5 ชั่วโมงที่แล้ว • ความคิดเห็น

ศักดิ์ศรีคือศัตรูผู้บริหาร

ผมเพิ่งดูซีรีส์เกาหลีเรื่องนึงจบไป เป็นซีรีส์ที่ไม่มีใครตาย ดราม่าแค่เบาๆ ไม่มีอะไรโลดโผน แต่เป็นซีรีส์ที่โดนใจที่สุดในรอบปีเลย
เพราะเป็นเรื่องราวของผู้บริหารระดับกลางวัย 50 ต้นในบริษัทโทรคมนาคมใหญ่ที่กำลังลุ้นจะได้โปรโมท แล้วก็เลยทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งตำแหน่งที่อุตส่าห์ทุ่มเททั้งชีวิตมา 25 ปี
ก่อนชีวิตจะพลิกผัน แล้วต้องเผชิญกับอุปสรรคจากชีวิตจริงที่ทั้งตัวเองก็ทำไม่เป็นและจมไม่ลง
ซีรีส์นั้นชื่อ “ the dream life of Mr.Kim”
และก็เพราะความเป็นลูกจ้าง และความที่ผมเคยเป็นผู้บริหารในบริษัทใหญ่ด้วยนี่แหละครับ ทำให้ผมอินมากๆ ใครเป็นเถ้าแก่อาจจะดูไม่อินเท่าไหร่ เลยอยากสรุปบทเรียนในมุมของคุณคิมที่สะท้อนความคิดของผู้บริหารอีโก้สูงได้ดีมากๆไว้ให้ผู้บริหารทั้งหลาย ซึ่งอ่านแล้วก็ดูจะมีความสปอยล์อยู่เหมือนกัน
ใครอยากดูซีรีส์อย่าเพิ่งอ่านละกันนะครับ แต่ใครอยากได้มุมสะท้อนถึงตัวเองก็อ่านได้เลย..
- Shit happened
โลกของมนุษย์เงินเดือนนั้น มีอะไรให้พลิกผันได้เสมอ อะไรที่แน่นอนก็กลับไม่แน่นอนได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะในโลกแห่งยุคที่ AI กำลังเขย่าองค์กรอยู่แบบนี้ ตำแหน่งที่ได้เลื่อนแน่ๆก็อาจจะไม่ใช่ถ้ามีการเมืองแทรก หรือบริษัทต้องลดต้นทุนเพื่อสู้กับบริษัทอื่น
การเอาคนเงินเดือนเยอะอายุมากออกนี่กลายเป็นเรื่องปกติเพราะเด็กใหม่ๆถูกกว่า เก่งกว่า แถมมี AI มาแทนงานได้หลายงาน ต่อให้ AI ยังมาแทนไม่ได้ เทรนด์ของบริษัที่ต้องลดต้นทุนโชว์เพื่อบอกว่าเราก็ AI adoption แล้วใช้ได้เลยนะก็มากขึ้นเรื่อยๆ
ผู้บริหารในวัย 50 จึงสุ่มเสี่ยงมากๆไม่รู้ว่าจะโดนมุมไหนเมื่อไหร่ ตัวเอกในเรื่องก็โดนบีบให้ออกเพราะอายุเยอะเงินเดือนแพง ล่าสุดน้องสาวก็เล่าว่าบริษัทยาระดับโลกในเมืองไทยที่ดูกำไรดี๊ดีก็ยังเพิ่งประกาศนโยบายว่าลดคน 25% แบบดื้อๆ คือสี่โดนหนึ่ง เพื่อรักษาระดับกำไรไว้และเป็นแอคชั่นที่นักลงทุนต้องการ
