Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 12:35 • ประวัติศาสตร์
พิธีกรรมแห่งความบริสุทธิ์ เบื้องหลังมือที่ไร้รอยเลือดของกรุงโรม
ประวัติศาสตร์ได้บันทึกวิธีนานัปการที่รัฐต่างๆ ใช้กำจัดผู้คนที่ไม่เป็นที่ต้องการ โดยที่ยังคงมือสะอาด
ทว่า การจัดการกับเหล่า “นักบวชหญิงแห่งเวสตัล (Vestal Virgins)” ของชาวโรมัน กลับเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ซับซ้อนที่สุดในแง่ของตรรกะภายใน ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำความเข้าใจได้หากปราศจากการสำรวจเสียก่อนว่า การได้เป็นนักบวชเวสตัลในกรุงโรมนั้นแท้จริงแล้วมีความหมายอย่างไร
เหล่าเวสตัล คือนักบวชหญิงหญิงหกคนที่รับใช้ “เทพีเวสตา (Vesta)” เทพีผู้คุ้มครองเตาไฟในครัวเรือน โดยพวกนางถูกคัดเลือกมาจากครอบครัวชนชั้นสูงเมื่อมีอายุระหว่างหกถึง 10 ขวบ การปฏิบัติหน้าที่ของพวกนางกินเวลาถึง 30 ปี แบ่งเป็น การศึกษา 10 ปี การปฏิบัติหน้าที่ 10 ปี และการฝึกอบรมคนรุ่นต่อไปอีก 10 ปี หลังจากนั้นพวกนางจึงจะเป็นอิสระ มีสิทธิ์แต่งงาน และสามารถครอบครองอสังหาริมทรัพย์ได้
อภิสิทธิ์ของพวกนางนั้นก็มหาศาล เหล่าเวสตัลเป็นเจ้าของที่ดิน ได้รับเงินเดือนจากรัฐ และได้รับของขวัญส่วนตัวจากองค์จักรพรรดิ ซึ่งบางครั้งก็มีมูลค่ามหาศาล พวกนางสามารถอภัยโทษให้กับผู้ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตได้ด้วยการแตะเพียงครั้งเดียว สามารถขึ้นให้การในศาลโดยไม่ต้องกล่าวคำปฏิญาณ และสามารถเป็นผู้พิทักษ์พินัยกรรมของบุคคลผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในโรมันได้
การแตะเนื้อต้องตัวเวสตัลโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ถือเป็นความผิดฐานลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
และด้วยความศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้นี้นี่เอง ที่ทำให้พวกนางต้องตกอยู่ในความเปราะบางอย่างแปลกประหลาดและน่ากลัว โดยข้อผูกพันหลักของเวสตัล นอกเหนือจากการดูแลรักษาไฟศักดิ์สิทธิ์ในวิหารแล้ว ก็คือการรักษาพรหมจรรย์ของตนเองตลอดระยะเวลา 30 ปีอย่างเด็ดขาด การมีความสัมพันธ์ทางเพศใดๆ ก็ตาม ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงความผิดส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระทำอันเป็นกบฏต่อรัฐ
ภายใต้กฎหมายโรมัน สิ่งนี้ถูกเรียกว่า “Incestum” เนื่องจากเวสตัลถูกมองว่าเป็น "ธิดาแห่งรัฐ" ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับพลเมืองโรมันจึงถูกมองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการร่วมสายโลหิตอันเสื่อมเสีย (Incest) ที่กระทบต่อโรมันทั้งสิ้น
ชาวโรมันเชื่อว่าพรหมจรรย์ของเหล่าเวสตัลเป็นหนึ่งในเสาหลักที่ค้ำจุนเมือง ซึ่งไม่ใช่ในเชิงเปรียบเปรย แต่มันคือความจริงตามความเชื่อ เมื่อใดก็ตามที่โรมันประสบภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกล้มเหลว ความพ่ายแพ้ทางสงคราม หรือโรคระบาด คำถามแรกที่เหล่าหมอดูเอ่ยปากถามก็คือ มีใครทำลายคำสาบานศักดิ์สิทธิ์แล้วหรือไม่?
