13 ส.ค. เวลา 01:00 • ข่าวรอบโลก

จากโรงงานถึงจานอาหาร เมื่อมลพิษมาถึงสวนหลังบ้าน ใครต้องจ่ายสำหรับชีวิตที่เปลี่ยนไป

ไม่กี่วันก่อน สำนักข่าวชายขอบ ได้รายงานการพบสารโลหะหนักในพืชผลการเกษตรที่ลุ่มน้ำกก อ.แม่อาย พบว่าพืชผักหลายชนิดปะปนสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน
ในรายงานชิ้นต่อเนื่องกันระบุว่า ชาวบ้านเริ่มไม่กล้าซื้อผักที่ปลูกในพื้นที่ริมแม่น้ำกก ขณะที่เกษตรกรเองก็ไม่สามารถนำผลผลิตมาจำหน่ายได้เหมือนเดิม ทำให้ผู้ค้าต้องเดินทางไปซื้อผักจากพื้นที่อื่น ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น
แต่ทั้งนี้ ในรายละเอียดเชิงลึกนั้นยังต้องมีการตรวจสอบ โดยเฉพาะการยืนยันให้ได้ว่า ต้นธารสารโลหะหนักมาจากไหน และวันนี้กระจัดกระจายครอบคลุมพื้นที่มากเพียงใด
ท่ามกลางความคลุมเครือในตอนนี้ การใช้ชีวิตของผู้คน เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำกก คงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันอย่างแน่นอน
ซึ่งชวนนึกถึงเรื่องราวทำนองเดียวกัน ที่พบการปนเปื้อนของ PFAS ในแปลงผักเกษตรกร และเป็นประเด็นฟ้องร้องอยู่ในปัจจุบัน
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในปี 2022 เมื่อสื่อฝรั่งเศสได้เผยแพร่การสืบสวนเกี่ยวกับการปนเปื้อน PFAS ในน้ำ ดิน และสิ่งแวดล้อมรอบพื้นที่อุตสาหกรรม Vallée de la Chimie หรือ Chemical Valley (หุบเขาเคมี) รอบเมืองปิแอร์-เบนิต (Pierre-Bénite) ทางตอนใต้ของเมืองลียง
PFAS เป็นชื่อรวมของสารเคมีสังเคราะห์หลายพันชนิดที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรมตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 มีคุณสมบัติทนความร้อน ทนน้ำ และทนต่อสารเคมีได้ดี จึงถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตหลายประเภท
แต่ PFAS หลายชนิดสลายตัวได้ยากมาก และบางชนิดสามารถสะสมในสิ่งแวดล้อมและร่างกายมนุษย์ได้ จึงถูกเรียกว่า ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’ (forever chemicals)
หลังเรื่องนี้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ หน่วยงานท้องถิ่นเริ่มเข้ามาติดตามปัญหาอย่างเป็นระบบ มีการตรวจสอบทั้งน้ำ ดิน อากาศ รวมถึงอาหารที่ผลิตหรือบริโภคในพื้นที่ จนทราบว่า PFAS ปนเปื้อนอยู่ทั้งในตัวอย่างน้ำฝนและน้ำใต้ดินหลายจุด และมีค่าสูงกว่าเกณฑ์กำหนด
ขณะเดียวกันก็มีการตรวจสอบดิน น้ำที่ใช้รดสวน และผลผลิตจากสวนของประชาชนในพื้นที่ด้วย
จนนำไปสู่กสนออกมาตรการ ให้ประชาชนในพื้นที่ภายในรัศมีประมาณ 500 เมตรจากแนวการกระจายของมลพิษของโรงงาน Arkema และโรงงาน Daikin Chemical France หลีกเลี่ยงการบริโภคผักและผลไม้ที่ปลูกในสวนของตัวเอง
รวมถึงห้ามใช้น้ำจากบ่อส่วนตัวหรือน้ำฝนในบริเวณดังกล่าว เพราะต้องการลดความเสี่ยงต่อการรับ PFAS เข้าสู่ร่างกาย ระหว่างที่การตรวจสอบยังดำเนินอยู่
นอกจากน้ำและผัก ยังตรวจพบ PFAS สะสมในไข่จากเล้าไก่ที่ประชาชนเลี้ยงไว้กินเอง พบ PFAS สูงกว่าค่าที่ใช้สำหรับอาหารที่วางขายในตลาดหลายเท่าตัว
โดยพบสูงถึง 44.79 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ขณะที่ตามกฎอาหารที่วางขายต้องไม่เกิน 1.7 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม พร้อมอออกคำแนะนำไม่ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงกินไข่และเนื้อสัตว์ปีกที่เลี้ยงเอง
ด้วยมาตรการต่างๆ ที่ออกมา เท่ากับว่าประชาชนโดยรอบต้องหยุดหรือเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยทำเป็นเรื่องปกติไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม การพบสารในดิน น้ำ หรืออาหาร ยังไม่พอต่อการสรุปความรับผิดทางกฎหมายได้ทันที เพราะต้องพิสูจน์ต่อว่าสารนั้นมีแหล่งกำเนิดจากที่ใด กระจายออกมาอย่างไร และกิจกรรมของโรงงานแต่ละแห่งมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายมากน้อยเพียงใด
ในเดือนมีนาคม 2024 Métropole de Lyon หน่วยงานปกครองของลียง พร้อมกับหน่วยงานด้านน้ำในพื้นที่ จึงยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอให้มีการตรวจสอบความรับผิดของ Arkema และ Daikin มีเป้าหมายเพื่อหาความเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมของบริษัทกับการปนเปื้อน PFAS และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบน้ำและชุมชน
ต่อมา วันที่ 2 สิงหาคม 2024 ศาลยุติธรรมเมืองลียงมีคำสั่งให้ตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามาตรวจสอบ โดยผู้เชี่ยวชาญมีหน้าที่ศึกษาปัญหาการปนเปื้อนและความรับผิดของบริษัททั้งสอง
โดยมีการเก็บตัวอย่างดินและตรวจสอบเส้นทางการปนเปื้อน รวมถึงศึกษาการได้รับ PFAS ของประชาชนในพื้นที่
พร้อมกับได้ประเมินระดับการสัมผัสสาร และทำความเข้าใจว่ามลพิษแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายอย่างไร
ณ ตอนนี้ เรื่องนี้ยังไม่มีฉากจบ
แต่เมื่อต้นปี 2026 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อเหตุการณ์ที่เกิด (192 คน และเด็ก 25 คน) ได้ยื่นฟ้อง Arkema และ Daikin ต่อศาลยุติธรรมเมืองลียง เรียกร้องค่าเสียหายรวมมากกว่า 36 ล้านยูโร หรือประมาณ 190,000 ยูโรต่อคน
ในรายละเอียดข้อเรียกร้อง ถูกพูดถึงทั้งในแง่ค่ารักษาพยาบาล อาการป่วยจากโรค และยังรวมถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการใช้ประโยชน์จากบ้านและพื้นที่ของตัวเอง
เพราะเมื่อมีคำแนะนำไม่ให้บริโภคผัก ผลไม้ หรือไข่จากพื้นที่ของตัวเอง มันจึงเท่ากับประชาชนต้องสูญเสียรูปแบบการใช้ชีวิตแบบปกติไป
หนึ่งในผู้ฟ้องร้องเล่าว่า ก่อนเกิดปัญหา เธอเคยเก็บเชอร์รี กีวี และองุ่นจากสวนของตัวเอง และเคยทำน้ำองุ่นจากผลผลิตที่ปลูกเองได้ปีละประมาณ 40 ลิตร แต่หลังจากมีมาตรการห้าม เธอไม่สามารถบริโภคผลผลิตเหล่านั้นได้เหมือนเดิม
แม้ไม่มีรายงานตัวเลขที่แน่ชัดว่าผู้ฟ้องร้องต้องแบกภาระต้นทุนการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ แต่เห็นได้ชัดว่า ชีวิตที่พึ่งพาแหล่งอาหารจากแหล่งอื่นไม่ใช่สิ่งน่าอภิรมย์นัก
รวมถึงยังเป็นประเด็นชวนคิดว่า นอกจากความเสียหายด้านผลผลิตที่นับเป็นรูปธรรมแล้ว รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น หรือวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ควรถูกนับเป็นความเสียหายหรือไม่ และหากต้องชดเชย ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ
แม้วันนี้ คดีนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าโรงงานใดเป็นต้นเหตุของความเสียหายทั้งหมด หรือเป็นสาเหตุของโรคที่ผู้ฟ้องร้องแต่ละคนประสบอยู่หรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วมีความสำคัญในตัวมันเอง
เพราะมันแสดงให้เห็นว่ามลพิษจากอุตสาหกรรมไม่ได้จบลงตรงรั้วโรงงาน หากสารเคมีสามารถเคลื่อนเข้าสู่ดิน น้ำ และอาหารได้ ผลกระทบก็จะขยายไปถึงพื้นที่ที่คนใช้ชีวิตและผลิตอาหารกินเองได้เช่นกัน
และเมื่อถึงจุดนั้น เรื่องของมลพิษก็ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของต้นทุนที่สังคมต้องรับ และคำถามว่าต้นทุนเหล่านั้นควรตกอยู่กับใคร
รวมถึงเป็นคำถามมาถึงกรณีพบสารโลหะหนักในพืชผลการเกษตรที่ลุ่มน้ำกกว่าจะเอาอย่างไรต่อไป
อ้างอิง
À Lyon, Arkema déconseille de manger les légumes de ses jardins partagés https://www.lyoncapitale.fr/actualite/a-lyon-arkema-deconseille-de-manger-les-legumes-de-ses-jardins-partages
โฆษณา