เวลานั้นมาถึงเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ ไม่พูดถึงการเจ็บไข้ได้ป่วยกะทันหันในวัยนี้เอาด้วยซ้ำ ใครที่คิดเข้าข้างตัวเองว่ายังมั่นคง อยู่จนเกษียณ ก็ทดไว้นิดนึงก่อนก็ยังดี ถ้าโป้งป้างขึ้นมา เราได้เตรียมอะไรไว้บ้างในกรณีแบบนั้น
- ตำแหน่งใหญ่กว่าฝีมือ
คนที่อยู่บริษัทใหญ่ ธนาคารใหญ่มักจะโดนกับดักตำแหน่งหน้าที่หรูๆ ความรู้สึกว่าตัวเองนี่เจ๋งมากที่เข้าบริษัทใหญ่ได้ เงินเดือนก็สูงกว่าเพื่อนๆในอายุเดียวกัน ความรู้สึกนี้หลายคนจะอุปโลกน์ไปเองว่าเรานี่เก่งกว่าใคร ฉลาดกว่าใคร ตำแหน่งก็เป็นเครื่องบ่งบอกอยู่แล้ว
ผมเคยอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีผู้เล่นน้อยราย หรืออุตสาหกรรมที่มีรัฐคุ้มครองอยู่ และก็ได้เจอบริษัทที่คู่แข่งมาทุกสารทิศ หรือผู้ประกอบการที่ต้องดิ้นรนสายตัวแทบขาด ก็รู้เลยว่าคนที่อยู่ในธุรกิจแบบนั้นจะมีความเหลิงกว่าฝีมือจริงๆมาก
3
ยิ่งอยู่บริษัทใหญ่ ยิ่งถนัดแค่บางงานที่ทำซ้ำๆมาหลายปี เผลอๆลูกน้องทำเป็นส่วนใหญ่ ทักษะในการทำงานต่างอุตสาหกรรม ทำงานที่กว้าง หรือการลงสนามแดงเดือดนี่แทบเป็นศูนย์
ตำแหน่งใหญ่นี่ยิ่งทำให้หลงจนไม่พัฒนาตัวเอง บางครั้งพาไปถึงขั้นหยิ่งผยอง จนมารู้ซึ้งเมื่อต้องออกมาเจอโลกแห่งความเป็นจริงในที่สุด ..ว่าตัวเองไม่ได้เก่งอะไรเลยถ้าไม่มีหมวกของบริษัทคุ้มหัวอยู่
- บริษัทไม่มีตัวตน ทุกคนทำเพื่อตัวเอง
ความคาดหวังที่บริษัทจะต้องตอบแทนความทุ่มเทที่เรามีให้ต่อองค์กรมาหลายสิบปี บริษัทจะต้องดูแลเรา ต้องตอบแทนเราในบั้นปลายนั้น เป็นความคิดที่ตกยุคไปตั้งแต่สมัย life time employment เมื่อยี่สิบปีก่อนที่คนยุคผมถูกสอนมา เพราะในความเป็นจริงแล้ว บริษัทก็คือนิติบุคคล ไม่ใช่บุคคลจริงๆด้วยซ้ำ
ต่อจากหัวหน้าเรา ที่พอรู้จักก็แค่ถึงซีอีโอที่ต้องดิ้นรนทำกำไรทุกไตรมาส ทำไม่ได้ซักสองสามครั้ง ซีอีโอก็ร่อแร่ จะอยู่ตอบแทนใครได้ ซีอีโอใหม่มาก็ต้องนำส่งผลประกอบการ
