•
11 ส.ค. เวลา 17:16 • ข่าว
“ ขึ้นศาล” & “ ขึ้นเมรุ” ถ้าต้องเลือก เลือกอะไรกัน ?
คำถามนี้ถูกลบ
ถ้าโจรบุกบ้าน…แล้วประชาชนห้ามป้องกันตัวเอง แล้วจะให้ทำเหี้ยอะไร มีบางคำพูดของนายกที่ฟังครั้งแรกก็รู้สึกว่า... เดี๋ยวนะ…เมื่อกี้พูดอะไรออกมา
ไม่ใช่เพราะเราไม่เข้าใจภาษาไทยนะครับ แต่เพราะตรรกะที่ตามมามันชวนให้คนฟังต้องหยุดคิดว่า...
ตกลงรัฐบาลกำลังแก้ปัญหาอาชญากรรม หรือกำลังสอนให้ประชาชนยอมรับชะตากรรมเวลาอาชญากรบุกเข้าบ้านวะ
1
โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการใช้อาวุธปืนยิงผู้บุกรุกหรือคนร้ายในบ้าน
ผมไม่ได้กำลังบอกว่า...
มีปืนแล้วใครเข้าบ้านก็ยิงแม่งได้เลย
ไม่ใช่
และกฎหมายก็ไม่ได้คิดแบบนั้น
แต่คำถามสำคัญกว่านั้นคือ…
ถ้ามีคนร้ายบุกเข้ามาในบ้าน
กำลังคุกคามชีวิตคนในบ้าน
แล้วเจ้าของบ้านมีอาวุธสำหรับป้องกันตัว
รัฐบาลต้องการให้เขาทำอย่างไร
โทรแจ้งตำรวจ
ได้
แต่ถ้าตำรวจยังมาไม่ถึงล่ะ
วิ่งหนีเหรอ
ถ้าข้างหลังคือห้องนอนของลูกเมียล่ะ
พูดกับโจรดีๆ
พี่ครับ ใจเย็นๆนะครับ อย่าทำอะไรครอบครัวผมเลยครับ เดี๋ยวตำรวจมา
นี่มันไม่ใช่หนังครับ
โจรไม่ได้ส่งอีเมลมานัดหมายก่อนว่า
คืนนี้เวลา 23.40 น. ผมจะเข้าปล้นบ้าน กรุณาเตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ด้วย
2
ชีวิตจริงมันไม่มีเวลาขนาดนั้น และนี่แหละคือหัวใจของคำว่าสิทธิในการป้องกันตัว
อาวุธปืนไม่ใช่ปรัชญาของการฆ่า
หลักคิดที่ลึกกว่านั้นคือ
อาวุธไม่ได้ทำให้มนุษย์มีสิทธิฆ่าคน
แต่มันทำให้มนุษย์มี ความสามารถในการหยุดภัยคุกคามที่รุนแรง สองอย่างนี้คนละเรื่องกัน
หลักการป้องกันตัวที่ดีไม่ได้ถามว่า
คุณมีปืนหรือเปล่า
แต่ต้องถามว่า ขณะนั้นมีภัยที่ผิดกฎหมายและใกล้จะเกิดขึ้นหรือไม่ ภัยนั้นรุนแรงแค่ไหน การใช้กำลังจำเป็นหรือไม่ การตอบโต้สมควรแก่เหตุหรือไม่ นี่ต่างหากคือเหตุผล
เพราะถ้าโจรเดินเข้าบ้านมาแล้ววิ่งหนีออกไป คุณไล่ยิงมันตามถนนเพราะความแค้น นั่นไม่ใช่การป้องกันตัวอีกต่อไป
แต่ถ้าคนร้ายกำลังทำร้ายคุณหรือคนในครอบครัว และสถานการณ์ไม่มีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า การใช้กำลังเพื่อหยุดภัยคุกคามก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เส้นแบ่งมันอยู่ตรงนี้
ไม่ใช่เส้นแบ่งว่า ปืน = ผิด
หรือ
มีปืน = ยิงได้
เพราะสองประโยคนี้มันง่ายเกินไปจนใช้กับโลกจริงไม่ได้
และนี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของการพูดเรื่องปืนแบบตื้นๆ
การบอกประชาชนว่า อย่าใช้ปืน
มันง่ายมาก
แต่คำถามคือ…
แล้วจะใช้วิธีไหนแทน
นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องตอบ
เพราะหน้าที่ของรัฐไม่ใช่แค่บอกประชาชนว่า อย่าทำ
แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้ประชาชน ไม่จำเป็นต้องทำ
1
ถ้ารัฐสามารถทำให้ตำรวจเข้าถึงเหตุฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว ถ้ารัฐสามารถป้องกันอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้ารัฐสามารถควบคุมอาวุธผิดกฎหมาย ถ้ารัฐสามารถจับคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว ถ้ากระบวนการยุติธรรมทำให้คนร้ายรู้ว่า (มึงทำแล้วมึงหนีไม่รอด)
ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องเอาปืนมานอนกอดข้างหมอน
แต่ถ้ารัฐทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้…
แล้วกลับมาบอกประชาชนว่า
อย่าป้องกันตัวเองด้วยวิธีนี้นะครับ
มันก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า…
แล้วประชาชนจะเอาอะไรป้องกันตัว
ความหวัง
ศีลธรรม
หรือโทรหาตำรวจแล้วนั่งรอ
อเมริกาก็เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก
อเมริกาไม่ได้เป็นประเทศที่ ปืนดี
และไม่ได้เป็นประเทศที่ ปืนเลว
มันคือประเทศที่แสดงให้เห็นว่า
การมีอาวุธอยู่ในมือประชาชนสามารถสร้างทั้งอำนาจในการป้องกันตัว และความเสียหายมหาศาลได้พร้อมกัน
นี่คือความย้อนแย้งที่ต้องยอมรับ
สหรัฐอเมริกามีรากทางประวัติศาสตร์และรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับสิทธิในการครอบครองและพกพาอาวุธ โดยศาลสูงสหรัฐเคยยืนยันว่าการป้องกันตัวภายในบ้านเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์สำคัญของสิทธิในการครอบครองอาวุธตามรัฐธรรมนูญ แต่ขณะเดียวกันศาลก็ไม่ได้ถือว่าสิทธินั้นไม่มีข้อจำกัด
แต่ในอีกด้านหนึ่ง…
อเมริกาก็ต้องจ่ายราคาของวัฒนธรรมอาวุธปืนอย่างหนัก
ข้อมูล CDC ระบุว่าในปี 2022 สหรัฐมีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนมากกว่า 48,000 ราย และมากกว่าครึ่งเป็นการฆ่าตัวตาย ขณะที่มากกว่า 4 ใน 10 เป็นการฆาตกรรม
และปัญหามันไม่ได้หยุดอยู่แค่คนร้ายยิงคนอื่น
ยังมีอุบัติเหตุ
การฆ่าตัวตาย
ความรุนแรงในครอบครัว
เด็กเข้าถึงปืนที่เก็บไม่ปลอดภัย
และเหตุกราดยิง
CDC ยังพบว่าอาวุธปืนที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในเด็กจำนวนมากถูกเก็บไว้ในลักษณะที่ไม่ปลอดภัย เช่น บรรจุกระสุนและไม่ได้ล็อก
ดังนั้นใครพูดว่า อเมริกามีปืนแล้วทุกอย่างดี
ก็พูดไม่จริง
แต่ใครพูดว่า เพราะปืนสร้างปัญหา ดังนั้นประชาชนไม่ควรมีสิทธิในการป้องกันตัว แบบนั้นก็ง่ายเกินไปเหมือนกัน
เพราะปัญหาจริงมันอยู่ตรงกลาง
สิทธิ + ความรับผิดชอบ + การควบคุม + การฝึก + การบังคับใช้กฎหมาย
ต่างหาก
ปรัชญาของอาวุธที่มีเหตุผลจึงไม่ใช่ ยิงก่อน
แต่คือ
กำลังต้องอยู่ภายใต้เหตุผล
อาวุธที่อยู่ในมือคนมีวินัย
อาจเป็นเครื่องมือป้องกันชีวิต
อาวุธที่อยู่ในมือคนไร้วุฒิภาวะ
อาจกลายเป็นเครื่องมือทำลายชีวิต
ดังนั้นรัฐที่ฉลาดไม่ได้ถามแค่จะเอาปืนออกจากมือประชาชนได้อย่างไร แต่ต้องถามด้วยว่า จะทำอย่างไรให้คนที่ไม่ควรมีปืนเข้าถึงปืนได้ยาก และทำอย่างไรให้คนที่มีปืนอย่างถูกกฎหมายมีความรับผิดชอบมากที่สุด
นี่คือความแตกต่างระหว่าง
นโยบายที่คิด กับ นโยบายที่แค่พูด
1
แล้วกลับมาที่ประเทศไทย
สิ่งที่น่าหงุดหงิดไม่ใช่แค่เรื่องปืน
แต่คือวิธีคิดของรัฐ
เพราะถ้าจะพูดเรื่องปืนให้จริงจัง
ต้องพูดให้ครบทั้งระบบ
ปืนเถื่อนอยู่ตรงไหน
ใครนำเข้า
ใครขาย
ใครผลิต
ใครถือครอง
ระบบใบอนุญาตมีประสิทธิภาพแค่ไหน
คนที่มีประวัติความรุนแรงเข้าถึงปืนได้อย่างไร
การเก็บรักษาปืนในบ้านควรมีมาตรฐานแค่ไหน
การฝึกใช้อาวุธควรเป็นอย่างไร
ตำรวจจะตอบสนองเหตุฉุกเฉินเร็วแค่ไหน
และที่สำคัญที่สุด…
เส้นแบ่งระหว่าง การป้องกันตัว กับ การใช้ความรุนแรงเกินสมควรอยู่ตรงไหน นี่คือคำถามที่ควรตอบ
1
ไม่ใช่พูดไปสองสามประโยค
ชะงัก…
เว้นวรรค…
แล้วโยงไปเรื่องอื่น
แม่งเอ๊ย!
1
ประชาชนไม่ได้ถามเรื่องปรัชญาลอยๆ แต่ประชาชนกำลังถามเรื่องที่ง่ายมาก ว่า... ถ้ามีคนบุกเข้าบ้าน แล้วชีวิตครอบครัวกำลังตกอยู่ในอันตราย ผมมีสิทธิทำอะไรเพื่อหยุดมัน
ตอบให้ชัดสิครับ
ได้แค่ไหน
ไม่ได้แค่ไหน
เมื่อไหร่ถือว่าป้องกันตัว
เมื่อไหร่ถือว่าเกินกว่าเหตุ
ประชาชนต้องทำอะไรในสถานการณ์จริง
นี่คือหน้าที่ของคนออกกฎหมาย
ไม่ใช่โยนคำพูดกว้างๆ แล้วปล่อยให้ประชาชนไปเดาเอาเอง
เพราะกฎหมายที่ดีไม่ควรทำให้คนดีกลัวโจร มากกว่า กลัวกฎหมาย นี่คือจุดที่ต้องระวังมากที่สุด
ถ้าประชาชนเกิดความรู้สึกว่า
ถ้าผมป้องกันตัวเอง ผมอาจกลายเป็นคนผิด
แต่ถ้าผมไม่ทำอะไร ครอบครัวผมอาจตาย
ระบบกฎหมายกำลังสร้างความย้อนแย้งทางศีลธรรมขึ้นมาแล้ว และมันเป็นคำถามที่รัฐต้องตอบ เพราะรัฐผูกขาดการใช้กำลังโดยชอบธรรมไว้กับตัวเอง
ตำรวจมีอาวุธ
ทหารมีอาวุธ
รัฐมีอำนาจจับกุม
รัฐมีอำนาจใช้กำลังตามกฎหมาย
แล้วเมื่อรัฐไม่สามารถอยู่ในบ้านของประชาชนทุกหลังได้ตลอด 24 ชั่วโมง…
มันจึงเกิดหลักการพื้นฐานอย่างหนึ่งขึ้นมา
มนุษย์ต้องมีสิทธิในการปกป้องชีวิตของตัวเองจากภัยที่กำลังจะเกิดขึ้น
ไม่ใช่เพื่อให้ทุกคนเป็นมือปืน
แต่เพราะรัฐไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ทุกวินาที
และนี่คือความจริงที่โคตรเจ็บ
การห้ามประชาชนใช้ปืน
ไม่ได้ทำให้อาชญากรหายไป
ถ้าคนร้ายยังมีอาวุธผิดกฎหมาย
ถ้าตำรวจไปไม่ทัน
ถ้าระบบยุติธรรมล้มเหลว
ถ้าการป้องกันอาชญากรรมไม่มีประสิทธิภาพ
คุณไม่ได้กำจัด ความรุนแรง
คุณอาจกำลังทำให้สมการเปลี่ยนจาก
คนดีมีทางเลือกในการหยุดภัย
กลายเป็น คนร้ายมีเวลาในการก่อภัย
ส่วนคนดีต้องรอความช่วยเหลือ
และนั่นต่างหากคือสิ่งที่ต้องคิดให้ลึก
เพราะสุดท้ายแล้ว ปัญหาไม่ใช่ ปืนหรือไม่ปืน
ปัญหาคือ
เราจะสร้างสังคมที่คนไม่ต้องใช้ปืนป้องกันตัวได้อย่างไร
1
และถ้ายังสร้างไม่ได้…
อย่างน้อยก็ควรสร้างกติกาที่มีเหตุผลว่า
เมื่อประชาชนถูกคุกคามถึงชีวิต
เขามีสิทธิทำอะไรได้บ้าง
1
ไม่ใช่พูดแบบกำกวม
ไม่ใช่ทำให้ประชาชนกลัวจนไม่กล้าป้องกันตัว
และไม่ใช่เปิดเสรีจนใครก็หยิบปืนมายิงใครก็ได้
เพราะสองสุดโต่งนี้ล้วนพังเหมือนกัน
รัฐที่ดีต้องไม่สร้างโลกที่ทุกคนต้องมีปืน
แต่ก็ต้องไม่สร้างโลกที่คนดีไม่มีทางเลือก
ในวินาทีที่คนร้ายกำลังพังประตูเข้าบ้าน
นี่แหละคือความแตกต่างระหว่าง
การควบคุมอาวุธ กับ การควบคุมประชาชน
และระหว่าง การปกป้องชีวิต กับ การปล่อยให้คนดีตกเป็นเหยื่อเพราะกลัวว่าการป้องกันตัวจะผิดกฎหมาย
กฎหมายที่ดีไม่ควรบอกประชาชนเพียงว่า
อย่ายิง
มันต้องตอบให้ได้ด้วยว่า ถ้ามีคนกำลังจะฆ่าคุณ แล้วคุณไม่ควรยิง… คุณควรทำอะไร
เพราะถ้าคนออกกฎหมายตอบคำถามนี้ไม่ได้
ปัญหาอาจไม่ใช่แค่เรื่องปืนแล้ว
แต่อาจเป็นเรื่องของ
คนที่ถืออำนาจในการออกกฎหมาย
เข้าใจโลกจริงมากพอหรือยัง
และคำถามนี้…
ประชาชนมีสิทธิถามครับ
เพราะชีวิตของประชาชนไม่ใช่ห้องทดลอง และครอบครัวของประชาชนไม่ใช่ตัวแปรในสมการของใคร
ถ้าจะออกกฎหมายกับชีวิตคน
อย่างน้อยก็ต้องคิดให้ลึกกว่าคำว่า ไม่ควรทำ
โฆษณา