพิ่มขึ้น 14.4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ไม่ใช่แค่ปีเดียว แต่ทุกปีอย่างต่อเนื่อง เพื่อลงทุนในการวิจัยทางการแพทย์ขั้นสูง (การรักษามะเร็ง โรคทางระบบประสาท การชะลอความแก่)
การศึกษาทั่วโลกที่มีคุณภาพเท่าเทียมกันสำหรับเด็กทุกคนบนโลก พลังงานสะอาดที่ยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในหนึ่งทศวรรษ และการสำรวจอวกาศ การตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์และดาวอังคาร การสร้างกล้องโทรทรรศน์รุ่นต่อไปที่สามารถถ่ายภาพบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้โดยตรง
และนี่อาจเป็นหนึ่งในคำตอบของ Fermi Paradox ปริศนาที่ว่า "ถ้าเอกภพมีอารยธรรมที่ก้าวหน้าอยู่มากมาย ทำไมเราจึงยังไม่พบหลักฐานของพวกเขา" คำตอบหนึ่งที่ Enrico Fermi อาจไม่ได้คิดถึงในปี 1950 คือ
อารยธรรมที่ผ่าน Great Filter ไปได้คืออารยธรรมที่สามารถยุติการแข่งขันภายในตัวเองได้ ไม่ใช่ด้วยการบังคับหรือการกดขี่ แต่ด้วยการเปลี่ยนธรรมชาติของการสื่อสารจนความขัดแย้งที่เกิดจากข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์และเจตนาที่ซ่อนเร้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกต่อไป และรวมทรัพยากรทั้งหมดไปสู่เป้าหมายร่วมกัน
และเมื่ออารยธรรมนั้นมีอายุยืนยาวถึง 2,500 ล้านปี นานกว่าที่มนุษย์ดำรงอยู่มา 5,000 เท่า ทรัพยากรที่สะสมจากการไม่ต้องใช้จ่ายกับความขัดแย้งภายในก็จะเพียงพอสำหรับโครงการในระดับ Dyson Swarm, Stellar Engineering และการแผ่ขยายอารยธรรมไปทั่วทั้งแขนของกาแล็กซี ตามที่อภิปรายในบทที่ 1
.
.
โฆษณา