ใครอยู่มานาน ทำงานหนักแค่ไหนมาก่อน ในมุมของเครื่องจักรผลิตกำไรก็คือว่า ตอนทำงานก็ได้ผลตอบแทนแล้ว ถ้าเริ่มไม่คุ้มก็ต้องหาคนที่คุ้มกว่ามาทำ ก็แค่นั้น
เหนือกว่าซีอีโอก็คือคณะกรรมการ หลายคนก็ไม่รู้จักเราด้วยซ้ำ คณะกรรมการก็คือคณะบุคคลที่ก็ต้องดูแลผู้ถือหุ้นเป็นหลัก ทั้งผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้ถือหุ้นส่วนน้อย ไม่พูดถึงผู้ถือหุ้นที่ลงทุนก็หวังกำไร จะให้รู้จักมักจี่พนักงาน หรือแม้แต่ผู้บริหารก็ไม่น่าจะเป็นไปได้
1
มองไปสูงหน่อยก็ไม่เห็นใครเป็นคนๆแล้ว มองไปข้างๆ ทุกคนก็ต้องเอาตัวรอดกันทั้งสิ้น ทำงานมากี่ปี ก็ได้ดีที่สุดคือชดเชยตามกฎหมาย หรือมากกว่ากฎหมายนิดหน่อยก็แค่นั้น
เป็นโลกทุนนิยมที่เข้าใจได้ก็ไม่ทุกข์ เข้าใจไม่ได้ก็ทุกข์ แต่ไม่ว่าจะเข้าใจหรือไม่ โลกก็จะไม่หมุนรอเราอยู่ดี
- วางไม่ได้ก็ทุกข์ วางได้ก็สุข
ในซีรีส์ที่ว่า ตัวเอกใช้เวลานานมากในการรักษาศักดิ์ศรีผู้บริหารบริษัทใหญ่ที่ตัวเองภาคภูมิใจว่าเป็นหน้าเป็นตาของครอบครัวและเหนือกว่าเพื่อนคนอื่นไว้
ยิ่งพยายามดิ้นรน วางไม่ได้ ก็ยิ่งทำให้ตัดสินใจผิดพลาดไปทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด ทำในสิ่งที่รักษาหน้าตัวเองไว้ และยิ่งขุดหลุมลึกลงไปอีกเพราะความเข้าใจฝีมือตัวเองเก่งเกินเพราะตำแหน่งที่ภูมิใจและคิดว่าตัวเองเก่ง
จุดพลิกผันก็คือความผิดพลาดจนลงลึก วิกฤตซ้อนวิกฤตจนต้องยอมรับตัวเองว่าตำแหน่งบนหัวที่กอดไว้ ศักดิ์ศรีนั้นมันกินไม่ได้ และนำมาซึ่งความยโสโอหังจนไม่มีทางไป เมื่อยอมรับได้แล้ว การมองโลกจึงเปลี่ยนไปและเป็นไปตามความเป็นจริงมากขึ้น
มากพอที่จะเริ่มแก้ไขบนสมมติฐานของมนุษย์ปกติได้ในที่สุด หลายคนอาจจะช้าเกิน หลายคนอาจจะยอมรับไม่ได้ก็มีให้เห็นอยู่มากในสังคม
วางได้เมื่อไหร่ ความสุข สงบ และทางที่จะเดินต่อในชีวิตจึงจะชัดเจนขึ้นมา..