ในช่วง 1,000 ที่สภาเวสตัลดำรงอยู่ มีคำตัดสินว่ามีความผิดเกิดขึ้นเพียง 10 ครั้งเท่านั้น 10 ครั้งในรอบ 1,000 ปี และที่สำคัญคือ ทุกครั้งเกิดขึ้นในช่วงเวลาวิกฤตทางการเมือง เหล่าเวสตัลจึงกลายเป็นแพะรับบาป
เมื่อใดก็ตามที่จักรพรรดิหรือวุฒิสภาจำเป็นต้องอธิบายว่าเหตุใดทวยเทพจึงหันหลังให้โรมัน ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งก็คือนักบวชหญิงพรหมจรรย์ผู้สามารถถูกกล่าวหาว่ามีความมัวหมอง เปิดทางให้เมืองได้ประกอบพิธีกรรมชำระล้าง
แต่เวสตัลไม่สามารถถูกประหารชีวิตได้อย่างเด็ดขาด เพราะนางยังคงเป็นนักบวชหญิง เป็นสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นธิดาแห่งรัฐ การที่มือของประชากรหรือใครก็ตามแตะต้องตัวพวกนางจะถือเป็นการลบหลู่ การหลั่งเลือดของพวกนางถือเป็นสิ่งต้องห้าม แม้กระทั่งหลังจากที่พวกนางถูกตัดสินว่ามีความผิด สถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกนางก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ดังนั้น โรมันจึงคิดค้นทางออกที่อาจดูเหมือนเป็นการประชด นั่นคือพวกนางจะถูกสวมชุดสีดำ และถูกหามแห่ผ่านย่านต่างๆ ไปตามพิธีภายในสถานที่ปิดทึบ ผู้คนเฝ้ามองขบวนผ่านไปในความเงียบงัน ไม่มีใครร้องไห้ออกมาเสียงดัง เพราะจะถือเป็นการลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นพวกนางจะถูกหย่อนลงไปในห้องใต้ดินเล็กๆ ที่ขุดไว้ใกล้ประตูโคลลีน (Colline Gate) ณ สถานที่ที่รู้จักกันในชื่อ “Campus Sceleratus” หรือ “ลานแห่งความชั่วร้า
ภายในสถานที่นี้จะมีเตียงนอน ตะเกียงที่กำลังลุกไหม้ อาหารจำนวนเล็กน้อย และน้ำอีกนิดหน่อย เพียงพอสำหรับหนึ่งวันถัดไปพอดี
จากนั้น ทางเข้าจะถูกปิดผนึกด้วยอิฐและกลบด้วยดินตลอดกาล
เรียกได้ว่าชาวโรมันไม่ได้ประหารชีวิตพวกนาง เพียงแต่นำตัวพวกนางไปไว้ในห้องอีกห้องหนึ่งเท่านั้น ส่วนหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นต่อ ก็คือประสงค์ของทวยเทพ
นั่นคือวิธีการทำงานของการประหารชีวิตผ่านทางการปฏิเสธความรับผิดชอบ โรมันสามารถรักษาความสะอาดของมือตนเองและรักษาความเคารพต่อสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของนักบวชหญิงเอาไว้ได้ ในขณะเดียวกันก็พิพากษาประณามพวกนางให้ตายอย่างโดดเดี่ยวในความมืดมิดใต้ชั้นดิน
แต่ไม่ใช่แค่สมัยโรมัน ความหวาดกลัวนี้ยังหลอกหลอนผู้คนจากหลากหลายยุคสมัยและหลากหลายอาชีพอีกด้วย
ในปีค.ศ.1344 (พ.ศ.1887) “ฟรานเชสโก เพทราร์ก (Francesco Petrarch)” กวีเอกชาวอิตาลี เกิดหมดสติกระทันหันและถูกประกาศว่าเสียชีวิต การเตรียมการจัดพิธีศพจึงเริ่มต้นขึ้น โดยภายใต้กฎหมายอิตาลีในขณะนั้น การฝังศพจะต้องเกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมง
แต่เพทราร์กโชคดีที่ฟื้นคืนสติขึ้นมาก่อนที่จะถูกฝัง สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นเป็นอย่างมาก โดยเขามีชีวิตอยู่ต่อมาอีก 30 ปี และเสียชีวิตในหนึ่งวันก่อนวันเกิดอายุครบ 70 ปีของเขา
ในศตวรรษที่ 19 ความกลัวการถูกฝังทั้งเป็นแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางจนมีชื่อเรียกเฉพาะว่า "โรคกลัวการถูกฝังทั้งเป็น (Taphophobia)“ ทั้ง ”นิโคไล โกโกล (Nikolai Gogol)” และ “เอ็ดการ์ อัลลัน โพ (Edgar Allan Poe)” นักเขียนชื่อดัง ต่างก็ทนทุกข์ทรมานจากโรคนี้ และย้อนกลับในปีค.ศ.1772 (พ.ศ.2315) “ดยุคแห่งเมคเลนบูร์ก (Duke Frederick of Mecklenburg)” ก็ได้ออกกฤษฎีกาบังคับว่าห้ามฝังศพผู้เสียชีวิตจนกว่าจะผ่านไปอย่างน้อยสามวันหลังการตาย
“อิมมานูเอล โนเบล (Immanuel Nobel)” บิดาของ “อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel)” ผู้ให้กำเนิดรางวัลโนเบล ก็ทนทุกข์จากโรคนี้เช่นกัน และได้ประดิษฐ์ "โลงศพนิรภัย" รุ่นแรกๆ ที่ติดตั้งกลไกส่งสัญญาณเตือนภัย ซึ่งต่อมาในปีค.ศ.1995 (พ.ศ.2538) ชาวอิตาลีรายหนึ่งได้จดสิทธิบัตรการออกแบบโลงศพที่มีเครื่องตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ อุปกรณ์ช่วยหายใจ และระบบสื่อสาร
ผู้คนต่างประดิษฐ์อุปกรณ์ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เพื่อหลบหนีจากหลุมศพ ทว่าเหล่าเวสตัลไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย สิ่งเดียวที่พวกนางมีคือห้องเล็กๆ ตะเกียงดวงหนึ่ง และเสบียงที่พอประทังชีวิตได้เพียงแค่วันเดียว
บางที มนุษยชาติอาจไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย เราเพียงแค่เรียนรู้วิธีแต่งกายให้ความโหดร้ายดูสุภาพเรียบร้อยขึ้น เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดเวลาเดินผ่านมันไปก็เป็นได้
ประวัติศาสตร์
1 บันทึก
7
1
7
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย