เมื่อวาน เวลา 18:50 • ข่าว
มาครับ ชวนคิดชวนคุย ผมอยากจะชวนให้ทุกท่านคิดตามบทความของผมสักหน่อยนะครับ ภายใต้สมมติฐานของผม ว่า... ถ้าวันหนึ่งประชาชนไม่มีปืนเหลืออยู่เลย ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์ครับ ลองคิดตามผมนะครับ
2
ลองคิดอะไรที่มันมืดกว่าที่เราเคยคิดกันสักหน่อย
ถ้ากฎหมายควบคุมอาวุธมีไว้เพื่อความปลอดภัย ลดอาชญากรรม ลดการยิงกัน ลดความรุนแรง และทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ฟังดูดีชิบหาย ใครจะไปเถียงเรื่องความปลอดภัย
แต่ลองหยุดแล้วถามกลับอีกด้านหนึ่งดูว่า
ถ้าคำอธิบายเหล่านี้เป็นเพียงเหตุผลที่ถูกวางไว้ด้านหน้า แล้วข้างหลังมันมีเป้าหมายอีกอย่างซ่อนอยู่ล่ะ 🤔
ถ้าจุดประสงค์ที่แท้จริงไม่ได้มีแค่การลดอาชญากรรม แต่คือการค่อยๆทำให้ประชาชนคนธรรมดามีอาวุธน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ล่ะ
1
แล้วทำไมรัฐถึงต้องการให้ประชาชนไม่มีอาวุธ 🤔
ในมุมของทฤษฎีนี้ คำตอบไม่ได้อยู่ที่เรื่องโจรเพียงอย่างเดียว แต่มันอยู่ที่เรื่องอำนาจ เพราะรัฐไม่ได้อยู่ในบ้านของประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ตำรวจไม่ได้ยืนอยู่หน้าห้องนอนคุณ เจ้าหน้าที่ไม่ได้โผล่มาทันทีในวินาทีที่มีคนพังประตูเข้ามา และไม่มีใครรู้ว่าคุณจะมีเวลาเหลือกี่วินาทีในการตัดสินใจว่าคุณกับครอบครัวจะรอดหรือไม่ แต่ถ้ากฎหมายทำให้ประชาชนถูกจำกัดการพกพาอาวุธอย่างหนัก และแม้แต่การใช้อาวุธป้องกันตัวจากคนร้ายที่บุกเข้ามาในบ้านยังอาจทำให้เจ้าของบ้านต้องกลายเป็นฝ่ายที่ถูกสอบสวนหรือถูกดำเนินคดี
คำถามมันก็ไม่ใช่เรื่องปืนอีกต่อไป แต่มันคือคำถามว่า รัฐกำลังปกป้องประชาชนจากอาชญากร หรือกำลังทำให้ประชาชนต้องพึ่งรัฐมากขึ้นทุกที
ลองคิดต่อไปอีกนิด
คนที่ไม่มีอาวุธก็ต้องพึ่งตำรวจ คนที่ป้องกันตัวเองไม่ได้ก็ต้องพึ่งรัฐ คนที่ไม่มีอำนาจต่อรองก็ต้องยอมรับกติกาของคนที่ถืออำนาจ และถ้ารัฐเป็นรัฐบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เรื่องนี้อาจอธิบายได้ง่ายว่าเป็นนโยบายเพื่อความปลอดภัย
แต่ถ้าวันหนึ่งรัฐบาลกลายเป็นรัฐบาลที่ใช้อำนาจนิยมล่ะ ถ้าวันหนึ่งคนที่ถืออำนาจเริ่มควบคุมสื่อ กดดันฝ่ายตรงข้าม ปิดปากคนเห็นต่าง มีเรื่องคอร์รัปชันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และเริ่มมีประชาชนตั้งคำถามว่าอำนาจของรัฐบาลกำลังถูกใช้เพื่อปกป้องคนมีอำนาจมากกว่าปกป้องประชาชน
ตอนนั้นประชาชนที่ไม่มีอำนาจต่อรองเหลืออยู่
จะทำอะไรได้ 🤔
ตรงนี้แหละที่ทฤษฎีนี้เริ่มน่าขนลุก
เพราะถ้ารัฐรู้ว่าความไม่พอใจของประชาชนสามารถสะสมจนถึงจุดแตกหัก สิ่งที่รัฐบาลที่กลัวการสูญเสียอำนาจต้องระวังที่สุดอาจไม่ใช่โจร แต่อาจเป็นประชาชน
ประชาชนที่รวมตัวกันได้ ประชาชนที่ไม่ยอมจำนน ประชาชนที่รู้ว่าตัวเองมีอำนาจ และประชาชนที่มีศักยภาพในการต่อต้านรัฐ เพราะฉะนั้น หากมองผ่านเลนส์ของทฤษฎีนี้ การลดอาวุธของพลเรือนจึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงนโยบายด้านความปลอดภัย
แต่มันอาจเป็นการค่อยๆตัดแขนตัดขาของประชาชนออกทีละอย่าง วันนี้ลดการพกพา พรุ่งนี้ลดการครอบครอง ต่อมาทำให้การใช้อาวุธป้องกันตัวมีความเสี่ยงทางกฎหมายมากขึ้น จนสุดท้ายประชาชนเรียนรู้ว่าอย่าถือ อย่าใช้ อย่าเสี่ยง ปล่อยให้รัฐจัดการเอง
ฟังดูเรียบร้อยดีใช่ไหม
แต่ลองคิดให้ลึกกว่านั้น ถ้าประชาชนถูกทำให้ไม่มีอาวุธ ในขณะที่อำนาจของรัฐยังคงอยู่ในมือของคนกลุ่มเดิม แล้วถ้าวันหนึ่งคนกลุ่มนั้นทำเรื่องเลวๆขึ้นมาจริงๆ ใครจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ก็ ประชาชนไง
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ถึงน่ากลัวกว่าการถกเถียงเรื่องปืนธรรมดา เพราะปืนหนึ่งกระบอกไม่ได้มีแค่ความหมายว่าเป็นอาวุธ ในมุมของทฤษฎีนี้มันยังหมายถึงศักยภาพในการไม่ยอมจำนน แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนควรเอาปืนออกมายิงรัฐบาลหรือใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา
ประเด็นคือ
ถ้ารัฐสามารถลดศักยภาพของประชาชนลงได้ทีละนิดโดยใช้เหตุผลเรื่องความปลอดภัยเป็นฉากหน้า แล้วใครจะเป็นคนตรวจสอบว่าขอบเขตของคำว่าความปลอดภัยอยู่ตรงไหน
และลองดูอีกด้านหนึ่ง
ถ้าประชาชนไม่มีอาวุธถูกกฎหมาย แต่คนร้ายยังมีปืนเถื่อนอยู่เต็มไปหมด จะเกิดอะไรขึ้น
คนที่เคารพกฎหมายจะถูกจำกัด แต่คนที่ไม่เคารพกฎหมายก็ยังหาของเถื่อนได้ ปืนถูกกฎหมายลดลง แต่ปืนเถื่อนอาจเพิ่มขึ้น 😳
อาชญากรรมยังอยู่ ประชาชนยิ่งกลัว และรัฐก็มีเหตุผลในการออกกฎหมายเพิ่มขึ้นอีก กลายเป็นวงจรที่แม่งโคตรย้อนแย้ง 😳
ยิ่งบอกว่าจะทำให้สังคมปลอดภัย คนธรรมดากลับรู้สึกว่าตัวเองป้องกันตัวเองไม่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนร้ายไม่ได้หายไปไหน 😳
ถ้าอาวุธเถื่อนเพิ่มขึ้นจริง สิ่งที่รัฐจะทำต่อไปก็อาจเป็นการเพิ่มการตรวจค้น เพิ่มการควบคุม เพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ เพิ่มบทลงโทษ และเพิ่มกฎหมาย ทุกครั้งที่เกิดเหตุร้าย รัฐก็สามารถหยิบเหตุการณ์นั้นขึ้นมาเป็นเหตุผลว่าเห็นไหม สังคมยังไม่ปลอดภัย เราจึงต้องควบคุมเพิ่มอีก
และนี่คือวงจรที่ทำให้ทฤษฎีนี้น่ากลัว
เพราะมันไม่จำเป็นต้องมีใครนั่งอยู่ในห้องลับแล้วพูดว่าเราจะทำให้ประชาชนอ่อนแอ แค่กฎหมายเดินไปในทิศทางเดียวกันทีละขั้น ผลลัพธ์สุดท้ายก็อาจออกมาเหมือนกัน ประชาชนอ่อนแอลง รัฐแข็งแรงขึ้น ประชาชนพึ่งรัฐมากขึ้น และรัฐควบคุมได้มากขึ้น
แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ
ถ้าคนที่ถืออำนาจเป็นรัฐบาลที่ดี เรื่องนี้อาจไม่เกิดปัญหา แต่ใครรับประกันได้ว่าคนที่ถืออำนาจวันนี้จะเป็นคนดีตลอดไป ไม่มีใครรับประกัน และนี่คือสิ่งที่ประวัติศาสตร์สอนมนุษย์ซ้ำแล้วซ้ำอีก อำนาจที่ไม่มีแรงต้านย่อมมีโอกาสกลายเป็นอำนาจที่ไม่ต้องฟังใคร 😳
และตรงนี้เองที่ เนปาล กลายเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในกรอบความคิดนี้ เพราะเราเคยเห็นภาพประชาชนที่สามารถลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลจนเกิดแรงกดดันทางการเมืองครั้งใหญ่ได้
ลองจินตนาการว่าคุณเป็นรัฐบาลที่กลัวการลุกฮือของประชาชน สิ่งที่คุณกลัวไม่ใช่แค่คนไม่พอใจ แต่คือวันที่คนที่ไม่พอใจสามารถรวมตัวกันได้ วันที่คนธรรมดาจำนวนมหาศาลตัดสินใจว่าพอแล้ว วันที่ประชาชนรู้ว่าตัวเองมีพลังมากกว่าที่คิด