- อายุน้อยอยู่ที่ know how อายุมากอยู่ที่ know who
ผู้บริหารที่อายุค่อนข้างเยอะ ทักษะใหม่ๆอะไรก็เรียนรู้สู้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ AI ตัวใหม่ๆแค่รู้ก็ยังยากเลย จะไปถึงกับเป็นผู้เชี่ยวชาญก็คงไม่ได้ วิถีการทำงานใหม่ โลกที่หมุนขนาดนี้ ประสบการณ์เดิมก็ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง
แต่ก่อนเป็นเซียนด้านอนุมัติสินเชื่อ เดี๋ยวนี้ใช้ AI อนุมัติแม่นกว่าประสบการณ์สามสิบปีของเราก็เห็นอยู่เยอะ
แล้วผู้บริหารมักจะยังมีประโยชน์อะไร เวลาน้องๆวิ่งชนกำแพง มาถามว่าจะคุยกับฝ่ายนั้นอย่างไรดี หรือลูกค้าคนนี้โหดมา เจอปัญหาแล้วเขาไม่ยอมเลย
ผู้ใหญ่หลายคนยังพอมีประโยชน์ในมุมว่า คนนี้พี่รู้จัก เคยทำงานโครงการเดียวกันเมื่อสิบปีก่อน ลูกค้าคนนี้ซี้เลย เคยช่วยเขาไว้ตอนเขายังเล็ก หรือฝ่ายนั้นไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพี่ยกหูหา เคลียร์ได้
ทักษะของรุ่นใหญ่ในยุคที่อะไรๆพัฒนาจนตามไม่ทันนี้ กลายเป็นความสามารถในการ know who มากกว่า know how ที่เด็กๆไม่ได้ต้องการให้เราสอนอะไรมาก แต่แก้ปัญหาให้มากกว่า คำถามที่น่าคิดคือ เราได้ทำตัวดีๆ ช่วยเหลือคนอื่น ผูกมิตรไมตรี โชว์ผลงานไว้พอที่เราจะมีเครือข่าย know who มากพอหรือไม่
ถ้ามีน้อยหรือยังไม่มี เราจะเริ่มสร้างเครือข่ายนี้ไว้ได้อย่างไร เพราะก็เป็นประโยชน์ประการหนึ่งของผู้บริหารเงินเดือนมากแต่ทักษะตามไม่ค่อยทันเช่นกัน
- Regret ที่ทำงานหนักเกินไป
ผมเคยคุยกับหมอแนต นิษฐา แห่งโรงพยาบาลคูน ที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้จากไปอย่างสงบ ไม่ทรมาน หมอแนตเจอผู้ป่วยที่ใกล้ตายเยอะมาก ผมเลยถามว่าผู้ป่วยระยะนั้นมีเรื่องอะไรที่เสียใจ หรือติดค้างในใจมากที่สุด
หมอแนตบอกว่า ส่วนใหญ่เสียใจว่าทำงานหนักเกินไป..
การทำงานหนักนั้นเป็นเรื่องปกติในช่วงที่จำเป็นต้องทำ แต่การทำงาน “หนักเกินไป” นั้นน่าจะหมายถึงเอาทั้งชีวิตไปผูกกับงาน ทุ่มเทโดยไม่สามารถแยกแยะว่ามีอะไรสำคัญในชีวิตอีกบ้าง เช่นครอบครัว สิ่งที่ตัวเองอยากทำแล้วปล่อยเวลาผ่านไปโดยไม่ได้ทำ
ตัวเอกในเรื่องก็ทุ่มเทจนไม่ได้ไปวันสำคัญๆ ของลูกที่โรงเรียนเลย แต่ไปวันของลูกเจ้านายแทน ที่เสียใจก็น่าจะเป็นเพราะสิ่งที่ทุ่มเทไปทั้งชีวิตนั้นมาพร้อมความคาดหวังที่บริษัทจะเห็นคุณค่าความทุ่มเทนั้น และให้รางวัลกลับมาเป็นตำแหน่งหรือการจ้างงานจนเกษียณ แล้วจะต้องมาพบความจริงอันเจ็บปวดว่ามันไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่นัก
