6 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์

ย้อนรอยวิกฤตคิวบา เมื่อสองมหาอำนาจนำโลกสู่ขอบเหวแห่งการทำลายล้าง

ในเดือนตุลาคม ค.ศ.1962 (พ.ศ.2505) ภาพถ่ายทางอากาศจากการลาดตระเวนของสหรัฐอเมริกา ได้เผยให้เห็นการก่อสร้างฐานยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ของสหภาพโซเวียตในคิวบา ซึ่งห่างจากชายฝั่งฟลอริดาเพียงประมาณ 145 กิโลเมตร และประธานาธิบดี “จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy)” ต้องเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ว่า อาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างเมืองใหญ่ๆ ของสหรัฐอเมริกาได้ ได้ถูกนำมาติดตั้งอยู่ประชิดชายฝั่งของสหรัฐอเมริกา และกำลังนำพาโลกไปสู่หุบเหวแห่งสงครามนิวเคลียร์
การค้นพบครั้งนี้ได้จุดชนวนวิกฤตการณ์ที่โลกไม่เคยเผชิญมาก่อน ผู้บัญชาการฝ่ายทหารต่างสนับสนุนให้เปิดฉากโจมตีทางอากาศและยกพลบุกคิวบา ขณะที่เคนเนดีเกรงว่าการโจมตีคิวบาอาจบีบให้โซเวียตตอบโต้ในยุโรป และบานปลายกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ที่ไม่มีใครควบคุมได้
ในวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ.1962 (พ.ศ.2505) เคนเนดีได้แถลงการณ์ต่อชาวอเมริกันทั่วประเทศ ประกาศการปิดล้อมทางทะเลรอบเกาะคิวบา โดยมีคำสั่งให้เรือรบอเมริกันสกัดกั้นเรือโซเวียตที่ขนส่งยุทโธปกรณ์ทางทหาร ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าอันน่าสะพรึงกลัวบนน่านน้ำสากล
ตลอดระยะเวลา 13 วัน สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตยืนเฉียดอยู่บนขอบเหวแห่งภัยพิบัติ ฝูงบินทิ้งระเบิดเตรียมพร้อมปฏิบัติการ ขีปนาวุธถูกจัดตั้งรอสั่งการ และกองกำลังทหารต่างเฝ้ารอคำสั่งที่อาจเนรมิตให้เมืองทั้งเมืองพังพินาศเป็นเถ้าถ่านได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
“นิกิตา ครูสเชฟ (Nikita Khrushchev)” ผู้นำโซเวียต ได้ยืนยันว่าการติดตั้งขีปนาวุธมีขึ้นเพื่อปกป้องคิวบาจากการบุกรุกของสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง ส่วนเคนเนดีได้เรียกร้องให้ถอนขีปนาวุธทั้งหมดออกไปทันทีพร้อมกับขู่ว่า หากมีการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ใดๆ จากคิวบา สหรัฐอเมริกาจะถือว่านั่นคือการโจมตีโดยตรงจากสหภาพโซเวียต ดังนั้นสารทุกฉบับที่ส่งถึงกันระหว่างผู้นำทั้งสอง จึงเปี่ยมไปด้วยชะตากรรมที่อาจเป็นได้ทั้งสันติภาพหรือการสูญสิ้นอารยธรรม
สถานการณ์วิกฤตยิ่งสุกงอมและตึงเครียดหนักขึ้นเมื่อขีปนาวุธของโซเวียตยิงเครื่องบินลาดตระเวน U-2 ของฝ่ายอเมริกันร่วงลงเหนือฟ้าคิวบา ทำให้นักบินเสียชีวิต และเจ้าหน้าที่อเมริกันบางส่วนก็เชื่อว่าการตอบโต้ด้วยกำลังทหารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป ในขณะเดียวกัน เรือดำน้ำโซเวียตที่ซุ่มอยู่ใต้เส้นทางปิดล้อมก็หวาดกลัวว่าตนกำลังถูกโจมตี ถึงขั้นที่เจ้าหน้าที่ประจำเรือดำน้ำลำหนึ่งเกือบจะตัดสินใจยิงตอร์ปิโดนิวเคลียร์ออกไป
ทว่าเบื้องหลังการเผชิญหน้าอันดุเดือด ทั้งเคนเนดีและครูสเชฟต่างพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อหาทางออกอย่างสันติ ซึ่งในที่สุด สหภาพโซเวียตก็ยินยอมที่จะถอนขีปนาวุธออกจากคิวบา แลกกับการที่สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นต่อสาธารณะว่าจะไม่บุกโจมตีคิวบา และยอมตกลงลับๆ ที่จะถอนขีปนาวุธนิวเคลียร์จูปิเตอร์ (Jupiter) ของฝ่ายอเมริกันออกจากตุรกี แม้ว่าข้อตกลงส่วนหลังนี้จะถูกปิดเป็นความลับต่อสาธารณชนอยู่นานหลายปีก็ตาม
วิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาปิดฉากลงโดยไม่เกิดสงครามนิวเคลียร์ แต่ก็เกิดขึ้นหลังจากที่มนุษยชาติได้เฉียดใกล้การทำลายอย่างน่าพรั่นพรึง เหตุการณ์เฉียดมหันตภัยครั้งนี้ส่งผลให้สองมหาอำนาจตัดสินใจจัดตั้งสายด่วน (Hotline) เพื่อการสื่อสารโดยตรงระหว่างกัน และเริ่มผลักดันข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์
ตลอด 13 วันแห่งความทรมานใจ ชะตากรรมของผู้คนนับล้านต้องแขวนอยู่บนความยับยั้งชั่งใจ ความอดทนอดกลั้น และความยินยอมของสองผู้นำฝ่ายตรงข้ามที่จะถอยหลังกลับมาจากขอบเหวแห่งการทำลายล้าง
โฆษณา