และถ้ามองผ่านเลนส์ของทฤษฎีนี้
การลดศักยภาพด้านอาวุธของพลเรือนก็สามารถถูกตีความได้ว่าเป็นหนึ่งในวิธีทำให้ประชาชนไม่มีเครื่องมือที่จะเปลี่ยนความไม่พอใจให้กลายเป็นแรงต่อต้านที่มีพลังมากขึ้น
ยิ่งรัฐบาลกลัวประชาชน ยิ่งต้องควบคุมประชาชน ยิ่งควบคุมประชาชน ยิ่งต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่าการเชื่อฟังคือความปลอดภัย และเมื่อประชาชนเชื่อแบบนั้นนานพอ วันหนึ่งการเชื่อฟังอาจกลายเป็นเรื่องปกติ
นี่แหละคือสิ่งที่ผมเรียกว่ารัฐซ้อนรัฐ 😳
1
ไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลลับอยู่ใต้ดิน ไม่จำเป็นต้องมีห้องประชุมลับ และไม่จำเป็นต้องมีใครส่งคำสั่งลงมาเป็นลายลักษณ์อักษร แค่มีโครงสร้างอำนาจที่ค่อย ๆ ปกป้องตัวเองผ่านกฎหมาย ผ่านระบบ ผ่านข้ออ้างเรื่องความปลอดภัย และผ่านความกลัวของประชาชน มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนธรรมดาค่อยๆเสียอำนาจของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือประชาชนอาจเป็นคนสนับสนุนมันด้วยตัวเอง เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุร้าย คนจะเรียกร้องให้รัฐควบคุมมากขึ้น ทุกครั้งที่เกิดอาชญากรรม คนจะเรียกร้องให้รัฐเข้มงวดขึ้น ทุกครั้งที่เกิดความวุ่นวาย คนจะเรียกร้องให้รัฐใช้อำนาจมากขึ้น จนวันหนึ่งเราอาจมีรัฐที่แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ และประชาชนที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ แล้วเราก็ยังเรียกมันว่าความปลอดภัย
นี่คือเหตุผลที่ผมไม่อยากมองกฎหมายควบคุมอาวุธเพียงแค่คำว่าห้าม ผมอยากถามต่อไปอีกว่า ห้ามเพื่ออะไร ห้ามใคร และสุดท้ายใครได้ประโยชน์จากการห้ามนั้น
ถ้าคำตอบคือเพื่อปกป้องประชาชนจริง
ก็ต้องถามต่อว่าประชาชนได้รับการปกป้องจากใคร จากโจร จากอาชญากร หรือจากประชาชนด้วยกันเอง แล้วถ้าวันหนึ่งคนที่ประชาชนต้องกลัวที่สุดไม่ใช่โจรล่ะ แต่เป็นคนที่ถืออำนาจรัฐล่ะ
ประชาชนที่ไม่มีอาวุธ ไม่มีอำนาจต่อรอง และไม่มีพื้นที่ให้ต่อต้าน จะเหลืออะไร
เหลือเพียงการยอมรับ
ยอมรับกฎหมาย
ยอมรับอำนาจ
ยอมรับคำสั่ง
และหวังว่าคนที่อยู่ข้างบนจะไม่ใช้สิ่งที่มีอยู่ในมือทำร้ายคนที่อยู่ข้างล่าง
เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องปืน มันคือเรื่องอำนาจ และคำถามสุดท้ายที่ผมอยากโยนให้คนอ่านก็คือ ถ้ารัฐบางแห่งกำลังทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนไม่มีอาวุธ ไม่มีอำนาจต่อรอง และไม่มีศักยภาพในการต่อต้าน แล้วสิ่งที่รัฐกลัวจริงๆคืออาชญากรที่ถือปืน หรือประชาชนธรรมดาที่วันหนึ่งตัดสินใจว่าพวกกูจะไม่ยอมอีกต่อไป
เพราะถ้าคำตอบเป็นอย่างหลัง กฎหมายที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าอาจไม่ได้มีเรื่องราวทั้งหมดเขียนเอาไว้ในตัวมัน และบางทีสิ่งที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายเขียนว่าห้าม แต่อาจเป็นเหตุผลที่มันไม่เคยเขียนให้เราเห็นต่างหาก
1
โฆษณา