เพราะปัจจัยเรื่องการทำกำไร การเมืองภายใน การเอาตัวรอด ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ประโยชน์และคุณค่าของตัวเองที่ทำแล้วคุ้มที่จะจ้างต่อต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญ
ก็น่าจะเป็นเหตุหลักที่ทำให้เสียใจ ผิดหวัง และรู้งี้ ในบั้นปลายชีวิตเหมือนกัน
- Inventory and Cashflow
ผู้บริหารใหญ่กับการเป็นเถ้าแก่นี่แทบจะไม่เหมือนกันเลยนะครับ มีหลายเรื่องที่เป็นผู้บริหารใหญ่ เก่งแค่ไหนพอทำธุรกิจเองก็ตกม้าตายโง่ๆ ในซีรีส์ก็มีตัวอย่างของการทำธุรกิจมือใหม่ด้วยความโลภแต่ไม่เข้าใจเรื่องกระแสเงินสด ที่ทำให้ผมนึกถึงผมกะภรรยาที่มีประสบการณ์เล็กๆแบบนั้นเหมือนกัน
ตอนเพิ่งทำงานได้ไม่นาน เราไปหุ้นทำร้านขายของพรีเมี่ยมเก๋ๆกับน้องคนหนึ่ง เราถือหุ้นเล็กมาก แต่ก็ไปช่วยในตอนเริ่ม ไปเช่าร้านที่สยามดิสคอเวอรี่ แล้วหุ้นใหญ่ซึ่งก็เป็นคนรันธุรกิจมือใหม่ไปเจอตุ๊กตาสัตว์เลี้ยงอีเลคโทรนิคตัวหนึ่ง คิดว่ามันเจ๋งมาก น่าจะขายได้
ด้วยความคิดแค่ว่ายิ่งสั่งเยอะยิ่งได้ราคาต่อหน่วยถูก และขายได้แน่ๆ ไม่ได้รู้ถึงความต้องการตลาดจริงๆ ร้านก็เล็กนิดเดียว เลยสั่งมาพันตัว สุดท้ายก็ขายไม่ออก สต๊อกบวม และก็ได้เข้าใจธุรกิจ 101 ที่สำคัญที่สุดก็คือ กระแสเงินสด..
แล้วก็ไปไม่รอดในที่สุดเพราะติดสต๊อก ..
ความคิดที่ว่าเป็นผู้บริหารใหญ่แล้วจะทำธุรกิจอะไรก็ได้ ก็เป็นความคิดที่ต้องทิ้งไปก่อนจะเริ่มทำธุรกิจอะไรก็ตาม ถ้าต้องออกมาทำเองนะครับ
- ตัดอวัยวะรักษาชีวิต
ในซีรีส์ ตัวเอกไปทำพลาดด้วยความหน้าใหญ่และไม่เข้าใจกลโกง จนเป็นหนี้เป็นสินเยอะเกินตัว ทรัพย์สมบัติที่มีชิ้นเดียวที่เหลือก็คืออพาร์ตเมนท์แห่งความภูมิใจที่เก็บหอมรอมริบมาชั่วชีวิต เป็นหน้าเป็นตาที่มีอพาร์ตเมนท์ในโซลได้ ยังไงก็ไม่ยอมขายเพราะเสียหน้า
แต่ในที่สุดภรรยาผู้ไม่ได้มีหน้าตาแต่เข้าใจตัวเลขดีต้องจับขาย ถึงไปหักกลบลบหนี้แล้วรอดมาได้
เป็นวิชาเดียวกับที่คุณตันแห่งอิชิตันรอดมาได้จากช่วงวิกฤตปี 40 ที่คุณตันเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว คุณตันเล่าว่าเคยได้ยินเคล็ดวิชา “ ตัดอวัยวะรักษาชีวิต” จากที่ผู้ใหญ่คุยกันในตอนวิกฤตรอบก่อนว่าคนที่รอดได้คือคนที่ยอมเสียศักดิ์ศรีตัดอวัยวะสำคัญทิ้ง
1
มีอะไรขายได้ขายให้หมดเพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่ทบต้นเป็นภาระที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆให้หยุดเลือดไหลก่อน หยุดเลือดได้ แล้วค่อยๆลดเงินต้นจากรายได้ที่พอมี จึงจะรอดได้
