11 ส.ค. เวลา 14:53 • ความคิดเห็น
คนไทยพึ่งจีนจริงหรือ หรือเรากำลังเอาคนละเรื่องมาปนกันจนตอบผิดคำถาม ทุกวันนี้คนไทยต้องพึ่งพาจีนไหม และถ้าพึ่งพา เราพึ่งพาจีนในเรื่องอะไรบ้าง
ถ้ามองกันแบบผิวเผิน เราอาจตอบว่าประเทศไทยพึ่งพาจีน แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น ผมคิดว่าเราต้องแยกให้ออกก่อนว่าเรากำลังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือกำลังพูดถึงปัญหาภายในประเทศของเราเอง เพราะสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และถ้าเอามาปนกัน เราจะวิเคราะห์ปัญหาผิดตั้งแต่ต้น
ประเทศไทยอยู่ในโลกที่ทุกประเทศเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว เราค้าขายกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐ ยุโรป อินเดีย และอีกมากมาย เรานำเข้าสินค้า วัตถุดิบ เทคโนโลยี เครื่องจักร พลังงาน และชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันเราก็ส่งออกอาหาร สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม ชิ้นส่วนรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การท่องเที่ยว และบริการออกไปเช่นกัน นี่คือการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโลกสมัยใหม่ และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับจีน
ญี่ปุ่นก็พึ่งเราในบางเรื่อง เกาหลีก็พึ่งเราในบางเรื่อง สหรัฐก็พึ่งเราในบางเรื่อง จีนก็พึ่งเราในบางเรื่อง ทุกประเทศต่างพึ่งพากัน เพียงแต่พึ่งพากันคนละด้านและในระดับที่แตกต่างกัน โลกทุกวันนี้ไม่ได้อยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่แล้ว
แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ เราพึ่งพากันในระดับไหน และเรายอมให้การพึ่งพานั้นกลายเป็นการครอบงำหรือไม่ นี่ต่างหากที่ต้องคุยกันให้จริงจัง
ลองกลับมาที่ชีวิตของคนไทยธรรมดาๆกันบ้าง ลุงผม ป้าผม น้าผม คนในชุมชน คนขายของในตลาด คนทำสวน คนทำนา คนทำงานท้องถิ่นจำนวนมาก เขาไม่ได้ตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วคิดว่าวันนี้ถ้าจีนไม่ช่วยฉัน ฉันจะอยู่ไม่ได้ 😂
ลุงผม ป้าผม น้าผมก็ตื่นมาเปิดร้าน ทำกับข้าว ไปทำงาน ขายของ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ หาเงิน จ่ายค่าไฟ ส่งลูกไปโรงเรียน และใช้ชีวิตไปตามปกติ
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่จริงๆแล้วมันสะท้อนความจริงบางอย่างได้ดีมาก เพราะถ้าถามว่าคนไทยทุกคนพึ่งพาจีนโดยตรงหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ ชีวิตประจำวันของคนไทยจำนวนมหาศาลไม่ได้ผูกติดกับจีนโดยตรงขนาดนั้น
แต่ถ้าถามในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ คำตอบก็ต้องเปลี่ยนไป เพราะประเทศไทยเชื่อมโยงกับจีนผ่านการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน การท่องเที่ยว เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก นี่คือเรื่องจริง และเราต้องยอมรับมันอย่างตรงไปตรงมา
แต่การยอมรับว่าเราพึ่งพาจีนทางเศรษฐกิจ ไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากคนจีนหรือทุนจีนในประเทศไทย
นี่คือจุดที่ผมคิดว่าสังคมไทยต้องแยกให้ออกเสียที
การค้ากับจีนไม่ใช่การยอมให้ทุนสีเทาทำอะไรก็ได้ การลงทุนจากจีนไม่ใช่การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาเลี่ยงกฎหมาย ความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนไม่ใช่การที่เจ้าหน้าที่รัฐไทยต้องเอื้อประโยชน์ให้คนจีน และที่สำคัญที่สุด การมีคนจีนเข้ามาทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมายไม่ใช่เรื่องเดียวกับการที่คนไทยบางกลุ่มใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย นอมินี หรือการทุจริต เพื่อเปิดทางให้ทุนที่ไม่โปร่งใสเข้ามากวาดตลาด
ถ้าคนจีนเข้ามาลงทุนอย่างถูกต้อง จ่ายภาษี ทำตามกฎหมาย จ้างงาน แข่งขันอย่างเป็นธรรม ไม่ใช้คนไทยเป็นนอมินี ไม่ฟอกเงิน และไม่หลบเลี่ยงกฎหมาย ผมไม่เห็นว่าทำไมเราต้องต่อต้านเพียงเพราะเขาเป็นคนจีน
แต่ถ้ามีใครเข้ามาใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย ซื้อกิจการผ่านนอมินี กวาดตลาดด้วยวิธีที่ผิดกติกา หรือใช้เงินสีเทาเข้ามาสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ปัญหามันไม่ใช่เรื่องของการเป็นคนจีนอีกต่อไปแล้ว ปัญหาคือทำไมประเทศไทยถึงปล่อยให้มันเกิดขึ้น และบางครั้งคำถามที่เจ็บกว่านั้นคือใครในประเทศไทยกำลังเปิดประตูให้มันเกิดขึ้น
เพราะถ้าจะพูดกันแบบไม่โลกสวย ทุนต่างชาติจะเข้ามาได้มากแค่ไหนไม่ได้ขึ้นอยู่กับทุนต่างชาติฝ่ายเดียว มันขึ้นอยู่กับคนไทย ระบบราชการ นักการเมือง เจ้าหน้าที่ นายทุน และผู้มีอำนาจในประเทศนี้ด้วย
ถ้าประตูมันถูกล็อกไว้ คนข้างนอกก็เข้ามาไม่ได้ง่ายๆ แต่ถ้าประตูมันเปิดกว้าง มีคนถือกุญแจให้ มีคนช่วยทำเอกสารให้ มีคนช่วยหลบกฎหมายให้ มีคนช่วยหานอมินีให้ แล้วเราจะโทษแต่คนที่เดินเข้าประตูมาอย่างเดียวได้อย่างไร
มันต้องถามถึงคนที่เปิดประตูด้วย
ลองยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้ามีร้านค้าต่างชาติเข้ามาเปิดอย่างถูกกฎหมาย แข่งขันกันตามกติกา จ่ายภาษีเหมือนคนอื่น นั่นคือการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่ถ้ามีเครือข่ายธุรกิจที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนบังหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด ใช้เงินที่ไม่โปร่งใส ใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อกวาดตลาด หรือมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปช่วยอำนวยความสะดวก นี่ไม่ใช่เรื่องของความสัมพันธ์ไทยกับจีนอย่างเดียวแล้ว แต่มันคือเรื่องของธรรมาภิบาลและการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย
และถ้ากฎหมายไทยมีไว้จับคนตัวเล็ก แต่เปิดช่องให้คนมีเงินซื้อทางลัดได้ ต่อให้วันหนึ่งจีนหายไปจากประเทศไทย ปัญหาก็ยังอยู่ เพราะต้นตอไม่ได้อยู่ที่สัญชาติของคนที่เข้ามาอย่างเดียว ต้นตออยู่ที่ระบบของเราด้วย
ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการเหมารวมว่าจีนเข้ามาเยอะแล้วประเทศกำลังถูกจีนยึด เพราะมันง่ายเกินไป แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยกับอีกฝั่งที่บอกว่าไม่เป็นไรหรอก การค้าก็คือการค้า ใครจะเข้ามาก็เข้ามา เพราะมันก็ง่ายเกินไปเหมือนกัน
สิ่งที่เราควรถามจริงๆคือ ใครเข้ามา เข้ามาทำอะไร ใช้เงินจากไหน ทำถูกกฎหมายหรือไม่ แข่งขันอย่างเป็นธรรมหรือไม่ เสียภาษีหรือไม่ ใช้นอมินีหรือไม่ เจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องหรือไม่ และผลประโยชน์สุดท้ายตกอยู่กับใคร
นี่คือคำถามที่ควรถาม ไม่ใช่เอาคำว่าจีนมาตีตราทุกอย่างแล้วจบ
เพราะในโลกความจริง ประเทศไทยไม่สามารถตัดขาดจากจีนได้ และก็ไม่ควรตัดขาดจากญี่ปุ่น เกาหลี สหรัฐฯ ยุโรป หรือประเทศอื่นๆ เช่นกัน เราต้องค้าขายกับโลก เราต้องรับเทคโนโลยี เราต้องมีเงินลงทุน เราต้องมีตลาดส่งออก เราต้องมีห่วงโซ่อุปทาน และเราต้องมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
แต่การเปิดประเทศไม่ได้หมายความว่าเราต้องเปิดบ้านให้ใครก็ได้เข้ามารื้อบ้าน การเป็นมิตรกับต่างประเทศไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมให้ใครละเมิดกฎหมาย การค้าขายกับจีนไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมให้ทุนจีนทุกประเภทเข้ามา และการต่อต้านทุนสีเทาก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องเกลียดคนจีนทั้งชาติ
สุดท้ายแล้ว ผมคิดว่าคำถามที่สำคัญกว่าเรื่องไทยพึ่งจีนหรือไม่ คือประเทศไทยมีความสามารถมากพอที่จะพึ่งพาคนอื่นโดยไม่สูญเสียอำนาจในการกำหนดอนาคตของตัวเองหรือไม่
1
เพราะการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องปกติของโลก แต่การปล่อยให้คนบางกลุ่มใช้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเป็นช่องทางทำลายการแข่งขัน ใช้ช่องโหว่กฎหมาย ใช้ทุนสีเทา หรือซื้ออิทธิพลในประเทศ นั่นไม่ใช่การพึ่งพาจีน
นั่นคือความล้มเหลวของประเทศไทยในการปกป้องกติกาของตัวเอง
และถ้าจะโทษกันให้ถูกคน อย่ามองแต่คนที่เดินเข้าประตูมา ให้หันกลับไปดูด้วยว่าใครเป็นคนเปิดประตู ใครถือกุญแจ และใครกำลังได้ประโยชน์จากประตูบานนั้น
เพราะบางทีสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่คนต่างชาติที่เข้ามา แต่คือคนไทยที่ยอมขายกติกาของประเทศตัวเอง แล้วออกมายืนชี้หน้าคนอื่นว่าเป็นต้นเหตุของความชิบหาย
นั่นต่างหากที่เจ็บที่สุด
โฆษณา