คุณตันก็ขายทุกอย่างที่มี รวมถึงแหวนแต่งงาน ลดต้นลดดอกถึงเริ่มค่อยๆปีนขึ้นมาจากหลุมลึกได้ แต่ที่คุณตันบอกว่าสำคัญที่สุดคือต้องลดศักดิ์ศรี หน้าใหญ่และความเป็นเจ้าของให้ได้ก่อนเป็นอย่างแรก
ซึ่งศักดิ์ศรีปลอมๆในนามผู้บริหารบริษัทใหญ่นี่แหละที่เป็นศัตรูตัวสำคัญในแทบจะทุกเรื่องของชีวิต
- เริ่มต้นโดยคิดถึงจุดจบ
หลังจากได้ดูซีรีส์เรื่องที่ว่าจนจบ ความรู้สึกแรกที่มีก็คือความรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้มีโอกาสผิดพลาดแบบตัวเอกในหนังตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะผมเคยมีอีโก้แนวคิดว่าตัวเองเก่ง เป็นผู้บริหารบริษัทโทรคมนาคมใหญ่ ไปทำอะไรก็ไม่น่ายาก แล้วดันลาออกไปจริงๆและก็ต้องตกระกำลำบาก ไปที่ใหม่ก็ล้มเหลว มีช่วงตกงานไม่มีใครรับ แต่ยังโชคดีที่ได้โอกาสแก้ตัวได้ในที่สุด
การเตรียมตัวที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริหารวัยเริ่มเยอะที่น่าจะเริ่มได้ก็คือให้รู้ว่าวันหนึ่งก็จะถึงจุดที่เราต้องเดินออกมา และคิดถึงกรณีที่ไม่คาดคิดไว้ว่าอาจจะเกิดเร็วกว่าที่คิด ในการที่จะเดินออกมาอย่างพร้อมกับการเผชิญโลกแห่งความจริงที่อายุเยอะ สมัครงานใหม่ก็ไม่ง่าย
จะทำธุรกิจอะไรก็ไม่ได้มีทักษะครบพอนั้น ก็ต้องเริ่มจากทัศนคติที่มองหัวโขนเป็นเรื่องสมมติได้ได้โดยไว ลองพัฒนาทักษะสำรองและเริ่มทดลองอะไรบางอย่างเผื่อต้องออกมาทำอะไรของตัวเอง เรียนรู้ที่จะเก็บหอมรอมริบไว้พอที่จะเป็นทุน หรือพอที่จะอยู่ได้เป็นปีในกรณีตกงาน
ที่สำคัญก็คือ ต้องเริ่มเห็นผู้คนรอบข้างให้ชัดกว่าตำแหน่ง พัฒนาภาวะผู้นำที่ลูกน้องทั้งรักและได้ผลงานที่ดี สร้างเครือข่ายรอบตัวทั้งในอุตสาหกรรมเดียวกันและนอกอุตสาหกรรมไว้ให้มาก ช่วยเหลือผู้คนให้เยอะ เพราะเครือข่ายเหล่านี้ที่ทั้งจะทำให้เรายังมีประโยชน์ให้การเชื่อมโยงผู้คนตอนทำงานแล้ว
ตอนที่ออกจากงานมาก็จะเป็นกำลังสำคัญไม่ว่าจะหางานใหม่ จะสร้างธุรกิจเล็กๆเอง หรือแม้แต่ได้พออาศัยไหว้วานยามฉุกเฉินได้
ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของการเป็นผู้บริหารบริษัทใหญ่ก็คือศักดิ์ศรีและความหลงในตำแหน่งที่เกินทักษะจริงของตัวเอง เราจะเริ่มเห็นตัวตนที่ชัดเจน เตรียมพร้อมกับชีวิตจริงได้ก็ต้องวางหัวโขนลงให้ได้ก่อนเป็นอย่างแรก ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ยังมีตำแหน่งอยู่ หรือตอนที่ลงจากตำแหน่งแล้วก็ตาม ชีวิตถึงจะเดินหน้าต่อได้…
ซีรีส์ให้บทเรียนไว้แบบนั้น และประสบการณ์ที่เจ็บปวดของผมก็เห็นไปในทางเดียวกัน ผมถึงอินกับซีรีส์นี้มากๆเลยครับ…
โฆษณา